แม่สอนไว้ (พุทธทาสภิกขุ)

แม่สอนไว้ (พุทธทาสภิกขุ)

รวบรวมคำสอนของแม่
พุทธทาสภิกขุ

พจน์ ยังพลขันธ์
เรียบเรียง
————————————————————————————————

แม่ คือ อะไร ?
…………………
วันแม่คราวหนึ่ง

ณ ลานหินโค้ง วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ท่านพุทธทาสได้รับอาราธนาขึ้นแสดงธรรมเกี่ยวกับพระคุณของแม่ในวาระพิเศษนี้ ตอนหนึ่งของธรรมบรรยาย ท่านอาจารย์ได้ตั้งปุจฉา และวิสัชนาถึงความหมายของ คำว่า “แม่” แก่ศิษย์และสาธุชนทั้งหลาย ดังนี้

ถ้าถามนักวิทยาศาสตร์ที่มันเป็นนักวัตถุนิยมว่า แม่ คือ อะไร ?

มันก็ว่าธรรมดา, ธรรมชาติ ไม่มีความหมายอะไร นอกไปจากธรรมดามีชีวิตขึ้นมา ถึงเวลาก็สืบพันธุ์ … คือมันอย่างนี้เท่านั้น

คราวนี้…สมมุติว่าไปถามพระอรหันต์ ว่าแม่คืออะไร
พระอรหันต์จะตอบว่าอย่างไร…?
พระอรหันต์คงจะตอบว่า “แม่คือผู้สร้างมนุษย์ให้มาเป็นพระอรหันต์ เหมือนฉัน”

ไปถามคนเคร่งคัมภีร์ ก็ตอบอย่าง, นักวิทยาศาสตร์ ก็ตอบอย่าง
ถามพระอรหันต์ ก็ตอบอย่าง

เอาธรรมชาติที่สุดมาพิจารณากันดูบ้าง…

ถามอะไรดี ?

ถามลูกไก่ตัวเล็กๆ ว่าแม่คืออะไร ?
มันก็จะตอบว่า “แม่คือผู้มุงหลังคาให้ฉัน ครอบฉันไว้ตลอดเวลา”
นี่คือแม่
ลูกไก่มันรู้เท่านั้น
จะทำอย่างไรเล่า แม่คือผู้มุงหลังคา
คุ้มครองฉันอยู่ตลอดเวลา

ถามลูกหมา
ลูกหมา…แม่คืออะไร ?
“แม่ คือ ผู้คุ้มครองไม่ให้ใครมาทำร้ายรังแกฉัน มาแม่ก็เห่า ถ้ามาจับตัวฉัน แม่ก็กัด คุ้มครองฉันอย่างนี้
มาทำร้าย ฉันไม่ได้ แม่จะต่อสู้”
นี่…ถามลูกหมา

ทีนี้…ถามอาตมา ?
แม่ คือ อะไร ?
อาตมาบอกว่า “แม่ คือ ผู้ที่ถ่ายทอดนิสัยให้มากยิ่งกว่าพ่อ และดูแม่่นี่จะรักลูกยิ่งกว่าพ่อ”
แม่ คือ อย่างนี้ๆ

“ถ้าไม่มีแม่ สวนโมกข์ไม่มี”

ขอบอกอย่างนี้
แม่ของอาตมาเป็นอย่างนี้
แม่ คือ อะไร ?
ถ้าถามอาตมา


แม่ให้ทั้งชีวิต
และวิญญาณ
…………………………………………………………….

