ปรมัตถศิลป์แห่งการดำเนินครองชีวิต โดย ท่านพุทธทาส

ปรมัตถศิลป์แห่งการดำเนินครองชีวิต โดย ท่านพุทธทาส

หน้าที่ 1 – ศิลปะแห่งการครองชีวิต
อาตมาจะได้กล่าวหัวข้อใหญ่ร่วมว่าศิลปะแห่งการครองชีวิตทำไมจึงให้หัวข้อนี้ในสำหรับภาควิสาขบูชานี้ก็เพราะถือว่าเป็นภาพความสว่างมันก็ควรจะสว่าง วันวิสาขบูชามีขึ้นในวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพาน ล้วนแต่เป็นการเกิดขึ้นแห่งสว่างและทำลายความมืดให้หมดไป อาตมาจะพูดเรื่องเห็นว่าเราควรจะพูดเรื่องแสงสว่าง จึงได้เอาหัวข้อนี้มาก็ยังจะกล่าวโดยหัวข้อย่อยตามลำดับ ขยายใจความของหัวข้อใหญ่ให้เป็นที่เข้าใจชัดเจน ในวันนี้จะกล่าวหัวข้อย่อยว่า ปรมัตถศิลป์แห่งการครองชีวิต ตามทัศนะของชาวพุทธฟังมันก็ลุ่มล่ามยืดยานแต่ขอให้คนสังเกตจดจำ เพราะมันทำให้สั้นกว่านี้ไม่ได้ ปรมัตถศิลป์แห่งการครองชีวิต หมายความว่า ศิลปะในชั้นปรมัต คือมีอัฐฑะ ความหมาย คุณค่าหรือประโยชน์อันสูงสุด

อย่างนี้เราเรียกว่าปรมัตถ ปรมัตถศิลปะ คือ ศิลปะที่เป็นปรมัต เป็นศิลปะแห่งการครองชีวิตก็คือ การมีชีวิตในทุกแง่ทุกมุม เราเรียกว่าครองชีวิต ที่ว่าตามทัศนะของชาวพุทธนี้ก็เพราะว่ามันไม่เหมือนใคร เราแยกออกมากล่าวในรูปแบบแห่งความรู้ ความคิด หรือสติปัญญาของชาวพุทธ ในหัวข้อค่อนข้างจะยืดยาวว่า ปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิต ตามทัศนะของชาวพุทธ เราจะต้องรู้ว่าเป็นอย่างไรและจะเห็นแจ้งว่าไม่เหมือนใครได้โดยแน่นอน หัวข้อสั้นๆ ว่าศิลปะแห่งการครองชีวิตขอให้สนในคำว่าศิลปะ

อาตามาต้องยอมให้เขาด่าเขาก็ด่ากันเรื่อยๆมา ด่าในข้อที่ว่าชอบคำอะไรไม่รู้ มาป้ายให้กับพุทธศาสนาหรือเราเรียกหลักธรรมในพระพุทธศาสนาทำอะไรที่แปลออกไปจากที่เค้าได้ยินได้ฟังเค้าก็หาว่าเป็นการอุตลิ แวกแนว นอกรีด นอกรอย นำเข้ามาเกี่ยวกับพันธุ์กับพระพุทธศาสนาทำให้คนเข้าใจผิดเข้าใจเขวหรือทำเรื่องที่มันไม่ควรจะยุ่งยากให้มันยุ่งยากนี้เห็นเรื่องที่ถูกด่า ซึ่งอาตมาก็ควรจะทำความเข้าใจกับคนที่หลับตาพูดเหล่านั้นบ้างเหมือนกัน เมื่อเขามีสิทธิที่จะด่า อาตมาก็ควรจะมีสิทธิ์ในการทีจะบอกให้เขารู้ว่าเขามันโง่ไปเอง ยังหัวข้อนี้ว่าศิลปะแห่งการครองชีวิต เข้าใจว่าคนหลายคนที่เขามีความคิดในทางตรงกันข้าม เขาก็ค้านมาว่าทำเอาศิลปะมาใช้ในวงศ์ของพวกพระพุทธบริษัทนี้ก็เพราะว่ามันเป็นความจริงอย่างนั้น หากธรรมะมีระบบการประพฤติปฏิบัติที่อยู่ในลักษณะของศิลปะ หากแต่ละคนเหล่านั้นไม่รู้จักความหมายของคำว่าศิลปะมันก็มองไม่เห็น

ข้อนี้เขาก็ตั้งอกตั้งใจศึกษาสังเกตกันต่อไปโดยละเอียดก็จะเห็นไม่ใช้เป็นของลึกลับอะไร คำว่าศิลปะนี้มันมีความหมาย หรือว่ามีเหตุผลหรือว่าอะไรที่ต้องเอามาพูดกันหลายอย่าง คือเขาจะพูดประชดประชันว่าศิลปะ ศิลเปรอะ กันให้มันยุ่ง ธรรมะอย่างเดี๋ยวก็พอแล้ว มันก็ถูกแล้วแต่ธรรมะเป็นศิลปะชนิดที่พวกคุณมองไม่เห็น ก็อยากจะให้มองเห็นที่ว่าทำไมต้องพูดในแง่ศิลปะก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีทั้งโลกเค้านิยมในสิ่งที่เรียกว่า ศิลปะเค้ารู้จักใช้ประโยชน์ โดยชนิดที่มันทำความยุ่งยากลำบากให้แก่เพียงเล็กน้อย และก็สำเร็จประโยชน์ดี ข้อแรกที่จะพูดก็คือว่า ศิลปะนั้น มันหมายถึง ความงามของที่ดีไม่มีประโยชน์ก็ได้ ขอที่ดีมีประโยชน์ก็ได้ ขอดีมีประโยชน์ก็ได้แต่ไม่งามก็ได้ ที่นี้เราต้องการให้มันครบ คือดีมีประโยชน์และงาม

ถ้าแง่ใด แขนงไหน มันมีความสำคัญอยู่ที่ความงาม แต่นั้นแหละมันงามที่ถูกใจเราหรือไม่ มันก็ไม่แน่ ไอ้ความงามของคนบ้า ๆ บอ ๆ มันก็งามไปอีกแบบหนี่ง ความงามของคนไม่เห็นอย่างนั้นก็เป็นอีกแบบหนึ่งแต่แล้วเราก็ไม่รู้ว้าใครเป็นคนบ้า คนบอ ใครมันเป็นคนดี ก็เลยใช้ความหมายรวมๆ กันไปว่ามันงาม แล้วเราก็ต้องให้มันงามด้วย ตามแบบของ พุทธศิลปะที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้นั่นเอง พระพุทธท่านทรงประกาศ พรหมจรรย์ เป็นอาธิกัลยานังแห่งงามในเบื้องต้น มัชเชกัลยานังงามในเบื้องปลาย ปโยสารกานังงามในที่สุดที่สุดท้าย และท่านยังทรงกำชับภิกษุทุกองค์ที่จะออกไปสอนพระศาสนาชุดแรก พระเจ้าทรงแสดงธรรมให้ถึงพร้อมพระอัฐพยัญนะ จะประกาศพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์เบื้องบูรณ์ ให้งามทั้งเบื้องต้น ให้งามทั้งตรงกลาง ให้งามทั้งที่สุดท้ายนี่ทำไมต้องทรงย้ำหนักหนาว่าจะต้องทำให้มันงาม ทั้งหัว ทั้งท้าย ทั้งตรงกลาง มันต้องมีความสำคัญอะไรสักอย่างหนึ่งจึงทรงกำชับอย่างนั้น หรือจะมองอีกที่หนึ่งว่าพรหมจรรย์ต้องเป็นอย่างนั้นถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่พรหมจรรย์ พรหมจรรย์ คือ ตัวกระทำระบบของกระทำที่จะต้องประพฤติปฏิบัติและก็ชั้นประเสริฐหรือสูงสุด พรหม แปลว่าประเสริฐหรือสูงสุด จรรย์ หรือ จริยะ แปลว่าประพฤติ ปฏิบัติ พรหมจรรย์ก็ แปลว่า ระบบการประพฤติปฏิบัติอันสูงสุด พูดเป็นภาษาชาวบ้านสักหน่อยว่า ระบอบแห่งการครองชีวิตอันสูงสุด และประเสริฐที่สุดนั้นแหละคือพรหมจรรย์

พระพุทธเจ้าท่านทรงส่งพระสาวกออกไปให้เผยแพร่ระบบแห่งการครองชีวิตที่ประเสริฐที่สุด ซึ่งท่านก็ทรงกำชับว่าทำให้มันงามทั้งเบื้องต้นให้งามทั้งกลาง งามทั้งเบื้องปลาย ในเรื่องจะบอกจะสอนออกไปนั้นให้เป็นการประพฤติปฏิบัติที่มีความงามข้างหัว ข้างท้าย และตรงกลางอย่างนั้นเราเรียกว่าพุทธศิลปะ มีความงามเพียงพอตลอดสายและก็เป็นประโยชน์แต่พุทธศิลปะ คือ เคล็ดหรือวิธีหรือเทคนิคที่จะดำรงชีวิติให้งดงาม งดงาม คืออย่างไร คือกลับใจ กลับใจที่ตรงไหน หากถ้ามีประโยชน์ถึงขีดสุด แต่มนุษย์ผู้เข้าถึงเดี๋ยวนี้น่าสังเวชที่ว่าคำว่าพุทธศิลป์มันไปอยู่เพียงแค่วัตถุ วัตถุธรรมตื้นๆ ผิว ๆ พุทธศิลป์ไปอยู่ที่ความงามของโบสถ์ วิหาร ของพระพุทธรูปของวัตถุทางศาสนา ฝรั่งหนึ่งมาพบปะกันเขาแสดงความประสงค์ว่าต้องการจะศึกษา พุทธศิลป์ พุทธศิลปะมาถามว่าอะไรก็ คือแบบของพระพุทธรูปต่างๆ ถือว่าแบบสุโขทัยเป็นพุทธศิลป์อันสูงสุด อาตมา ว่าแย่แล้ว ๆ พระพุทธเจ้าไม่เคยรู้จักศิลปะชนิดนี้เลย พุทธบริษัทในสมัยพระพุทธเจ้าเรื่อยมา จนถึงพ.ศ.หกเจ็ดร้อยก็ไม่มีใครรู้จักศิลปะแบบนี้เลยพระพุทธรูปก็ยังไม่เกิดขึ้นเลย

