แม่ คือ ผู้สร้างโลก โดย ท่าน พุทธทาส ภิกขุ

แม่ คือ ผู้สร้างโลก โดย ท่าน พุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – ธรรมชาติธรรมชาติแท้ ๆ
ดังนั้นใครหัวหงอกแล้วก็ต้องรู้สึกว่าเราก็มีแม่ ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องต่อผู้ที่เรียกกันว่าแม่และถ้ายังไม่ได้ปฏิบัติ มันก็เป็นคนบกพร่อง นั่นก็คือใช้ไม่ได้ยังจะต้องปฏิบัติเพื่อหน้าที่ของตัวเอง และยังต้องปฏิบัติเพื่อเป็นตัวอย่างให้เด็กๆ แม้เป็นเด็กไม่นุ่มผ้า คนแก่ๆก็ปฏิบัติให้ดูมันยังไม่พ้นหน้าที่ที่ต้องจะปฏิบัติต่อแม่ และไม่พ้นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ อย่างกับเป็นแม่เอง มันทั้งขึ้นทั้งร่องเราจะต้องปฏิบัติต่อมารดาของเรา แม้แก่เฒ่าชราแล้ว เพียงแต่เราต้องปฏิบัติต่อแม่ เดี๋ยวนี้เรามีอายุเป็นมารดา ดังนั้นการพูดกันถึงเรื่องแม่ตามโอกาสนี่นับว่าจึงเรียกว่ามีเหตุผล ดังนั้นอาตมาจึงขอถือโอกาสนี้พูดเรื่องแม่ แทนที่จะพูดเรื่องหลักธรรมะโดยทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังจะพูดเรื่องแม่ชั้นปรมัตอยู่นั้นเองเราจะพูดถึงผู้ที่เรียกว่าแม่ในความหมายที่ลึกขั้นที่เป็นปรมัต ขอให้ฟังให้ดีให้สำเร็จประโยชน์ทั้งผู้ที่มีแม่และผู้ที่กำลังเป็นแม่ และผู้ที่เป็นแม่แก่เด็กๆ เมื่อพูดโดยปรมัติ คำว่าแม่นั้นก็มีความหมายหลายอย่าง ซึ่งเขาไม่มองกัน อย่างน้อยที่สุดเราก็จะมองกันในแง่ที่ว่า แม่นั่นแหละคือผู้ที่สร้างโลก เขาจะพูดว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกก็ตามใจเขา เดี๋ยวนี้เรามองว่า ผู้ที่เป็นแม่นั่นแหละเป็นผู้ที่สร้างโลก นั่นคือแม่สร้างลูก สร้างเด็กขึ้นมาในลักษณะอย่างไร คนเหล่านี้ก็ประกอบกันขึ้นเป็นโลก นั้นแหละมันดีมันชั่วอย่างไร

ในโลกนี้ทั้งหมดมันจะดีจะชั่วจะดีอย่างไร มันก็แล้วแต่ว่าไอ้คนทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นโลกจะดีจะชั่วอย่างไร แล้วคนเหล่านี้จะดีจะชั่วอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ที่แม่ ที่ปั้นดวงวิญญาณของเขามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก อาตมาให้ความสำคัญแก่ครูบาอาจารย์ทั่วๆไปน้อยมาก มันถือว่าครูคนแรกเป็นแม่ไม่ได้ แม่เป็นครูของเด็กทารกมาตั้งแต่แรกคลอดมาทีเดียว แม่สอนอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเจตนา ก็มีไม่เจตนาเลยก็มี มันเป็นธรรมชาติที่จะต้องเป็นอย่างนั้น เราจึงถือว่าแม่เป็นครูคนแรกที่สุดแล้วก็ที่ปั้นวิญญาณของมนุษย์มาโดยตรง พ่อมีความสำคัญน้อยมากในเรื่องนี้ แต่มีความสำคัญอย่างอื่น ซึ่งก็ต้องพูดถึงด้วยเหมือนกัน แต่วันนี้เป็นวันแม่ เราควรพูดเรื่องแม่ สิ่งแรกที่จะเอามาเป็นหลักวินิจฉัยหาข้อเท็จจริง นั่นก็คือคำว่า มาตาปิตา ในภาษาบาลี ในภาษาบาลีจะมีคำพูดว่ามาตาปิตาว่าแม่พ่อ แม่และพ่อ ผิดกับในภาษาไทย ในภาษาไทยจะพูดว่าพ่อแม่ พ่อแม่ แม้แต่ในภาษาบาลีแม่พ่อ แม่พ่อ เอาแม่มาเป็นคำแรก พ่อเป็นคำตามหลัง เรียกกันว่ามาตาปิตา แม่และพ่อ มิได้ว่าเราดูกันจากภาษา ว่าทำไมมนุษย์จึงเรียกแม่ก่อนพ่อ อาตมาคิดว่า ก็เพราะว่า แม่เป็นผู้ที่ถึงก่อน เป็นผู้ถึงแก่ลูก หรือลูกถึงก่อนใครๆหมด พอเด็กคลอดออกมาจากท้องแม่ มันยังเกิดคำพูดแม่ ก่อนคำว่าพ่อ ที่นี้ดูตามธรรมชาติธรรมชาติแท้ ๆ แต่ปากเล็กๆ ของลูกเด็กๆ นั่นแหละแรกคลอดออกมาพอจะพูดได้ มันพูดคำว่าแม่ ง่ายกว่าคำว่า พ่อ พูดคำว่ามะ ง่ายว่าคำว่า ปะ คือเขาออกเสียงตัว ม ได้ง่ายกว่าออกเสียงตัว ป นั้นตามธรรมชาติ แม้ไม่มีใครสอน ตามโบราณกาล มันก็อาจจะออกเสียง ม ก่อน เพียงเท่านี้ก็เป็นเครื่องแสดงว่าแม่มาก่อน แม้แต่เสียงที่จะพูดออกมา แม่มาก่อน ถึงก่อน สอนก่อน อะไรก็ ก่อนทั้งนั้น สมกับคำที่ว่า เป็นครูคนแรก สร้างดวงวิญญาณของทารกตั้งแต่จุดแรกตั้งแต่ปรมนูแรก นั่นก็แล้วแต่จะพูด แปลว่าทั้งเนื้อทั้งตัว ของเรานี้แม่ให้มามากกว่า เนื้อตัวนั้นก็ออกมาจากแม่ แบ่งภาคมาจากแม่กินนมแม่ซึ่งเป็นเนื้อเป็นตัวของแม่มันก็เอามาเป็นส่วนที่เป็นเนื้อเป็นตัว ในส่วนที่เป็นจิตวิญญาณก็แบ่งมาให้คืออบรมให้ใส่ลงไปให้ในจิตในวิญญาณก่อนพ่อ จึงเห็นว่าแม่เป็นบุคคลที่มาก่อน ถึงก่อน ใส่อะไรลงไปก่อนอะไรหมด ในจิตในวิญญาณของเรามีแต่สิ่งที่แม่ให้มา ก่อนใครหรือก่อนสิ่งใด ท่านเรียกว่า พ่อนั้นเป็นผู้คุ้มครองมากกว่า แม่นั้นเป็นผู้ให้เกิดให้กำเนิดทั้งทางกายและทางจิต พ่อสร้างชีวิต แม่สร้างวิญญาณ มีชีวิตสำคัญอยู่ที่มีวิญญาณถูกต้องหรือไม่ ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจว่า ดวงวิญญาณของเรานั้นถูกสร้างขึ้นโดยใคร อาตมาอยากให้เราทบทวนดูกันเป็นพิเศษในวันนี้ ซึ่งเราสมมุติให้ว่าเป็นวันแม่ นั่นคือจะมีหลักเสนอว่าอะไรๆ ที่เรามี เราได้ เราเป็น เรามีอยู่ในจิตในวิญญาณในนิสัยสันดาร เพราะเราได้มาจากแม่ เพราะพ่อไม่ค่อยมีโอกาสสอน แม้ในทางที่จะบีบบังคับ อบรมเราก็ได้รับจากแม่ เราได้รับก้านมะยมจากแม่ นับไม่ไหว นับไม่ถ้วน แต่เราไม่เคยรับจากพ่อ นี่เรียกว่ามันผิดกันถึงขนาดนี้อาตมาอยากขอแยกแยะเป็นอย่างๆ เพื่อช่วยการนึก ใคร่ครวญ เราได้นิสัยของการทำอะไรเรียบร้อยมาจากแม่ เพราะแม่เขาจะคอยดูแลให้ทำเรียบร้อยทุกอย่าง นับตั้งแต่ว่าจะกินข้าวก็ต้องเรียบร้อย จะล้างจานก็ต้องสะอาด ถ้าล้างจานไม่สะอาด แม่ก็ไม่ยอม ก็ต้องขอให้ล้างจานให้สะอาดแล้วก็เก็บให้เรียบร้อย เสื้อผ้าก็ต้องเรียบร้อย ที่หลับที่นอนก็ต้องจัดเรียบร้อย ล้างมือล้างเท้า สะอาด เรียบร้อยอยู่เสมอ นิสัยความเรียบร้อยนี่เราได้มาจากแม่เพราะแม่จ่ำจี้จ่ำไช ไม่ยอมให้ทำอะไรไม่เรียบร้อย นานเข้าเราก็มีนิสัยเป็นคนที่ทำอะไรเรียบร้อย ท่านทั้งหลายคงจะนึกได้กันทุกคน ถ้าว่าความเรียบร้อยเป็นสิ่งที่มีค่า เราก็ได้รับสิ่งที่มีค่ามาจากแม่ ทำไมเราจะไม่นึกถึงพระคุณของแม่ ในข้อนี้กันบ้าง ถ้าเดี๋ยวนี้เราไม่มีเรียบร้อย เราจะทำอย่างไร คนเขาจะตำหนิกันทั่วไป แล้วเราก็จะเกียจน้ำหน้าตัวเอง ขอใช้คำหยาบคายอย่างนี้ เราจะเกียจนำหน้าตัวเอง แม้ว่าเราจะเป็นคนขี้เกียจ แต่เราก็จะเกียจน้ำหน้าตัวเอง ถ้าทำอะไรไม่เรียบร้อย ความขี้เกียจมันก็ช่วยไม่ได้ และจะเรียกว่า นิสัยทำอะไรเรียบร้อยแต่งตัวเรียบร้อย ทำอะไรเรียบร้อย นั่ง ลุก เดิน ยืน เรียบร้อย มีความเรียบร้อยซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดอย่างทีเดียว ที่นี้จะพูดถึงการประหยัด พ่อจะไม่มาตักเตือนลูกเรื่องการประหยัด แต่แม่นี่มาตักเตือนลูกทุกกระเบียดนิ้ว คนอื่นไม่ทราบ แต่อาตมารู้สึกกับตัวเองอย่างนี้ คือในเขตที่จะมองเห็นบ้านใกล้เรือนเคียงก็เห็นว่าแม่นี้อบรมนิสัยประหยัดเหลือประมาณ โดยเฉพาะมารดาอาตมาเป็นคนจู่จี้พิถีพิถันเรื่องการประหยัดจะต้องประหยัด แม้กระทั่งน้ำล้างเท้า น้ำล้างหน้า ไม่ต้องพูดถึงน้ำอาบมันก็ต้องประหยัดทั้งนั้น