อาตมาขอเอาตัวเองเป็นตัวอย่างโดยไม่ละอาย
เพื่อให้ท่านทั้งหลายรู้ว่าอาตมานี้มีความรู้
ความสามารถหรืออะไรเท่าที่มีอยู่ในเวลานี้ สิ่งเหล่านี้ได้มา
จากไหน ขอบอกว่าได้มาจากแม่มากที่สุดเรย พูดอย่างนี้
คล้ายกับเนรคุณครูบาอาจารย์เหล่าอื่น ไม่ได้เนรคุณหรอก
จากครูบาอาจารย์เหล่าอื่นก็มี แต่ที่ได้รับมากและเป็นเนื้อ
เป็นตัว เป็นชีวิต เป็นดวงจิต เป็นวิญญาณอยู่ในปัจจุบัน
นี้ได้รับมาจากแม่ยิ่งกว่าพ่อ
จะเล่าให้ฟัง เพราะว่าเราอยู่ใกล้ชิดแม่ยิ่งดว่าพ่อ
เกี่ยวข้องกับแม่ตลอดเวลา ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับพ่อ
โดยตรง พ่ออยู่วงนอก โลดเต้นอยู่วงนอก แม่นี้ใกล้ชิด
สนิทสนม แยบเนื้อ แนบอยู่กับอกตลอดเวลา มันจึงมี
ส่วนที่ว่าจะสร้างอะไรทุกอย่างขึ้นในดวงจิต ในวิญญาณ
ของลูก แล้วก็ทำอะไรให้ทุกอย่าง มารดาของอาตมาไม่มี
ลูกหญิงหัวปี ลูกหญิงไปอยู่ตอนท้ายหมด ลูกชายคนหัวปี
ลูกชายจึงได้รับการสั้งสอนอย่างที่เขาสี่งสอนกับผู้หญิง
ลูกชายต้องช่วยแม่ทำครัวเหมือนอย่างลูกหญิงจะ
ต้องช่วย ฉะนั้นจึงได้รับการถ่ายทอดอะไรมามากเหลือ
เกินจากมารดา
แม่สอนไว้ให้ประหยัด
เช่น เรื่องประหยัด ใช้น้ำอย่างประหยัด ใช้ฟืน
อย่างประหยัด ใช้อะไรอย่ง ประหยัด ได้รับการอบรมมา
จากพ่อแม่ นิสัยยี้มันมีไม่หายไป ก็เป็นเหตุให้หลาย
คนในสมัยนี้เก็นว่า ไอ้หมอนี่ขี้เหนียว
นิสัยประหยัด แม่มักจะพูดว่า “ถ้าไม่รู้จักใช้ฟืน ก็
จะเป็นทาสฟืน ไม่รู้จักใช้น้ำ ก็จะเป็นทาสน้ำ” คือ ต้องหา
มามากเกินไป รวมกระทั่งว่า ถ้าไม่รู้จักใช้เงินก็ต้องเป้น
ทาสเงิน ต้องหาเงินมากเกินความจำเป็น ไม่รู้จักใช้อะไรก็
จะเป็นทาสของสิ่งนั้น
พอเรามาปฏิบัติกันอย่างนี้อยู่เดี๋ยวนี้บางคนเห็นเขา
ว่าไอ้นี่ขี้เหนียวขี้ตืด มันมีปฏิกิริยาตรงกันข้ามเสียอย่างนี้
ทำอะไรต้องพอดี
ทำอะไรต้องพอดี แม้แต่ขูดมะพร้าว ต้องใช้แรงที่
พอดี มะพร้าวที่ขูดออกมาจึงจะเป็นมะพร้าวที่สำเร็จ
ประโยชน์
เด็กชายธรรมทาสขูดมะพร้าวเป็นที่พอใจของแม่
กว่าเด็กชายพุทธทาส
เด็กชายพุทธทาสขูดออกหยาบๆ ขูดเต็มแรง ก็
ออกมาหยาบ
แล้วแม่ก็บอกว่ามันปั้นไม่สบายมือ และน้ำกะทิก็
ไม่ออก มันอยู่ในชิ้นมะพร้าวที่ใหญ่มันไม่ออกมา ได้น้ำกะทิน้อยไป
เด็กชายธรรมทาสเขาขูดละเอียดนิ่ม ปั้นก็นิ่ม
แล้วน้ำกะทิก็ออกมาหมดอย่างนี้ เป็นต้น
นี่ก็เรียกว่าทำอะไรอย่าสักว่ามีแรงแล้วทำเต็มแรง
นี้จะถูกเสมอไป
มันต้อวพอดี เช่น ขูดมะพร้าวก็ขูดพอดี ละเอียด
ที่สุด น้ำกะทิก็ไม่เหลือในกากมะพร้าว แต่ลองขูดเต็มแรง
สิ มันออกมาชิ้นใหญ่ๆ หนาๆ ในนั้นมีน้ะกะทิเหลืออยู่ไม่
ออกมา บางทีต้องใช้ให้เอาไปตำอีกทีหนึ่ง
สมน้ำหน้า ทีทำอย่างนั้น
เอาไปตำให้ละเอียดอีกหนึ่งจึงจะคั้นกะทิออกหมด