ถ้าคุณต้องการให้พุทธศิลปะของชาวพุทธโดยแท้จริงแล้ว ขอให้ศึกษาศิลปะอันสูงสุด คือแบบแห่งการครองชีวิตชนิดที่สูงสุดอยู่เหนือปัญหาโดยประการทั้งปวงเมื่อมันจะมีความงามอยู่ในความที่มันจะอยู่เหนือปัญหาอยู่เหนือความทุกข์ เหนือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาโดยประการทั้งปวง นี้คือพุทธศิลปะ คือพุทธศิลป์ พูดกันจนเขารู้เรื่องเขาเข้าใจ แต่เขาก็สารภาพว่าเขายังไม่ต้องการและเขายังทรงศึกษา ในเรื่องความงามของแบบของพระพุทธรูปต่อไปและก็สะสมชื่อไว้เป็นอันมากเพราะว่าเขาเป็นเศรษฐี นี้แหละดูเถอะว่าไอ้คำว่าศิลปะนั้นเป็นอย่างไร ไอ้งามนั้นมันงามทั้งฝ่ายวัตถุ งามสะพานควาย วิญญาณ รูปสวยรูปงาม อะไรเหล่านี้มันก็เป็นงามในภาษา คนเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุ ถ้างามเพราะมีค่าทางจิตทางวิญญาณสูงสูดอยู่เหนือปัญหาเหนือความทุกข์ นี้มันเป็นภาษาธรรม และมันเป็นความงามในทางวิญญาณ พวกเราหลายคนคงจะว่ามีความลำบากเกี่ยวกับเรื่องนี้ พระพุทธเจ้างามที่ตรงไหน คนติดพระคัมภีร์เพราะงามที่รูปร่าง ว่าพระพุทธเจ้าประกอบด้วย มหาบุลิคลักษณะ32 ประการ ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์อย่างไรและยังประกอบด้วยลักษณะน้อยๆอีกตั้ง 80 ประการ และก็งามที่ เขาก็ว่างามอย่างนั้น

พระพุทธเจ้างามอย่างนั้น พระพุทธรูปต้องทำ ต้องทำอย่างนั้นก็ทำให้งาม ตามแบบที่ถือกันว่างาม แต่ไปๆ มาๆ เอาจริงเข้า มันก็เหลวเหมือนกันเพราะว่าตามลักษณะมหาบุคลิลักษณะนั้น บางอย่างมันคนสมัยนี้จะเห็นว่างามไม่ไว้ เช่นว่ามือยาวจดเข่าอย่างนี้ หรือว่าพระพักตร์กลมเหมือนกับของกลม หรือว่าแท้ตั้งอยู่สวนที่2ของฝ่าเท้า อย่างที่พระพุทธรูปโดยมากเขาทำกันอยู่นี่ คนสมัยนี้ก็งามไม่ไว้ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยเขาไม่ทำอย่างนั้นทำพอความสวยงามที่นิยมกันอยู่ในสมัยหลังและมนุษย์ทำกันในสมัยนี้ทั้งนั้น นี้เรียกว่า ความงามตามลักษณะทางวัตถุของพระพุทธรูปมันก็ยังยืดติ ไม่ได้ และก็รูปพระกายพระองค์จริงของพระพุทธเจ้า จะงามอย่างไรก็ยังไม่รู้ แต่นั้นไม่ใช่งามตามที่พระพุทธองค์ประสงค์ที่ว่ามันต้องงามทั้งข้างหัว ข้างท้าย ตรงกลาง ของพรหมจรรย์นี้ พระพุทธเจ้าจะงามตรงที่มีลักษณะแห่งความไม่มีทุกข์ โดยพระรูปแสดงลักษณะความไม่มีทุกข์ โดยการเคลื่อนไหวอิริยาบทแสดงลักษณะของความไม่มีทุกข์ โดยจิตใจ

โดยน้ำพักพระหฤทัยถ้าเราทราบได้นะถ้าเราเป็นพุทธบริษัทนั้นควรจะทราบได้ จิตใจนั้นก็งาม งามนเพราะไม่มีความทุกข์ ที่พระพุทธเจ้างามตรงที่อยู่เหนือกิเลส เหนือความทุกข์นี้มันงามกันที่ตรงนี้มันไม่ได้งามมี่รูปร่างหรือร่างกายหรือวัตถุอะไร นั้นศิลปะที่แท้จริงของพระพุทธศาสนามันอยู่ที่การประพฤติหรือจากการกระทำที่มีความงาม งามตรงที่ว่าพ้นทุกข์ ดับทุกข์ เหนือทุกข์ เหนือปัญหา ทั้งเบื้องต้นทั้งเบื้อกลางและเบื้องปลาย ไม่ว่าจะพูดในระดับต่ำๆ คนโง่ คนทั่วไป หรือจะพูดระดับกลางๆ สูงขึ้นไป แม้จะในระดับเป็นเทวดา มันก็ต้องใช้ได้ทั้งนั้น คือมีความงามตรงที่ไม่มีความทุกข์ ถ้าเดือดร้อนอยู่ กับความทุกข์นั้นไม่มีความงาม ดูหน้าตามันก็รู้ว่ามันมีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์ เดินมาก็สังเกตได้ว่าคนนี้มันมีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์ คบกันนานเข้าก็ยิ่งรู้ว่ามันมีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์ เมื่อไม่มีความทุกข์ทั้งข้างหัวข้างท้ายและตรงกลางก็เรียกว่า งามตามแบบขอพุทธศิลปะ นั้นเรารู้จักคำว่าศิลปะในความหมายที่ว่ามันงาม

ถ้าเราเป็นชาวพุทธนับถือพุทธเราก็ต้องทำให้มันงาม ถ้าเราจะมีลักษณะแห่ง กาย วาจา ใจ ความคิด ความเห็นที่สกปรกที่มืดมัว เร้าร้อนมันก็ใช้ไม่ได้มันไม่เป็นชาวพุทธ งามที่กาย วาจา และงามที่ใจงามที่สติปัญญา ความคิด ความเห็น ความเชื้อ ทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยกันนี้มันงามไปหมดจึงจะเรียกว่าเป็นชาวพุทธ เดี๋ยวนี้ที่จะต้องดูต่อไปก็คือ คนทั่งโลกเขานิยมใช้คำว่าศิลป์ในความหมายแห่งความงามอย่างที่เรียกว่า อารต์ นั้นก็มีความหมายอย่างเดี๋ยวกับคำว่าศิลป์ในภาษาไทย เขายกเอาคุณค่าทางความงาม เป็นความหมายที่สำคัญ อย่างทองมันก็แพงอยู่แล้วมันยังมาทำให้มีศิลป์ไปดัดแปรรูปทรงหรือประดิษฐ์ประด้อยอะไรต่างๆ ให้มีความงามทางศิลป์ แม้แต่เพชรเนื้อหาของมันงามอยู่แล้วแต่ก็ต้องมีจัดทำให้มีความงามทางศิลป์ประกอบเข้าไปด้วยมันก็เลยงามมากขึ้นไปไม่ว่าศิลปะชนิดไหนมีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ความงาม เรื่องทางวัตถุเป็นอย่างนี้ เรื่องทางใจก็เป็นแบบนี้ แต่ว่ามนุษย์สมัยนี้เค้าไม่สนใจเรื่องทางจิตใจนั้นเขาจึงไม่รู้จักคำว่าศิลปะในทางจิตหรือทางวิญญาณเขารู้เรื่องแต่ทางวัตถุหลงใหลกับศิลปะทางวัตถุมันก็หลงใหลทางวัตถุมากยิ่งขึ้นและมากเกินไปจนถึงกับไม่สนใจความงามในทางวิญญาณเสียเลยอย่างเขาชอบคนที่มันสวยในทางรูปร่างทางการแสดงออกในทางจิตใจเขาไม่สนใจหรือว่าเขาไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่ามันจะงามได้อย่างไรแต่โดยธรรมชาตินั้นมันไม่ยอมทำผิดก็ผิดทำถูกก็ถูก

