ประวัติหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

ประวัติหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

เมื่อหลายร้อยปีมาแล้วหัวเมืองทางภาคใต้ของประเทศไทยเล่าลือ กันมาว่าได้มีพระภิกษุสงฆ์ ทรงสมณศักดิ์ขั้นสมเด็จถึง ๔ องค์ ด้วยกัน คือ
๑ . สมเด็จเจ้าเกาะยอ
๒ . สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่
๓ . สมเด็จเจ้าจอมทอง
๔ . สมเด็จเจ้าพะโคะ

ในที่นี้ ขอกล่าวเฉพาะตำนานสมเด็จเจ้าพะโคะโดยตรง ตามตำนาน กล่าวไว้ว่า สมเด็จเจ้าพะโคะองค์ นี้ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชมุนี สามีรามคุณูปมาจารย์ จากสมเด็จพระมหาธรรมราชาสมัยพระองค์ ครองกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และกล่าวไว้ว่าสมเด็จเจ้าพะโคะ ชาตะ วันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง ตรงกับ พ . ศ . ๒๑๒๕ บิดาชื่อหู มารดาชื่อนางจันทร์ มีอายุมากแล้ว จึงคลอดบุตรเป็นชาย ชื่อเจ้าปู่ และได้คลอดบุตรคนนี้ที่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระ ( อ . จะทิ้งพระ จ . สงขลา เวลานี้ )

ตาหู นางจันทร์ เป็นคนยากจน ได้อาศัยอยู่กับคฤหบดีผู้หนึ่งไม่ปรากฏ นาม สองสามีภริยาเป็นผู้มั่นอยู่ ในศีลธรรม เมื่อนางจันทร์ออกจากการอยู่ไฟ เนื่องในการคลอดบุตรแล้ว วันหนึ่งนางจันทร์ อุ้มลูกน้อยพร้อมด้วยสามีออกไปทุ่งนา เพื่อช่วยเก็บเกี่ยวข้าวให้แก่เจ้าของบ้านที่ได้มาอาศัยอยู่ครั้นถึงทุ่งนาได้เอา ผ้าผูกกับต้นหว้า ซึ่งขึ้นอยู่ใกล้กัน ทำเป็นเปลให้ลูกนอน แล้วพากันลงมาเก็บ เกี่ยวข้าวต่อไป ขณะสองสามีภรรยาเก็บเกี่ยวข้าวอยู่ชั่วครู่ นางจันทร์ เป็นห่วงลูก ได้เหลียวมามองที่เปล ปรากฏว่ามีงูบองตัวโตผิดปกติ ได้ขดตัวรอบรัวเปลที่ เจ้าปู่นอน สองสามีภริยาตกใจร้องหวีดโวยวายขึ้น เพื่อนชาวนาที่เกี่ยวข้าวอยู่ใกล้เคียงก็รีบพากันวิ่งมาดู แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะช่วยอะไรได้งูใหญ่ตัวนั้นเห็น คนเข้าใกล้ก็ชูศีรษะขึ้นส่งเสียงขู่คำรามดังอย่างน่ากลัว จึงไม่มีใครกล้าเข้าไป ใกล้เปลนั้นเลย

ฝ่ายนายหูนางจันทร์ผู้มั่นอยู่ ในบุญกุศล ยืนนิ่งพินิจพิจารณาอยู่ปรากฏว่างูใหญ่ ตัวนั้นมิได้ทำอันตรายแก่ บุตรน้อยของตนเลย จึงเกิดความสงสัย ว่างูบองใหญ่ตัวนี้น่าจะเกิดจากเทพนิมิตบันดาล คิดดังนั้นแล้วก็พากันหา ดอกไม้และเก็บรวงข้าวเผาเป็นข้าวตอกนำมาบูชา และกราบไหว้งูใหญ่พร้อม ด้วยกล่าวคำสัตย์อธิษฐาน ขอให้ลูกน้อยปลอดภัย ในชั่วครู่นั้นงูใหญ่ก็คลายขนดลำตัวออกจากเปล อันตรธานหายไปทันที นายหูนางจันทร์ และเพื่อนพา กันเข้าไปดูทารกที่ในเปล ปรากฏว่าเจ้าปู่ยังนอนหลับเป็นปกติ แต่มีแก้วดวงหนึ่ง วางอยู่ที่คอในที่ลุ่มใต้ ลูกกระเดือก แก้วดวงนั้นมีสีแสงรุ่งเรืองเป็น รัศมีหลากสี สองสามีภริยาจึงเก็บรักษาไว้คหบดีเจ้าของบ้านทราบความ จึงขอแก้วดวงนี้ ไว้เป็นกรรมสิทธิ์ ตาหูนางจันทร์ก็จำใจมอบให้คหบดีผู้นั้น เมื่อได้แก้วพระยางูมาไว้เป็นสมบัติของตนแล้ว ก็รู้สึกพอใจ ต่อมาไม่นานได้เกิดการวิปริต ให้ความ เจ็บไข้ได้ทุกข์แก่ คหบดีและครอบครัวขึ้นอย่างรุนแรงผิดปกติ จนไม่มีทาง แก้ไขได้จนถึงที่สุดคหบดีเจ้าของบ้านจึงคิดว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ คงจะเป็นเพราะยึดเอาดวงแก้วพระยางูนั้นไว้จึงให้โทษ และเกรงเหตุร้าย จะลุกลามยิ่ง ๆ ขึ้น จึงตัดสินใจคืนแก้วดวงนั้นให้สองสามีภริยากลับคืนไป ต่อมาภายในบ้านและครอบครัวของคหบดีผู้นั้นก็ได้อยู่เย็นเป็นสุขตามปกติ ขณะที่นายหูนางจันทร์ ได้ครอบครองแก้ววิเศษอยู่นั้น ปรากฏว่าเจ้าของบ้าน ก็มีความเมตตาสงสารไม่ใช้งานหนัก การทำมาหากินเลี้ยงชีพก็จำเริญรุ่งเรือง ขึ้นเป็นลำดับ อยู่สุขสบายตลอดมา

เมื่อกาลล่วงนานมาจนเจ้าปู่อายุ ๗ ปี บิดามารดาได้นำไปถวาย สมภารจวงให้เรียนหนังสือ ณ วัดดีหลวง เด็กชายปู่ศึกษาเล่าเรียนมีความ เฉลียวฉลาดยิ่งกว่าเพื่อนคนใด ๆ เมื่อเด็กชายปู่มีอายุ ๑๔ ปี สมภารจวงผู้เป็น อาจารย์ ได้บวชให้เป็นสามเณร ต่อมาท่านอาจารย์ ได้นำไปฝากท่านพระครู สัทธรรมรังษี ให้เรียนหนังสือมูลกัจจายน์ ณ วัดสีหยัง ( วัดสีคูยัง อ . ระโนด เวลานี้ )

สามเณรปู่เรียนมูลกัจจายน์ อยู่ กับท่านพระครูสัทธรรมรังษี ซึ่งท่าน มาจากกรุงศรีอยุธยา ทางคณะสงฆ์ให้ เป็นครูสอนวิชามูลฯ ทางหัวเมืองฝ่ายใต้ใน สมัยนั้น มีพระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนกันมา สามเณรปู่มีสติปัญญา เฉลียวฉลาดส่อนิสัยปราชญ์ มาแต่กำเนิด ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชามูลฯ อยู่ไม่นานก็สำเร็จ เป็นที่ชื่นชอบของพระอาจารย์ เป็นอย่างมาก

เมื่อสามเณรปู่เรียนจบวิชามูลฯ แล้ว ได้กราบลาพระอาจารย์ไปเรียน ต่อยังสำนักพระครูกาเดิม ณ วัดสีมาเมือง เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อครบอายุ บวช พระครูกาเดิมผู้ เป็นอาจารย์ จัดการอุปสมบทให้เป็นภิกษุในพุทธศาสนา ทำญัติอุปสมบทให้ฉายาว่า ” สามีราโม ” ณ สถานที่คลองแห่งหนึ่งโดยเอาเรือ ๔ ลำ มาเทียบขนานเข้าเป็นแพ ทำญัติ ต่อมาคลองแห่งนั้น มีชื่อเรียกกันว่า คลองท่าแพ จนบัดนี้