“ทำอะไรต้องพอดี แม้ขูดมะพร้าว
ต้องใช้แรงที่พอดี มะพร้าวที่ขูดออกมาจึง
จะเป็นมะพร้าวที่สำเร็จประโยชน์”

นี่แม่สอนอย่างไร?
แม่สอนว่าขูดมะพร้าวต้องขูดชนิดที่มีเหตุผล ขูด
ตามเรี่ยวตามแรงมันไม่ได้
เป็นสิ่งที่เหลือจะกล่าวว่าแม่ถ่ายทอดอะไรให้บ้าง
เรื่องการประหยัดเป็นที่หนึ่งประหยัดไปเกือบทุกอย่าง
ระหว่างที่เอาหม้อข้าวไปเช็ดน้ำ ไฟมันอยู่เปล่าๆ
ไฟอยู่เปล่าๆ นี่ ถือว่าเสียหาย
ต้องทำอะไรอย่างหนึ่ง ต้องอุ่นแกงอะไรอย่างหนึ่ง
พอดีกว่าหม้อข้าวสะเด็ดมาวางพอดี ไม่เสีย ถ้าไม่ทำอย่าง
นี้ก็ว่าโง่ แล้วถูกดุว่าไม่ประหยัด ไม่ทำให้ดีที่สุดอย่างนี้
นิสัยนี้จึงติดตามมาในการที่จะใช้อะไร ติดต่อ
เป็นประโยชน์กันไม่ขาดตอน เป็นนิสัยหลายสิบปีมาแล้ว
ที่แม่ใส่มาให้ และยังอยู่จนเดี๋ยวนี้ คิดดูมันหลายสิบปี
ความคิด และการกระทำชนิดนี้ได้รับการถ่ายทอดมา
หลายสิบปีแล้วอยู่มาจนทุกวันนี้
มันถ่ายทอดมาไกลถึงเพียงนี้ ขอให้คิดดู


แม่ให้ละเอียดรอบคอบ
……………………………………………………………….
นิสัยรอบคอบละเอียดลออนี้ อาตมาได้มาจากแม่
จนเหลือที่จะกล่าว ขอยกตัวอย่าง
แม่กำชับว่าพาน้องไปโรงเรียน หรือเป็นเพื่อนน้อง
ไปโรงเรียน ให้เดินเฉียงด้านซ้ายทางด้านหลังแห่งเดียว
เท่านั้น อย่างเดียวเท่านั้น
มันมีมุม ๘ มุม ๘ แฉก
ตรงหน้า ซ้าย ขวา และระหว่างช่องนั้นๆ เป็น ๘
แฉก
แฉกที่จะเดินมีแฉกเดียว คือซ้ายมือเฉียงไปทาง
หลัง ที่นักวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า แสงส่วางอ่านหนังสือดี
ที่สุดต้องมาทางหูซ้าย คือมุมนี้แหละ อีก ๗ มุม ใช้ไม่ได้
ถ้าเดินตามหลังน้อง ก็ไม่เห็นหน้าน้อง จะเดิน
ข้างซ้ายก็ช่วยไม่ถนัด ข้างขวาก็ไม่ถนัด ถ้าเดินข้างหน้าก็
ช่วยไม่ได้ ถ้าเดินเฉียงมาทางขวามืออย่างนี้มันไกล มือ
ซ้ายช่วยไม่ถนัด
ถ้าเดินตรงด้านที่แม่บอก มือขวามันช่วยถนัด ให้
พร้อมอยู่เสมอที่จะเห็นทันที เห็นทั่งถึงและมือขวาช่วย
ถนัด
แม่ของเราไม่เคยเรียนวิทยาศาสตร์
แต่รู้ว่าเดินตรงนี้ จุดนี้ ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด และ
กำชับ
แล้วก็เห็นคนโง่ๆ ไม่ทำอย่างนี้
ขอให้คิดดู จะเดินตามคนป่วย เดินคุ้มครองคน
ป่วยก็เหมือนกับคุ้มครองน้องไปโรงเรียน
จุดที่สำคัญที่สุดมีอยู่จุดเดียว ใน ๘ จุดรอบตัว
ใครมีหน้าที่อย่างนี้ก็ขอให้คิดนึกกันไว้ คงจะ
ฉลาดขึ้นกว่าก่อน
แม่สอนให้ช่วยตัวเอง อบรมนิสัยช่วยตัวเองนี่มาก
ที่สุด แม่ไม่ให้อะไรง่ายๆ แม้ว่า แม่ไม่มีหน้่ที่จะวื้อรถ
จักรยานให้ ต้องทำเอง ต้องเย็บผ้าด้วยจักรยานเย็บผ้าแล้ว
คิดค่าแรงไว้ให้ หลายเดือนเข้าก้พอที่จะซื้อรถจักรยานได้