ไม่มีความงามทางจิตใจมันก็สกปรก ทางจิตใจแล้วมันก็เกิดกิเลสมืดมัวเร้าร้องเป็นทุกข์หาความงามอะไรไม่ได้ถ้าว่าคนสมัยนี้รู้จักความงามทั้งในทางวัตถุ ทางกาย และทางจิตใจ คือสติปัญญา ทางความคิด ความเห็นความเชื่อเข้าไปแล้วโลกนี้จะไม่เป็นอย่างนี้โลกนี้ก็จะงดงามน่าดูกว่านี้ เดี๋ยวนี้ดูงดงามแต่ทางวัตถุจนเฟื่อจนเป็นบ้าเป็นหลังจนกลายเป็นอันตรายเสียนก็มี นี่ถ้าเรารู้จักความงามในด้านจิต ด้านวิญญาณกันแล้วโลกนี้ก็จะงามยิ่งกว่านี้ คือไม่สร้างปัญญาไม่สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้ ขอให้ไปเพ่งดูที่ตัวกระทำที่ตัวพระศาสนาไม่ว่าศาสนาไหนมันมีความงามอยู่ในนั้นไอ้ตาโง่ๆ มันก็มองไม่เห็นว่ามีความงามอยู่ในระบบของพระศาสนาของกระทำ ก็มันงามกันคนละแบบไอ้คนที่เขาสนใจเรื่องนี้มาแต่แรกก็มีปัญญาพอที่จะรู้ได้และเขาจึงชอบธรรมะ ชอบศาสนา ชอบความงามในทางจิตใจ ไม่หลงใหลในความงามผิวๆ ข้างนอก แต่ถึงอย่างไรก็ดีคนเดี๋ยวนี้ก็ชอบศิลปะเราจึงอยากจะให้เขารู้จักศิลปะของพุทธบริษัท หรือศิลปะตามทัศนะของพุทธบริษัทซึ่งเขาเอาคำนี้ไปใช้กับระเบียบปฏิบัติในกระทำที่เรียกว่า พรหมจรรย์ ให้ไปเข้ากันที่กับข้อพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพรหมจรรย์นี้มีความงามเบื้อต้น

มีความงามทางกลาง มีความงามเบื้องสุดท้าย จึงเห็นว่า ควรจะพูดถึงคำว่าศิลปะกันให้เป็นที่เข้าใจเพื่อประโยชน์แก่คนภายนอก ที่ยังไม่เข้าใจศิลปะของชาวพุทธและเพื่อจะแก้ไขความโง่เขล้าคนภายใน คือของพวกพุทธบริษัทนั้นเอง ที่ไม่รู้จักความหมายของคำว่าศิลปะคือสิ่งที่ต้องการความงามถ้าจะประพฤติพรหมจรรย์ในพุทธศาสนานี้คือประพฤติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ต้องให้มันมีความงามทั้ง 3 สถาน ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น นี่เรียกว่าช่วยแก้ไขความไม่รู้ของคนภายใน ให้รู้จักในสิ่งที่ตัวมีอยู่ ทั้งที่ไม่รู้จักว่าอะไร เสมือนไก่หากมีเพชรพลอยสักเม็ดหนึ่ง มันก็ไม่รู้ว่างามอย่างไร เช่นเดี๋ยวกับพุทธบริษัทมีพุทธศาสนาก็ไม่รู้ว่ามันมีความงามอย่างไรมันเห็นแต่จะกินได้ คือว่าประพฤติปฏิบัติแล้วก็จะได้ไปนอนสบาย ในสรรค์ ในวิมาน ในอะไรทำนองนั้น จึงไม่รู้จักความงามของกระทำที่ละเอียดกว่านี้ลึกลับ เหมือนกับว่าไก่ไม่รู้จักความงามของเพชรพลอย เป็นอันว่าไอ้ความงามนี้มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกระดับแห่งความรู้สึก คิดนึกหรือการศึกษามันอยู่มากที่เดี๋ยว แต่เดี๋ยวนี้เราก็เป็นมนุษย์แล้วเราก็จะมีระดับความรู้สึกอย่างมนุษย์ ควรจะรู้จักความงามในด้านลึก

ด้านจิตหรือด้านวิญญาณ นี่เราจะต้องใช้ศิลปะ มาทำความเข้าใจกัน ในยุคนี้หรือในหมู่คนที่ชมนิยมชมชอบต่อสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ ที่นี่ก็อยากจะมองต่อไปอีกแง่มุมว่าธรรมะนั้น เป็นสิ่งที่อาจจะถือเอาได้ในฐานะที่เป็นศิลปะ โดยเฉพาะธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างที่พระพุทธเจ้ากล่าวแล้ว ว่าพรหมจรรย์งามทั้ง 3 สถานไอ้ธรรมะนี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นแต่พระองค์ทรงค้นพบว่าธรรมะ คือตัวธรรมชาติ ไอ้ธรรมะคือตัวพุทธของธรรมชาติ ธรรมะคือตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือผลที่เกิดมาจากหน้าที่ มันเป็นความจริงอันสูงสุดเทียบค่าสูงสุดตามเรื่องของธรรมชาติ ไอ้ความที่มันจริงและมีอำอาจมีคุณค่าเป็นที่อย่างนี้ จะเป็นความงามสักเท่าไรมันก็มันจะงามเกินไปงามจนมองไม่เห็นก็ได้ แต่เราก็ควรจะพยายามมองเข้าใจว่า สัจจะของจริงคือตัวธรรมะนั้นมันมีความงามอีกระดับหนึ่งลึกซึ่งละเอียดสุดคุ้มถึงขีดสุด ควรจะเข้าถึงยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ตามลำดับ จึงจะเรียกว่า การศึกษาและการปฏิบัติของพุทธบริษัทที่ก้าวหน้า

อาตมาก็ต้องการให้ท่านทั้งหลายก้าวหน้าจึงได้รบร้าวอย่างไม่กลัวว่าใครจะโกรธว่าต้องเขยิบระดับของการศึกษาและการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติให้มันก้าวหน้า เดี๋ยวนี้ธรรมะโดยธรรมชาติก็มีความงามถึงที่สุดอยู่แล้วพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้วทรงนำมาสั่งสอนไว้ ในรูปแบบของพระพุทธศาสนาดังนั้น รูปแบบระบบอะไรก็ตามของพุทธศาสนาจึงมีความงามตามความหมายของคำว่าศิลปะยากจะพูดว่ามากกว่าศาสนาอื่น แต่ก็ไม่ค่อยยากจะพูดเพราะมันจะเป็นการลบหลู่เพื่อนศาสนาด้วยกันแต่ที่จริงมันเป็นอย่างนั้นมันก็คับอกอย่างนี้ถ้าพูดออกไปก็เป็นการลบหลู่ผู้อื่น แต่ความจริงที่มันมีอยู่อย่างนั้นให้ถือว่าเสมือนหนึ่งมิไม่ได้พูดแต่ก็บอกให้รู้ว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนานี้มีความเป็นศิลปะตรงตามความหมายของคำๆนี้ อย่างยิ่ง ยิ่งกว่าที่จะมีศาสนาใดมาเทียบได้ คือมันทั้งดี ทั้งจริง ทั้งมีประโยชน์ และทั้งงาม ไปเน้นคำที่ว่างามให้มันมากที่สุด ไอ้ดีก็มี จริงก็มี มีประโยชน์ก็มี แต่เดี๋ยวนี้ถ้าขาดความงามแล้วยังไม่ใช่ศิลปะขอให้มันมีความงามเข้ามา ความหมายของคำว่าศิลปะจึงจะสมบูรณ์ และใครบ้างไม่ชอบความงาม ใครว่าไม่ชอบความงาม อาตมาจะขอบอกว่าโกรธ

เดี๋ยวนี้นะใครที่พูดว่าไม่ชอบความงามมันก็ต้องชอบความหมายใดความหมายหนึ่งตามแบบของตน ของตน ทำไมจะต้องทำให้มันงาม ทำไมเสื้อธรรมดาราคามันไม่แพง ต้องไปซื้อเสื้อที่มันแพงก็เพื่อมันงามและมันก็ไม่ทนด้วยแล้วนี้ก็คือโง่ เราไปชอบความงามชนิดที่ไม่ถูกเรื่องถูกราว ไอ้ความงามที่แท้จริงมันไม่ต้องแพงก็ได้ อย่างว่าที่เรานั่งกันอยู่ที่ตรงนี้หลายคนก็บอกว่ามันงามเขารู้สึกว่ามันงามตามธรรมชาติ หรือว่าช่วยจัดกัน ความจริงเราไม่ต้องทำให้งามก็ได้เราปล่อยให้มันรกรุงรังก็ได้ก็มันก็นั่งฟังอย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน แต่ทำไมจึงอุตส่าห์กวาด อุตส่าห์จัด อุตส่าห์ทำอย่างนั้นอย่างนี้จนเกิดความรู้สึกว่ามันงาม นี้ก็อาจจะเป็นเรื่องยืนยันได้ว่าความต้องการแก่ความงามนั้นจะเป็นสัญชาติญาณด้วยเหมือนกัน นี้มันลึกลับเกิดว่าที่จะพิสูจน์ได้ ก็เหมาๆ เอาที่ว่าสัญชาติญาณของสิ่งที่มีชีวิตนี้มันก็ชอบงาม หมู หมา กา ไก่ มันก็พอดูออกว่ามันก็ชอบงาม วัว ควาย ตามทุ่งนาก็ดูว่ามันก็ชอบความงาม แล้วคนทำไมจะไม่ชอบความงาม บ้างคนมันก็มีสติปัญญาลึกซึ้งกว่าสัตว์เดรฉานเหล่านั้นมากกว่าสัตว์มากนัก มันก็ต้องรู้จกความงามที่ลึกซึ่งไปกว่านั้น

นี่เราไม่รู้จักงามแต่ว่ากินอาหารให้อร่อยความงามที่ลิ้นอร่อย นี่ใส่เสื้อผ้าให้สวยๆ ในความงามในเสื้อผ้า มีบ้านเรือนเครื่องใช้ไม้สอยที่สวยอุตส่าห์ไปซื้อมารกรุงรังเกะกะไปเสียหมดก็เพราะมันบ้างาม กลับไปสำรวจดูที่บ้านว่าอะไรไม่จำเป็นเป็นอะไรไม่ดีเอาไปทิ้งเสียบ้าง มันก็คงจะเหลือน้อยลงเป็นแน่ เพราะว่าสิ่งที่เราไปหาด้วยความโง่เพราะเห็นแก่ความงามนั่นมันมากมายหลายชิ้น เอาไปทิ้งเสียมันหายรกรุงรัง ให้ความงามมันแล่นเข้าไปข้างในไปมีความงามที่จิตใจอันสงบ อันสะอาดอันสว่าง นี่จะเรียกว่าความงามข้างใน ความงามตามแบบของผู้มีสติปัญญาเราเข้าไม่ถึงก็เพราะว่าไปหลงใหลความงามผิวเปลือก ความงามทางวัตถุ ความงามตามความหมายในภาษาคน