หน้าที่ 2 – การอ่อนน้อมถ่อมตน
แม้กระทั่งฟืนจะถูกอบรมให้ใช้ถ่านใช้ฟืนอย่างประหยัด ประหยัดเกินไป จนคนอื่นเขารำคาญว่ามันประหยัดเกินไป ของที่คนอื่นเขาทิ้ง แม่ของเราไม่ยอม เช่น เชือกผูกของ กระดาษห่อของ หรือแม้แต่กระดาษที่ใช้อะไรไม่ได้แล้ว ใช้ได้เป็นเหยื่อจุดไฟ ติดไฟก็ยังไม่ยอมให้ทิ้งประหยัดถึงที่สุด ถึงขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงไม้ขีดไฟก้านหนึ่ง มันก็ต้องประหยัดอยู่ดี ท่านลองคิดดูสิว่าถ้าเราไม่ได้รับการจ่ำจี้จำไชพิถีพิถันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เราคงจะสุรุ่ยสุร่ายกันมากกว่านี้ เดี๋ยวนี้เรามันลืมพระคุณของแม่ไม่รักษาไว้ให้ดีในเรื่องของการประหยัด พอมีความเจริญ สมัยใหม่ ซึ่งทำอะไรชุ่ยๆ ลวกๆ ไม่มีการประหยัดนั่นแหละ เราจึงประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และประเทศชาติเราก็พลอยประสบไปด้วยเพราะว่าพลเมืองมันไม่ประหยัดพลเมืองมีจิตใจหยาบคาย มันไม่รู้เรื่องประหยัด ถ้าทุกคนรู้เรื่องประหยัดประเทศชาติของเราจะดีกว่าดี ทีนี้เราจะดูเรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตน ที่เราไม่กระด้าง มีใจอ่อนน้อมถ่อมตนให้คนเขาเห็นแล้วรัก แม่เป็นผู้คอยกำชับคอยกำกับ ให้เป็นผู้อ่อนน้อยถ่อมตน ให้ยอมแพ้ เพื่ออย่าให้เกิดเรื่อง แต่ถ้าเรื่องมันจะเกิด ใหญ่โตเป็นอันตรายแม่เขาบอกให้ยอมแพ้ ยอมแพ้อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าเสียเกียรติ หรือขี้แพ้ก็สุดแท้ แต่ผู้ที่ยอมแพ้ให้เรื่องระงับไปนี่ เชื่อว่าประพฤติตรงต่อพระพุทธภาษิต ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ว่าผู้ที่ทำให้เรื่องราวระงับได้ เป็นผู้ที่ประเสริฐและเป็นผู้ที่ชนะ การที่มีการอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ยอมแพ้ได้เพื่อให้เรื่องยอมระงับไปนี่ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดของคนเรา เพื่อจะอยู่กันอย่างปกติสุข ผู้อ่อนน้อมถ่อมตนย่อมปลอดภัย ใครๆก็รัก เทวดาก็รัก แม้แต่สุนัขก็ไม่รัก คนที่เกะกะเก้งกาแม้แต่สุนัขก็ไม่รัก

ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนนี้แม้แต่สุนัขก็รัก จะไม่เห่า ไม่กัดมันเป็นเรื่องของธรรมชาติอยู่ไม่น้อยทีเดียว ทีนี้ก็จะต้องพูดถึงรักพวกพ้องพี่น้องเพื่อนฝูง แม่อบรมให้เรารักพี่รักน้อง รักเพื่อนรักพ้อง รักเพื่อนบ้านเรือนเคียง รักผู้อื่น แล้วถ้าปล่อยมาตามเรื่อง บางทีเราจะรักผู้อื่นน้อย เดี๋ยวนี้ที่เรารู้จักรักผู้อื่นเห็นแก่ผู้อื่นพ่อแม่เขาอบรมมาโดยไม่รู้สึกตัว แม่เขาเอากฎมาแต่ไหนก็ไม่ทราบโดยถือว่ามีมาแต่เดิมแต่ดั้งเดิม ฟังดูแล้วก็น่าขัน ที่บอกว่า แม่ ไอ้น้องเอาเปรียบพี่ได้ แต่พี่เอาเปรียบน้องไม่ได้ น้องมีสิทธิที่จะโกงพี่ได้ แต่พี่ไม่มีสิทธิจะโกงน้อง คิดดู มันเป็นความยุติธรรมแบบไหนกัน แต่ถ้าลองปฏิบัติดูก็จะมีผลต่างกันลิบ ที่จะให้อภัย ให้รักน้องเป็นพิเศษ มันจะถึงกับว่าน้องขโมยของพี่ได้ แต่พี่ขโมยของน้องไม่ได้บาป อย่างนี้เป็นต้น ความที่แม่อบรมมาให้รักน้อง ให้มีความรักน้องมันละเอียดลออ ประณีต ถึงขนาดนี้ ข้อนี้เป็นการสอนที่ดี สอนให้เราอยู่ร่วมโลกกัน มันยังดี เราจะต้องช่วยกัน เราอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ ถ้าสมมุติว่าเขาจะยกโลกทั้งโลกให้เราคนเดียว โลกทั้งหมดทั้งโลกนี้ให้เราคนเดียว แต่ให้เราอยู่คนเดียวแล้วเรายอมรับไหวเหรอ และให้เราอยู่คนเดียวในโลก มันก็ยอมรับไม่ไหว เมื่อมีเมื่อมีเพื่อนอยู่ด้วย มันจึงต้องมีระเบียบแบบแผน อะไรที่จะต้องประพฤติต่อเพื่อน จะให้เราอยู่ร่วมกันได้ก็จะต้องมีระเบียบอีกแบบหนึ่งว่าเราจะต้องรู้จักประพฤติกระทำให้เราอยู่ร่วมกันได้โดยสนิทสนม สะดวกสบาย มันเลยกลายเป็นเข้ากับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ทุกๆอย่างมันจะต้องช่วยเหลือกันเหมือนในโลกนี้มีอะไรบ้าง มีคน มีสัตว์มีต้นไม้ มันก็มีอะไรที่เอื้อเฟื้อเจือจานซึ่งกันและกันอยู่ไม่งั้นมันอยู่ไม่ได้ คนไม่มีสัตว์ ในโลกนี้มีแต่คนไม่มีสัตว์อยู่ไม่ได้ ไม่มีต้นไม้ก็อยู่ไม่ได้ นี่ระหว่างคนมันก็ต้องอยู่ด้วยกัน แต่สำหรับทำงานแบ่งภาระหน้าที่กัน นี่เป็นชาวนา ชาวสวน เป็นพ่อค้า เป็นราชการ เป็นหมอเป็นครู มันต้องอยู่กันได้ด้วยการทำประโยชน์แก่กัน แม้แต่สัตว์มันก็ต้องมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน อาตมานั่งสังเกตดูว่ามันอย่างนี้นี่เอง ไอ้ลูกไก่ตัวเล็กๆมันจิกหมัดจิกเห็บที่หงอนที่หน้าของไก่ตัวโตๆ บางทีไก่ตัวโตๆมันก็จิกหมัดออกจากหงอนให้แก่กัน เพราะมันจิกเองไม่ได้ ไก่ตัวไหนล่ะที่มันจะจิกหมัดจิกเห็บให้ตัวเองได้ มันไม่มี แต่แล้วมันก็ก้มหัวให้ตัวอื่นช่วยจิก น่าเอ็นดู บางทีลูกไก่ตัวเล็กๆ ช่วยจิก มันเห็นได้ชัดว่าถ้ามันไม่ให้ไก่ตัวอื่นจิก มันก็จะมีหน้ามีหงอนเต็มไปด้วยเห็บเต็มไปด้วยหมัด สุนัขมันก็ยังช่วยกันกัดหมัดให้แก่กันและกัน โดยเฉพาะที่หลังคอ หมัดมันก็ไปอยู่ที่ตรงนั้นเพราะว่าไอ้หมาตัวนั้นไม่กัดไม่ได้ หมัดมันก็เลยไปออกันอยู่ที่หน้าคอของสุนัข และก็มีสุนัขตัวอื่นช่วยกัด ช่วยงับ ช่วยแก้ไขให้ ลิงมันก็ช่วยหาหมัด หาเหาให้แก่ลูกลิง เพราะมันทำเองไม่ได้ในบางที่บางแห่ง นี่เห็นได้ชัดว่าธรรมชาติสร้างมา บางอย่างช่วยตัวเองไม่ได้มันก็ต้องให้ผู้อื่นช่วย เราจึงต้องอยู่ร่วมกันให้สัมพันธ์กับผู้อื่น ยิ่งเป็นแม่ที่ดีเท่าไรก็จะยิ่งอบรมสั่งสอนลูกเด็กให้เห็นแก่ผู้อื่นให้มากเข้าไว้ เห็นแก่ตัวน้อยที่สุด เห็นแต่ตัวน้อยที่สุด เพราะการเห็นแก่ตัวเป็นสัญชาตญาณมีได้ง่ายๆ มีได้ธรรมดา เช่นมีอะไรก็ไม่อยากให้ใครกิน อยากกินเอง มันก็เห็นแก่ตัวตลอดไป ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนให้ ให้ผู้อื่น ให้เห็นแก่ผู้อื่น แม่ก็บอกว่า กินเองเดี๋ยวก็ถ่ายอุจจาระหมด แต่ถ้าให้ผู้อื่นกิน มันไปฝังในจิตใจของผู้อื่นเป็นปีๆ หรือตลอดชีวิต นี่เรียกว่าผู้อื่นมันมีความหมายอย่างไร มีค่าอย่างไร เราจึงรักผู้อื่น เราเตรียมพร้อมสำหรับที่จะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ไอ้ต้นไม้ต้นใหญ่ๆนี้อย่าอวดดีไป ถ้าไม่มีของรักษาความชื้นเป็นตะไคร่เป็นอะไรที่โคนต้นหรือในแผ่นดินไม่มีอะไรบางอย่างรักษาความชื้นมันก็ตายเหมือนกัน ไส้เดือนมันทำให้ดินดี ต้นไม้ก็สบายใหญ่โต งดงามเพราะว่าไส้เดือนมันช่วยไถให้ดินดี มันชอนไปในดิน มันกินดิน มันถ่ายออกมากลายเป็นอาหารของต้นไม้ นี่เรียกว่ามันได้รับประโยชน์จากไส้เดือน และต้นไม้มันก็ให้ความชุ่มชื้น ให้ใบออกมา หล่นลงมา ไส้เดือนไปกินใบไม้ที่ผุพัง นี่มันแลกเปลี่ยนกันอย่างนี้เรียกว่ามันอยู่กันได้ จะให้อยู่กันตามลำพังเป็นไปไม่ได้เป็นลัทธิที่บ้าบอ นายทุนจะอยู่ตามลำพัง คอมมิวนิสจะอยู่ตามลำพังก็อยู่ไม่ได้ มันต้องแลกเปลี่ยนกัน มันต้องจุนเจือกัน มนุษย์จึงอยู่กันเป็นผาสุขได้ แม่เขาก็สอนให้เรารู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เจือจานเกิดเป็นนิสัยอันนี้ขึ้นมา คุ้มครองเราให้มีความสุขสวัสดีมา จนกระทั่งทุกวันนี้

