ในหลวงโปรดเกล้าฯ สมเด็จพระบรมฯ เสด็จฯแทนสรงน้ำพระศพ-พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น “สมเด็จพระสังฆราช”

ในหลวงโปรดเกล้าฯ สมเด็จพระบรมฯ เสด็จฯแทนสรงน้ำพระศพ-พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น “สมเด็จพระสังฆราช”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 ตุลาคม 2556 11:16 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สมเด็จพระบรมฯ เสด็จฯแทนพระองค์ในการสรงน้ำพระศพ “สมเด็จพระสังฆราช” ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้นพร้อมเครื่องประกอบพระเกียรติยศ ให้มีพิธีสวดพระอภิธรรมพระศพ 7 วัน ขณะที่บรรยากาศที่ รพ.จุฬาฯ ตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนมาร่วมสักการะพระศพอย่างเนืองแน่น เพื่อน้อมส่งเสด็จสู่พระนิพพาน ก่อนที่จะเคลื่อนพระศพในเวลา 12.15 น.

วันนี้ (25 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เริ่มมีพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากเดินทางมารอเข้าร่วมสักการะพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อย่างเนืองแน่น ด้วยความรักและความอาลัยที่มีต่อพระองค์ท่าน ภายหลังทรงสิ้นพระชนม์ลงเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 24 ต.ค. 2556 ด้วยพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ซึ่งก่อนที่ รพ.จุฬาลงกรณ์จะเปิดให้ประชาชนขึ้นทำการสักการะพระศพในช่วงเวลาประมาณ 07.00 น.นั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ในฐานะประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่ สมเด็จพระสังฆราช ได้เข้าทำการสักการะพระศพก่อน จากนั้นจึงเปิดให้ประชาชนขึ้นทำการสักการะจนถึงเวลา 10.30 น.

ทั้งนี้ นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเวลา 12.15 น.สมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็นพระมหาเถระอัญเชิญพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จากอาคารวชิรญาณ สามัคคีพยาบาร ไปยังตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วขบวนจะมีพระพุทธรูปประจำพระชนมวารอัญเชิญประดิษฐานในรถพระประเทียบ และรถพยาบาลที่นำส่งพระศพ โดยเคลื่อนออกจาก รพ.จุฬาลงกรณ์ ไปทางถนนราชดำริ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 ข้ามสะพานลอยไทย-เบลเยียม ขึ้นทางด่วนพระราม 4 แล้วลงทางด่วนที่ยมราช เข้าถนนหลานหลวง ข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ก่อนที่จะเลี้ยวขวาเข้าถนนพระสุเมรุ และเทียบขบวนรถที่บริเวณด้านหน้าพระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างเส้นทางขออนุญาตเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเฝ้าถวายสักการะตามเส้นทางดังกล่าว

นายธงทอง กล่าวอีกว่า เมื่อประดิษฐานพระศพ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหารแล้วนั้น พระมหาเถระ พระเถระ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะขึ้นถวายน้ำสรงพระศพ ส่วนประชาชนทั่วไป ทางวัดบวรนิเวศวิหาร ได้เตรียมสถานที่บริเวณอาคารมนุษยนาควิทยาคาร ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์และจัดที่ถวายพระน้ำสรงตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป และในเวลา 17.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในการสรงน้ำพระราชทานน้ำหลวงอาบพระศพ และจะมีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่อเนื่องไปด้วย สำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะประสานให้วัดมีการประดิษฐานพระฉายาลักษณ์และถวายน้ำสรงหน้าพระฉายาลักษณ์ ซึ่งประชาชนสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแต่ละจังหวัด

นายธงทอง กล่าวด้วยว่า ในการพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทั้งกลางวันกลางคืน มีกำหนด 7 วัน โดยหลังจากนี้จนกว่าจะออกพระเมรุ ตามธรรมเนียมก็จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการสวดพระอภิธรรมพระศพ โดยหน่วยงานต่างๆ ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

สำนักพระราชวัง แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา โดยรถยนต์พระที่นั่งจากวังศุโขทัย ไปถวายน้ำสรงพระศพ ณ พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร เสร็จแล้ว เจ้าพนักงานสุกำพระศพลงสู่หีบ แล้วเชิญไปประดิษฐานหลังชั้นแว่นฟ้าทอง ประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่ ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบพระเกียรติยศ เสร็จแล้วทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ 20 รูปสดับปกรณ์ ทรงจุดธูปเทียนที่เตียงพระสวดพระอภิธรรม เสด็จพระราชดำเนินกลับ

แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศไว้ทุกข์

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ประจำทั้งกลางวัน กลางคืน รับพระราชทานฉันเช้า 8 รูป เพล 4 รูป กำหนด 7 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเครื่องประกอบพระเกียรติยศ ที่อยู่รอบพระโกศกุดั่นใหญ่ ภายใต้เศวตฉัตร3ชั้นประกอบด้วยหีบจักรี,กาน้ำ,กระโถนเล็กใหญ่,ปิ่นโต,พานพระศรี,ขันน้ำสรงพระพักตร์,พระสุพรรณบัฎ,บาตร,พัดยศประจำตำแหน่ง,พัดยศพิเศษงาฉลุและพัดรัตนาภรณ์