ทำไมจะต้องใส่เสื้อสี ทำไมจะต้องปักลวดลายทำไมไม่ใช้ผ้าธรรมดาๆ ราคาถูกๆ เพราะว่าทนกว่าด้วย อันนี้มันก็ไปหลงกับความงาม เมื่อเห็นว่ามนุษย์มีสัญชาติญาณผสมความงามและก็รีบเลื่อนชั้นให้มันให้กลายเป็นสติปัญญาที่ถูกต้อง คือสัญชาติญาณให้กลาย เป็นภาวิตญาณด้วยว่าลบมันจากจินสะติ่ง ให้มันกลายเป็นสติปัญญาอย่างมนุษย์ ก็จะรู้ว่าความงามอันสูงสุดนั้นอยู่ที่สติปัญญาที่เป็นไปอย่างถูกต้องทำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องขจัดปัญหาต่างๆ ออกไปอย่างหมดสิ้นและมันงามอยู่ที่หมดปัญหานั้นเอง ถ้ายังมีภาระหนักแห่งชีวิตกดทับอยู่มันงามไปไม่ได้ นี่ต้องหมดภาระต้องเบาสบาย ต้องเป็นอิสรเสรีนี่มันจึงจะงาม และขอให้สนใจในคำว่าศิลปะคือความงาม เรามีโชคดีที่ทำได้โดยง่ายเพราะพระธรรมเป็นศิลปะอยู่ในตัวพระธรรมเราเข้าถึงพระธรรมให้มากเท่าสักไรความงามตามแบบของพระธรรมจะเกิดขึ้นที่ กาย วาจา ใจ ทิฐิ ความคิด ความเห็นของเรามากเท่าไรนั้น นี่เราเรียกว่าโชคดีที่ได้เป็นพุทธบริษัทใกล้ชิดอยู่กับพระธรรมมีพระธรรม เป็นหลักก็อยากจะพูดอีกข้อหนึ่งขอสุดท้ายว่า ศิลปะตามหลักแห่งพุทธศาสนานี่เป็นสิ่งที่ควรจะรู้จัก พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้บทหนึ่งว่า ศิลปัง เภาสัจจะศิลปัญจะเอทำมังคะละมุตตะมัง ศิลปะเป็นมงคลอันอุดมหรือสูงสุดไม่ใช่ศิลปะหลอกลวงไอ้ศิลปะโกง เทียม ปลอมนั้นก็ศิลปะเหมือนกัน เดี๋ยวนี่เขาเรียกว่าศิลปะเป็นของปลอมก็มี

มันเป็นอารต์ฟีตีเชียล มันเป็นศิลปะแห่การปลอม เทียม เดี๋ยวนี่เราหมายถึง อารต์ติทติก อารต์ติทติก ศิลปะอันบริสุทธิ์มันก็ไม่ปลอมไม่เทียม มันตรงตามความหมายของคำคำนี่ เดี๋ยวนี่ตามตลาดไอ้ศิลปะหมายถึงของเทียมก็อย่าไปเอากับมันเพราะมันไม่ใช่ศิลปะ ตามหลักธรรมมะถ้าให้มันต้องเป็นศิลปะแท้ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมงคลสูงสุดนี่ เพราะมันทำให้ได้สะดวกสบาย ไม่เหนื่อย ไม่ยาก ไม่ลำบาก และได้ชื่นอก ชื่นใจด้วยอำนาจของความงามมีศิลปะที่ไหน

แต่มันก็ควรจะมีความชื่นใจพอใจด้วยอำนาจของความงาม ถ้าเป็นเรื่องทางวัตถุก็งามอย่างวัตถุ ก็พูดแล้วว่าไม่เอาก็ยกเป็นวัตถุทางหนึ่ง เดี๋ยวนี่กำลังพูดเรื่องจิตใจของภาษาธรรมมันเป็นเรื่องงามทางจิตใจไม่ได้งามอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย ที่วาจา ที่จิต ที่ความคิด ความนึกความรู้ความเชื่อ ความประสงค์อะไรก็ตามให้มันถูกต้องก็เรียกว่ามันงามและมันก็จะเป็นมงคล คือคุ้มครองไม่ให้เกิดความทุกข์และก็มีความสุขอย่างที่มีความงาม คำกล่าวแต่โบราณชนิดที่เรียกว่าดึกดำบรรพ์ก็มีกล่าวอยู่ว่าสาธุโขศิลปะกังนามะ ขึ้นชื่อว่าศิลปะย้ำนำประโยชน์ให้สำเร็จนี่ก็หมายถึงความฉลาด ความถูกต้อง ไม่ใช่คดโกง ถ้านิยมความคดโกงมันก็ได้เหมือนกันศิลปะแห่งความคดโกงมันก็เป็นศิลปะ แต่เดี๋ยวนี่เอาความบริสุทธิ์ถูกต้องว่าศิลปะที่จะยังประโยชน์ให้สำเร็จ ถ้าเราไม่ศิลปะคือมือมันต่ำไปความนึกคิดมันต่ำไปอะไรมันต่ำไปไม่ถึงขนาดที่เป็นศิลปะมันก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร เดี๋ยวนี่เขาก็มีระดับแห่งศิลปะที่เลื่อนขึ้นมาในทางวัตถุก็ดูเถอะเรา สร้างบ้าน สร้างเรือน สร้างโบสถ์ วิหาร สร้างอะไรต่างๆ ถึงระดับสูงสุดทางวัตถุมันก็สำเร็จประโยชน์ในทางวัตถุ

หน้าที่ 2 – ศิลปะแห่งการเป็นมนุษย์
ถ้าทางจิตมันเป็นอย่างนั้นบ้างมันก็จะเป็นการดีแต่เดี๋ยวนี่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะมันไปหลงทางวัตถุจิตมันน้อมไปทางต่ำ มันสูงไปไม่ได้ทั้งศิลปะในทางฝ่ายวิญญาณมันถึงไม่มีใครไปเตะต้องไม่มีใครสนใจมันก็เลยไม่ก้าวหน้ามันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ในด้านวิญญาณมันไม่สำเร็จประโยชน์ในด้านวัตถุมากเกินไปนี่หน้าเศร้า หน้าสังเวช ที่นี่ที่จะต้องสังเกตหน่อยอีกหนึ่งไอ้เรื่องศิลปะมันนี้ไม่ใช่เรื่องเรียนรู้ เฉยๆ มันต้องเป็นเรื่องความรู้ที่นำมาประยุกต์ได้ ไอ้ความงามนั้นต้องเป็นสิ่งที่ประยุกต์ได้ คือทำให้เกิดขึ้นตามที่เราต้องการเราต้องประพฤติพรหมจรรย์ชนิดที่สำเร็จประโยชน์อย่างที่เรียกว่า บรรลุมรรคผลนิพาน คือกิเลสและความทุกข์ร่อยหรอไปร่อยหรอไป เหลือน้อยลงๆ จนกระทั้งหมดสิ้น เขาว่ากิเลสแปลว่าของสกปรกภาษาไหนก็ตามที่เค้าแปลกันไปจากคำว่ากิเลสเขาก็แปลว่าสกปรกทั้งนั้นแหละ เพราะว่ากิเลสมันแปลว่าสกปรก

มันก็คือไม่งามหรือกิเลสน้อยไปเท่าไรความงามก็เข้ามาแทนที่มากเข้าเท่านั้นในจิตใจของเรามันก็กิเลสลดลงไปเท่าไรในความงาม มันก็เข้ามาช่วยแทนที่เท่านั้นพรหมจรรย์มันงามทั้งข้างต้น ข้างปลาย และข้างตรงกลาง ก็เพราะเหตุนี้ก็เท่านี้ก็จะพอแล้วสำหรับที่ตอบคำถามว่า ทำไมต้องพูดถึงศิลปะ ศิละเปรอะให้มันมากขึ้นเพราะว่าไอ้ศิลปะนี้มันมีตัวตนของมันที่มีค่าแก่มนุษย์ที่ว่าจะทำให้มนุษย์ได้รับประโยชน์การเป็นมนุษย์ให้ถึงที่สุด อัดมาก็ต้องการให้ทุกคนมีความเป็นมนุษย์อย่างมีศิลปะจึงได้เอามาพูดไม่ใช่แกล้งพูดให้มันมากออกไป มากออกไป จน รกรุงรังต้องการให้คนเป็นคน