หน้าที่ 3 – กตัญญูกตเวที
ทีนี้แม่เขาก็อบรมนิสัยกตัญญูกตเวที ถ้าแม่ที่ดีจะคอยเตือนลูกให้รับรู้บุญคุณของผู้อื่น ของพ่อ ของแม่ ของพี่ ของน้อง ของเพื่อนบ้าน แม่จะให้เราช่วยทำงานที่เบาแรงแม่ นั่นแหละคือสอนให้กตัญญู ถ้าเด็กๆ ทำอะไรไม่ได้มากก็ช่วยตำน้ำพริกแกงให้แม่ก็ได้ ตำไม่เป็นกระเด็นเข้าตาแสบร้องโฮๆ มันก็ไม่เป็นไร มันก็ฉลาดขึ้นจึงขอให้รักลูกให้ถูกทาง ให้มันเข้มแข็ง แต่ไม่แข็งกระด่าง ให้มันอ่อนโยน แต่มันก็ช่วยแม่ทุกอย่างที่ให้แม่ได้รับการเบาแรง ช่วยเหยียบขาให้แม่ให้หายเมื่อย เมื่อแม่เจ็บไข้ ให้ได้รับการเบาแรงที่สุด เราก็ยังเห็นเด็กเลวๆ ที่พ่อแม่เขาไม่อบรมสั่งสอนไม่เอาใจใส่พ่อแม่ แม้ในยามเจ็บไข้ก็มีเหมือนกัน นั่นเป็นโทษของผู้ที่แม่ที่ไม่รู้จักอบรมลูกสั่งสอนลูก เพราะพอมีความเจริญสมัยใหม่เข้ามาถึงแล้ว มันก็ทำไม่ได้ มันจะช่วยล้างอุจจาระปัสสาวะให้แม่ไม่ได้แล้ว เพราะมันเจริญกันแล้วอย่างนี้เป็นต้น นี่คือการผิดพลาด แต่ถ้าแม่เขาอบรมมาดีมันก็ไปกันได้จนตาย เด็ก ๆ ก็จะยอมเสียสละเพื่อแม่ โตแล้วก็ยอมปรนิบัติจนตาย เป็นธรรมเนียมไทย เป็นเอกลักษณ์ไทย ซึ่งชนชาติอื่นบางชาติมันไม่มี ที่มันจะประคบประหงบเลี้ยงดูแม่จนแก่เฒ่า มันไม่มีในชนบางชาติ แต่มันมีในชนชาติที่เป็นสัมมาทิฐิ นับถือพุทธศาสนา เราก็เป็นชาติที่นับถือพุทธศาสนามาแต่ไหนแต่ไรไว้มันจึงมาอยู่ในวัฒนธรรมนี้ แม่ก็อบรมสั่งสอนเราตามแบบฉบับ แม่ที่เป็นคนไทยหรือเป็นชาวพุทธ แม่ยังอบรมให้เคารพให้คนเฒ่าคนแก่ ไอ้แม่ที่ไม่ได้สอนให้เด็กๆ เคารพคนเฒ่าคนแก่ มันเป็นแม่สมัยใหม่เกินไปแล้ว มันเป็นแม่สมัยใหม่แล้ว ถ้ามันเป็นแม่สมัยเก่าแล้วมันจะควบคุมให้ลูกเคารพคนเฒ่าคนแก่ให้เป็นนิสัยเลย ให้เกิดเป็นคนอ่อนโยน ไม่กระด้าง เป็นที่รักของมนุษย์ ของเทวดา อบรมให้อ่อนน้อมต่อแก่คนเฒ่าพระเจ้าพระสงฆ์ มันมีมือที่ประนมอยู่ตลอดเวลา เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ ระเบียบไหว้คนเฒ่าคนแก่นี้เคร่งครัดกันมาก เด็กๆต้องไหว้คนแก่ แม้รู้กันว่าคนแก่คนนี้เป็นคนบ้า เราก็ต้องไหว้อยู่ดี เราไม่ไหว้สิอาจารย์เคี่ยนหรือแม่เขาจะให้ก้านมะยม