พระภิกษุปู่ เรียนธรรมอยู่สำนักพระครูกาเดิม ๓ ปี ก็เรียนจบชั้น ธรรมบทบริบูรณ์ พระภิกษุปู่ได้ กราบลาพระครูกาเดิมจากวัดสีมาเมืองกลับ ภูมิลำเนาเดิม ต่อมาได้ขอโดยสารเรือสำเภาของนายอินทร์ลงเรือที่ท่าเมือง จะทิ้งพระไปกรุงศรีอยุธยา พระนครหลวงเพื่อศึกษาเล่าเรียนธรรมเพิ่มเติมอีก เรือสำเภาใช้ใบแล่นถึงเมืองนครศรีธรรมราช นายอินทร์ เจ้าของเรือได้นิมนต์ขึ้นบก ไปนมัสการพระบรมธาตุตามประเพณีของชาวเรือเดินทางไกล ซึ่งได้ปฏิบัติกันมาแต่กาลก่อน ๆ เพื่อขอความสวัสดีต่อการเดินทางทางทะเล แล้วพากันมาลงเรือสำเภาที่คลองท่าแพ เรือสำเภาใช้ใบออกสู่ทะเลหลวง เรียบร้อยตลอดมาเป็นระยะทาง ๓ วัน ๓ คืน วันหนึ่งท้องทะเลฟ้าวิปริต เกิดพายุฝนตก

มืดฟ้ามัวดินคลื่นคะนองเป็นบ้าคลั่ง เรือจะแล่นต่อไปไม่ได้จึงลดใบทอดสมอสู่คลื่นลมอยู่ ๓ วัน ๓ คืน จนพายุร้ายสงบเงียบลงเป็นปกติ แต่เหตุการณ์บนเรือสำเภาเกิดความเดือดร้อนมาก เพราะนํ้าจืดที่ลำเลียงมา หมดลง คนเรือไม่ มีนํ้าจืดดื่มและหุงต้มอาหาร นายอินทร์ เจ้าของเรือเป็นเดือด เป็นแค้นในเหตุการณ์ครั้งนั้น หาว่าเป็นเพราะพระภิกษุปู่อาศัยมา จึงทำให้เกิด เหตุร้าย ซึ่งตนไม่เคยประสบเช่นนี้มาแต่ก่อนเลย ผู้บันดาลโทสะย่อมไม่รู้จัก ผิดชอบฉันใด นายเรือคนนี้ก็ฉันนั้น เขาจึงได้ไล่พระภิกษุปู่ลงเรือ ใช้ให้ลูกเรือ นำไปขึ้นฝั่ง หมายจะปล่อยท่านไปตามยถากรรม ขณะที่พระภิกษุปู่ลงนั่งอยู่ในเรือเล็ก ท่านได้ยื่นเท้าลงเหยียบนํ้าทะเลแล้วบอกให้ลูกเรือคนนั้นตักนํ้าขึ้นดื่มกินดู ปรากฏว่านํ้าทะเลที่เค็มจัดตรงนั้นแปรสภาพเป็นนํ้าที่มีรสจืดสนิท ลูกเรือคนนั้น จึงบอกขึ้นไปบนเรือใหญ่ให้เพื่อนทราบ พวกกลาสีบนเรือใหญ่จึงชวนกันตัก นํ้าทะเลตรงนั้นขึ้นไปดื่มแก้กระหายพากันอัศจรรย์ในอภินิหารของพระภิกษุหนุ่ม องค์นี้ยิ่งนัก ความทราบถึงนายอินทร์เจ้าของเรือ จึงได้ดื่มนํ้านั้นพิสูจน์ดู ปรากฏว่านํ้าทะเลที่จืดนั้น มีบริเวณอยู่ จำกัดเป็นวงกลม ประมาณเท่าล้อเกวียน นอกนั้น เป็นนํ้าเค็มตามธรรมชาติของนํ้าทะเลจึงสั่งให้ลูกเรือตักนํ้าในบริเวณนั้น ขึ้นบรรจุภาชนะไว้บนเรือจนเต็ม นายอินทร์ และลูกเรือได้ประจักษ์ในอภินิหาร ของท่านเป็นที่อัศจรรย์ เช่นนั้น ก็เกิดความหวาดวิตกภัยพิบัติที่ตนได้กระทำไว้ต่อท่าน จึงได้นิมนต์ ให้ท่านขึ้นบนเรือใหญ่แล้วพากันกราบไหว้ขอขมาโทษตาม ที่ตนได้กล่าวคำหยาบต่อท่านมาแล้ว และถอนสมอใช้ใบแล่นเรือต่อไปเป็น เวลาหลายวันหลายคืนโดยเรียบร้อย

เมื่อเรือสำเภามาถึงกรุงศรีอยุธยา เข้าจอดเทียบท่าเรียบร้อยแล้ว นายอินทร์ได้ นิมนต์ท่าน ให้ท่านเข้าไปในเมือง แต่ท่านไม่ยอมเข้าเมือง ท่านปรารถนาจะอยู่ ณ วัดเอกเมือง เพราะเห็นเป็นที่เงียบ สงบดี แต่ในที่สุดได้ไป อาศัยอยู่ ณ วัดราชานุวาส ซึ่งตั้งอยู่ นอกกำแพงเมือง ขณะนั้นพระมหา ธรรมราชาครองกรุงศรีอยุธยา

ในสมัยนั้น ประเทศลังกาอันมีพระเจ้าวัฏฏะคามินีครองราชเป็น เจ้าแผ่นดิน มีพระประสงค์อยากจะได้กรุงศรีอยุธยาไว้ใต้พระบรมเดชานุภาพ แต่พระองค์ไม่มีพระประสงค์จะก่อสงครามให้เกิดรบราฆ่าฟันกันและกัน ให้ประชาชนข้าแผ่นดินเดือดร้อน จึงมีนโยบายอีกอย่างหนึ่งที่สามารถจะเอาชนะ ประเทศอื่นโดยการท้าพนัน พระองค์จึงตรัสสั่งให้ พนักงานพระคลัง เบิกจ่ายทองคำในท้องพระคลังหลวง มอบให้แก่นายช่างทองไปจัดการหลอมหล่อ เป็นตัวอักษรเท่าใบมะขามจำนวน ๘๔ , ๐๐๐ เมล็ด แล้วมอบให้แก่พราหมณ์ ผู้เฒ่า ๗ คน พร้อมด้วยข้าวของอันมีค่าบรรทุกลงเรือสำเภา ๗ ลำ พร้อมด้วย พระราชสาสน์ ให้แก่พราหมณ์ ทั้ง ๗ นำลงเรือสำเภาใช้ใบแล่นไปยังกรุงศรีอยุธยา เมื่อเรือสำเภาจอดท่ากรุงศรีอยุธยาเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ ทั้ง ๗ ได้พากัน เข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาถวายสาสน

่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงไทยทรงอ่านพระราชสาสน์ความว่า พระเจ้ากรุงลังกาขอท่าพระเจ้ากรุงไทยให้ทรงแปลพระธรรมในเมล็ดทองคำ และเรียบเรียงตามลำดับให้เสร็จภายใน ๗ วัน ถ้าแปลและเรียบเรียงได้ทัน กำหนดพระเจ้ากรุงลังกาขอถวายข้าวของอันมีค่าทั้ง ๗ ลำเรือสำเภาเป็น บรรณาการแก่พระเจ้ากรุงไทย แต่ถ้าพระเจ้ากรุงไทยแปลเรียงเมล็ดทองคำ ไม่ได้ตามกำหนด ให้พระเจ้ากรุงไทยจัดการถวายดอกไม้ เงินและทองส่งเป็น บรรณาการแก่กรุงลังกาทุก ๆ ปี ตลอดไป

เมื่อพระองค์ทรงทราบพระราชสาสน์ อันมีข้อความดังนั้น จึงทรงตรัส สั่งนายศรีธนญชัยสังฆการี เขียนประกาศนิมนต์ พระราชาคณะ และพระภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงคุณวุฒิทั่วประเทศ ให้เข้ามาแปลธรรมในพระมหานครทันกำหนด เมื่อได้ประกาศไปแล้ว ๖ วัน ก็ไม่มีใครสามารถแปลเรียบเรียงเมล็ดทองคำนั้นได้พระองค์ทรงปริวิตกเป็นยิ่งนัก และในคืนวันนั้นพระองค์ทรงสุบินนิมิตว่ามี พระยาช้างเผือกผู้มาจากทิศตะวันตก ขึ้นยืนอยู่กับพระแท่นในพระบรมมหา ราชวัง ได้เปล่งเสียงร้องก้องดังได้ยินไปทั่วทั้งสี่ทิศ ทรงตกพระทัยตื่นบรรทม ในยามนั้น และทรงพระปริวิตกในพระสุบินนิมิตเกรงว่าประเทศชาติจะเสีย อธิปไตย และเสื่อมเสียพระบรมเดชานุภาพ ทรงพระวิตกกังวลไม่เป็นอันจะ บรรทมจนรุ่งสาง