มนุษย์เป็นมนุษย์มีศิลปะแห่งการเป็นมนุษย์จึงได้พูดถึงคำว่าศิลปะแห่งการครองชีวิต การครองชีวิตก็ คือทำให้ชีวิตให้เป็นชีวิตที่ถูกต้องก็เป็นมนุษย์นั้นเองก็แปลว่ามีการเป็นมนุษย์กันอย่างถูกต้อง ถูกต้องอย่างเดี๋ยวชอบ ต้องงามด้วยนั้นจึงเอาคำว่าศิลปะเข้ามาใส่ไว้ร่วมกันว่าศิลปะแห่งการเป็นมนุษย์ก็เพราะเหตะนี้ ที่นี้ก็จะดูต่อไปถึงคำว่าปรมัตถศิลปะ คำว่าปรมัตถเติมเข้ามา ปรมัตถแปลว่าอย่างยิ่งหรือสูงสุด อัตถะแปลว่าประโยชน์หรือความหมายของคุณค่า นั้นปรมัตถแปลว่ามีคุณค่าอันสูงสุด ปรมัตถศิลปะก็มันคือศิลปะที่มีคุณค่าอันสูงสุด อธิบายง่ายก็คือว่ามันมีอัตถะหรือคุณค่าที่ลึกกว่าธรรมดา ปรมัตถศิลปะมีคุณค่าที่ลึกไปกว่าธรรมดาที่มนุษย์ธรรมดารู้จักหรือมีอยู่ดังนั้นมันอาจไปเร่งความหมายลึกไปถึงพระนิพานถ้าเรามีปรมัตถศิลปะ

แล้วศิลปะนี่จะทำให้มองเห็นทะลุปรุโปร่งไปถึงพระนิพานจึงเรียกว่าปรมัตถ ก็เพียงแค่กินๆ นอนๆ สวยๆ งามๆ เต้นๆ โลดๆกันอยู่ที่นี่มันก็ไม่ต้องเป็นปรมัตถ เพราะว่ามันเกือบจะดับทุกอะไรไม่ได้ และมันจะต้องดับทุกข์ในชั้นลึก ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือกิเลสนั้นถูกทำลายไป ถูกทำลายไป ให้มันจึงลึกลงไปถึงขนาดที่เรียกว่าหมดกิเลสและหมดความทุกข์ ไม่มีเรื่องอะไรที่จะลึกซึ้งเท่ากับหมดกิเลส และหมดความทุกข์นั้นคือ พระนิพาน อย่างที่ท่านกล่าวว่า นิพานเป็นธรรมสูงสุดเป็นธรรมอันยิ่งเป็นบรมธรรมนั้นถ้าเรามีวิธีการอันใดที่จะเข้าถึงบรมธรรมอันนั้นต้องเป็นศิลปะในขั้นที่เป็นปรมัตถ คือมีคุณค่าหรือความหมายอันสูงสุด ด้วยเหตุอันนี้แหละที่ต้องใช้คำว่าปรมัตถนำหน้าคำว่าศิลปะไม่ใช่คำว่าศิลปะเฉยๆ แต่เราถ้า

ถ้าเราขี้เกลียดพูดให้ยาวเราก็พูดสั้นๆก็ได้ว่าศิลปะก็ได้เหมือนกันว่าศิลปะแห่งครองชีวิตสิ่งที่แท้คือการครองปรมัตถศิลปะอันเป็นศิลปะสูงสุด แล้วเท่าที่ว่ามันเป็น ปมัตถนั้นมันก็ต้องเป็นเรื่องทางวิญญาณเป็นธรรมดา เรื่องทางวัตถุมันแก้กันด้วยวิชาการทางวัตถุ เรื่องทางจิต คือระบบปราสาท สมองที่อยู่ที่เนื่องกับร่างกายมันแก้กันได้ด้วยวิชาความรู้ทางระบบจิต หรือระบบของสมอง นี่ยังไม่ใช่เรื่องทางวิญญาณยังเป็นเรื่องทางกายหรือเนื่องกันอยู่กับกาย แต่ส่วนเรื่องทางวิญญาณนั้นคือเรื่องทางสติปัญญาความคิด ความเชื่อ ความยึดถือ ความประสงค์ ไอ้ที่มันไกลออกไปเป็นของละเอียด ไม่ว่ามันจะอาศัยจิตไม่ใช่เรื่องของจิตเราไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเรื่องอะไรดีก็เรียกเรื่องทางวิญญาณมาถูกด่าหลายเวียนที่เดี๋ยว อย่างที่เอาคำว่าเอาคำว่าทางวิญญาณมาใช่มีคนเขียนด่าอยู่ทุกวันแหละ เขาเอาคำอะไรมาใช้ก็ไม่รู้เรื่องทางวิญญาณก็ไม่รู้จะไปตอบใครที่ไหนว่ามันไม่รู้จะใช้คำอะไร เมื่อผู้ฝรั่งเขามีคำว่า ฟิตสิเคอล ทางกาย เมเนคอล ทางจิต สปีริตจ้วง ทางสปีริต ก็ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอะไรก็เลยแปลทางวิญญาณไว้ดีก่อนยังไม่มีใครเข้าใจเค้า ก็หาว่าไปทำให้มันยุ่งไปคำว่าทางวิญญาณเข้ามาใช้ให้มันยุ่งก็ยอมแพ้เขาเพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาใช้ นั้นถ้าใครมีปัญญาคิดเห็นว่ามีคำอะไรดีกว่าคำว่าทางวิญญาณเอามาใช่กับ คำว่า สปิริตจ้วง บ้างก็ของให้ช่วยบอกด้วยเราจะได้พูดกันใหม่ก็ใช่กันเสียใหม่แต่เดี๋ยวนี่มันไม่มีปัญญาว่าจะใช่คำว่าอะไรดีจะขอใช้คำว่าทางวิญญาณไปก่อนไม่เกี่ยวกับร่างกายไม่เกี่ยวกับจิตระบบสมองหรือปราสาทเพียงเท่านั้นมันสูงไปถึงทิฐิความคิดความเห็นสติปัญญาความเชื่อถือความยึดถือรูปเราเรียกว่าทางกายวิญญาณ

ความสุขทางกายก็มีของแวดล้อมสะดวกสบาย เอร็ดอร่อย ความสุขทางจิตคือจิตปกตินอนหลับดีแต่ความสุขทางวิญญาณคือความหมดกิเลส กิเลสไม่รบกวน มีความสุขทางจิตแต่ยังมีกิเลสรบกวน มันก็เป็นสุขไปไม่ได้ มันไม่ใช่ถึงซึ่งที่สุดแต่เพียงเรื่องของจิตมันถึงที่เรื่องอยู่ด้วยสติปัญญา ความคิด นึก รู้สึกของจิตเราจึงมีเรื่องทางวิญญาณให้มันศิลปะทางกายมันก็แค่นั้นแหละไอ้ศิลปะเกี่ยวกับจิตบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้มันก็เท่านั้นแหละมันก็ไม่ไปไกลกว่านั้น แล้วเรื่องทางวิญญาณ นั้นมันต้องกำจัดกิเลสได้มันละเอียดมาก มันจึงจัดไว้เข้ากับขั้นตอนหนึ่ง นั้นปรมัตถศิลปะนี้ก็ขอให้เร็งถึงเรื่องของทางวิญญาณ ส่วนเรื่องทางกาย เรื่องทางจิตนั้น ขอฝากไว้ด้วยนี้แผ่นดินสำหรับเยียบ จิตมันก็อาศัยกายวิญญาณก็อาศัยจิต

นั้นเราจึงมีกายสำหรับจิตตั้งอาศัย มีจิตสำหรับสติ ปัญญากายนึกคิดจิตตั้งอาศัย นี่ถ้าว่าทั้ง 3 ชั้นนี้มันถูกต้องบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วมันก็เป็นศิลปะสูงสุดเป็นแน่นอนแต่เพราะเหตุที่ว่าไอ้เรื่องทางฝ่ายวิญญาณมันอยู่เหนือเรื่องใดมันอาจจะนำเรื่องอื่นไปได้และเราจึงไปเพ่งเร่งกันเอา แต่เรื่องทางวิญญาณ เรื่องปรมัตถศิลปะจังเพ่งเร่งไปอย่างเรื่องทางวิญญาณว่าขอให้เพ่งเร็งไปยังทางวัตถุเพราะเหตุนี้ นี้คือความหมายของคำว่าปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิต และที่นี้มาถึงว่าการครองชีวิต ศิลปะแห่งการครองชีวิตทำไมการครองชีวิตจึงต้องมีศิลปะหรือเรื่องศิลปะมีสำหรับการครองชีวิตเพราะว่า มันเป็นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ศิลปะแห่งการครองชีวิตเมื่อมันถึงที่สุดแล้วมันก็มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นี่ก็เหมือนกันมันก็จะมีโอกาสที่จะเถียงกันไม่รู้จักสิ้นสุดเพราะตนแต่ละตนถือว่ามีความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ทั้งนั้นเราไปว่าเขาว่ามันไม่เต็มบาทนี่ก็โกรธเอาไม่รู้เค้าจะทำอันตรายอะไรด้วยไม่มีใครย่อมใครให้มาประมาทว่าไอ้เรามันไม่เต็ม ไอ้ความเต็มมันอยู่ที่ไหนที่นี่มันยังลำบากและไม่รู้อะไรเป็นหลักถ้าร่างกายเป็นหลักก็คงมนุษย์จะสมบูรณ์ทุกคน เอาจิตเป็นหลักมันก็ไม่ค่อยแน่นักบ้างจิตมันก็ปล่ำๆ เป้อๆ แต่ถ้าเอาทางเป็นหลักดูจะหาเอามนุษย์โดยสมบูรณ์ยากเหลือเกินก็มันเต็มอัดอยู่ด้วยกิเลสคือสิ่งสกปรกไม่มีความสะอาดในทางวิญญาณยังไม่มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ความเต็มเปรียบความเป็นมนุษย์อยู่ที่มนุษย์มีความถูกต้องสมบูรณ์ทั้งอย่างร่างกาย ทั้งทางจิตใจและก็ทางวิญญาณมันอยากที่สุดอยู่ที่ทางวิญญาณเพราะเรามาสนใจเรื่องนี้กันเป็นพิเศษว่าเราจะสร้างความเป็นมนุษย์ให้เราสมบูรณ์ด้วยการจัดการกับปัญหาทางวิญญาณทั้งหลายทั้งปวงให้มันหมดสินไป และถือว่าการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นแหละเป็นอุดมคติของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตมันก็ต้องการความสมบูรณ์แห่งชีวิต