ด้าน นางทองอยู่ ยรรยงพาณิชย์ หนึ่งประชาชนที่มาร่วมสักการะพระศพ ที่รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า ทราบข่าวว่าท่านสิ้นพระชนม์ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ก็รู้สึกเสียใจและเสียดายที่ท่านจากคนไทยไปแล้ว ตนจึงถือโอกาสที่ต้องมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงเช้ามาทำการสักการะพระศพท่าน ซึ่งตนก็ขอให้ท่านไปสบาย เสด็จสู่สรวงสวรรค์

นายสุนทร งามเกิดศิริ หนึ่งในประชาชนที่มาร่วมสักการะพระศพ ที่รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงมีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาและประเทศไทยอย่างมาก เพราะพระองค์ทรงมีพระปฏิปทาสั่งสอนเพื่อให้คนไทยเกิดความร่มเย็น ธรรมและที่พระองค์ทรงตรัส และหนังสือที่ทรงพระนิพนธ์ก็สะท้อนให้คนไทยได้น้อมนำไปปฏิบัติตามเพื่อให้มีความสุขยิ่ง เมื่อตนทราบข่าวก็รู้สึกตกใจและใจหายที่ต้องเสียครูบาอาจารย์ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกพระองค์หนึ่ง แต่การสิ้นพระชนม์ก็เป็นการสะท้อนสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นรวย คนจน หรือใครก็ตาม ก็เอาอะไรไปไม่ได้ แต่ท่านคงเหลือไว้ซึ่งความดีงาม การมาสักการะในครั้งนี้ก็มากราบอนุโมทนาปฏิปทาของพระองค์ และร่วมส่งเสด็จเข้าสู่กระแสพระนิพพาน

**พุทธศาสนิกชนรอร่วมสรงน้ำพระศพ ที่วัดบวรนิเวศ**

วันนี้ (25 ต.ค.) ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่เช้าตรู่ได้มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมแรงร่วมใจกันผูกผ้าขาวดำตามจุดต่างๆ ภายในวัด พนักงานทำความสะอาดของ กทม.มาล้างทำความสะอาด อีกทั้งยังตั้งเต็นท์ ขนเก้าอี้ไว้บริการประชาชนที่มารอร่วมสรงน้ำพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อย่างเนื่องแน่น

นางประดับ สุประดิษฐ์ ชาวกรุงเทพฯ อายุ 67 ปี บอกว่า ทราบข่าวสมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ เช้านี้ตื่นแต่เช้าใส่บาตรอุทิศส่วนบุญกุศลให้พระองค์ท่านสู่สรวงสวรรค์ จากนั้นก็เดินทางมาวัดบวรฯ ตั้งใจจะสรงน้ำพระศพ นางประดับ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของตนเคยนำอาหาร พานดอกไม้ ถวายสมเด็จพระสังฆราช หลายครั้งเมื่อสมัยพระองค์ยังสุขภาพแข็งแรง มาช่วงที่ท่านเริ่มชราภาพต้องนั่งรถเข็น ยังนำอาหาร พานดอกไม้ บ่อยครั้ง เหตุผลที่ตนและครอบครัวมาวัดบวรฯ บ่อยๆ เพราะศรัทธาใน สมเด็จพระสังฆราช ท่านเป็นผู้มีศีลที่บริสุทธิ์ มีแต่ความเมตตา สมถะ ที่สำคัญทุกครั้งที่ได้มีโอกาสฟังเทศน์ คำสั่งสอนของท่านฟังง่าย สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้

“3 ตุลาคมที่ผ่าน ที่จัดฉลองครบรอบ 100 ปี สมเด็จพระสังฆราช ได้เดินทางมาลงนามอวยพร และได้รับหนังสือ “ชีวิตนี้น้อยนัก” อ่านแล้วรู้สึกประทับใจในธรรมะ คำสั่งสอนของพระองค์ ตนจึงได้นำไปโรเนียว ขยายตัวอักษรให้ใหญ่แล้วนำไปแจกให้แก่คนสนิท คนที่ชอบธรรมะ เชื่อว่านำคำสั่งสอนของท่านไปปฏิบัติ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน” นางประดับ บอกว่ารู้สึกส่วนตัวว่า แม้ว่าสมเด็จพระสังฆราช จะละสังขารไปแล้ว แต่คำสั่งสอนยังคงอยู่

ด้าน น.ส.ปาริฉัตร บุญปลอด วัย 23 ปี กล่าวว่า เมื่อเช้ามืดขับรถพาคุณพ่อคุณแม่มาจากปราจีนบุรี เพราะท่านอยากมากราบสมเด็จพระสังฆราช เป็นครั้งสุดท้าย คุณแม่เล่าให้ฟังว่าสมัยท่านทำงานในกรุงเทพฯ เคยนำอาหาร มาถวาย เคยมาฟังพระองค์เทศน์หลายครั้ง พอแต่งงานมีครอบครัวแล้วย้ายไปอยู่ปราจีน จึงไม่ได้มาวัดบวรฯ แต่ภายในใจยังระลึกถึงคำสั่งสอนของท่านเสมอ ส่วนใหญ่จะเน้นให้กตัญญู รักเคารพพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ ดำเนินชีวิตไม่ประมาณ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณพระตำหนักเพ็ชร เจ้าหน้าที่ได้นำพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 100 พรรษา 3ตุลาคม 2556 ไว้แจกให้กับผู้ที่มาถวายพวงมาลา

http://www.thaiday.com/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000133355

. . . . . . . . .