เมื่อได้เสด็จออกยังท้องพระโรง สั่งให้โหรหลวงเข้าเฝ้าโดยด่วน และทรงเล่าพระสุบินนิมิตให้โหรหลวงทำนาย เพื่อจะได้ทรงทราบว่าร้ายดี ประการใด เมื่อโหรหลวงทั้งคณะได้พิจารณาดูยามในพระสุบินนิมิตนั้นโดย ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็พร้อมกันกราบถวายบังคมทูลว่า ตามพระสุบินนิมิตนั้น จะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมาจากทิศตะวันตกอาสาเรียงและแปลพระธรรมได้สำเร็จ พระบรมเดชานุภาพของพระองค์จะยั่งยืนแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งสี่ทิศ เมื่อ พระองค์ทรงทราบแล้วก็คลายพระปริวิตกลงได้บ้ าง
ด้วยเดชะบุญบันดาลในเช้าวันนั้น บังเอิญศรีธนญชัยไปพบพระภิกษุปู่ ที่วัดราชานุวาส ได้สนทนาปราศัยกันแล้วก็ทราบว่าท่านมาจากเมืองตะลุง ( พัทลุงเวลานี้ ) เพื่อศึกษาธรรม ศรีธนญชัยเล่าเรื่องพระเจ้ากรุงลังกาท้าพนันให้แปลธรรม แล้วถามว่าท่านพอจะช่วยแปลได้ไหม พระภิกษุปู่ตอบว่า ถ้าไม่ลอง ก็ไม่รู้ ศรีธนญชัยจึงนิมนต์ ท่านเข้าเฝ้า ณ ที่ประชุมสงฆ์ ขณะที่พระภิกษุปู่ถึง ประตูหน้าพระวิหาร ท่านยํ่าเท้าก้าวขึ้นไปเหยียบบนก้อนหินศิลาแลง ทันทีนั้น ศิลาแลงได้หักออกเป็นสองท่อนด้วยอำนาจอภินิหารเป็นที่อัศจรรย์ ยิ่งนัก เมื่อเข้าไปในพระวิหาร พระมหากษัตริย์ ตรัสสั่งพนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อัน สมควร แต่ก่อนท่านจะเข้านั่งที่แปลพระธรรมนั้น ท่านได้แสดงกิริยาอาการ เป็นปัญหาธรรม ต่อหน้าพราหมณ์ ทั้ง ๗ กล่าวคือ ท่าแรกท่านนอนลงในท่า สีหะไสยาสน์ แล้วลุกขึ้นนั่งกายตรงแล้วกะเถิบไปข้างหน้า ๕ ที แล้วลุกขึ้นเดินเข้า ไปนั่งที่อันสมควร พราหมณ์ ผู้เฒ่าทั้ง ๗ เห็นท่านแสดงกิริยาเช่นนั้นเป็นการ ขบขันก็พากันหัวเราะและพูดว่า นี่หรือพระภิกษุที่จะแปลธรรม

ของพระบรม ศาสดา ทำไมจึงแสดงกิริยาอย่างเด็กไร้เดียงสา พราหมณ์พูดดูหมิ่นท่านหลาย ครั้ง ท่านจึงหัวเราะ และถามพราหมณ์ว่า ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ท่านไม่เคยพบเห็นกิริยาอาการเช่นนี้บ้างหรือ ” พราหมณ์เฒ่าฉงนใจก็นิ่งอยู่ต่าง นำบาตรใส่เมล็ดทองคำเข้าประเคนท่านทันที

เมื่อพระภิกษุปู่รับประเคนบาตรจากมือพราหมณ์มาแล้วท่านก็นั่ง สงบจิตอธิษฐานแต่ในใจว่า ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์ และอำนาจ ผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อน และอำนาจเทพยดาอันรักษาพระนคร ตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรม ช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้ง ขจัดอุปสรรค ที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์สำเร็จสม ปรารถนาเถิด ครั้นแล้วท่านควํ่าบาตรเททองเรี่ยราดลงบนพรม และนั่งคุยกับ พราหมณ์ตามปกติ

ด้วยอำนาจบารมีอภินิหารของท่านที่ได้จุติลงมาโปรดสัตว์ ใน พระพุทธศาสนาประกอบกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เทพยดาเจ้าทั้งหลายจึงดลบันดาล เรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับตัวอักษร โดยเรียบร้อยในเวลานั้น ชั่วครู่นั้นท่านก็ได้เหลียวกลับมาลงมือเรียบเรียง และแปลอักษรในเมล็ดทองคำจำนวน ๘๔ , ๐๐๐ เมล็ด เป็นลำดับโดยสะดวก และไม่ติดขัดประการใดเลย นับว่าโชคชะตาของประเทศชาติยังคงรุ่งเรืองสืบไป

ขณะที่พระภิกษุปู่เรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ด ทองคำตัวอักษรขาดหายไป ๗ ตัว คือ ตัว สํ วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวง ถามเอาที่พราหมณ์พราหมหณ์ ทั้ง ๗ คนยอมจำนน จึงประเคนเมล็ดทองคำ ที่ตนซ่อนไว้ นั้นให้ท่านแต่โดยดี ปรากฏว่าพระภิกษุปู่แปลพระไตรปิฎกใน เมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์ เป็นการชนะพราหมณ์ ในเวลาเย็นของวันนั้น และทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดนตรีปี่พาทย์ ประโคม พร้อมเสียงประชาชนโห่ร้อง ต้อนรับชัยชนะเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทั่วพระนครศรีอยุธยาเป็นการฉลองชัย

สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง จึงทรงตรัสสั่ง ถวายราชสมบัติให้พระภิกษุปู่ครอง ๗ วัน แต่ท่านไม่ยอมรับ โดยให้เหตุผลว่าท่าน เป็นสมณเพศไม่สมควรที่จะครองราชสมบัติ อันผิดกิจของสมณควรประพฤติ พระองค์ก็จนพระทัย แต่ประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีและความ ชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ทรงแต่งตั้งให้พระภิกษุปู่ดำรงสมณศักดิ์ทรงพระราชทานนามว่า ” พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ” ในเวลานั้น

พระภิกษุปู่ หรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ได้ประจำพรรษาอยู์ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่ เป็นเวลาหลายปีด้วยความสงบร่มเย็น เป็นสุขตลอดมา ครั้งหนึ่งในพระมหานครศรีอยุธยาเกิดโรคระบาดขึ้นร้ายแรงคือ อหิวาตกโรค ประชาราษฎร์ล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมือง เดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มี นิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจ คุณพระศรีรัตนตรัย พระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมาก เพราะไม่มีวิธีใดจะช่วย รักษาและป้องกันโรคนี้ได้และทรงระลึกถึงพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ขึ้นได้จึงตรัสสั่งให้ศรีธนญชัยไปนิมนต์ ท่านเข้ามาเฝ้า ทรงปรารภในเรื่องทุกข์ร้อน ของพลเมืองที่ได้รับทุกข์ยากด้วยโรคระบาดอยู่ขณะนี้ ท่านจึงทำพิธีปลุกเสก นํ้าพระพุทธมนต์ แล้วนำไปประพรมให้แก่ประชาชนทั่วพระนคร ปรากฏว่า โรคระบาดได้ทุเลาเหือดหายไปในไม่ช้า ประชาชนได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดมา ในหลวงทรงพระปรีดาปราโมทย์ เป็นอันมาก ทรงเคารพเลื่อมใสใน องค์ ท่านอย่างยิ่ง วันหนึ่งได้ทรงตรัสปรารภกับท่านว่า ต่อไปนี้หากพระคุณเจ้า มีความปรารถนาสิ่งอันใด ขอนิมนต์ แจ้งให้ทราบความปรารถนานั้น ๆ จะทรง พระราชทานถวาย ขอพระคุณเจ้าอย่าได้เกรงพระทัยเลย

การล่วงมานานประมาณว่า พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์มีวัยชราแล้ว วันหนึ่งท่านได้เข้าเฝ้าถวายพระพรทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์ ทรงเกรงใจท่านไม่กล้านิมนต์ขอร้องแต่อย่างใด ได้พระราชทาน อนุญาตตามความปรารถนาของท่าน

เมื่อพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ กลับภูมิลำเนาเดิม ครั้งนั้น ปรากฏมีหลักฐานไว้ว่าท่านเดินกลับทางบกธุดงค์ โปรดสัตว์เรื่อยมา เป็น เวลาช้านาน จึงถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ ตามแนวทางที่ท่านเดินและพัก แรมที่ใด ต่อมาภายหลังสถานที่ท่านพักแรมนั้นเกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพบูชามาถึงบัดนี้ คือปรากฏว่าขณะที่ท่านพักแรมอยู่ที่บ้านโกฏิในอำเภอปากพนัง เมื่อท่านเดินทางจากไปแล้วภายหลัง ประชาชนยังมีความเคารพเลื่อมใสท่านอยู่มาก จึงได้ชักชวนกันขุดดินพูน ขึ้นเป็นเนินตรงกับที่ท่านพักแรมไว้เป็นที่ระลึกรอบ ๆ เนินดินนั้นจึงเป็นคูนํ้า ล้อมรอบเนิน และสถานที่แห่งนี้ต่อมาก็เกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จนถึงบัดนี้