ที่นี่แหละชีวิตระดับไหน ทางไหน แง่ไหน ก็ทำให้สมบูรณ์กันไปหมด และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทุกแง่มุมมันก็เป็นอุดมคติของชีวิต เราต้องเป็นมนุษย์ที่มีอุดมคติของชีวิต ว่าชีวิตนี่จะไปสมบูรณ์ไปที่ตรงไหนถึงในระดับที่เป็นอุดมคติ นั้นของให้สนใจปรมัตถศิลปะเพราะว่ามันจะช่วยให้เราถึงความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ จริยะธรรมสากลก็มีอยู่ขอหนึ่งที่เรียกว่า ซัมม่ำ โบม่ำ ข้อแรกคือ เฟ้อแฟกชั่น ของความเป็นมนุษย์ก็แปลว่าความเต็มแห่งการเป็นมนุษย์นี้นักศิลธรรมสากลเขาสนใจเรื่องนี้กันเหมือนกัน สนใจเรื่องความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์นี่เราจะมาทานงุ้มงามอยู่ที่ไม่รู้ว่าความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์นั้นมันเป็นอย่างไรที่นี่ก็ลองคิดดูเถอะว่ามันไม่เหมาะสมมันเท่ากับว่าไม่รู้จะเกิดมาทำไม ไม่รู้ว่าจะไปไหน จะได้อะไร จะไปในถึงที่จุดสูงสุดตรงที่สุดตรงไหนนี่เรียกว่าเป็นคนที่ไม่มีอุดมคติแห่งชีวิต

นั้นของให้สนใจปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิตซึ่งจะได้กล่าวกันไปละเอียดในการบรรยายในครั้งต่อๆ ป ครั้งนี้มันเป็นครั้งเริ่มแรกมันก็พูดกันได้แต่ชื่อเรื่องความหมายหรือแห่งหัวข้อในชื่อเรื่องที่อาตมากำลังพูดอยู่ ซึ่งศิลปะแห่งการครองชีวิตจำเป็นแก่มนุษย์ที่จะต้องทำให้สมบูรณ์เพื่อความเป็นมนุษย์สมบูรณ์และทั้งอุดมคติแห่งความเป็นมนุษย์ และที่นี่ข้อที่จะให้ดูต่อไปว่ามันไม่ใช่เพียงสักเท่านั้นเมื่อทำแล้วมันจะให้ชีวิตนี่เป็นมโหรสพ หรือมีอำมฤตธรรมพูดกันสักคราวเดี๋ยวเลยว่าแล้วถ้าปล่อยไปตามบุญตามกรรมมันก็เป็นชีวิตบ้าๆ บอๆ

แต่ถ้ามีศิลปะแห่งความเป็นมนุษย์เป็นปรมัตถศิลปะแล้วจะทำให้ชีวิตนี้เป็นมโหรสพ คำว่า มโหรสพ นี่เป็นภาษาบาลีมีความหมายว่า เป็นสิ่งปะเล้าปะโล้มใจให้สนชื่นเขาเรียกว่า เอ็นต้าเทนเมน์ ตรงกับคำว่า มโหรสพ คือ สิ่งปะเล้าปะโล้มใจให้สนชื่น คนโง่ก็สนชื่นไปตามแบบคนโง่ คนมีปัญญาก็สนชื่นไปตามแบบคนมีปัญญา ดังนั้นเป็นสิ่งปะเล้าปะโล้มใจมันจะมีหลายรูปแบบแต่สำหรับพุทธบริษัทแล้วมันต้องตามแบบไปด้วยสติปัญญาก็ เพราะคำว่าพุทธะมันแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยแท้จริงแล้วแปลว่าผู้ตื่นนอน ตื่นจากหลับมันต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไรมันต้องมีสิ่งปะเล้าปะโล้มใจชนิดที่ถูกต้อง ชีวิตของคนธรรมดาสามัญคนโง่ก็มีมโหรสพอย่างคนโง่ กิน เล่น นอน บริโภคกามอะไรไปต่างเรื่องของคนธรรมดาสามัญนั้นก็เป็นมโหรสพโง่

เมื่อคืนดูหนังเรื่องหนึ่ง เอามาฉายกันดูรู้สึกว่าโอ้ มนุษย์ปัจจุบันนี้มีแต่มโหรสพโง่มีแต่ปัญหาทางวัตถุของคนโง่ไม่มีความรู้ที่จะหยุดเสียซึ่งความทุกข์ชนิดที่เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณเลย เรามามีมโหรสพกันใหม่คือเย็นอก เย็นใจ ตามความหมายของเต็มที่ของคำว่าพุทธะแปลว่าผู้รู้ก็มันรู้ตามที่เป็นจริง มันไม่โง่ ผู้ตื่นจากหลับแล้วมันก็เห็นอะไรได้ และผู้เบิกบานอยู่ด้วยอำอาจของความรู้ไม่ใช่เบิกบานด้วยความโง่ ความโง่ไม่ได้ทำให้ใครเบิกบานได้ แต่ทำให้สนุกสนานร่าเจ้งเข้าไปได้ก็คนมันก็ติดความรู้สึกทำนองนั้นก็เห็นเป็นสิ่งปะเล้าปะโล้มใจที่ขาดไม่ได้ นั้นคนเขามีโรงหนัง โรงละคร โรงเต้นรำ โรงอาบอบนวด โรงอะไรต่างๆ เพื่อการปะเล้าปะโล้มใจ

ตามแบบของคนโง่นี่พุทธบริษัททำอย่างงันไม่ได้ ยิ่งไปทำอย่างนั้นยิ่งไปทำให้เป็นพุทธบริษัท และมันก็มีแบบหนึ่งคือธรรมะในฐานะปรมัตถศิลปะหยุดเสียซึ่งความเร้าร้อน หยุดเสียซึ่งความเมามัว หยุดเสียซึ่งความหนักอึ้ง ความระทมทุกข์ ความผูกมัดแห่งจิตใจ ใจโล่งโปร่งสบายหยุดเย็นนี่ คือมโหรสพ ชีวิตนี่อาจจะทำให้มหรสพชนิดนี่ได้ คืออาจลดอยู่ได้ด้วยพระนิพาน เหมือนกับเอาพระนิพานมาเป็นน้ำก็อาบรดเราอยู่เสมอเพราะว่าเรามีปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิตชนิดนี้ มันสามารถทำให้เรามีชีวิตที่เป็นมโหรสพพูดได้ถูกต้องก็คือว่าเป็นเสมือมโหรสพ ให้ถูกต้องกว่านั้นอีกก็คือมโหรสพของพระอารยะเจ้า มโหรสพที่ บริสุทธิ์สะอาด

เรื่องนี้มันก็แปลอยู่เหมือนกันพูดแล้วมันก็จะมีคนค้านว่าพระอรหันต์ท่านก็ยังต้องการสิ่งปะเล้าปะโล้มใจ คือชอบพูดจากันโดยเรื่องธรรมะเป็นที่สนุกสนานตลอดคืนก็ได้ นี้เป็นพระอรหันต์แล้วต้องการการสิ่งปะเล้าปะโล้มใจ ใครๆก็ว่าตกอยู่ในใต้อำนาจของกิเลสที่จริงท่าก็มีความอยู่เหนือกิเลสนั้นแหละเป็นมโหรสพของท่านและก็พูดกันคุยกันจนสนทนากันเรื่องที่อยู่เหนือกิเลสอย่างไรทั้งที่เป็นการปฏิบัติและเป็นผลขอการปฏิบัติทั้งทางสนทนาของท่านจึงเป็นเหมือนมหรสพของท่านและบ้างที่ เห็นง่ายไปกว่านั้นก็จะเข้านิโลสันชยาบัตร หยุดเย็นสบาย นั้นเป็นมโหรสพของท่าน ก็แปลว่าท่านก็ยังต้องการมโหรสพคือสิ่งปะเล้าปะโล้มใจ อยู่ด้วยแต่มันไม่ใช่เรื่องของกิเลส คนทั่วไปมันต้องการเรื่อง เรื่องกิเลสมาเป็นสิ่งปะเล้าปะโล้มใจ

นั้นขอให้รู้จักแยกออกกันไปเสียเด็ดขาดที่นี่เอาคนธรรมดาเราๆ นี่แหละก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ของให้รู้จักใช้ความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตใจเป็นมโหรสพ เวลาที่เรานั่งสบายไม่มีอะไรๆ รบกวนไม่มีวิเวก สงัดทางกาย สงัดทางจิต สงัดทางวิญญาณ บางเวลาเราก็มีได้เหมือนกันถ้ามานั่งตรงนี้ ถ้ามานั่งที่ริมทะเล มานั่งบนยอดภูเขา มีอะไรแวดล้อมให้จิตมันว่างจากสิ่งรบกวนโดยประการทั้งปวง มันก็รู้สึกต่อไอ้ความสงบสุขอันใหม่อีกอันหนึ่งซึ่งไม่เหมือนธรรมดา ถ้าไม่พอใจสบายใจ มันมีได้หลายทาง มันบังเอิญก็ได้ มันเป็นโดยเจตนาร้ายเราทำมันก็ได้แต่เราไม่ค่อยทำสำเร็จ มันมักจะเป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่าสำหรับคนธรรมดาแต่ถ้าทำสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วมันก็ง่ายมันต้องการแต่ชิมรสของความสงบสุขนี้เมื่อไรก็ได้ ท่านก็มีชีวิตเป็นมโหรสพอยู่ตลอดเวลา อาตมาพูดไม่กลัวใครด่าว่าพระอรหันต์ท่านมีชีวิตจิตใจในความรู้สึกของท่านเป็นเสมือหนึ่งมโหรสพอยู่ตลอดเวลาแต่ว่ามันเป็นมโหรสพทางวิญญาณไม่ใช้มโหรสพของปุตุชนที่โรงหนัง โรงละคร โรงอาบอบนวดหรือโรงอะไรต่าง