แม่สอนให้ประโยชน์
………………………………………

เมื่อเป็นลูกเด็กๆ
ใช้เงินก็ประหยัด
เมื่อเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม
อาหารกลางวันมื้อหนึ่งแม่ให้สตางค์เดียว
สตางค์เดียว คิดดู
ไปร้านขนมจีน
ซื้อขนมจีน ๑ สตางค์
แล้วก็เก็บผักบุ้งในคูมากำมือใหญ่
มาบิดใส่ลงไป กินกับขนมจีน
๑ สตางค์ก็อยู่ได้
อยู่ได้จนแล้วหนังสือชั้นประถม
นี่อาตมาสร้างตัวเองมา โดยการอบรมของแม่โดย
เฉพาะ ไม่เกี่ยวกับพ่อในลักษณะอย่างนี้ มีอาหารกลางวัน
๑ สตางค์อยู่ทุกวันๆ ถ้าวันไหนที่บ้านมีอะไรให้แล้วก็ไม่ต้อง
ถ้าไม่มีก็ ๑ สตางค์เป็นอย่างมาก
แม่โดยเฉพาะได้สร้างนิสัยเข้มแข็งอดทนให้อย่างไร
แล้วก็ไม่ตาย
อยู่มาจนเดี๋ยวนี้
ก็อยากให้ทุกคนมีหลักเกณฑ์อย่างนี้
อยู่ได้อย่างถูกต้องที่สุด
และได้ผลดีที่สุด
แล้วก็ไม่ตาย
แล้วก็ไม่แพง
นี่… พอแล้วกระมัง
ที่จะเล่าว่าแม่เป็นบรูพาจารย์อย่างไร
แม่เป็นครูคนแรกให้อาตมาอย่างไร?


ออมสินไหน
เบิกเงินได้ โดยไม่ต้องฝาก
………………………………..

วันแม่ อีกควาวหนึ่ง
ณ ลานหินโค้ง วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพาลาราม
พระคุณเจ้าท่านพุทธทาสภิกขุ ปรารภธรรมแก่ศิษย์
และสาธุชนว่าด้วยพระคุณของบิดามารดาซึ่งคนส่วนมาก
ไม่นำพา ละเลย มองข้ามความสำคัญนี้ไป ไม่สนใจชี้แจง
น้อมนำชักจูงให้ลูกรู้จักบุญคุณของพ่อแม่เสียยังเนาว์
เช่น ตั้งคำถามแก่ลูกว่า
ลูกเกิดมาจากไหน ?
เกิดมาจากโพรงไม้หรือเกิดเองได้ ?
ใครรักเรามากที่สุด ?
ใครรักเรา จนตายแทนเราได้ ?
เสื้อมาจากไหน
กางเกงมาจากไหน
ออมสินไหนเบิกเงินได้เรื่อยโดยไม่ต้องฝาก
ไม่ต้องฝาก แต่เบิกเงินได้เรื่อย นั่นคือออมสินไหน
เหล่านี้ จะต้องให้ลูกรู้เสียตั้งแต่เยาว์ พ่อแม่
ต้องสนใจ ครูบาอาจารย์
ต้องสนใจ ก่อนที่จะขี่เครื่องบินไปเรียนภาษาเมืองนอก
บทเรียนแรกที่สุดสำหรับเด็กก็คือควรให้รู้พ่อแม่
แม่บุญคุณแก่เขาแค่ไหน เพียงไร เพื่อเป็นรกรากฝังจิตใจ
เป็นมนุษย์ที่ดี รู้จักบุญคุณของพ่อแม่เป็นอันดับแรก