เมื่อท่านเดินทางมาถึงหัวลำภูใหญ่ในอำเภอหัวไทรในเวลานี้ เป็นสถานที่มีหาดทรายขาวสะอาด ต้นลำภูแผ่กิ่งก้านสาขาร่มเย็นสบาย ท่านจึง พักแรมอาศัยต้นลำภูนั้น ทำสมาธิวิปัสสนา ประชาชนในถิ่นนั้นได้พร้อมใจ กันมากราบไหว้บูชา และฟังท่านแสดงธรรมอันเป็นหลักควรปฏิบัติของ พระพุทธศาสนา ต่อมาประชาชนเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาแรงกล้า จึงพร้อม ใจกันสร้างศาลาถวายขึ้นหลังหนึ่ง แต่ท่านก็ได้จากสถานที่นี้ไปแล้ว ต่อมาภายหลังไม่นานศาลาหลังนี้เกิดเป็นศาลาศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนชาวบ้านถิ่นนั้น และถิ่นใกล้เคียง จึงชักชวนกันมาทำพิธีสมโภชศาลาศักดิ์สิทธิ์หลังนั้นเป็น การระลึกถึงท่าน ถือเอาวันพฤหัสบดีเป็นวันพิธีชักชวนกันทำขนมโค มาบวงสรวง สมโภชทุก ๆ วันพฤหัสฯ เป็นประจำเป็นประเพณีมาจนกระทั่งบัดนี้

เมื่อท่านจากหัวลำภูใหญ่เดินทางมาถึงบางค้อนท่านได้หยุดพักแรม พอหายเมื่อยล้าแล้วก็เดินทางต่อไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ หลังจากที่ท่านจากไปแล้วสถานที่บางค้อนก็เกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏมาจนบัดนี้

พระราชามุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ หรือพระภิกษุปู่กลับถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะครั้งนี้ ประชาชนชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่ ประชาชนได้พร้อมกันขนานนามท่านขึ้นใหม่ เรียกกันว่า ” สมเด็จพะโคะ ” ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้ ต่อมาวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ อันเป็นชื่อเดิมก็ถูกเรียก ย่อ ๆ เสียใหม่ว่า ” วัดพะโคะ ” จนบัดนี้

ตามตำนานกล่าวไว้ว่า วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะนี้มีพระอรหันต์ ๓ องค์เป็นผู้สร้างขึ้น คือ
๑ . พระนามไรมุ้ย
๒ . พระมหาอโนมทัสสี
๓ . พระธรรมกาวา

ต่อมาพระมหาอโนมทัสสี ได้เดินทางไปประเทศอินเดีย อัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุพระบรมศาสดากลับมา พระยาธรรมรังคัล เจ้าเมืองจะทิ้งพระในสมัยนั้น มีความเลื่อมใสศรัทธา จัดการก่อสร้างพระเจดีย์ องค์ ใหญ่สูงถึง ๒๐ วา ขึ้นถวาย แล้วทำพิธีสมโภชบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายในเจดีย์ องค์นั้น และคงมีปรากฏอยู่ จนบัดนี้

ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะ หรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ได้หยุดพักผ่อนนานพอสมควร ท่านได้ตรวจดูเห็นปูชนียสถานและกุฏิวิหาร เก่าแก่ได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก ควรจะบูรณะซ่อมแซมเสียใหม่ท่านจึงได้ เดินทางเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา เข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาอีกวาระหนึ่ง ( ในตำนานมิได้กล่าวไว้ว่าท่านไปทางบกหรือไปทางนํ้า ) เมื่อได้สนทนาถาม สุขทุกข์กันแล้วท่านก็ทูลถวายพระพรพระองค์ ตามความปรารถนาที่จะบูรณะ และปฏิสังขรณ์วัดให้พระองค์ทรงทราบ ครั้นได้ทรงทราบจุดประสงค์ ก็ทรงศรัทธาเลื่อมใสร่วมอนุโมทนาด้วย จึงตรัสสั่งให้พระเอกาทศรถพระเจ้าลูกยาเธอ จัดการเบิกเงินในท้องพระคลังมอบถวาย และจัดหาศิลาแลงบรรทุกเรือสำเภา ๗ ลำ พร้อมด้วยนายช่างหลวงหลายนาย มอบหมายให้ท่านนำกลับไปดำเนินงาน ตามความปรารถนาปรากฏว่าท้านได้ทำการบูรณะซ่อมแซมและปลูกสร้าง ( วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ ) อยู่หลายปีจึงสำเร็จบริบูรณ์

สมเด็จเจ้าพะโคะเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชายังกรุงศรี อยุธยาครั้งนี้ ปรากฏว่าพระองค์ทรงเลื่อมใสเคารพต่อท่านเป็นยิ่งนัก ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานที่ดินนาถวายแก่ท่านเป็นกัลปนา ขึ้นแก่ วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ จำนวน ๙๐ ฟ้อน พร้อมด้วยประชาราษฎรที่อาศัยอยู่ ในเขตที่ดินนั้น มีอาณาเขตติดต่อ โดยถือเอาวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ เป็นศูนย์กลาง ดังนี้
๑ . ทางทิศเหนือ ตั้งแต่แหลมลุมพุกเข้ามา
๒ . ทางทิศใต้ ตั้งแต่แหลมสนเข้ามา
๓ . ทางทิศตะวันออก จรดทะเลจีนเข้ามา
๔ . ทางทิศตะวันตก จรดทะเลสาบเข้ามา
ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะ กลับจากกรุงศรีอยุธยาได้ประจำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่าท่านมีอายุกาลถึง ๘๐ ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่าน ถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว ไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น ๓ คด ชาวบ้าน เรียกว่าไม้เท้า ๓ คด ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน และขณะที่ท่านเดินเล่นรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเรียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนสลัดเห็นสมเด็จเดินอยู่ คิดเห็นว่าเป็นคนประหลาด เพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเข้าขึ้นฝั่งนำเอาท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นานเหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือเรือลำนั้น จะแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนได้พยายามแก้ไขจน หมดความสามารถ เรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลา หลายวันหลายคืน ที่สุดนํ้าจืดที่ลำเรียงมาบริโภคในเรือก็ได้หมดสิ้น จึงขาดนํ้าจืดดื่มและหุงต้มอาหาร พากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยการกระหายนํ้าเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จท่านสังเกตเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกเรือ ถึงขึ้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกาบเรือให้ตะแคงตํ่าลงแล้วยื่นเท้าเหยียบ ลงบนผิวนํ้าทะเล ทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีน เมื่อท่านยกเท้าขึ้น จากพื้นนํ้าทะเลแล้ว ก็สั่งให้พวกโจรจีนตักนํ้าตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกจีน แม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว ก็ปรากฏว่านํ้าทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นนํ้าจืด เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรสลัดจีนได้เห็นประจักษ์ ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรง ภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษ แล้วนำท่านล่องเรือ ส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่ง ท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอาไม้เท้า ๓ คด พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนสภาพ จากเดิมกลับคด ๆ งอ ๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้น เรียกว่า ต้นยางไม้เท้ายังมีปรากฏอยู่ ถึงเวลานี้

สมเด็จเจ้าพะโคะ หรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ครองสมณเพศประจำพรรษาอยู่ วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็น เป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ ประดุจร่มโพธิ์ ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา

เรื่องตอนนี้ได้รับความกรุณาจากพระอุปัชฌาย์ดำ ดิสฺสโร สำนักวัด ศิลาลอย อำเภอจะทิ้งพระ เป็นผู้เล่าต่อกันมา โดยท่านพระครูวิริยานุรักษ์ วัดตานีรสโมสรบันทึกมาให้ผู้เขียน ความดังต่อไปนี้

ในสมัยสมเด็จเจ้าพะโคะ พำนักอยู่วัดพะโคะครั้งนั้น ยังมีสามเณร น้อยรูปหนึ่ง เข้าใจว่าคงอาศัยอยู่ วัดใดวัดหนึ่ง ในท้องที่อำเภอหาดใหญ่เวลานี้ สามเณรรูปนี้ได้บวชมาแต่อายุน้อย ๆ ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมีความขยัน หมั่นเพียรก่อแต่การกุศลในพระพุทธศาสนาและตั้งจิตอธิษฐานจะขอพบ พระศรีอริยะอย่างแรงกล้า อยู่มาคืนวันหนึ่งมีคนแก่ถือดอกไม้เดินเข้ามาหา แล้วประเคนดอกไม้ส่งให้แล้วบอกว่า นี่เป็นดอกไม้ทิพย์ไม่รู้จักร่วงโรย พร้อมกับ กล่าวว่า พระศรีอริยะโพธิสัตว์นั้น ขณะนี้ได้จุติลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ เพื่อโปรด สัตว์ ในพระพุทธศาสนา สามเณรเจ้าจงถือดอกไม้ทิพย์นี้ออกค้นหาเถิด หากผู้ ใดรู้จักกำเนิดของดอกไม้นี้แล้ว ผู้นั้นแหละเป็นองค์พระศรีอริยะที่จุติมา เจ้าจงพยายามเที่ยวค้นหาคงจะพบ เมื่อกล่าวจบแล้วคนแก่นั้นก็อันตรธาน หายไปทันที