แม้ว่าคนนี้จะไม่เต็มบาทบ้าๆบอๆ เป็นคนแก่ก็จริง เขาก็ต้องไหว้ แล้วมันก็ไม่เสียหายอะไรนอกจากคนโง่มันจะล้อ แต่แล้วก็เกิดนิสัยที่ดีที่อ่อนโยน ติดไปตลอดชีวิตเลย ที่นี้เราจะเล่าว่าแม่อบรมนิสัย ปลูกฝัง จะปลูกต้นไม้ จะเป็นไม้ดอกก็ได้ สวนครัวก็ได้ มันมีที่ว่างไว้นิดนึงข้างเรือนมันก็ต้องปลูกไม่เคยปล่อยทิ้งว่างอยู่เฉยๆ เดี๋ยวนี้เขาเจริญเป็นเทวดากันหมดแล้ว เขาไม่ปลูกกันแล้ว เขาไปซื้อที่ตลาด จนเงินเดือนไม่พอใช้ดีกว่า แต่ที่ช่วยปลูกสวนครัวข้างบ้านไม่มี เมื่ออาตมาเป็นเด็กๆ แม่เค้าก็บังคับ ชักชวนให้ทำให้ปลูก เด็กๆจะปลูกดอกไม้เล่นก็ได้ แต่แม่ก็ชักชวนให้ปลูก พืชผลที่กินได้ เป็นตะไคร้ เป็นพริกเป็นมะเขือ อะไรก็ตาม จนกล้ายเป็นเรื่องสนุกไปเลย มีที่ดินกว้างหน่อยใกล้ๆบ้านนั้นก็ปลูกสับปะรด ปลูกกล้วย ซึ่งมีที่มากเขาก็ทำไม่เคยอยู่ว่าง เวลามีว่างก็ถูกชักชวนไปทำเรื่องนี้ เรียกว่าปลูกฝังมีของดีที่อยากจะอวด ว่าปลูกสับปะรด ปลูกกล้วย ขุดหลุมแล้ว ยังไม่เอาหน่อลงหลุมต้องทำพิธีกันก่อน ทำพิธีแสกคาถา กันขโมย กันสัตว์มากิน ให้ว่าคาถานี้ เมื่อว่าแล้วก็จะไม่มีขโมยมาขโมยไม่มีสัตว์มากิน ว่าคาถา 3 ครั้ง แล้วเอาหน่อกล้วยลงหลุม ในคาถานั้นมีว่า สัตว์กินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน ช่วยจำไปสอนลูกหลาน สัตว์กินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน สัตว์กินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน สัตว์กินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน 3 จบ หย่อนลงหลุม กลบดิน รับประกันได้ว่าจะไม่มีสัตว์มากินไม่มีสัตว์มาขโมย เข้าใจไหม ถ้ามีสัตว์มากินเราก็เอาบุญสะแล้ว ถ้าสัตว์มากินเราก็คิดเอาบุญไปแล้ว เอาบุญเพราะสัตว์มากิน เลยไม่มีสัตว์มากินให้เราเสียหาย ที่ว่าขโมยมาขโมยเราก็ว่าคนกินเป็นทานไปแล้วให้ทานล่วงหน้าไปแล้ว เขามารับทาน เลยไม่มีขโมย นี่ก็ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ไทย เป็นวัฒนธรรมไทยซึ่งแต่ก่อนต้องถือกันทั่วไปแน่ ถ้าไม่ได้ถือกันทั่วไปแล้วมารดาจะเอาที่ไหนมาพูด มันเป็นเรื่องที่ว่า อบรมสั่งสอนกันมาเป็นนิสัยสันดาน มารยาทของดีของประเสริฐของเอกลักษณ์ไทย ของวัฒนธรรมไทย ช่วยจำไปด้วย ถ้านกคือสัตว์เอามากิน เอาบุญนี่ไม่ต้องยิงไม่ต้องดักไม่ต้องฆ่า ถ้าขโมยมากินก็ไม่ต้องจับส่งตำรวจ เพราะเราให้ทานเอาบุญไปแล้วมันไม่กินหมด ถ้าเราอยากขี้เกียจเราก็ทำเผื่อเอาไว้ เหมือนกับชาวอินเดียอาตมาไปเห็นเขาทำนาปลูกข้าว เขาเผื่อดินเอาไว้ เพราะลิงมันชุม ก็ทำมากเข้าไว้ ลิงมันกินไม่หมด ลิงกินแล้วก็ยังเหลือให้คนกินอีกพอกิน ที่ไปเห็นนี่คนเกี่ยวข้าวพรวดๆ ลิงก็กินข้าวพรวดๆ แข่งกับเจ้าของนาที่เกี่ยวข้าว แล้วเราไปยืนดู แล้วถามเขาว่า เขาทำเผื่อลิงไว้ เขาไม่ไล่ลิง เขาไม่โกรธลิง นี้เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่มันก็เอาปืนใส่โปงเข้าไป ลิงก็ลิง นี่มันเปลี่ยนกันถึงอย่างนี้ เรามีนิสัยนิ่มนวลอ่อนโยนมีเมตตากรุณา วัฒนธรรมเดิมมันสอนสิ่งเหล่านี้ให้โดยทางแม่ แล้วแม่เป็นผู้มอบสิ่งเหล่านี้ให้มากกว่าพ่อ ซึ่งจะเปรียบกันไม่ได้ ก็พูดดูแล้วว่านับดูว่าแม่ให้ก้านมะยมเท่าไรซึ่งจะเปรียบกันไม่ได้ เพราะไม่เคยให้เลย ต่างกันมาก ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ทีนี้อยากจะพูดถึงสิ่งไม่ดีอบายมุข การพนัน แม่ห้ามขาดไม่ให้ลูกเล่นการพนัน แม้แต่เล่นหมากรุก พ่อชอบหมากรุกอยากเล่นหมากรุกก็ต้องเล่นบ้านคนอื่น แต่บ้านของตัวนี่แม่ไม่ยอมให้เอากระดานหมากรุกเข้ามา และถ้าเราอยากเล่นหมากรุกบ้างก็ต้องไปเล่นที่บ้านคนอื่น แม้แต่พ่อเองก็บังคับแม่ไม่ได้ ที่ว่าไม่ยอมให้เอากระดานหมากรุกเข้ามา จะเสียนิสัยแก่ลูกการพนันใดๆที่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ได้ ไม่ต้องถือเป็นการพนันใหญ่โตก็ไม่มี อย่างไพ่ อย่างโปนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงกัน แม้แต่หมากรุกก็ไม่ได้ บางทีก็มากเกินไป ก็ไม่เป็นไร แม่ก็มีสิทธิที่จะทำได้ อย่างแม่อาตมาไม่ให้เป็นเกี่ยวข้องกับดนตรี บอกว่าเสียนิสัย โลเล่ ไม่เอา แต่เราชอบดนตรีเราก็หนีไปหัดเล่นที่บ้านคนอื่น ที่บ้านนี้เอาเครื่องดนตรีขึ้นมาไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว นี่เรียกว่าแม่เขากวดขันนิสัย สันดาน วิญญาณกันถึงขนาดนี้ ได้เรื่องที่เขาทำกันโดยมากเราก็ไม่ทำ มันก็ไม่ทำเอง อาตมาอยากอวดสักหน่อย อยากคุยโตสักหน่อยว่าแม่ไม่เคยห้าม ไม่มีโอกาสจะห้าม เรื่องกินเหล้าเรื่องสูบบุหรี่นี้ไม่มีโอกาสจะห้าม ไม่เคยถูกห้าม เพราะว่าเรามันไม่กินเอง ชิมเหล้า ดูกันครั้งแรกมันทั้งขมทั้งเหม็นบ้วนทิ้งแทบไม่ทัน สูบบุหรี่ครั้งแรกก็เหมือนกัน คิดว่ามันทั้งเผ็ดทั้งขมอะไรก็ไม่รู้ ทิ้งแทบไม่ทันเรียกว่าครั้งเดียวครั้งแรก ครั้งสุดท้าย แม่ไม่ต้องห้ามเพราะเราไม่ เราไม่เอาเอง ถึงอย่างนั้นมันก็ถ่ายทอดมาบิดาก็ดี อาก็ดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เด็กๆเลยเป็นเองทุกคนเลย ขอให้นึกถึงพระคุณของแม่ที่ให้อะไรๆมาตามตัวอย่างเหล่านี้ ไม่ใช่ทั้งหมดแต่มีมากกว่านี้ยกตัวอย่างมาให้ดูไม่กี่อย่าง แต่แล้วไปดูว่ามันฝังอยู่ในนิสัย สันดาน ในวิญญาณจนกลายเป็นนิสัยหรือมรรยาทของลูก ลูกก็เป็นที่น่ารักมนุษย์ของเทวดา นั่นเป็นพลเมืองที่ดีในโลก ถ้ามันเป็นอย่างนี้กันทุกคนในโลก โลกนี้ก็จะประเสริฐ เป็นโลกวิเศษ เป็นพระอาริยตรัยนี่กันแน่นอน นี่ก็จะบอกให้รู้ว่าทำไมภาษาบาลีจึงมีคำว่ามาตาปิตา ว่าแม่และพ่อ เพราะแม่ถึงก่อนใส่อะไรลงไปในดวงจิตดวงวิญญาณของลูกก่อนใครๆ ในลักษณะแบบนี้ เพราะฉะนั้นคำพูดถูกแล้ว คำว่ามาตาปิตา แม่และพ่อ เราก็รับวัฒนธรรมอินเดีย มาโดยตรงแม้กระทั่งศาสนา แต่ไม่รู้มันมาเปลี่ยนกลับกันตอนไหน ว่าอย่างไร แต่นั่นไม่เป็นไรเป็นเพียงคำพูด แต่การประพฤติปฏิบัติของให้เป็นไปในทางเดิม แม่เขาได้ถ่ายอะไรลงไปในชีวิตในวิญญาณ เช่นเดียวกับให้กำเนิดทางร่างกายทางเลือดทางเนื้อมาพร้อมหมด วันนี้วันแม่ พูดเรื่องแม่กันอย่างนี้จะเป็นอย่างไร มีเหตุผลหรือไม่ ที่จะมาพูดกันในวันนี้ อาตมาขอร้องให้ผู้ที่มีแม่และตัวเองก็กำลังจะเป็นแม่ต่อไปได้รู้สึกในความรับผิดชอบในความหมายของคำว่าแม่กันให้เพียงพอ เพราะว่าอันนี้มันเป็นรากฐาน ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องนั้นเป็นรากฐานที่จะมีธรรมะ การที่เราจะมีธรรมะต่อไปอย่างอื่นๆนี้ มันขึ้นอยู่กับรากฐานเดิมที่ถูกต้องครบถ้วน อาตมาจึงบอกท่านทั้งหลายว่าที่ตั้งใจว่าจะมาศึกษาธรรมะจะมาดับทุกข์นิพพานเรื่องที่หนึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ถ้ามันมีความเป็นแม่และมีความเป็นลูกที่ไม่ถูกต้องอย่าหวังเลยป่วยการ พูดเผ้อไปเปล่าที่ว่าจะศึกษาธรรมะให้มันก้าวหน้า มันเป็นไปไม่ได้ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง อาศัยความเป็นแม่ที่ถูกต้องสมบูรณ์ ช่วยสร้างรากฐานของมนุษย์ให้ดี คนเหล่านี้ก็พร้อมจะมีธรรมะศึกษาธรรมะสืบต่อไป ทีนี้จะพูดเรื่องประเด็นที่เป็นปัญหา เดี๋ยวนี้ในเมืองไทยเรามีอันธพาลเต็มบ้านเต็มเมือง พวกที่อยู่ในกรุงเทพฯจะรู้ดี เพราะในกรุงเทพฯ จะมีอันธพาลเต็มบ้านเต็มเมืองรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที อาชญากรรมเลวร้ายมากขึ้นทุกที ยิ่งเจริญยิ่งมากด้วยอาชญากรรม แม้ว่าการศึกษาเจริญ ก็ยิ่งมากด้วยอาชญากรรม จนจะพูดได้ว่าการศึกษาสูญเปล่าหมดแล้ว

หน้าที่ 4 – ความเจริญ
เมื่อกรุงเทพฯยังไม่เจริญอย่างนี้มีอาชญากรรมน้อยมาก มีความปกติสุขมากแล้วทำไมพอมันเจริญโน่นเจริญนี่การศึกษาก็อวดคุยกันว่าเจริญๆไปเรียนมาจากเมืองนอกเมืองนา เต็มไปด้วยอาชญากรรมคดโกงกัน คอรัปชั่น อาชญากรรมมันยิ่งเลวร้ายอย่างยิ่งจนกระทั่งว่าเลวกว่าสัตว์กันเสียแล้วก็มีทำไม อาชญากรรมเหล่านี้กำลังเป็นปัญหา แล้วที่เห็นชัดก็คือเด็กไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เด็กสมัยนี้อย่าอวดดีไปว่ามีการศึกษาเจริญแล้วจะอวดดีกับพ่อแม่ อาตมาสังเกตว่าบ้านนอก นี่ก็เหมือนกัน เด็กก็ไม่เคารพพ่อแม่พอความเจริญเข้ามาเด็กก็ไม่เคารพพ่อแม่ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เขาจะเก่งกว่าพ่อแม่ เขาจะดีกว่าพ่อแม่ ที่กรุงเทพฯที่ได้ยินมาว่าเป็นเรื่องจริงที่เด็กๆเขาอ้างว่าเขามีบุญคุณกับพ่อแม่ ถ้าเป็นเด็กสมัยก่อนเขาบอกว่าพ่อแม่มีบุญคุณกับเขา เด็กสมัยนี้เขามีบุญคุณแก่พ่อแม่ เขาไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา มีเกียรติยศชื่อเสียง มีอะไรมาก็เลยพลอยให้พ่อแม่มีหน้ามีตาได้หน้าได้ตา เลยเขามีบุญคุณกับพ่อแม่ คนสมัยนี้เขาว่ากันอย่างนี้ แล้วโลกนี้จะเป็นอย่างไรกัน ถ้ามันกลับกันอยู่อย่างนี้ เด็กไม่รู้บุญคุณของพ่อแม่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่นั่นแหละคือปัญหา เพราะว่าเราไม่ได้อบรมสั่งสอนเขาให้รู้ว่าพ่อแม่คืออะไร แม่คืออะไร ไม่ได้สั่งสอนเขาโดยแท้จริงเด็กๆ อนุบาลมาถึงก็ให้เรียนหนังสือตะพฤติ เรียนภาษาต่างประเทศก็มีเด็กๆเหล่านั้น