งั้นที่นี้เราก็อยากให้เกิดความสนใจในมโหรสพทางวิญญาณ และจึงได้สร้างตึกหลังนั้นออกมา เรียกว่าโรงหนังทางวิญญาณ ด้วยความมุ่งหมายอันนี้ขอให้ท่านทั้งหลายพยายามใช้ให้เป็นปะโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะใช้ได้ นี่ปรมัตถศิลปะสามารถทำชีวิตให้เป็นมโหรสพแม้แต่คนธรรมดา สลัดไอ้เรื่องธรรมดาออกไปเสียไม่รู้ไม่ชี้กับมันเพ่งสงบตามธรรมชาติ ใกล้ธรรมชาติมันเป็นไปง่าย นั้นเราจัดบ้านเรือนของเราให้มันคล้ายธรรมชาติ ให้มันเป็นธรรมให้มากที่สุดเหมือนกับวัดนี้ วัดนี้พยายามจะรักษาให้เป็นธรรมชาติให้อยู่ใกล้ชิดกับเราที่สุด อย่างว่านอนในห้องชูมือมาทางหน้าต่างก็คว้าใบไม้ใบหญ้าอย่างนี้มีความรู้สึกผิด ผิดกันมาก แทนที่จะไปนอนที่จัดเพื่อความสุขทางกามกุนยิ่งใกล้ชิดธรรมชาติมันก็ยิ่งไม่ลืมธรรมชาติแต่ถ้าไปตามธรรมชาติมันก็ไปตามธรรมชาติ หยุดเพื่อความงกเพื่อความเย็นนี่เป็นสิ่งที่ทำได้เราก็ทำเท่าที่มากจะทำได้เมื่อมันเป็นมหรสพคือสบายใจถูกขับกล่อม ด้วยธรรมะ มีความสบายอก สบายใจไปด้วยธรรมะเรียกว่ามีอัมฤทธิ์ธรรม อัมฤทธิ์ธรรม แปลว่าสิ่งไม่ตายสิ่งที่ไม่ตายก็คือธรรมะนั้นเองถ้าไม่มีอะไรที่จะไม่ตายอยู่ก็แต่ธรรมะในฐานะธรรมชาติ ในฐานะกฎของธรรมชาติ ในฐานะความจริงของธรรมชาติ ธรรมะนี้ไม่ตายเพราะเรามีธรรมะนี้เราเรียกว่าอัมฤทธิ์ธรรม คือธรรมที่ไม่ตาย มันมีแต่ธรรมะตามธรรมชาติมันไม่มีตัวกูมันไม่มีของกูมันไม่มีของมึง ของสูง มันไม่มี อะไรมันเป็นกิเลสมันก็เรียกว่ามันมีธรรมะที่เป็นสัจจะตามธรรมชาติไม่รู้จักตายนี่คืออัมฤทธิ์ธรรม

ถ้าเรามีศิลปะธรรมอย่างเพียงพอแล้วจิตใจก็จะสัมผัสกันได้กับธรรมะซึ่งเป็นอัมฤทธิ์ธรรมชีวิตนี้ก็เป็นมโหรสพพร้อมกันไปกับดื่มกินอัมฤทธิ์ธรรมเหมือนกัน ซึ่งจะใช้คำเหมืนกับพระนิพานมาเป็นน้ำอาบรดอยู่เสมอ มีความเยือกเย็นทางวิญญาณ นี่มองดูอีกแง่หนึ่งก็คือว่าเราได้ทำให้ชีวิตนี้กลายเป็นสิ่ง สิ่งเดี๋ยวที่เรียกว่าธรรม ก่อนนี่เราแยกธรรมไว้ส่วนหนึ่ง แยกตัวกูของกูมาไว้อีกส่วนหนึ่งมันคนละส่วนกันที่นี่ยุบขยี้ ตัวกูของกูให้หมดไปเสีย เหลือแต่ธรรม เหลือแต่ชีวิตที่เป็นธรรม หรือเป็นเรื่องของธรรมชาติ ว่ากันไปของกฎของธรรมชาติไม่มีตัวกูไม่มีของกู ไม่เกิดความรู้สึกโง่หลงงงงายไปว่ามีตัวตน ตัวของกู ก็มีสติปัญญาอยู่ตลอดเวลาไม่ไปอยากโง่เขล้า โง่เขล้าในสิ่งที่ใดๆ นี่มีเคล็ดตรงนี้อยู่นิดเดี๋ยวว่าอยากไปอยากอะไรอย่างโง่เขล้าในสิ่งใดๆ ก็ไม่มีความอยากแล้วความคิดที่กูผู้อยากมันไม่อาจจะเกิด เขาคิดว่ากูผู้อยาก มันเกิดความหลังความอยาก ความอยากเกิดเพราะโง่ ไม่รู้เท่าทันถึงการณ์ ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีปัญญา จิตมันก็อยาก อยากอย่างนั้นอยากอย่างนี่

ถ้ามีสติปัญญาพอมันไม่อยากมันก็ไม่มีความอยาก ไม่มีความอยากก็ไม่มีอะไรปรุงให้เกิดความรู้สึกว่าอยาก เรื่องนี้ละเอียดมากผสมกับที่เป็น ปรมัตถ คนธรรมดามันถูกสอนมาแต่วัตถุ ถ้าเรื่องทางวัตถุมันก็เรื่องของมีผู้อยากก่อน แล้วมันจะทำการอยาก เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องปรมัตถทางวิญญาณมันมีความอยากก่อนค่อยมีบุคคลผู้อยากบุคคลผู้อยากเป็นเพียงมายา เป็นเพียงนึกปรุงขึ้นมาจากความอยาก แต่ยังมีสติสัมปชัญญะ ปัญญาหากทันเวลาเมื่อตาเห็นรูป หูเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ผิวหนังได้สัมผัส มีสติสัมปัญญาทันเวลามันไม่เกินความอยากคือไอ้เช่นนั้นเอง เท่านั้นเอง ธรรมชาติเช่นนั้นเอง ความสวยทางตา รู้สึกว่ามันรู้สึกว่าสวย ไพเราะทางหูมันก็ว่าความรู้สึกอย่างนั้น หอมทางจมูกรู้สึกว่ามันรู้สึกลิ่นเท่านั้น อร่อยที่ลิ้นก็มันรู้สึกตามธรรมชาติอย่างนั้นเท่านั้น สัมผัสผิวหนังนิ่มนวลอะไร ตามมันว่าด้วยความรู้สึกเท่านั้น ความคิดนึกก็ตามมันก็รู้สึกคิดเท่านั้น มันเท่านั้นเอง มันเช่นนั้นเอง มันเป็นเพียงเช่นนั้นเองไม่มากไปกว่านั้นและความอยากมันไม่เกิดเกิดในกรณีนั้นๆปัญหาไม่เกิด กรณีนั้นๆ และอุบาทาว่าตัวกูผู้อยาก มันไม่เกิดมันเกิดมันเกิดไม่ได้ มันไม่มีปัจจัย มันไม่เกิดตัวกูผู้อยากและมันไม่มีตัวกูมันไปทุกข์ กับอะไร

ความทุกข์มันต้องไปทุกข์ที่มีตัวผู้ทุกข์ คือตัวกูนั้นไงพอมันเกิดโง่มีตัวกูขึ้นมา อะไรๆ มันก็มาลุมที่ตัวกู ความเกิดก็ของกู ความแก่ก็ของกู ความเจ็บก็ของกู ความตายก็ของกู ลูกก็ของกู เมียก็ของกู ผัวก็ขอกู สมบัติก็ของกู ความบ้าก็ของกู ความเสียก็ของกู แพ้ก็ของกู ชนะก็ของกู พูดทั้งวันก็ไม่จบ เพราะมันมีตัวกู อะไรๆมันก็มาลุมมาเป็นของกู และมันก็เป็นความหนักและมัน เป็นความทุกข์ เดี๋ยวนี้เราทำให้ตัวกูของกูไม่อาจจะเกิดยังคงอยู่แต่ธรรมะตามธรรมชาติ จิตสัมผัสอยู่กับธรรมะตามธรรมชาติ ไม่สัมผัสในผลของความโง่ว่าตัวกูหรือ ว่าสวย ว่าหอม ว่าเอร็ดอร่อย แล้วก็ไปอยากข้าว อยากจะเอาแล้วก็มีความรู้สึกตัวกูอยากจะเอา เอามาเป็นของกูนี่เรียกว่าเกิดตัวกูของกูเมื่อไรมันก็เป็นไฟนรกเผาคนนั้นเมื่อนั้นไม่รู้จักเข็ดหลาบ และไม่รู้จักศึกษาป้องกันปล่อยให้มันเกิดตามเรื่องตามราวอยู่เสมอและมันคงเกิดไปจนตายเข้า โลงมันเอาออกไปไม่ได้ มันมีตัวของตัวกูติดไปด้วยกับโลงถ้ามีปรมัตถศิลปะอย่างที่ว่านี่แล้วมันทำลายมันฆ่ากิเลสร้ายในตัวกูของกูที่นี่ได้ในชีวิตก็เป็นจริงเดี๋ยวกับธรรมะมีแต่ธรรมะเท่านั้นที่สัมผัสจิต กิเลสกํเพื่อตัวกูของกูก็ไม่มีความโกรธ ความโลบ ความหลงของตัวกูก็ไม่มีแต่ความทุกข์ของตัวกูก็ไม่มี นี่แหละดูให้ดีว่าความไม่งามมันอยู่ที่ตรงนี่ตัวกูของกูมันเกิดขึ้นข้างในจิตและก็หมดความงดงามดูต่อไปอีกนิดหนึ่งพอมันเป็นความไม่มีตัวกูของกู มันก็จะมองเห็นความงาม ความไพเราะให้ชีวิตนี่เป็นพระธรรม พระธรรมก็มีความงามเบื้องต้น ตรงกลาง และตรงปลายความงามเบื้องต้นท่ามกลางและเบื้องปลาย ธรรมะเป็นอย่างนั้น เอาธรรมะมาเป็นชีวิตเอากิเลสออกเสียได้