สามเณรน้อยมีความปิติยินดีเป็นยิ่งนัก วันรุ่งเช้าจึงกราบลาสมภาร เจ้าอาวาส ถือดอกไม้ทิพย์ เดินออกจากวัดไป สามเณรเดินทางตรากตรำ ลำบากไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ก็ไม่มีใครทักถามถึงดอกไม้ทิพย์ที่ตนถืออยู่นั้นเลย แต่สามเณรก็พยายามอดทนต่อความเหนื่อยยากตรากตรำกรำแดดกรำฝน เป็นเวลาช้านาน

วันหนึ่งต่อมา สามเณรน้อยเดินทางเข้าเขตวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ ในเวลาใกล้จะมืดคํ่าเป็นวันขึ้น ๑๕ คํ่า พระจันทร์เต็มดวงส่งรัศมีจ้าไปทั่วท้องฟ้า และเป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์ลงทำสังฆกรรมในโบสถ์ สามเณรถือดอกไม้ทิพย์เดินเข้าไปยืนอยู่ ริมประตูโบสถ์รอคอยพระสงฆ์ที่จะมาลงอุโบสถ พอถึงเวลา พระภิกษุทั้งหลายก็เดินทะยอยกันเข้าโบสถ์ ผ่านหน้าสามเณรไปจนหมด ไม่มีพระภิกษุองค์ ใดทักถามสามเณรเลย

เมื่อพระสงฆ์เข้านั่งที่ในโบสถ์ เรียบร้อยแล้ว สามเณรจึงเดินเข้าไป นมัสการถามพระสงฆ์เหล่านั้นว่า วันนี้พระมาลงอุโบสถหมดทุกองค์แล้วหรือ พระภิกษุตอบว่า ยังมีสมเด็จอยู่อีกองค์วันนี้ไม่มาลงอุโบสถ สามเณรทราบดังนั้น ก็กราบลาพระสงฆ์เหล่านั้น เดินออกจากโบสถ์ มุ่งตรงไปยังกุฏิของสมเด็จเจ้าฯ ทันที ครั้นถึงสามเณรก็คลานเข้าไปใกล้ ก้มกราบนมัสการท่านอยู่ตรงหน้า สมเด็จเจ้า สมเด็จเจ้าเห็นดอกไม้ในมือของสามเณรถืออยู่ จึงถามว่า ” สามเณร นั่นดอกมณฑาทิพย์เป็นดอกไม้เมืองสวรรค์ผู้ ใดให้เจ้ามา ” สามเณรรู้แจ้งใจตาม ที่นิมิต จึงคลานเข้าไปใกล้ ก้มกราบที่ฝ่าเท้า แล้วประเคนถวายดอกไม้ทิพย์ นั้น แก่สมเด็จเจ้าฯ ทันที เมื่อสมเด็จเจ้าฯ รับประเคนดอกไม้ทิพย์ จากสามเณรน้อยแล้ว ท่านได้สงบอารมณ์อยู่ชั่วครู่มิได้พูดจาประการใด แล้วลุกขึ้นเรียก สามเณร เดินตรงเข้าในกุฏิปิดประตูลงกลอน แล้วเงียบหายไปในคืนนั้น มิได้ร่องรอยแต่อย่างใดเหลือไว้ให้พิสูจน์จนเวลาล่วงเลยมาถึงบัดนี้ประมาณ สามร้อยปีแล้ว
การหายตัวไปของสมเด็จเจ้าพะโคะครั้งนั้น ประชาชนเล่าลือกันว่าท่านได้สำเร็จสู่สวรรค์ ไปเสียแล้วด้วยอำนาจบุญบารมีอภินิหารท่านแรงกล้าตามที่กล่าวเล่าลือกันเช่นนี้ เพราะมีเหตุอัศจรรย์ปรากฏขึ้นในคืนนั้นว่าบน อากาศบริเวณวัดพะโคะ ได้มีดวงไฟโตขนาดเท่าดวงไต้ส่งรัศมีสีต่าง ๆ เป็น ปริมณฑล ดังพระจันทร์ ทรงกลดลอยวนเวียนรอบบริเวณวัดพะโคะ ส่องรัศมี สว่างจ้าไปทั่วบริเวณวัด เมื่อดวงไฟดวงนั้นลอยวนเวียนอยู่ครบสามรอบ แล้ว ลอยเคลื่อนไปทางทิศอาคเนย์ เงียบหายมาจนกระทั่งบัดนี้

วันรุ่งขึ้นประชาชนมาร่วมประชุมกันที่วัด และต่างคนต่างก็เข้าใจ ว่าสมเด็จเจ้าฯ ท่านสำเร็จสู่สวรรค์ ไป จึงได้พากันพนมมือขึ้นเหนือศรีษะพร้อมกับ เปล่งเสียงว่าสมเด็จเจ้าพะโคะหายไปเสียแล้วเจ้าข้าเอย

เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะได้หายไปจากวัดพะโคะครั้งนั้น สมเด็จเจ้าฯ ท่านได้ทิ้งของสำคัญไว้ให้ เป็นที่สักการบูชาของประชาชนตลอดมาคือ
๑ . ดวงแก้วที่พระยางูใหญ่ ให้ครั้งเป็นทารกอยู่ ในเปล ๑ ดวง และสมภารทุก ๆ องค์ของวัดพะโคะได้เก็บรักษาไว้จนถึงบัดนี้ ปรากฏแก้วดวงนี้ ไม่มีใครกล้านำออกจากบริเวณวัดพะโคะ เพราะเกรงจะเกิดภัย
๒ . ก่อนที่สมเด็จเจ้าฯ จะหายไป ปรากฏว่าท่านได้ขึ้นไปทำสมาธิ อยู่บนชะง่อนผาบนภูเขาบาท ได้เอาเท้าซ้ายเหยียบลงบนลาดผาลึกเป็นรอยเท้า เป็นที่สักการะบูชาของประชาชนมาจนกระทั่งบัดนี้ ( ท่านพระครูวิสัยโสภณ วัดช้างไห้ได้ไปนมัสการมาแล้ว )

เรื่องต่อไปนี้ ไดรับความกรุณาจาก ท่านพระครูวิสัยโสภณ ( ท่าน อาจารย์ทิม ธมฺมธโร ) เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ บูรณะ ( วัดช้างไห้ ) ข้าพเจ้าบันทึก เรียบเรียงและเพิ่มเติมตามที่ได้สืบทราบมาดังต่อไปนี้

สมัยที่สมเด็จเจ้าพะโคะ ได้หายไปจากวัดพะโคะ ตำบลชุมพล อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ครั้งนั้นได้มีพระภิกษุชรารูปหนึ่ง ปรากฏตัว ขึ้นที่เมืองรัฐไทรบุรีเวลานี้ พระภิกษุรูปนี้เป็นปราชญ์ ทางธรรม และเชี่ยวชาญ ทางอิทธิอภินิหารเป็นยอดเยี่ยม ชาวเมืองไทรบุรีมีความเคารพเลื่อมใสมาก ซึ่งสมัยนั้นคนมลายูในเมืองไทรบุรีนับถือศาสนาพุทธ ต่อมาท่านก็ได้เป็นสมภาร เจ้าวัดแห่งหนึ่งในเมืองนั้น