ก็ไม่รู้ว่าแม่คืออะไร พ่อแม่คืออะไรมีบุญคุณอย่างไร ไปรู้ภาษาฝรั่งแล้วก็มี เพราะการศึกษามันไม่ถูกต้อง ที่สอนกันอยู่มันก็สูญเปล่า การศึกษาที่สูง สอนกันอยู่อันธพาลก็ยังเพิ่มๆ ขึ้น คอรัปชั่นมันก็ยังเพิ่มๆขึ้นเรียกว่าการศึกษามันยังสูญเปล่าอยู่ เด็กๆ ก็ไม่รู้แม่คืออะไร เด็กๆควรจะรู้ว่าการที่ทำให้พ่อแม่น้ำตาตกนี่คือความเลวร้ายที่สุดในโลกไม่มีอะไรจะเลวร้าย แต่เดี๋ยวนี้เด็กคนไหนมันนึกอย่างนั้น เด็กที่มีการศึกษาดีจะไม่นึกอย่างนั้น ก็จะนึกว่าแม่เอาเงินมาให้มากๆ ให้เราเรียนเก่งๆ จบเร็วๆก้าวหน้าขึ้นกว่าคนทั้งหลายก็ตามใจ แม่จะลำบากยากเข็ญอะไรก็ไม่สำคัญ สำคัญให้กูได้เรียนขึ้นหน้าใครๆก็แล้วกัน การศึกษาไม่ช่วยสอนให้รู้ว่าพ่อแม่คืออะไรเป็นอย่างนี้ จึงเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำให้เด็กๆรู้ว่า พ่อแม่คืออะไร คือเทวดา คือพระอรหันต์ คือพระพรหม อยู่ในบ้านในเรือน บ้านไหนเรือนไหน เด็กๆเคารพบิดามารดาในฐานะเป็นเทวดาเป็นพระพรหมเป็นพระอรหันต์แล้ว บ้านนั้นจะเจริญจะสงบเย็นเป็นสุข เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์บ้านเรือนไหน เด็กๆมันไม่รู้สึกอย่างนั้นแล้วทำตัวเป็นผู้มีบุญคุณเหนือกว่าพ่อแม่ซะอีก จะบังคับพ่อแม่ซะอีก บางทีจะใช้พ่อแม่อย่างคนใช้ก็มี นี่คือสิ่งเลวร้าย ถ้าว่าพูดอย่างโบราณคือเรียกสิ่งเลวร้ายเป็นการี เป็นอับปีเป็นจันไรอะไรถึงที่สุดเลย ขอให้เราสังเกตดูดีๆ เชื่ออาตมา ไม่ต้องเชื่ออาตมาลองสังเกตดูเอาก็แล้วกัน ทีนี้ก็จะดูกันเรื่องแม่อีกครั้งนึงว่าแม่คืออะไร ได้พูดมาแล้วแต่ข้างต้นว่าเราจะมองมีแม่กันในแง่ของปรมัติ ปรมัติแปลว่าความหมายอันลึกซึ้ง แม่คืออะไร แม่คือผู้สร้างโลก คำว่าแม่มีความหมายเป็นผู้สร้างโลก สร้างสิ่งทั้งปวง มนุษย์แม่สร้างขึ้นมาโดยทางจิตทางวิญญาณโดยทางกายนั้นยังไม่พอและยังทางจิตทางวิญญาณอีก แม่คือผู้สร้างโลกมนุษย์โดยแท้จริง ไอ้คำว่าแม่นี้ แม่มีความหมายมหาศาล ในทางสร้างสรรค์ ในทางก่อสร้างในทางให้กำเนิด แผ่นดิน นี่ก็เรียกว่าแม่พระธรณีสมชื่อที่สุดเลย แผ่นดินนี้เป็นแม่เพราะเกิดอะไรขึ้นทุกอย่างที่บนแผ่นดินมีลักษณะเป็นแม่ เขาเรียกว่าแม่พระธรณีคนโบราณเคารพแผ่นดิน ในเสมอสิ่งที่มีบุญคุณสูงสุดเลยเรียกว่าแม่พระธรณี ที่รองๆลงมาเรียกว่า แม่พระคงคา อย่างในบางประเทศถ้าขาดแม่น้ำก็จะตายกันหมด มันมีชีวิตรอดอยู่ได้โดยแม่น้ำแต่ละสายละสายโดยเฉพาะในประเทศอินเดีย แม่น้ำคงคา แม่น้ำยะมุนา มันเลยเรียกแม่ ที่เราเรียกแม่มันหมายความอย่างนั้น อะไรที่เป็นเหตุให้เกิดสิ่งอื่นออกมาให้สิ่งอื่นมันอยู่ได้มันรอดชีวิตอยู่ได้เรียกว่าแม่ทั้งนั้น แม้แต่แม่พระธรณีเรารู้ความหมายของคำว่าแม่ว่าเป็นผู้กำเนิดของทุกสิ่ง แต่ที่สำคัญนี่มันสร้างวิญญาณของมนุษย์ ดังนั้นแม่ต้องทำหน้าที่อันนี้ ที่ทำหน้าที่สร้างวิญญาณของลูกอย่าไปทำหน้าที่พ่อเสียหมดเดี๋ยวนี้เขาแก้ตัวกันว่า รายได้ไม่พอใช้แม่จึงต้องออกไปหารายได้ช่วยเหลือพ่อทิ้งลูกไว้ให้มันโตตามบุญตามกรรมของมัน ไว้กับคนใช้ ไว้กับลูกจ้างแล้วลูกมันจะเป็นลูกได้อย่างไรล่ะ ใครจะมาทำหน้าที่แม่อย่างที่ว่ามาแล้วข้างต้น คนใช้มันก็ทำไปตาม ไอ้คนรับจ้างเลี้ยงลูกมันก็เอาเปรียบที่สุด มันทำคอกขังเด็กๆไว้ให้เด็กๆกินเหล้า หลอกให้เมานอนซึมไปวันหนึ่งๆ พอครบเดือนก็เบิกเงินเดือนค่าเลี้ยงลูก ไอ้คนรับจ้างเลี้ยงลูกชนิดนี้มันก็ยังมี แล้วแม่ออกไปทำงานหารายได้ช่วยพ่อแล้วมันได้อะไรคุ้มค่าเหมือนกับขาดทุน ถึงแม่จะทำงานช่วยพ่อก็ต้องทำงานชนิดที่ดูแลลูกด้วยได้ด้วย อบรมลูกไปได้ตามเดิม ทำงานชนิดที่เรียกว่าอยู่กับลูกได้นี้แหละถูกมิฉะนั้นแล้วมันก็จะไม่มีแม่ โลกนี้จะไม่มีแม่โลกนี้จะเลวลงเพราะมันไม่มีแม่ ไม่มีดวงวิญญาณอันสูงที่แม่เขาสร้างให้ พ่อก็สามารถที่จะหารายได้เลี้ยงครอบครัว หรือทำความปลอดภัยให้แก่ครอบครัว ให้แม่ได้มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์วิญญาณของลูกก็จะมีอะไรๆสมบูรณ์ สมบูรณ์ สมบูรณ์ ในทางที่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แม่นั้นถ่ายพันธุ์ได้ดีกว่าพ่อ อาตมาได้ฟังนักเลงชนไก่ นักเลงกัดปลาก็ดีเขาพูดให้ฟังว่าจะเลือกพันธุ์มาผสมพันธุ์ที่ดีจะเลือกแต่แม่ ฝ่ายแม่เป็นสำคัญ ฝ่ายพ่อไม่ค่อยสำคัญ ที่จะมาเป็นไก่ชน เป็นปลากัดอย่างดีเขาเลือกกันอย่างพิถีพิถันเลือกแต่ฝ่ายแม่ พันธุ์แม่ ฝ่ายพ่อไม่ค่อยสนใจนัก เพราะมันสำคัญอยู่ที่ฝ่ายแม่ พวกนั้นเขายืนยัน เพราะอาตมาไม่เคยทำ คงจะเรียกว่าน่าสนใจอยู่เหมือนกัน แล้วทีนี้แม่อยู่กับลูก ลูกอยู่กับแม่ แม่จะปั้นวิญญาณของลูกไปเรื่อยๆไปแล้วจะทำอย่างไรทำให้ดีที่สุด ที่ดีที่สุด แม่เขาจะทำได้คืออบรมให้ถูกอย่าอบรมให้ผิด ตัวอย่างพ่อแม่บางคนสอนลูกให้ไหว้กันตะพฤติไม่ดูอะไรแล้วพ่อแม่บางคู่ก็ไม่ให้ไหว้ใครเลยกลัวว่าไอ้ลูกมันจะโง่ลูกมันจะไปเป็นทาส สติปัญญาของคนอื่นไม่ให้ไหว้ใครอย่างนี้เรียกว่ามันผิดที่ไม่ไหว้ใครเลยก็ผิด ไหว้ไปตะพฤติมันก็ไม่ถูก ต้องสอนให้ลูกรู้จักเลือกว่าควรจะไหว้ใคร