ไอ้ชีวิตนี้ก็มีความงามงามเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายมีความละเอียดลออลึกซึ้งสวยงามเหมือนกับว่ากวีนิพนธ์ ตรงนี้ก็ท้อใจที่จะพูดว่าชีวิตที่บริสุทธิ์สะอาดมีความไพเราะ มีคุณค่าอย่างกับว่าบทกวีนิพนธ์คือบทประพันธ์ ถ้อใจตรงที่ว่าคนไอ้คนไม่มีหู มันไม่หู มันไม่มีบทประพันธ์ บทประพันธ์ไพเราะสักเท่าไรมาอ่านให้กับคนที่ไม่มีหูฟังแล้วไม่ไพเราะมันไม่เป็นบทประพันธ์เพราะหูมันไม่ได้เป็นนักประพันธ์ ความไพเราะของการประพันธ์มันก็ไม่มีความไพเราะซึ่งเรียกว่าสีซอให้ควายฟัง เป่าปี่ให้แรดฟัง และมันมีดนตรีที่ไหน มันไพเราะที่ไหน ในหูของวัว หูของแรด หูของควาย ไม่สามารถจะรับความไพเราะทางกวีนิพนธ์ ทางดนตรี ทางบทประพันธ์ที่จริงชีวิตนี่มีความไพเราะทางกวีทางกวีนิพนธ์ทางพระธรรมะอย่างยิ่งแต่คนโง่ๆ เหล่านี้ไม่ได้สัมผัสเลย นี่ไม่ได้สัมผัสความไพเราะท่ามกลางเบื้องต้น ท่ามกลางเบื้องปลาย ของชีวิตนี่เลย ทั้งที่บวชเป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสก อุบาสีกามันก็ไม่มีหูที่ได้ยินดนตรีของพระธรรม ความไพเราะของพระนิพานทั้งกลางเบื้องต้น และท่ามกลางเบื้องปลาย ที่จริงจะมาลบเล้ากันเสียบ้างว่าถ้ายังไงๆ ก็สนใจปรมัตถศิลปะกันบ้างเทอญ จะช่วยให้เราเข้าถึงอะไรอันลึกซึ้ง หรือลึกที่สุดอยู่ในชีวิตนั้นมันไม่ลึกลับ ถ้ามันลึกลับก็เข้าถึงไม่ได้มันเกินไป

เดี๋ยวนี่มันไม่ถึงกับลึกลับลึกซึ้งขอให้สนใจอย่างลงไปให้ถึงที่สุดแห่งความลึกซึ้งของชีวิตให้เข้าถึงจิต ของชีวิตก็ได้ ถึงจะได้เรียกว่าทำสำเร็จในการครองชีวิต ศิลปะแห่งการดำเนินครองชีวิตสำเร็จในการดำเนินชีวิตของชีวิต อย่างที่เรียกว่ามีศิลปะ ไม่ใช่ศิลปะหลอกลวง ไม่ใช่ อารต์ฟีตีเชียล มันเป็น อารต์ทิตติก ซึ่งกำลังได้ยินแล้วหูผึ่งมันเป็นศิลปะไม่ใช่เป็นศิลปะหลอกลวง และที่นี่ก็จะพูดถึงที่ทำไมที่จะต้องกล่าวว่าตามทัศนะของชาวพุทธ ปรมัตถ ศิลป์แห่งการครองชีวิตจำกัดว่า ตามคำกับข้อคำว่าทัศนะคติของชาวพุทธอื่นไม่มีอย่างที่ว่านี่นะ ทั้งตามทัศนะของชาวพุทธต้องเป็นเรื่องของชาวพุทธ ต้องเป็นผู้ที่กำเนิดเกิดมา มีการอบรมศึกษาอย่างชาวพุทธมันจึงจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เป็นไปได้และทำไมต้องจะพูดทัศนะชาวพุทธ

ทำไมจะต้องเรียกมันว่าพุทธศิลปะ ศิลปะของชาวพุทธก็เพราะว่ามันเป็นสติปัญญาของชาวพุทธ สติปัญญาของผู้อื่นเป็นไม่ได้ มีแต่ความเชื่ออย่างเดี๋ยวก็เป็นไปไม่ได้มีแต่ความบึกบึน อำหิต ด้วยสติ ด้วยกำลังวังชามันก็เป็นไปไม่ได้มันต้องเป็นไปด้วยสติปัญญาอันละเอียดอ่อนของชาวพุทธ อย่างนั้นต้องจำกัดเอาไว้ว่าตามทัศนะชาวพุทธหรือว่าเป็นศิลปะของชาวพุทธ เพราะว่ามันเป็นสติปัญญาของชาวพุทธทั้งนั้นและ เพราะว่ามันเหมาะสมแก่ชาวพุทธเท่านั้น ไม่สมควรแต่ผู้อื่น พูดแล้วไปก็เอาเปรียบ มันไม่เหมาะสมกับคนผู้อื่นที่ไม่ได้อบรมมาอย่างชาวพุทธ แปลว่าเพราะทำได้ง่าย สำหรับชาวพุทธเท่านั้น คนอื่นทำได้ไม่ง่าย คนอื่นยากที่จะทำได้ มันทำได้ได้เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น ที่นี่จะพูดครั้งสุดท้ายว่ามันไม่มีเสียแล้วเพราะเสียชาติเกิดมาเป็นชาวพุทธ เสียชาติเกิดมาเป็นชาวพุทธถ้ามันไม่มีสิ่งนี่ นั้นเราก็จึงต้องมีทัศนะแห่งชาวพุทธมีศิลปะแห่งชาวพุทธ มีความถูกต้องอย่างชาวพุทธ

เพื่อชีวิตนี่เพื่อมันเข้าถึงจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์อย่างที่ว่ามาแล้ว สติปัญญาของชาวพุทธรู้จักทำให้หมดตัวกูของกู เหมาะสมสำหรับชาวพุทธเพราะว่า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำได้ง่ายสำหรับชาวพุทธเพราะว่าเรามีจุดมุ่งหมายที่จะกำจัดกิเลสและความทุกข์ต้องการจะพัฒนาชีวิตไปในทางที่จะอยู่เหนือกิเลส และความทุกข์ กับธรรมะในพุทธศาสนาที่อย่างนั้นอยู่แล้ว เมื่อชาวพุทธมีหลักธรรมะอย่างนี้อยู่แล้วก็ง่ายสำหรับชาวพุทธ ถ้ายังทำไม่ได้อีกมันก็เสียที่ที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ คือเสียที่ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และเสียที่ที่เกิดมาในศาสนา แล้วพบกับพุทธศาสนา นั้นขอให้เราอย่าเสียชาติเกิด เกิดมาเป็นมนุยษ์ และพบกับพุทธศาสนา จงได้พากันสนใจในสิ่งที่เรียกว่าปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิต ตามทัศนะของชาวพุทธด้วยกันทุกคน วันนี้ไม่มีโอกาสที่จะพูดว่าเป็นอย่างไร เพราะเราจะต้องทำความเข้าใจ ในความหมายทั่วไปที่คำที่เป็นหัวข้อเรื่อง

หัวข้อเรื่องว่าศิลปะแห่งการครองชีวิตและเป็นชนิดที่เป็นปรมัตถและเป็นไปได้ของทัศนะของชาวพุทธ คือความหมายของคำว่าศิลปะ ของคำว่า ปรมัตถ ของคำว่าการครองชีวิต และตามทัศนะของชาวพุทธ ขอฝากไว้ให้เป็นเงื่อนต้นก็เป็นเพียงเบื้องต้นหรือจุดตั้งต้นท่านทั้งหลายทุกคนจงได้เอาไปพิดนึกพิจารณาดูว่ามันมีหน้าที่ ที่ชาวพุทธจะต้องเข้าถึงและใช้ศิลปะอันนี้กันหรือไม่ ถ้าเป็นด้วยก็ศึกษากันต่อไปในโอกาสอื่น เวลาสำหรับการบรรยายสำหรับวันนี้มันหมดแล้ว อาตมาก็จำเป็นที่จะยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายท่านจะได้สวดบทพระธรรมนรูปแบบ พานะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของพุทธบริษัททั้งหลายให้มีความเชื่อ ให้มีความกล้าหาญ ให้มีความเชื่อ ความเข็มแข็งในการ ประพฤติปฎิบัติหน้าที่ตน เพื่อความเป็นชาวพุทธที่ดีเจริญรุ่งเรื่องก้าวหน้าสืบไป

http://www.vcharkarn.com/varticle/35460

. . . . . . .