ตัวกู ของกู – ท่านพุทธทาสภิกขุ

ตัวกู ของกู – ท่านพุทธทาสภิกขุ…ขอนำหลักคำสอนของท่านมาเผยแผ่นะคะ

คำสอนของท่าน พุทธาสภิกขุ มาเผยแผ่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆๆ

ว่ากันว่าการให้ใดใด ยังไม่เท่าการให้ธรรมะแก่ผู้อื่นเลยค่ะ

ความยึดมั่นว่าตัวว่าตนนี้เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งเร้นลับอย่างยิ่ง
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดย่อมจะรู้สึกว่า มันเป็นตัวตนของมันอยู่ ดังนี้เสมอ
ไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นสัญชาตญาณชั้นต้นที่สุดของสิ่งที่มี
ชีวิต และเป็นมูลฐานของสัญชาตญาณอื่นๆ…

เช่น สัญชาตญาณหาอาหารการกิน สัญชาตญาณต่อสู้อันตราย หลบ
หนีอันตราย สัญชาตญาณสืบพันธุ์ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่
อาศัยสัญชาตญาณแห่งการรู้สึกยึดถือว่า เป็นตัวมันทั้งนั้น มันต้องยึด
มั่นว่ามีตัวมันเสียก่อน จึงจะไม่อยากตาย มันจึงอยากหาอาหารมา
เลี้ยงร่างกาย อยากต่อสู้เอาตัวรอด หรืออยากจะสืบพันธ์ของมันไว้

ความยึดถือว่ามีตัวตนนี้ มีประจำอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ถ้าไม่อย่าง
นั้นแล้ว มันจะมีชีวิตรอดมาไม่ได้: แต่พร้อมกันนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด
ความทุกข์ในการแสวงหา…ในการต่อสู้…ในการสืบพันธุ์ หรือในการทำ
อะไรทุกๆอย่าง ฉะนั้น…ท่านจึงกล่าวว่ามันเป็นมูลฐานแห่งความทุกข์
ทั้งปวงด้วย….

ข้อนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นใจความ โดยสรุปสั้นที่สุดว่า…
“สิ่งต่างๆ ที่คนมีอุปทานไปยึดอยู่นั่นแหละ เป็นตัวความทุกข์หรือเป็น
มูลเหตุแห่งความทุกข์”….หรือ….”ร่างกายและจิตใจที่คนเข้าไปยึดถือ
ด้วยอุปทานอยู่นั่นแหละเป็นตัวทุกข์”….

อุปทานข้อนี้เป็นต้นกำเนิดของชีวิต และเป็นต้นกำเนิดของความทุกข์
ต่างๆ คำที่ว่า….”ชีวิตคือความทุกข์-ความทุกข์คือชีวิต”….ท่านก็หมาย
ความถึงข้อนี้เอง การที่เรารู้จักมูลกำเนิดของชีวิตและของความทุกข์
น่าจะถือว่าเป็น…’การรู้ในสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุดและรู้ถึงที่สุด’….

เพราะว่าเป็นทางทำให้ เราสามารถกำจัดความทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
ข้อนี้อยากจะอวดด้วยว่า…เป็นวิชาความรู้เฉพาะของพุทธศาสนาเท่านั้น
ไม่อาจพบได้ในศาสนาอื่นๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้เลย…

เกี่ยวกับอุปทาน…วิธีปฏิบัติที่ให้ประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จะต้อง
อาศัยการรู้จักตัวความยึดติด โดยเฉพาะ..’อัตวาทุปาทาน’…ให้มากเป็นอย่าง
ยิ่ง เพราะว่ามันเป็นมูลฐานของชีวิต เป็นสิ่งที่มีขึ้นเอง เป็นเอง ประจำอยู่
เสร็จแล้วในตัว โดยไม่ต้องมีใครมาสอนกันอีก….ฯ

พระธรรมโกศาจารย์ (ท่านพุทธทาสภิกขุ)

******* เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดใดในโลกนี้

ในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนหรอกทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เปลี่ยนไปตามอายุขัยของมัน
… เมื่อถึงเวลาจริง ๆ
แม้มีรัก ก็ต้องมีไม่รัก มีหลง ก็จะไม่หลง

มีคิดถึง ก็จะมีห่างหายไป
มีรักเก่า ก็เปลี่ยนไปมีรักใหม่

มีพบกัน ก็ต้องมีจาก
ทุกอย่างมาเป็นคู่ มีมืดก็มีสว่าง
มีดีใจ ก็มีเสียใจ เป็นของคู่กัน
คิดให้ดี ทำใจตัวเองให้ดี

รักตัวเองให้มากขึ้น
นี่แหละคือสัจธรรมของชีวิต………

ขออนโมทนา….สาธุ

http://smilepuppy.wordpress.com/2010/07/30/budhadas-myself/

. . . . . . . . .