การยอมแพ้
ไม่ใช้เรื่องของการเสียเกีนรติ
ใครๆก็รักคนที่ยอมแพ้
เพื่อให้เรื่องระงับ
…………………………….

แม่สร้างนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน แม่สอนว่าการยอม
แพ้นั้นไม่ถือว่าเป็นการเสียเกียรติ เพราะให้เรื่อง
มันระงับไป โดยไม่ได้เสียหายอะไรเนื่องจากการยอมแพ้
มันเป็นการปลอดภัย
และใครๆ ก็รักคนที่ยอมแพ้เพื่อไม่ให้เรื่องเกิดขึ้น
แม่สอนให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
แม่สอนว่าให้ลูกแมวได้กินข้าวก่อน แล้วคนจึงกิน

“ถ้าเรากินเองมันก็ถ่ายออกหมด
ถ้าเราให้เพื่อนกิน
มันอยู่ในหัวใจของเขายาวนาน”

สัตว์เดรัจฉานเป็นเพื่อนของเรา
คนขอทานเป็นเพื่อนของเรา
คนไร้ญาติขาดมิตรมาตายอยู่ตามท่าน้ำ เราต้อง
เอื้อเฟื้อ
ถ้าเรากินเองมันก็ถ่ายออกหมด
ถ้าเราให้เพื่อนกิน มันอยู่ในหัวใจของเขายาวนาน
แม่สอนให้รักน้อง รักเพื่อน
แม่สอนว่า
น้องเอาเปรียบพี่ได้ แต่พี่เอาเปรียบน้องไม่ได้
น้องโกงพี่ได้
แต่พี่โกงน้องไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น
แม่สอนให้ดูว่า
ไก่ไม่มีเห็บ เพราะมันช่วยจิกให้กันและกัน
ลูกไก่เล็กๆ ยังช่วยจิกเห็บให้ลูกไก่ตัวใหญ่ เห็บที่
มันอยู่ตามหน้าตามหงอน
มันจิกเองไม่ได้ แต่ไก่ก็ไม่มีเห็บ เพราะมันปฏิบัติ
หน้าที่ของกันและกัน
แม้แต่ว่าลิง
มันก็หาเหาให้แกกันและกัน
สุนัขมันก็กัดหมัดให้แก่กันและกัน ตรงที่มัน
กัดเองไม่ได้
แม่อบรมนิสัยกตัญญูรู้คุณ
ให้เด็กเล็กๆ ช่วยทำงานให้แม่บ้าง
ทำอะไรไม่ได้มาก ก็เพียงแต่ช่วยตำน้ำพริกแกงให้
ก็ยังดี
เหยียบขา ให้แม่หายเมื่อย
เอาใจใส่เมื่อเจ็บไข้
นี่ปฏิบัติกันมาจนเป็นนิสัย
เคารพคนแก่คนเฒ่า
พระเจ้าพระสงฆ์
ประณมมืออยู่ตลอดมา


แม่สอนคาถากันขโมย
…………………………

แม่ ปลูกฝังให้รักการทำงาน ใช้เวลาว่างให้เป็น
ประโยชน์
ปลูกพริก มะเขือ ตะไคร้ มะลิ ราตรี สับปะรด
กล้วย ก็ยังสอนให้ปลูกแล้วยังสอนคาถากันขโมยให้ด้วยว่า

“…ถ้านกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน”

ถ้านกกิน ให้ถือว่าเราเอาบุญ
ถ้าคนขโมยเอาไป ก็ถือว่าให้ทาน
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว มันจะไม่ถูกขโมยเลยตลอด
ชีวิตมันกลายเป็นทานไปเสียทุกทีถ้าสัตว์มากินเอาบูญ
ไม่ต้องฆ่า ทำร้ายสัตว์