หน้าที่ 5 – เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ
ตอนแรกๆ มันคงจะขรุกขรักโกลาหนอยู่บ้างที่กว่าลูกมันจะรู้จักเลือกแต่ถ้าว่าสอนกันไปอธิบายกันไปลูกมันก็จะมีสติปัญญาและลูกมันจะฉลาด ว่าดีเป็นอย่างไรไม่ดีเป็นอย่างไรควรไหว้เป็นอย่างไร ไม่ควรไหว้เป็นอย่างไรก็ได้ประโยชน์ที่ได้สอนให้รู้จักเลือกไหว้ อย่างไปสอนไม่ไหว้ใคร ไหว้มันตะพฤติอย่างหลับหูหลับตากัน นี่เป็นเรื่องที่แม่ต้องระวังให้ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือถูกต้องอยู่ที่ตรงกลาง ทั้งลูกจะรู้จักผิดชอบชั่วดีเป็นการศึกษาอยู่เมื่อเขาคิดจะเลือกไหว้ใคร เมื่อเขาเลือกไหว้ใครเขาจะฉลาดจะรู้เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผิด เรื่องถูก มากขึ้นมากขึ้นตามลำดับและให้รู้จักเลือกอย่างอิสระเลย ให้แม่สอนให้ลูกรู้จักเลือกอย่างอิสระ เปิดเผยให้ลูกเขาได้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้หรือว่าถูกหลอกกันมาตลอดเวลาซึ่งอาตมาคิดว่าแม่พาลูกไปที่ร้านขายสิ่งของ ไปที่ร้านขายอาหารที่เขาเล่าลือกันว่าเอร็ดอร่อยนัก ไปที่ร้านขายของเล่นที่ว่าวิเศษแพงนัก แล้วก็ไปบอกลูกว่าทั้งหมดนี้เขามีไว้สำหรับทำให้เราโง่ของกินอร่อยๆ ของแต่งตัวสวยๆ ของเล่นแปลกๆ แพงๆ พาลูกไปร้านชนิดนั้นแล้วก็ดูทั้งหมดนี้ที่กินที่เล่น เขามีไว้สำหรับให้เราโง่ หลงซื้อกระทั่งหลับหูหลับตา แม่ว่าแกชอบชิ้นไหน แม่จะซื้อให้ แพงแค่ไหนแม่จะซื้อให้นี่ทำให้มันโง่กันทั้งแม่ทั้งลูก แล้วก็บอกลูกว่าไอ้สิ่งเหล่านี้ดูให้ดี ให้ลูกคิดดูให้ดีว่ามันจริงไหมที่เขาทำให้เราโง่ นั่นก็คือเป็นการตั้งต้นโง่เป็นการตั้งต้นตามใจลูกให้เลือกตามที่ลูกจะเอาแล้วแม่จะจ่ายเงินให้นั้น มันไม่สร้างสติปัญญาให้เลย ให้มันควรจะสอนว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็เลือกให้มันถูก ใช้ให้มันถูก มีให้มันถูก เรียกว่าเป็นการอบรมลูกให้รู้จักเลือกให้รู้จักตัดสินใจ ว่าอะไรควรมี อะไรควรกิน อะไรควรใช้ อะไรควรอย่างไร จะบูชาอะไร ลูกโตพอสมควรแล้วเราก็จะได้รู้เรื่องกินต้องกินให้ถูกต้องอย่าไปหลงเรื่องกาม ต้องเกี่ยวข้องกับมันอย่างถูกต้อง อย่างไปหลงเรื่องเกียรติ เกียรติกินกาม 3 คำนี้

จะต้องเป็นเรื่องที่ไม่หลง จะต้องเป็นเรื่องที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เดี๋ยวนี้เด็กเยาวชนวัยรุ่นหนุ่มสาวอะไรของเรานี่กำลังทำผิดกับเรื่องเหล่านี้มากเกินไป จนวินาศ หรือจนเจ็บไข้ทางวิญญาณ เจ็บไข้ทางร่างกายก็มีก็ทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าเก่งกว่านั้นก็สอนลูกให้รู้เรื่องไอ้ว่าตัวกูของกูระวังให้ดีมันเป็นเรื่องของความเข้าใจผิด อะไรอย่าเห็นเป็นของกูเป็นตัวกูเสียทั้งหมด ให้มันรู้จักวินิจฉัยว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรชั่ว อะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาป อะไรควรอย่าเอาแต่ความรู้สึกแต่ตัวกูของกูไปเสียหมด แม่เขาก็จะทำถูก กระทำถูกต้องและที่สุดก็เป็นลูกนี่ให้รู้จักอดกลั้นอดทนเพื่อประโยชน์แก่แม่ เบียดเบียนแม่โดยไม่รู้สึกตัวเหมือนกับที่เป็นกันอยู่โดยมากเด็กๆสมัยนี้เขาจะเรียนเขาจะได้จะดีจะเด่นของเขาจนพ่อแม่จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ให้พ่อแม่ขายนา หรือจำนำจำนองนาเอาเงินมาให้ลูกถลุงน้อยนักที่มันจะเรียนจริงถ้ามันถึงขนาดนี้มันเอาไปถลุง พ่อแม่ตกทุกข์ได้ยาก ทั้งเขาจะประพฤติกระทำสมกับที่ว่าพ่อแม่ได้รับความเจ็บปวดเมื่อคลอดเขามานั้นอย่างไร เดี๋ยวนี้เขาจะต้องประพฤติให้สมกันกับที่ว่าความเจ็บปวดของพ่อแม่นั้นมันมีมากน้อยเท่าไร ในที่สุดก็สรุปความได้ว่า ไอ้ลูกคนนี้มันรั่ว เกิดมาทำไม พ่อแม่คืออะไร ลูกคืออะไรจะต้องประพฤติต่อกันและกันอย่างไรและในที่สุดก็ถูกหมดทั้งฝ่ายลูกและฝ่ายแม่นี่แหละมนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์ มีความดี มีความเจริญ มีความสุข แม่หรือพ่อก็ตามต้องส่งเสริมลูกให้ถูกทาง ให้เขายึดหลักให้ถูกต้อง ให้เขาเสียสละทำการทำงานที่มันเป็นประโยชน์ให้เขารักดี ให้เขาสนุกในการทำงาน ให้เขาปราณีผู้อื่นให้เขาสังคมกับผู้อื่นชนิดที่เรียกว่าเป็นที่น่าพอใจ อาตมากำลังแจกธรรมะข้อหนึ่งว่าจงทำงานให้สนุก และเป็นสุขเมื่อทำงานนั้นเอง นี่ข้อฝากพ่อแม่ทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี้ให้ช่วยจำไปสอนลูกให้ลูกทำงานให้สุขและเป็นสุขเมื่อกำลังทำงานนั้นเอง มันต้องปรับปรุงจิตใจให้หายโง่พอสมควรซะก่อนโหน่มันจึงจะทำงานสนุกมิฉะนั้นมันไม่รู้สึกสนุกหรอกเหนื่อยต้องสอนกันจนรู้ว่างานนั้นคือธรรมะ ธรรมะคือการงาน การงานคือธรรมะเมื่อเราทำหน้าที่ของเราเหมือนกับเราปฏิบัติธรรมะเราควรจะพอใจและควรจะสนุก ถ้าได้รับการสั่งสอนเรื่องพระธรรมให้เพียงพอเด็กๆจะรู้ได้เองเหมือนกันว่าธรรมะคือหน้าที่การงาน หน้าที่การงานคือธรรมะดังนั้นธรรมะก็คือชีวิตคือหน้าที่การงาน การงานกับชีวิตขอให้เป็นสิ่งเดียวกันไปทั้งนั้นแล้วธรรมะก็การงานก็เป็นสิ่งเดียวกันไปเสียเลยก็ทำงานสนุก สนุกด้วยสติปัญญาสนุกด้วยธรรมะไม่ใช่สนุกด้วยกิเลสถ้าสนุกด้วยกิเลสคือความโง่และวินาศ แต่ถ้าสนุกด้วยสติปัญญาหรือธรรมะแล้วจะมีแต่ความเจริญโดยส่วนเดียว นี่ขอให้เราอบรมลูกจนถึงกับมีความรู้สึกว่าทำงานสนุกเพราะงานเป็นหน้าที่ของสิ่งมีชีวิต ถ้าไม่ทำหน้าที่มันก็ตายและคนไม่ทำหน้าที่เลี้ยงชีวิตมันก็ตาย สัตว์เดรัจฉานไม่ทำหน้าที่เลี้ยงชีวิตมันก็ตาย ต้นไม้ต้นไร่ไม่ทำหน้าที่เลี้ยงชีวิตมันก็ตาย ฉะนั้นธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ หน้าที่มีความหมายสำคัญเพราะครอบสิ่งทั้งปวง เมื่อไม่ทำหน้าที่ก็ไม่มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ควรจะตาย ถ้าอยากจะมีชีวิตอยู่ มีสิทธิที่จะอยู่ก็ต้องทำหน้าที่ หน้าที่คือสิ่งทั้งหมดที่ต้องทำ ธรรมนั้นเรียกเป็นภาษาบาลีว่าธรรมะ คำว่าธรรมะเกิดขึ้นมาในโลกนี้ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์โน่น เมื่อมนุษย์ไปรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ แล้วก็มาเรียกธรรมะ ธรรมะแปลว่าหน้าที่ พอมาเดี๋ยวนี้มันมีความหมายที่ทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น ไม่ค่อยจะเล็งไปถึงหน้าที่แต่ที่แท้ธรรมะคือหน้าที่พระพุทธเจ้าสอนธรรมะคือสอนให้รู้จักทำหน้าที่ หน้าที่อันดับหนึ่งคือให้รอดชีวิตอยู่ได้ก็ต้องรู้จักทำมาหากิน สุขภาพอนามัยอะไรก็ตามต้องทำถูกต้องถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ เป็นหน้าที่อันดับที่หนึ่ง ถ้ารอดชีวิตอยู่ได้แล้วหน้าที่อันที่สองคือดียิ่งขึ้นไป ดียิ่งขึ้นไป ดียิ่งขึ้นไป ทั้งประโยชน์ตนเองและประโยชน์ผู้อื่นจะเรียกว่าบรรลุมรรคผลนิพาน หน้าที่หมายความว่าอย่างนี้ ถ้าเราเห็นอย่างนี้เราจะรักหน้าที่ เราจะพอใจในหน้าที่ เราจะเสียสละทุกอย่างทุกประการได้หมดถ้าทำหน้าที่แล้วเหงื่อออกมาก็พอใจ เย็นใจเหมือนกับอาบน้ำมนต์ ไม่ใช่เหงื่อเป็นน้ำร้อน แล้วขับไล่คนไปขโมยดีกว่าแล้วจะทำงานไปทำไม