มีเรื่องชวนคิดอยู่ว่า พระภิกษุชรารูปนี้ไม่มีประชาชนคนใดจะทราบ ได้ว่า ท่านชื่ออยางไร ภูมิลำเนาเดิมอยู่ ที่ไหน ก็ไม่มีใครซักถาม จึงพากันขนาน นามเรียกกันว่า ” ท่านลังกา องค์ท่านดำ ” ท่านปกครองวัดด้วยอำนาจธรรม และอภินิหารอย่างยอดเยี่ยมเป็นที่พึ่งทางธรรมปฏิบัติและการเจ็บไข้ได้ทุกข์ของประชาชน ด้วยความเมตตาธรรม ประชาชนเพิ่มความเคารพ เลื่อมใสท่านตลอดถึงพระยาแก้มดำ เจ้าเมืองไทรบุรีสมัยนั้น และท่านมีความสุข ตลอดมา ( ท่านลังกาองค์นี้จะเป็นสมเด็จเจ้าพะโคะใช่ หรือไม่ ขอให้ท่านพิจารณาต่อไป )
เมื่อข้าพเจ้าผู้เขียนยังหนุ่ม ๆ หรือประมาณ ๔๕ ปีมาแล้ว ได้อ่านหนังสือตำนานเมืองปัตตานี ซึ่งรวบรวมโดยคุณพระศรีบุรีรัฐ ( สิทธิ์ ณ สงขลา ) นายอำเภอชั้นลายคราม ของอำเภอยะรัง เรียบเรียง มีข้อความตอนหนึ่งว่า สมัยนั้นพระยาแก้มดำ เจ้าเมืองไทรบุรี ปรารถนาจะหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมือง ให้เจ๊ะสิดี น้องสาวครอบครอง เมื่อโหรหาฤกษ์ยามดีได้เวลา ท่านเจ้าเมืองก็เสี่ยง สัตย์อธิษฐานปล่อยช้างตัวสำคัญคู่บ้านคู่ เมืองออกเดินป่า หรือเรียกว่าช้าง อุปการเพื่อหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมือง ท่านเจ้าเมืองก็ยกพลบริวารเดินตาม หลังช้างนั้นไป เป็นเวลาหลายวัน วันหนึ่งช้างได้เดินไปหยุดอยู่ ณ ที่ป่าแพ่งหนึ่ง ( ที่วัดช้างให้เวลานี้ ) แล้วเดินวนเวียนร้องขึ้น ๓ ครั้ง พระยาแก้มดำถือเป็นนิมิต ที่ดีจะสร้างเมือง ณ ที่ตรงนี้ แต่น้องสาวตรวจดูแล้วไม่ชอบ พี่ชายก็อธิษฐาน ให้ช้างดำเนินหาที่ใหม่ต่อไป ได้เดินทางรอนแรมอีกหลายวัน เวลาตกเย็นวันหนึ่ง ก็หยุดพักพลบริวาร ทางน้องสาวถือโอกาสออกจากที่พักเดินเล่น บังเอิญขณะนั้นมีกระจงสีขาวผ่องตัวหนึ่ง วิ่งผ่านหน้านางไป นางอยากจะได้กระจงขาวตัวนั้น จึงชวนพวกพี่เลี้ยงวิ่งไล่ล้อมจับกระจงตัวนั้น ได้วิ่งวกไปเวียนมาบนเนินทราย อันขาวสะอาดริมทะเล ( ที่ตำบลกิเซะเวลานี้ ) ทันใดนั้นกระจงก็ได้อันตรธาน หายไป นางเจ๊ะสิดีรู้สึกชอบตรงที่นี่มาก จึงขอให้พี่ชายสร้างเมืองให้

เมื่อพระยาแก้มดำปลูกสร้างเมืองให้น้องสาว และมอบพลบริวาร ให้ไว้พอสมควรเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ชื่อเมืองนี้ว่า เมืองปะตานี ( ปัตตานี ) ขณะนั้นพระยาแก้มดำเดินทางกลับมาถึงภูมิประเทศที่ช้างบอกให้ครั้งแรก ก็รู้สึก เสียดายสถานที่ จึงตกลงใจหยุดพักแรมทำการแผ้วถางป่า และปลูกสร้างขึ้นเป็น วัดให้ชื่อว่า วัดช้างให้ มาจนถึงบัดนี้ ต่อมาพระยาแก้มดำ ก็ได้มอบถวายวัดช้างให้แก่ท่านลังกาครอบครองอีกวัดหนึ่ง

ผู้เขียนขอกล่าวนอกเรื่องเพียงเล็กน้อย เพื่อผู้ที่ยังไม่ทราบว่า สมัย โบราณกาลนานมานั้น คนมลายูนับถือศาสนาพุทธ พระยาแก้มดำคนมลายู จึงได้สร้างวัดช้างให้ขึ้น ผู้เขียนจึงขออ้างถึงหนังสือของพระยารัตนภักดี ซึ่งกล่าว ไว้ ในหนังสือเรื่อง ปัญหาดินแดนไทยกับมลายู ซึ่งท่านพิมพ์แจกในการกุศล หน้า ๘ บรรทัดที่ ๑๖ ในหนังสือเล่มนั้นกล่าวอ้างตามประวัติศาสตร์ ไว้ว่า พ . ศ . ๑๓๐๐ กษัตริย์ ครองกรุงศรีวิชัย แห่งปาเล็บบังมีอานุภาพแผ่ อาณาเขตเข้ามาถึงแหลมมลายู ปกครองแผ่นดินส่วนหนึ่งถึงอำเภอไชยา ได้นำลัทธิพระพุทธศาสนาเข้ามาสั่งสอนในแหลมมลายูและได้ก่อสร้างปูชนีย์ฯ ทางพระพุทธศาสนาไว้หลายแห่งซึ่งยังปรากฏอยู่จนบัดนี้ ตามประวัติศาสตร์ มลายูกล่าวว่ามีผู้พบศิลาจารึก แผ่นหนึ่งที่นครศรีธรรมราช จารึกว่าเมื่อ พ . ศ . ๑๓๑๘ เจ้าเมืองศรีวิชัยได้มาก่อ พระเจดีย์องค์หนึ่งที่นครศรีธรรมราช และที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกแห่ง หนึ่งเกี่ยวกับโบราณวัตถุ คือ พระพุทธไสยาสน์ ในถํ้าแห่งภูเขา ( วัดหน้าถํ้า ) ตำบลหน้าถํ้า อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา คาดคะเนว่าได้สร้างไว้ในสมัย พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ระหว่าง พ . ศ . ๑๓๑๘ – ๑๔๐๐ ต่อมาก็ได้ปฏิสังขรณ์ เพิ่มเติมซึ่งยังคงปรากฏอยู่ จนกระทั่งบัดนี้ องค์พระยาวถึง ๘๑ ฟุต ๑ นิ้ว ขนาดใหญ่ วัดโดย รอบองค์พระ ๓๕ ฟุต และตามตำนานของคุณพระศรีบุรีรัฐกล่าวไว้ว่าสมัย หลายร้อยปีมาแล้ว คนมลายูนับถือศาสนาพุทธ แต่ได้มาเปลี่ยนนับถือศาสนา อิสลามเสียภายหลัง ผู้เขียนได้อ้างตำนานของท่านผู้มีเกียรติทั้งสองมายืนยัน พอสมควรแล้ว ก็ขอย้อนกลับไปวัดช้างให้อีก
ทำให้ชวนคิดว่า วัดที่ท่านลังกาอยู่ ถึงเมืองไทรบุรีระยะทางที่จะมา วัดช้างให้ก็ไกลมาก ทางเดินก็มีแต่ป่าและภูเขาแสนจะทุรกันดาร ท่านลังกา มีวัยชราภาพมากแล้วจะเดินไปเดินมาไหวหรือ แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าต่อ ๆ กันมา ว่าท่านลังกาเดินทางไปมาระหว่างวัดทั้งสองนี้ เดินทางเวลาแรมเดือนแบบ ธุดงค์ ขณะที่ท่านเดินทางนั้น พบที่ใดเหมาะก็พักแรมหาความวิเวก เพื่อทำสมาธิ ภาวนาใช้เวลาพักนาน ๆ เช่นภูเขาถํ้าหลอด ในกิ่งอำเภอสะบ้าย้อย ก็ปรากฏว่า มีสิ่งที่ควรเชื่อถือได้ว่า ท่านเป็นผู้ทำไว้แต่ครั้งเดินทางพักแรม จากนั้นก็ปรากฏ อยู่บนเพิงหินบนภูเขาตังเกียบ เทือกภูเขานํ้าตำทรายขาว ทางทิศตะวันออก ของลำธารนํ้าตก มีพระพุทธรูปแกะด้วยไม้ตำเสาแบบพระยืนสององค์ชาวบ้าน ตำบลทรายขาว เรียกพระพุทธรูปนี้ว่า หลวงพ่อตังเกียบเหยียบนํ้าทะเลจืด เขาคาดคะเนกันว่า พระพุทธรูปสององค์นี้ท่านลังกาเป็นผู้สร้างสมัยที่เดินทาง และอาศัยพักอยู่ หลวงพ่อสององค์นี้เล่าลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก และเป็นที่สักการะ บูชาของชาวบ้านในถิ่นนั้นมาถึงบัดนี้ ผู้เขียนได้ขึ้นไปนมัสการแล้ว )

พระภิกษุชราองค์นี้ ท่านอยู่เมืองไทรบุรี เขาเรียกว่าท่านลังกา เมื่อท่านมาอยู่วัดช้างให้ ชาวบ้านเรียกว่าท่านช้างให้เป็นเช่นนี้ตลอดมา