แม่ห้ามเล่นการพนัน
ชนไก่ กัดปลา
………………………..
แม่อบรมนิสัยห้ามเล่นการพนัน
แม้แต่เล่นหมากรุกก็ไม่ได้
ห้ามเล่นดนตรี
เราชอบ…ต้องแอบเล่น
เรื่องชนไก่ กัดปลานั้น ไม่ต้องพูดถึง
เรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่เกลียดเอง แม่ไม่ต้องห้าม
พ่อและอาก็ไม่เคยแตะต้องสิ่งเหล่านี้
เมื่อเด็กๆ เคยเห็ยคนสูบกัญชา ยาแดงด้วยบ้อง
ไม้ไผ่ เสียวโครกๆ นั้น รู้สึกว่าเขาเป็นวีรบุรุษ
แต่เรากล้าลอง
ทั้งหมดนี้ ได้รับจากแม่ ซึ่งคอยจ้ำจี้จ้ำไช ว่ากล่าว
อยู่เสมอ
นี่ ดูเถิดว่า แม่มีส่วนสร้างอุปนิสัย สร้างดวงใจ
พร้อมๆ กับพ่อ
ช่วยสร้างชีวิต
โดยส่วนรวมหรือส่วนใหญ่ แม่อยู่วงใน พ้ออยู่
วงนอก
“อาตมามีความเสียใจอยู่อย่างหนึ่ง
เสียใจอยู่อย่างยิ่งว่าสมัยเมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่
อาตมาก็ไม่มีความรู้อะไร แม้จะบวชแล้วก็มี
ความรู้ธรรมะโง่ๆเง่าๆงูๆปลาๆอย่างนั้นแหละ
ถ้ามีความรู้อย่างเดี๋ยวนี้ก็จะช่วยแม่ได้มาก ให้
พอใจรู้ธรรมะอย่างยิ่ง…แต่แม่ชิงตายไปเสีย
ก่อน ก่อนที่อาตมาจะมีความรู้พอจะสอนธรรมะ
ลึกๆ ให้แม่ได้
นี่เป็นเรื่องที่นึกแล้วก็ว้าเหว่อยู่ไม่หาย”


แม่คือผู้สร้างโลก
…………………………………………..

