แสวงหาตน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

แสวงหาตน

พระนิพนธ์.สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ในครั้งพุทธกาล? เมื่อพระเจ้ามหากัปปินะทรงสละราชสมบัติ เสด็จออกจากรัฐของพระองค์ไป
เฝ้าพระพุทธเจ้าทรงขออุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าได้ประทานอุปสมบทให้
เป็นภิกษุแล้วฝ่ายพระเทวีของพระองค์มีพระนามว่าอโนชาได้เสด็จติดตามไปเฝ้า
พระพุทธเจ้า? ทรงสอดส่ายพระเนตรหาพระราชาว่าจะประทับอยู่ไหน? ในหมู่พระพุทธสาวกที่นั่ง
แวดล้อมพระพุทธองค์อยู่นั้น? เมื่อไม่ทรงเห็น? ก็กาบทูลถามพระพุทธองค์ว่า? ได้ทรงเห็นพระ
ราชาบ้างหรือ? พระพุทธองค์ได้ตรัสถามว่า? ทรงแสวงหาพระราชาประเสริฐ? หรือว่าแสวงหา
พระองค์เอง? (ตน) ประเสริฐพระนางจึงทรงได้สติกราบทูลว่าแสวงหาตนประเสริฐ? ทรงสงบ
พระทัยฟังธรรมได้? ครั้งทรงสดับธรรมไปก็ทรงเกิดธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรม ?ที่เรียกว่า
ธรรมจักษุนี้? มีแสดงไว้ในที่อื่นว่า? คือเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นว่า? “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิด
ขึ้นเป็นธรรมดา? สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้แก่เห็นธรรมดาที่เป็นของคู่กันคือ
เกิดและดับ? จะกล่าวว่าเห็นความดับของทุกสิ่งที่เกิดมาก็ได้? จะกล่าวว่าเห็นความดับของทุกสิ่ง
ที่เกิดมาก็ได้? ชีวิตนี้เรียกได้