ขณะที่ท่านลังกาพำนักอยู่ที่วัดในเมืองไทรบุรี วันหนึ่งอุบาสกอุบาสิกา และลูกศิษย์ อยู่พร้อมหน้า ท่านได้พูดขึ้นในกลางชุมนุมนั้นว่า ถ้าท่านมรณภาพ เมื่อใดขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ ด้วย และขณะ หามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดนํ้าเน่า ( นํ้าเหลือง ) ไหลลงสู่พื้นดินที่ตรงนั้นจงเอา เสาไม้แก่นปักหมายไว้ ต่อไปข้างหน้าจะเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นานเท่าไร ก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา คณะศิษย์ผู้เคารพในตัวท่านก็ได้จัดการตามที่ท่าน สั่งโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อทำการฌาปนกิจศพท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะศิษย์ผู้ ไปส่งได้ขอแบ่งเอาอัฐิของท่านแต่ส่วนน้อย นำกลับไปทำสถูปที่วัด ณ เมือง ไทรบุรี ไว้เป็นที่เคารพบูชาตลอดมาจนบัดนี้

เรื่องสมเด็จเจ้าพะโคะ กับท่านช้างให้ หรือหลวงพ่อทวดเหยียบนํ้าทะเลจืดนี้ มีปัญหาว่าจะเป็นองค์เดียวกันหรือไม่ ตำนานโบราณก็มิได้กล่าวไว้แต่ผู้เขียนคาดคะเนตามนิมิตต่าง ๆ เชื่อว่าเป็นพระองค์เดียวกัน คือสมัยท่าน มีชีวิตเรียกชื่อท่านหลายชื่อ เช่น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ และท่านลังกา ท่านช้างให้ แต่เมื่อท่านมรณภาพแล้ว เรียกเขื่อนหรือสถูปศักดิ์สิทธิ์ ที่บรรจุอัฐิ ของท่านว่า ” เขื่อนท่านช้างให้ ” แต่ต่อมาเมื่อปี พ . ศ . ๒๔๙๗ ผู้เขียนได้สร้าง พระเครื่องขึ้นต่างองค์ท่าน ให้ชื่อว่า ท่านช้างให้ แต่ท่านไม่เอา ท่านบอกให้ชื่อว่า ” หลวงพ่อทวดเหยียบนํ้าทะเลจืด ” ดังมีเรื่องกล่าวต่อไปนี้
๑ . ก่อนที่เขื่อน หรือสถูปจะปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นครั้งแรก เล่าต่อ ๆ กันมาว่า มีเด็กชายลูกชาวบ้านคนหนึ่งพ่อเขาไล่ตี เด็กนั้นวิ่งหนีเข้าไปใน บริเวณวัดช้างให้แล้วหายตัวไป ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้าง เมื่อพ่อของเด็กไล่ตาม เข้าไปในวัดก็มิได้เห็นตัวเด็ก เขาได้ค้นหาจนอ่อนใจก็ไม่พบ จึงกลับบ้านชวนเพื่อนบ้านช่วยกันค้นหา ขณะพวกชาวบ้านผ่านเข้าวัด ก็เห็นเด็กนั้นเดินยิ้มเข้ามาหา และหัวเราะพูดขึ้นว่า พ่อของมันดุร้ายไล่ทุบตีลูกไม่มีความสงสาร กูเห็นแล้ว อดสงสารไม่ได้จึงเอามันไปซ่อนไว้พวกชาวบ้านก็ตื่นตกใจกัน เพราะเด็กนั้นพูด แปลกหูผู้ฟัง เป็นเสียงคนแก่แต่เด็กพูดต่อไปว่า พวกสูไม่รู้จักกูหรือ กูชื่อว่า ท่านเหยียบนํ้าทะเลจืด ผู้ศักดิ์สิทธิ์เจ้าของเขื่อนนี้ ( สถูป ) พวกสูจะลองดีก็ จงเอานํ้าเกลือใส่อ่างมากูจะทำให้ดู มีชาวบ้านผู้หนึ่งปฏิบัติตามคำสั่งนั้น เด็กชายนั้น ก็ยื่นเท้าลงเหยียบนํ้าเกลือในอ่างทันที และบอกให้ชาวบ้าน ชิมนํ้าเกลือนั้นดูได้ ประจักษ์ว่า นํ้านั้นจืดเป็นนํ้าบ่อ เป็นที่อัศจรรย์นัก เด็กนั้นพูดว่าพวกสูยังไม่เชื่อก็ให้ก่อไฟขึ้นชาวบ้านก็ทำตาม ขณะกองไฟลุกโชนเป็นถ่าน แดงดีแล้ว เด็กประทับทรงท่านเหยียบนํ้าทะเลจืดก็กระโดดเข้าไปยืนอยู่ ในกลางกองไฟอันร้อนแรงยิ่งแล้วถามว่า สูเชื่อหรือยัง พ่อของเด็กตกใจ เกรงลูกจะเป็น อันตราย จึงก้มลงกราบไหว้ขอโทษ เด็กนั้นจึงเดินออกจากกองไฟเป็นปกติ
ครั้นท่านพระครูวิสัยโสภณ ( ท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร ) เข้ามาครอง วัดช้างให้ใหม่ ๆ ท่านข้องใจเรื่องวัดของเดิม เพราะถามชาวบ้านไม่มีใครรู้ คืนวันหนึ่งท่านฝันว่า พบคนแก่ยืนอยู่กลางลานวัด ท่านถามถึงเขตวัดตาม ความข้องใจ คนแก่นั้นบอกว่า ให้ไปถามท่านเหยียบนํ้าทะเลจืดในเขื่อน คนแก่จึงนำท่านพระครูฯ ไป เห็นพระภิกษุผู้เฒ่าเดินออกมาจากในเขื่อนสามองค์ ปรากฏว่า ๑ . หลวงพ่อสี ๒. หลวงพ่อทอง ๓ . หลวงพ่อจันทร์ องค์หลังสุดถือไม้เท้าใหญ่ ๓ คต เดินยันออกมางกงัน เพราะความชรามากกกว่าองค์ ใด ๆ คนแก่จึงบอกว่าองค์นี้แหละ ท่านเหยียบนํ้าทะเลจืด ท่านจึงเอาแขนกอดคอ ท่านพระครูฯ นำเดินชี้เขตวัดเก่าให้ทราบทั้ง ๔ ทิศ ตลอดถึงเนินดินซึ่งเป็น โบสถ์ โบราณ และบันดาลให้ท่านอาจารย์ ฯ ได้เห็นวัตถุต่าง ๆ ในหลุมนิมิตซึ่งเป็น ของไม่มีค่า เช่น พระพุทธรูปหล่อด้วยเงิน ๑ องค์ เมื่อจะกลับเข้าไปในเขื่อน ท่านได้สั่งว่าต้องการอะไรให้บอก แล้วเข้าในเขื่อนหายไป
” คำว้าเอาอะไรให้บอก คำนี้สำคัญมาก คราวต่อมาโบสถ์ ก็สำเร็จ พระเครื่องก็ศักดิ์สิทธิ์ ”

หลังจากนั้นมา ท่านเริ่มสนใจในคำปวารณาของหลวงพ่อทวดว่าจะเอา อะไรให้ขอ ก็พอดีพวกชายหนุ่ม ๆ ผู้ ชอบทางคงกะพันได้พากันมาขอให้ ท่าน อาจารย์สักลงกระหม่อมให้เพื่อมีไว้คุ้มครองตัว ท่านระลึกถึงหลวงพ่อทวด ๆ แล้วก็สักให้ สุดแล้วแต่มือจะลากพาตัวอักขระไป เพราะท่านเองยังไม่ได้ศึกษา ในเรื่องนี้ และก็ได้สั่งสอนให้พวกศิษย์ ที่มาสักประพฤติแต่ความดี ปรากฏว่าศิษย์ ท่านอาจารย์ วัดช้างให้สมัยนั้น เกิดลองดีกันทางคงกะพัน แล้วไม่มีศิษย์ อาจารย์อื่นสู้ได้เลย ( ขณะนั้นก่อนและหลังสงครามครั้งที่ ๒ เพียงเล็กน้อย ) หลังจากนั้น มาทางคณะสงฆ์ ผู้ ใหญ่สั่งห้ามพระภิกษุทำการลงกระหม่อม ท่านอาจารย์ ฯ จึงได้ระงับงดการสักตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ แต่คุณอภินิหารยังปรากฏอยู่