แม่คือผู้สร้างโลก
คนในโลกจะดีหรือเลวก็เพราะแม่
การทำให้พ่อแม่น้ำตาตกเป็นบาป
ปัญหาในบ้านเมืองเราเดี๋ยวนี้ คือปัญหาเด็กไม่
เคารพ ไม่รัก ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ พากันเป็นอันธพาลกัน
มากขึ้น เพราะเขาไม่รู้ว่าการทำให้พ่อแม่ร้อนใจ น้ำตาตก
เป็นความเลวร้ายอย่างใหญ่หลวง เขาจึงยังกระทำกันอยู่
ดังนั้นเราจะต้องสอนให้เขารู้ว่า แม่นั้นคืออะไร อะไรเป็น
สิ่งที่ทุกคนควรรู้ และรู้โดยขึ้นปรมัตถ์ลึกซึ้งว่า
แม่เป็นผู้สร้างโลก
โลกจะดีหรือเลวก็เพราะคน
เราจึงกล่าวว่าแม่เป็นผู้สร้างโลก
แม่สร้างโลกราวกะว่าเป็นพระเจ้า
เด็กๆ จะต้องรู้จักอดทน เสียสละ เพื่อพ่อแม่ ให้
สมกับความเจ็บปวดที่แม่ได้รับเมื่อคลอดเรามา ให้เด็กๆ
เขารู้จักมีอะไร เพื่อจะทำหน้าที่ถูกต้องเป็นผาสุกไม่ใช่เพื่อ
ยึดมั่นถือมั่น
ลูกควรจะรู้ว่า
เราเกิดมาเพื่ออะไร ?
จะปฏิเสธความเกิดมานี่ไม่ได้
เพราะมันเกิดมาแล้ว
มันมีแต่ว่าต่อไปต้องทำอะไร ?
อาตมามีความเสียใจอยู่อย่างหนึ่ง เสียใจอยู่อย่าง
ยิ่งว่าสมัยเมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ อาตมาก็ไม่มีความรู้อะไร
แม้จะบวชแล้วก็มีความรู้ธรรมะโง่ๆ เง่าๆ งูๆ ปลาๆ
อย่างนั้นแหละ ถ้ามีความรู้อย่างเดี๋ยวนี้ก็จะช่วยแม่ได้มาก
ให้พอใจรู้ธรรมะอย่างยิ่ง
แต่แม่ชิงตายไปเสียก่อน ก่อนที่อาตมาจะมีความ
รู้พอจะสอนธรรมะลึกๆ ให้แม่ได้
นี่เป็นเรื่องที่นึกแล้วก็ว้าเหว่ อยู่ไม่หาย
จงตอบแทนพระคุณพ่อแม่ตั้งแต่เมื่อท่านยังมี
ชีวิตอยู่
การได้ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่นั้นเป็นสิ่งที่
ถูกต้อง ถ้าใครมีโอกาสได้ตอบแทนเพียงพอ ถูกต้องเสีย
ตั้งแต่แม่ยังไม่ตาย นี่วิเศษ
อาตมายังคงคาราคาซัง ไม่ได้ให้ความรู้สูงสุด ที่
พอใจแก่แม่ เพราะว่าแม่ชิงตายเสียก่อน ไม่ได้ให้ความรู้
สูงสุด ที่พอใจให้แก่แม่ แต่แม่ก็สนใจธรรมะเหลือประมาณ
แม้แรกบวชแรกเรียนนักธรรมอย่างโง่ๆ ก็อุตส่าห์เขียนส่ง
ไปให้แม่ หรือ พูดให้แม่ฟังอยู่เสมอ เขียนใส่สมุดเล็กๆ
ส่งไปให้แม่เสมอ แต่เปป็นความรู้ธรรมะ เด็กๆ ทั้งนั้น
เดี๋ยวนี้รู้ธรรมะชั้นผู้ใหญ่ แต่แม่ตายเสียแล้ว ไม่รู้จะทำ
อย่างไร

๑๐
ลูกมนุษย์เท่านั้นที่จะมีโอกาส
ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
…………………………………………………….

ที่นี้ ก็มาพูดกันถึงเรื่องของความกตัญญู ความ
กตัญญูอยู่ที่ไหน การจะตอบแทนพระคุณของพ่อ
แม่นั้นจะทำกันอย่างไร ลูกสัตว์เดรัจฉานไม่มีโอกาสที่จะ
ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ นี่ใครๆ ก็เห็น เพราะว่าพอโต
แล้วก็แยกกันไม่ได้มีโอกาสตอบแทนคุณพ่อแม่
ลูกคน ลูกมนุษย์เท่านั้นที่จะมีโอกาสตอบแทน
คุณพ่อแม่ แต่แล้วก็บกพร่องเสียโดยมาก ไม่ทำเสียก็มี
เลวร้ายถึงที่สุด จนฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ก็เคยมี ทั้งที่ลูกคนมี
โอกาสตอบแทนคุณพ่อแม่

” ลูกหมา ไม่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
แต่ลูกหมา ไม่เคยทำให้พ่อแม่น้ำตาตก
ลูกคนมีโอกาสตอบแทนคุณพ่อแม่….
ลูกหมา ไม่เคยกัดแม่ แต่ลูกคนเคยกัดแม่….”