ว่าเป็นความเกิดสิ่งแรก? ซึ่งเป็นที่เกิดของสิ่งทั้งหลายในภายหลัง? ก็ต้องมีความดับ? สิ่งที่ได้มา
พร้อมกับชีวิตก็คือตนเอง? นอกจากตนเองไม่มีอะไรทั้งนั้น? สามีภริยา? บุตร? ธิดา? ทรัพย์สิน เงิน
ทอง? ไม่มีทั้งนั้นเรียกว่าเกิดมาตัวเปล่า? มาตัวคนเดียว? พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า? “ตนแลเป็นคติ (ที่
ไปหรือการไป) ของตน”? ในเวลาดับชีวิต? ก็ตนเองเท่านั้นต้องไปแต่ผู้เดียวตามกรรม? ทิ้งทุกสิ่งไว้
ในโลกนี้? แม้ชีวิตร่างกายนี้ก็นำไปด้วยไม่ได้? พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า? “บุคคลผู้จะต้องตายทำบุญ
และบาปทั้งสองอันใดไว้ในโลกนี้? บุญบาปทั้งสองนั้นเป็นของผู้นั้น? ผู้นั้นพาเอาบุญบาปทั้งสองนั้น
ไป? บุญบาปทั้งสองนั้นติดตามผู้นั้นไปเหมือนอย่างเงาที่ไม่ละตัว” ก็เมื่อตนเองเป็นผู้มาคนเดียวไป
คนเดียว? เมื่อมาก็มาตามกรรม? เมื่อไปก็ไปตามกรรม เมื่อไปก็ไปตามกรรม? ถึงผู้อื่นก็เหมือนกัน? ได้
ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น? คือจะเป็นสามี ภริยา เป็นบุตรธิดา? เป็นญาติมิตร? หรือแม้นเป็นศัตรู? ต่างก็มา
คนเดียวตามกรรม ไปตามกรรม ฉะนั้นก็ควรที่ต้องรักตน? สงวนตนแสวงหาตนมากกว่าที่จะรักจะ
สงวนจะแสวงหาใครทั้งนั้น? คำว่าแสวงหาตน? เป็นคำมีคติที่ซึ้งคิดพิจารณาให้เข้าใจให้ดี? จะบังเกิด
ผลดียิ่งนัก? แต่ที่จะเริ่มแสวงหาตนได้ก็ต้องได้สติย้อนมานึกถึงตนในทางที่ถูกที่ควร และคำว่าแสวง
หาตนหาได้ความหมายว่าเห็นแก่ตนไม่? เพราะผู้ดีเห็นแก่ตน? หาใช่ผู้ที่แสวงหาตนไม่? กลายเป็น
?แสวงหาสิ่งที่มิใช่ตนไปเสียคำสอนของพระพุทธเจ้าบางคำ? ผู้ที่ขาดความไตร่ตรองอาจฉวยเอา
ไปในทางผิด? ดังเช่นที่ตรัสสอนให้แสวงหาตนว่าดีกว่าแสวงหาใครอื่นฉะนั้น? ท่านจึงสอนให้
พิจารณาให้รู้ทั่วถึงอรรถ (ความหรือผล) ให้รู้ทั่วถึงธรรม (ข้อธรรมหรือเหตุ) แล้วปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม? ท่านสอนไว้อย่างรอบคอบดังนี้? จึงควรทำความเข้าใจกันว่า คำว่า “แสวงหาตน” มีอรรถมี
ธรรมอย่างไร? ที่แรกควรจะแยกคำออกไปก่อนว่า? คำนี้ประกอบด้วยคำสองคำคือ “แสวงหา”? คำ
หนึ่ง “ตน” อีกคำหนึ่ง คำว่า “ตน” มีอรรถคือความหมายอย่างไร? ตนหมายถึงตัวเราเองของทุกๆ คน?
และหมายถึงสิ่งที่เป็นของตน? หรือเนื่องอยู่กับตนด้วย? เช่นตัวเรานี้เกิดมามีชาติตระกูลเป็นอย่างนี้?
ได้เล่าเรียนศึกษามีวิชาความรู้อย่างนี้ได้ทำการงานมีฐานะตำแหน่งอย่างนี้? ได้ทำกรรมดีเป็นคนดี
อย่างนี้? หรือได้ทำกรรมชั่วไม่ดีเป็นคนไม่ดีอย่างนี้? ตนหมายถึงตัวเราในตัวอย่างนี้? ส่วนชาติ
ตระกูล? วิชาความรู้? ฐานะตำแหน่งการงาน? กรรมดีหรือชั่วที่ทำ? เป็นสิ่งที่เป็นของตน? หรือเนื่องกับ
ตน? ในสัปปุริสธรรมข้ออัตตัญญุตา? (ความเป็นผู้รู้จักตน) ก็มีอธิบายโดยนัยดังกล่าว? ว่าคือรู้จักตน
โดยชาติตระกูลเป็นต้น? ว่าเรามีชาติตระกูล เป็นต้น อย่างนี้ๆ คำว่า “แสวงหา” ก็คือพยายามเสาะหา
ค้นหาให้พบให้ได้? เพื่อที่จะเข้าใจคำว่า “แสวงหาตน” ให้ดี? ก็ควรคิดถึงเรื่องที่เป็นเหตุให้ตรัสคำนี้?
สอนเรื่องหนึ่งก็คือนางอโนชาเทวี? เสด็จติดตามแสวงหาพระราชสวามี? อีกเรื่องหนึ่งเมื่อต้น
พุทธกาล? ภัททวัคคีย์กุมาร 30 คน เที่ยวติดตามหญิงบำเรอคนหนึ่ง? ที่ลักห่อของมีค่าหนีไป? พระ
พุทธเจ้าตรัสสอนให้แสวงหาตนทั้งสองเรื่อง? และบุคคลในเรื่องทั้งสองก็ได้สติรับรองขึ้นทันทีว่า
แสวงหาตนประเสริฐว่า? จิตก็ถอนจากความผูกพันไขว่คว้าในบุคคลอื่นสิ่งอื่นกลับมาตั้งสงบอยู่ได้
ในทางธรรม? และก็จะได้พบตัวเอง? ที่มีความสุขอันเกิดจากความมีจิตสงบนั้น? ข้อว่าในธรรมจะเป็น
ในธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า? หรือในธรรมเทศนาคือคำแสดงอธิบายธรรม? หรือในทางที่ถูก
ที่ชอบตามเหตุผลแม่ที่เคยทราบก็ได้? เพราะถ้าจิตไม่สงบตั้งมั่นจะฟังจะอ่านธรรมหาได้ไม่? พอจิต
ตั้งสงบลงได้ก็จะอ่านจะฟังได้? และจะได้ปัญญาในธรรม? จะมองเห็นสัจจะในตนเอง? ทั้งที่เป็นตัว
ทุกข์? ทั้งที่เป็นตัวเหตุเกิดทุกข์? คือความปรารถนายึดถือนี้แหละเป็นความรู้ธรรมในข้อว่า? ‘รู้ทั่วถึง
ธรรม’ รู้ขึ้นดังนี้เมื่อใด? จิตจะสงบลงได้เมื่อนั้น? และการปฏิบัติทุกอย่างที่เป็นไปในทางข่มใจให้
สงบตั้งมั่นธรรม? ให้ได้
ปัญญาในธรรม? เรียกได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมทุกอย่างแสวงหาตน? จึงหมายถึง

แสวงหาธรรม ที่จะเป็นที่พึ่งดับทุกข์ของตนลงได้แล

http://www.watpanonvivek.com/index.php/section-table/2012-07-14-12-23-28/1624-2010-02-26-00-36-14

. . . . . . . . .