หลวงพ่อทวดเหยียบนํ้าทะเลจืด โกรธทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ครั้งนั้นทางการทหารญี่ปุ่นได้เอารถไฟสายใต้ของไทยทั้งขบวน ไปใช้ทำการขนส่งสัมภาระเข้ากลันตันโจมตีสิงคโปร์ รถไฟขบวนนี้ต้องแล่นผ่านหน้าวัดช้างให้ไปตามราง ซึ่งอยู่ ใกล้ชิดกับเขื่อน ( สถูป ) อยู่ทุก ๆ วัน ต่อมา วันหนึ่ง ในเดือนมกราคม ๒๔๘๕ เวลาประมาณ ๑๕ . ๐๐ น . รถไฟขบวนนี้แล่น กลับมาจากสุไหงโก – ลก ถึงหน้าวัด หัวรถจักรเคียงขนานตรงกับสถูปพอดีทันทีนั้น เหตุการณ์อัศจรรย์ยังไม่มีใครพบเห็นก็ปรากฏขึ้น คือรถไฟขบวนนั้นติดตรึง อยู่กับที่ จะเคลื่อนต่อไปอีกไม่ ได้เครื่องรถจักรยังคงเดินตามปกติ ล้อเหล็กกำลัง หมุนอยู่บนรางเหล็กในที่เดิม จึงเกิดความร้อนมาก มีประกายไฟแดงพราวไปทั้งสองข้างขบวนรถนั้นอยู่สักครู่ พนักงานหัวรถจักรและทหารญี่ปุ่นก็จนปัญญา ไม่สามารถจะแก้ไขนำขบวนรถเคลื่อนที่แล่นไปได้จึงให้ รถจักรถอยหลังไป ประมาณ ๑ ก . ม . แล้วเร่งฝึจักรเต็มที่แล่นมาใหม่อีก แต่พอหัวรถจักรเคียงขนาน กับสถูปในที่เดิมก็เคลื่อนที่แล่นไปไม่ได้อีก รถไฟขบวนนี้จึงทดลองแล่นมา และถอยหลังกลับอยู่ ตั้งแต่ ๑๕ . ๐๐ น . จนกระทั่งใกล้จะคํ่าก็ผ่านไปไม่ได้ ประชาชนชาวบ้านใกล้เคียงชวนกันมายืนดูความอัศจรรย์ครั้งนี้อย่างล้นหลาม

ฝ่ายท่านอาจารย์ เจ้าอาวาส ก็ได้ยินเสียงเครื่องจักรรถไฟดังลั่น สะเทือนไปมาอยู่หน้าวัด แต่ธุระไม่ใช่ ท่านจึงไม่ ได้สนใจออกจากกุฏิมาดูอย่างผู้อื่น แต่เมื่อเวลาใกล้จะคํ่าอยู่แล้ว รถไฟขบวนนี้ก็ยังคงวิ่งไปมาอยู่ที่เดิม ท่านนึกสงสัย จึงคิดว่าทหารญี่ปุ่นมาทำอะไรอยู่หน้าวัด ท่านจึงลงจากกุฏิ ไปดูกับเขาบ้าง เมื่อปรากฏแก่สายตาของท่านว่า หัวรถจักรติดอยู่เพียงสถูปทุก ๆ ครั้ง ที่ขณะกลับไปมา ท่านจึงนึกว่าน่าจะเป็นอภินิหารของท่านหลวงพ่อทวดเหยียบ นํ้าทะเลจืด เล่นงานขบวนรถไฟนี้เสียแล้ว ท่านอาจารย์จึงเดินเข้าไปใกล้สถูปแล้วนึกในใจว่า ถ้าหากหลวงพ่อทวดลงโทษ ยึดขบวนรถไฟนี้แล้วก็ขอให้ยกโทษปล่อยให้เขาไปทำงานตามหน้าที่ของเขาเถิด เขาเป็นพวกนอกศาสนาไม่รู้จักอะไร อย่าถือโทษเขาเลย และทันทีนั้นรถไฟก็ค่อย ๆ เคลื่อนจากที่เดิม วิ่งไปได้เป็น ปกติ และในคืนวันนั้น ท่านอาจารย์นอนพอเคลิ้มใกล้จะหลับ ก็ได้ยินเสียงพูดที่ข้างหูเป็นเสียงคนแก่พูดอย่างเกรี้ยวกราดว่า อ้ายญี่ปุ่นมาดูถูกพวกเรา ( ชาติไทย ) มันข่มเหงเอารถไฟเราไปใช้ ดีแต่มีลูก ๆ อยู่บนรถสองตัว มิฉะนั้นจะผลักให้ตกจากราง กูไม่ยอมให้มันเอาไปใช้เป็นอันขาด ท่านอาจารย์ทิมไม่ทราบว่าอะไรที่ท่านหลวงพ่อเรียกว่าลูก ๒ ตัวอยู่บนรถ ต่อมาประมาณ ๗ – ๘ วันได้มีชายสองคนมาหาท่านที่วัด และขอถวายตัวเป็นศิษย์ และเล่าให้ท่าน อาจารย์ฯ ฟังว่า เขาสองคนเป็นพนักงานหัวรถจักร และวันที่ขบวนรถไฟติด อยู่หน้าวัดนั้นเขาสองคนเป็นคนไทยอยู่บนรถขบวนนั้น นอกจากนั้นเป็น ทหารญี่ปุ่นทั้งหมด จึงได้ทราบกันว่า ลูกสองตัวก็คือคนไทยสองคนนี่เอง
ครั้งที่ ๒ ต่อจากขบวนรถไฟญี่ปุ่นถูกหลวงพ่อทวดฯ ยึดครั้งที่ ๑ มาประมาณเดือนเศษ วันหนึ่งเวลาเช้า มีพวกเด็ก ๆ เล่นอยู่หน้าวัดและใกล้ ๆ กับสถูปนั้น ได้พูดเล่ากันถึงหลวงพ่อทวดฯ ยึดขบวนรถไฟคราวแรก มีเด็ก คนหนึ่งพูดท้ากันว่า วันนี้หลวงพ่อทวดฯ จะยึดรถไฟหรือไม่ยึด อีกฝ่ายหนึ่งว่า ไม่ยึด ฝ่ายที่ว่าเด็กไปเก็บเอาก้นเทียนและธูปที่เหลืออยู่หน้าสถูปจุดไฟขึ้นบูชา และอาราธนาขอให้หลวงพ่อทวดฯ ยึดขบวนรถไฟซึ่งกำลังวิ่งมา วันนั้นเวลาเช้า มีขบวนรถไฟเข้าระหว่างยะลาหาดใหญ่ พอหัวรถจักรเคียงขนานกับสถูปศักดิ์สิทธิ์ ก็หยุดนิ่งอยู่จะเคลื่อนที่ต่อไปก็ไม่ได้อย่างครั้งแรก รถทั้งขบวนติดอยู่ประมาณ ๓๐ นาที จึงเคลื่อนที่ไปได้ตามปกติ

ครั้งที่ ๓ มีพระอธิการยิ้ม หลวงพ่อแดง พระภิกษุกาว สำนักวัดแป้น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ได้พากันไปวัดช้างให้ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๙๕ และพักอยู่ที่วัดหนึ่งคืน รุ่งขึ้นวันที่ ๓ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. พระภิกษุทั้ง ๓ รูป ได้มาขอพบข้าพเจ้าที่บ้าน แล้วเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อแดงนั้นเคยทราบจากข้าพเจ้าว่า หลวงพ่อทวดวัดข้างให้ได้กระทำการยึดรถไฟมาแล้ว ๒ ครั้ง เหตุนี้พอตอนเช้าหลวงพ่อแดงจึงเดินออกไปยืนอยู่ข้างสถูปรอ รถไฟเช้า ยะลา – หาดใหญ่ แล้วกล่าวคำปราภขึ้นว่า เขาลือกันมานักว่า หลวงพ่อทวดฯ มีอภินิหารศักดิ์สิทธิ์มากเคยยึดขบวนรถไฟมาแล้วถึง ๒ ครั้ง ลูกหลานมาจากที่ไกลใคร่จะขอชมสักครั้ง ชั่วครู่ขบวนรถไฟเมื่อมาถึงหน้าวัด แล้วก็ต้องหยุดนิ่งอยู่กัยที่เฉยๆ จะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเคลื่นที่ไปได้ แต่ล้อรถจักรก็คงหมุนรอบ ๆ อยู่บนรางอย่างคราวก่อน ๆ แสดงให้เห็นว่าน่าจะ มีอะไรยึดอยู่ข้างหลังขบวนรถหลวงพ่อแดงท่านเห็นเป็นที่ประจักษ์และตื่นเต้นจนขนลุก จึงกล่าวขึ้นว่าลูกหลานได้ชมแล้ว ขอให้ปล่อยเถิด ขบวนรถไฟจึงได้เคลื่อนไปเป็นปกติครั้งนี้รถไฟติดอยู่กับที่ประมาณ ๘-๙ นาที

http://www.saddhadhamma.org/sattatam27/page5.htm

. . . . . . . . .