หน้าที่ 6 – อริยสาวกของพระพุทธเจ้า
เดี๋ยวนี้มันเป็นซะอย่างนี้โดยมากวัยรุ่นของเราที่มีการศึกษาไม่ถูกต้องเขาไม่รักหน้าที่ พอทำงานแล้วมันร้อน แล้วมันเหนื่อย มันก็ว่าไปขโมยดีกว่า จึงละทิ้งหน้าที่ไปจี้ ไปปล้น ไปอะไรกัน จนที่กรุงเทพฯมันเต็มไปด้วยพวกขโมยอย่างนั้นเหรอ เต็มไปด้วยอาชญากรรมเพราะเขาไม่เห็นว่าหน้าที่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นทั้งหมดของชีวิตของมนุษย์ ต้องช่วยกันสอนให้ลูกเด็กๆ ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน ตามกฏของอิทัปปะจะยตามันเป็นสิ่งที่ทำได้ เมื่ออบรมถูกเรื่องแล้วเขาจะสนุกในการทำงาน แล้วโดยกฎของธรรมชาตินั้นแหละจะทำให้เกิดความพอใจในการกระทำ เพราะมีความพอใจจึงมีความสุข ตามกฎของอิทัปปะจะยตามันก็เป็นอย่างนี้ ขอให้พ่อแม่ทั้งหลายนี่ได้ทำดูเองก็เถอะ ทำงานให้เป็นสุข และสนุกเมื่อกำลังทำงาน มันเป็นสุขกันแล้ว มันอิ่มด้วยความสุขแล้ว ไม่ต้องเลิกงานไปอาบอบนวดหรือไปกินเหล้า บางที่พ่อทำงานเลิกแล้วก็ยังไม่กลับบ้าน เพราะมันไปกินเหล้า ไปสถานเริงรมย์ไปอะไรต่างๆ เพราะมันเป็นคนโง่ เพราะว่ามันไม่อาจจะหาความสุขได้ เมื่อกำลังจะทำงาน ถ้าเขาเป็นพุทธบริษัท เป็นอริยสาวกของพระพุทธเจ้าก็หาความสุขได้เมื่อกำลังทำงานนั้นเอง มันก็อิ่มด้วยความสุขเสียตั้งแต่เมื่อกำลังทำงานไม่ต้องเลิกงานไปสถานเริงรมย์ก็กลับบ้าน หรือมันจะไปทำประโยชน์อย่างอื่น ไม่ต้องไปหาความสุขหลอกลวงจากการเอาเงินไปถลุง ดังนั้นเงินมันก็เหลือใช้ สำหรับเอาไปเลี้ยงครอบครัว หรือไปให้ทาน ทานบำเพ็ญกุศลอะไรต่างๆได้ เพราะว่าเขามีความสุขเสียแล้วเมื่อกำลังทำการงานนี่มันคงจะขัดขวางกันอยู่กับไอ้ที่เขาประพฤติกระทำกันอยู่จริง อาตมาคิดว่าจะเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องตีปัญหานี้ให้แตกก่อน มิฉะนั้นเราจะเป็นทาสของกิเลสตลอดไป เงินเดือนไม่พอใช้อยู่ตลอดไปและต้องคอยรับใช้กันอยู่ตลอดไป ขอให้สังเกตดูให้ดีดี จะแก้ปัญหายากจนของประเทศชาติได้ก็เพราะว่าทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน จะแก้ปัญหาคดโกง คอรัปชั่นได้ก็เพราะทุกคนเป็นสุขและสนุกเมื่อกำลังทำงาน นี่เรื่องรอด ความรอดของคนของประเทศชาติกระทั่งของโลก เดี๋ยวนี้ทุกคนไม่อยากทำงานให้เหนื่อย แต่อยากจะมีเงินมาก มีความสำราญในทางอารมณ์มากมันก็เลยต้องใช้วิธีคดโกง ดังนั้นขอให้แม่โดยเฉพาะควบคุมลูกให้ถูกต้องมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ให้เขาสนุกในการทำงาน ให้มองเห็นว่าไอ้ความอยาก อยากจะทำงาน อยากจะดีนั่นแหละมันมีอยู่เป็นสัญชาตญาณ ที่มันมีมาแต่กำเนิดก็ดูไอ้ลูกเล็กๆ พอมันโต มันรู้จักอะไรบ้างแล้วมันก็อยากทำงาน อยากทำงาน แม่ทำเอง หนูทำเอง หนูทำเอง หรือถ้าแม่เขาบอกเออดีๆ มันก็ดี มันก็ดีใจ ก็เต้นแร้งเต้นกามันก็ดีใจเพราะว่ามันมีนิสัยอย่างนั้นอยู่แล้ว อย่าให้นิสัยอันนี้สูญเสียไป อุตส่าห์ส่งเสริมไว้ รักษาไว้ให้เด็กๆ ของเราพอใจสนุกสนานในการทำงานยิ่งๆ ขึ้นไป ยิ่งๆขึ้นไป แล้วมันจะเป็นของขวัญอันประเสริฐคุ้มครองได้ให้เขาไม่ยากจนไม่ทำผิด เป็นเครื่องรางคุ้มครองไม่ให้ตกต่ำ นี่เรียกว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่จะต้องอบรมลงไปในลูกเด็กๆ โตขึ้นมา โตขึ้นมาอีกลูกก็เป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มที่และเขาก็ยังต้องอาศัยการตักเตือนที่ถูกต้องของพ่อแม่อยู่ดี

โดยเฉพาะแม่นี้ก็อย่าละเลย ควบคุม อบรม สั่งสอนไปจนกว่าจะพ้นไปจริงๆ เพียงแต่เป็นหนุ่มเป็นสาวนี่ยังไม่พอที่จะพ้นไปจากการอบรมของพ่อแม่ และเดี๋ยวนี้เด็กๆ เขาไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา เขาถือว่าเขารู้ดีกว่าพ่อแม่ เขาก็ไม่ยอมให้พ่อแม่อบรมสั่งสอนอะไร นั่นแหละเรื่องมันจะไปกันใหญ่ ลูกโตเต็มที่แล้วพ่อแม่ก็จะต้องอบรมให้รู้เรื่องที่เกี่ยวกับกามอารมณ์ เรื่องทางเพศนั่นแหละ เดี๋ยวนี้กำลังทำผิดกันอยู่ทั่วโลกเรื่องทางเพศ การศึกษาเรื่องทางเพศเพราะมันให้ผลตรงกันข้าม เพราะมันให้ผลไปเรื่องปัญหาทางเพศเกิดขึ้นมาก ทั้งที่มีการศึกษาเรื่องทางเพศจนกระทั้งสหศึกษาอะไรก็ไม่รู้แล้วมันก็ไม่แก้ปัญหา กลับเพิ่มปัญหาจึงถือว่ามันผิด มันต้องทำเสียใหม่ให้มันถูก พ่อแม่จะต้องให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่ากามอารมณ์นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นหลงกับมันได้ ไปหลงกับมันก็วินาศ เพราะว่ากามอารมณ์นั้นมันเป็นเรื่องบ้าวูบเดียวเท่านั้นแหละ สนใจอะไรกันนักหนา เป็นวักเป็นเวรนัก ประพฤติกระทำกันทางเพศทางอารมณ์กันใหญ่เลย ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องบ้าวูบเดียวเช่นจะเอาอะไรกับมัน ไอ้ส่วนที่เราจะต้องรักษาไว้ให้ถูกต้องมีมาก ไอ้เรื่องบ้าให้มันวูบเดียว ถ้าว่าใครมันรู้เท่าทันกามอารมณ์อย่างนี้แล้วก็จะไม่ตกไปเป็นผู้ที่เดือดร้อนหรือวินาศ ถ้าเราไปหลงใหลเรื่องกิเลสเรื่องกามอารมณ์ มันก็จะสูญเสียความเป็นมนุษย์ ไม่มีความเป็นมนุษย์เหลือ มันจะทำผิด เมื่อกามอารมณ์เป็นอย่างนั้น แม้ว่าการแต่งงาน เดี๋ยวนี้มันเพื่อกามอารมณ์ สะสมเงินเป็นอันมาก สะสมเครื่องใช้ไม้สอย บ้านเรือนวิเศษวิโศ สร้างวิมาน กามอารมณ์แล้วมันก็ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะได้รับ มันเพียงแต่ว่าจะหลงใหลมากขึ้น ควรจะได้รู้สึกว่าไอ้เรื่องกามอารมณ์นั้นไม่ใช่จุดประสงค์ของการแต่งงาน แต่การแต่งงานนั้นมีความประสงค์ว่าเพื่อจะได้มาร่วมแรงกันแบ่งเบาภาระของมนุษย์ เพื่อช่วยกันทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ให้มันง่ายเข้า ทำคนเดียวมันยากร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ามาร่วมแรงกันแล้วมันเหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ความเป็นมนุษย์ของเราจะถูกต้องและสมบูรณ์เพราะเราร่วมกันกระทำอย่างดีที่สุด นี้สำเร็จได้ด้วยการสมรสหรือแต่งงานที่ถูกต้อง อาจจะพูดเลยไปถึงได้ว่าการสมรสหรือการแต่งงานนี่เพื่อเป็นเพื่อนเดินทางไปนิพพานหลายคนเขาว่าบ้า แต่พูดอย่างนี้การสมรสหรือการแต่งงานเพื่อเป็นเพื่อนเดินทางไปนิพพานเขาหาว่าบ้า ที่จริงมันเป็นไปได้ ถ้าเรามีเจตนาอย่างนั้น มองเห็นอย่างนั้น คือมันทำให้รู้ว่าอะไรเร็วเข้าให้ได้รับอะไรเร็วเข้า ให้ได้ผ่านปัญหาต่างๆ ไปเร็วเข้า ก็คือไปนิพพานเร็วเข้า ถ้าว่ามีปัญญาสมรสแต่งงานที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ เดี๋ยวนี้มันมีกิเลสเป็นเหตุให้แต่งงาน แต่งงานเพื่อกิเลสเพื่อกามอารมณ์นี่ลงทุนมากมายมโหฬาร ไม่เท่าไรมันก็กัดกัน ไม่เท่าไรมันก็หย่ากัน ถ้ามันแต่งงานด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ นี่เป็นสิ่งที่ว่าลูกหลานควรจะรู้เรื่องนี้ล่วงหน้ากันบ้าง โดยพ่อแม่อบรมสั่งสอนกันไว้ดีๆ อย่าละอายที่ว่าแต่งงานเพื่อความเป็นมนุษย์สมบูรณ์โดยเร็ว แต่งงานเพื่อเดินทางไปนิพพานด้วยกันเร็วๆ นั่นมันจะคุ้มค่าที่ลงทุนมากมายมหาศาลแต่งงานอย่างมีเกียรติที่สุด