๑๑
อย่าทำให้พ่อแม่น้ำตาตก
……………………………..
ลูกหมาไม่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ แต่
ลูกหมาไม่เคยทำให้พ่อแม่น้ำตาตก ลูกคนที่มี
โอกาสตอบแทนคุณพ่อแม่กลับทำให้พ่อแม่น้ำตา
ตกมากกว่าลูกหมาซึ่งไม่เคยทำ คิดดูให้ดีๆ ใครเคยทำให้
พ่อแม่น้ำตาตกจะต้องนึกถึงเรื่องนี้แล้ว
ลูกหมาไม่เคยกัดแม่ แต่ลูกคนเคยกัดแม่ เคยทำ
ให้แม่น้ำตาตก เรื่องน้ำตาตกนี้มีสิ่งที่จะต้องนึกกันมากๆ
ที่เดียว
คนโบราณพูดว่าลูกคนไหนทำให้พ่อแม่น้ำตาตก
ลูกจะต้องไปตกนรกขั้ยอเวจี มันจะกลัวหรือไม่กลัวก็ไม่รู้
แล้วกลับมาอยู่ฝ่ายแม่ พระคุณยองแม่ แม่ไม่กล้า
ปล่อยให้น้ำตาตก แม้ลูกจะทำแก่แม่อย่างเจ็บปวดรวด
ร้าวอย่างไร แม่ไม่กล้าปล่อยให้น้ำตาตกเพราะกลัวลูกจะ
ไปตกอเวจี ดูพระคุณของแม่ซิ แม่ไม่กล้าปล่อยให้น้ำตา
ตกออกมา กลัวลูกจะไปตกอเวจี แม่รักลูกเท่าไร?
ขอให้สนใจกันไว้บ้างเถิดว่า ทำให้แม่น้ำตาตกนั้น
ลูกไปตกนรกอเวจี แต่มีข้อยกเว้นว่าต้องทำให้แม่น้ำตา
ตกเพราะเก็นแก่กิเลส เห็นแก่ตัวของมัน
ขอให้เยาวชนทั้งหลาย วัยรุ่นสาวทั้งหลายนึก
ถึงข้อนี้กันให้มาก ขออย่าได้ทำให้พ่อแม่น้ำตาตกเลย การ
เล่าเรียนของคุณก็ดี การงานของคุณก็ดี อะไรก้ดี อย่าให้
พ่อแม่ต้องน้ำตาตกเลย
จะหาพ่อแม่ที่ดีจนกว่ากลั้นน้ำตาตนเองนั้นมันจะ
หาไม่ได้ ถ้าน้ำตาพ่อแม่มันตกไป คุณก็จะตกอเวจี
อย่าให้พ่อแม่ต้องน้ำตาตกด้วยประการใดๆ
ถ้าบุตรทุกคนในโลกปัจจุบันนี้เป็นบุตรที่ดีของ
บิดามารดา โลกก็จะมีแต่สันติภาพ สันติสุขเหลือประมาณ
เดี๋ยวนี้มันมีบุตรเป็นอันมากที่สุดเป็นบัตรที่เลว
ของบิดามารดา ทำสิ่งที่เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล
เป็นคนเลว ไม่เคารพเกียรติของบิดามารดา ไม่สงวนรักษา
เป็นอันธพาล ถ้านึกถึงคุณของบิดามารดาแล้ว มันเป็น
อันธพาลไม่ได้หรอก เป็นอันธพาลไม่ได้ ถ้าทุกคนเป็น
บุตรที่ดีของบิดามารดาแล้ว ไม่มีอันธพาลในบ้าน ในเมือง
ในโลกนี้
วัยรุ่นวัยสาวทั้งหลายนึกถึงข้อนี้แล้ว ก็จะไม่ทำ
อะไรที่เป็นการเสียหายไม่มีเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียน
ผู้อื่นทุกฝ่าย
แล้วจะมีจิตใจกว้าง เพราะกตัญญูต่อพ่อแม่เป็นทุน
แล้วก็จะกตัญญูต่อคนอื่นออกไป เพื่อนฝูงมิตรสหาย
เจ้านายอะไรต่ออะไร กตัญญูไปถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจ
ถนนหนทางห้วยหนองคลองบึง ไม่มีจิตใจ ช่วยกันสร้างสรรค์
จะเป็นคนกตัญญูที่กว้างขวางขนาดนี้
ถ้าว่าเรามีความกตํญญูต่อจุดตั้งต้นสุด คือบิดา
มารดาแล้ว ก็จะมีความกตัญญูแผ่กว้างออกไป เป็น
กตัญญูที่ไม่มีขอบเขตเป็นแน่นอน

http://www.sunyatadham.org/forum/index.php?topic=136.0

. . . . . . . . .