หน้าที่ 7 – กามอารมณ์
ถ้ามันลุ่มหลงเรื่องกามอารมณ์เท่าไรแล้วมันก็จะต้องเกิดเรื่องชนิดที่กิเลสมันเป็นเหตุให้เกิด แต่งงานกันไม่เท่าไรก็ต้องหย่ากัน กูก็เป็นลูกเจ้าพระยา มึงก็เป็นลูกเจ้าพระยา กูก็ไม่ยอมมึง มึงก็ไม่ยอมก็ เดี๋ยวมันก็ได้หย่ากัน เพราะว่าไม่รู้ว่าแต่งงานนั้นเพื่อประโยชน์อะไร แม่ควรจะอบรมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกให้เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นอะไรเรื่อยมาแล้วมันก็ไม่ลำบากล่ะ เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องกลัวว่าเราจะให้แม่เป็นบุคคลประเสริฐที่สุดสร้างวิญญาณของมนุษย์ที่ดีที่สุด ให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ด้วยเหตุที่แม่เป็นผู้ประสิทธิประสาทความถูกต้องเหล่านี้ให้ตั้งแต่วันคลอดออกมาแต่อ้อนแต่ออก นี่คือแม่โดยนัยญะแห่งปรมัตถธรรม แม่ในความหมายของปรมัตถธรรมคือความหมายอันลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ แม่ได้ช่วยให้ลูกเป็นไปได้ถึงอย่างนี้ ไปได้ไกลถึงอย่างนี้ ว่าที่จริงแล้วแม่ก็รักลูกที่สุดอยากให้ลูกดีกับพ่อแม่ด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่แล้วทำไมมันเป็นไปไม่ได้ล่ะเพราะแม่เขาทำผิดโดยไม่รู้สึกตัวเสียตั้งแต่ทีแรก

ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายสนใจทำให้ถูกต้อง สนใจทำให้ถูกต้อง โดยก็แยกแยะอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เอาล่ะจะจบแล้ว เพราะวันนี้มันเป็นวันแม่ เรามาพูดกันเรื่องหน้าที่ของแม่พระคุณของแม่ในแง่ลึกซึ้งอย่างนี้แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องของปรมัตถธรรมอยู่ดี ปรมัตถธรรมกลับมา ปรมัตถธรรมกลับมาเป็นรากฐานของ ความรู้เรื่องแม่ในขั้นปรมัตถธรรมกลับมา แม่ก็ยังเป็นแม่ที่ดีของโลก แม่ที่ดีในโลก แม่จะทำให้ลูกเดินถูกต้องตามกฎของพระธรรม กฎของอิทัปปัจยะตา ที่เรียกว่าพระคุณของแม่ในแง่ของปรมัต ขอให้สนใจให้เกิดให้มีเอาไปใช้ถูกต้องทั้งข้างบนและข้างล่าง ที่เรามีแม่อยู่ข้างบนก็สนองพระคุณของแม่ให้ถูกต้อง เรามีลูกอยู่ข้างล่างและเป็นแม่ที่ดีของลูกที่จะมาในอนาคต นี่พ่อแม่มีความหมายอย่างนี้ พ่อแม่ในทางเนื้อหนังก็มีอยู่อย่างนึง พ่อแม่ทางจิตทางวิญญาณก็มีอีกอย่างนึง แต่ว่าเขายังมีความหมายอื่นที่เป็นปรมัตอย่างอื่น ไม่เคยได้ยินได้ฟังกันอาจจะไม่เข้าใจ อวิชชา ตัณหาเป็นแม่ให้เกิดวิญญาณอันเลวร้าย พ่อแม่อย่างนี้ต้องฆ่าเสีย อวิชชาเป็นเหมือนพ่อ ตัณหาเป็นเหมือนแม่ ให้คลอดเป็นวิญญาณอันเลวร้าย เป็นคนพาลอันเลวร้าย พ่อแม่อย่างนี้ต้องฆ่าเสีย ไม่ใช่พ่อแม่ที่กำลังพูดหรือพูดไปแล้วพ่อแม่เลวร้าย คือกิเลส ให้เกิดผลเป็นลูกที่เลวร้ายเป็นอันธพาลออกมา พ่อแม่อย่างนี้ต้องฆ่าเสีย ฟังดูมันจะยุ่ง ถ้าฟังไม่ดี ก็เลยลำดับกันขึ้นใหม่ สำหรับพุทธบริษัทจะเข้าใจและไม่ยุ่ง พ่อแม่ทางกาย เกิดร่างกายมานี้ก็ตามที่พูดมาแล้วและจะต้องระลึกถึงและจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องต่อพ่อแม่ในทางกายเกิด เนื้อเกิดตัวมา ทีนี้พ่อแม่ในทางวิญญาณที่มันถูกต้อง ที่แม่เขาอบรมให้ถูกต้องในทางวิญญาณถูกต้องนี้ก็จะต้องเคารพบูชา กระทำให้ถูกต้องตลอด ทีนี้พ่อแม่ทางวิญญาณฝ่ายมิจฉาทิฐิ อวิชชา ตัณหานั้นต้องฆ่าเสีย ทีนี้มีพ่อแม่ทางวิญญาณสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป มีจิตใจสูงขึ้นไปจนกล่าวเสียใหม่ว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ มีพระธรรมเป็นแม่ มีพระสงฆ์เป็นเพื่อน มีพระสงฆ์เป็นพี่นี่ ขอให้ขึ้นไปถึงว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ มีพระธรรมเป็นแม่ มีพระสงฆ์เป็นพี่ อยู่ด้วยกันแต่อย่างนี้เรื่อยๆไป แต่พระนิพพานก็เป็นสิ่งที่หวังได้ นี่เรื่องแม่ฟังอยู่ คำแต่ละคำในโลกนี้มีความหมายหลายทิศทางหลายแขนง หลายระดับ พ่อแม่ทางฝ่ายที่ดีที่ถูก ทางกายก็มีทางจิตก็มี มีพ่อแม่ฝ่ายผิด ทางกายก็ควรจะมีพันธุ์มันเลว และทางจิตก็มีคือสอนลูกผิดๆ สอนลูกให้เป็นโจร สอนลูกให้เต็มไปด้วยกิเลสตั้งแต่เล็ก นี่เรียกว่าพ่อแม่ที่เป็นฝ่ายผิดในทางจิตทางวิญญาณเป็นผู้พูดกันอย่างนี้ แล้ววันนี้เป็นวันแม่พูดเรื่องแม่กันให้ครบถ้วนพอที่จะไปวินิจฉัยได้เองว่าควรจะทำอย่างไร อะไรควรเว้นเสีย อะไรควรจะทำให้เกิดมีขึ้นมา อะไรควรจะกำจัดให้หมดสิ้น อะไรควรจะสร้างขึ้นมาให้สมบูรณ์ ขอให้ท่านทั้งหลายถือว่าวันนี้เราก็ได้พูดกันถึงปรมัตถธรรมด้วยเหมือนกัน เป็นปรมัตถธรรมอันหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงแม่เป็นพิเศษเพราะว่าสมมุติว่าวันนี้เป็นวันแม่ ข้อความที่กล่าวมานี้อาตมาของยืนยันว่าถูกต้อง ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้เอาไปคิดดู ถ้าเห็นว่าถูกต้องแล้วช่วยกันประพฤติ จะเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้กันอยู่ได้ตลอดชีวิต แล้วปัญหาของมนุษย์ก็จะหมดไป ไม่มีเหลือเพียงแต่ประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามความหมายของคำว่า แม่ แม่ แม่ด้วยกันทั้งนั้นแหละ ทั้งในส่วนเบื้องต้น ส่วนท่ามกลาง ส่วนสูง ปัญหาของมนุษย์ก็จะหมดไป การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว พ่อแม่บางคนก็รำคาญเต็มทีแล้ว ลุกไปเสียก็หลายคนแล้ว ก็เป็นการสมควรแล้วที่จะยุติในการบรรยาย หวังว่าท่านทั้งหลายจงช่วยกันทำหน้าที่ของตน ทำหน้าที่ของตน อย่าได้เสียทีที่เป็นแม่หรือเป็นพ่อ อย่างน้อยที่สุดอาตมาขอร้องว่าจงไปอบรมลูกหลานให้ทำงานให้สนุกและเป็นสุขเมื่อกำลังทำงานนั้นเอง เขาจะแก้ปัญหาของเขาได้หมด ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้

http://www.vcharkarn.com/varticle/32723

. . . . . . . . .