อย่าสร้างนิสัยหาทางออกให้แก่กิเลส โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

อย่าสร้างนิสัยหาทางออกให้แก่กิเลส โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – อบายมุข
เมื่อจะไปทำผิด มีจิตสำนึกฝ่ายดีทักท้วงไว้บ้าง มันก็หาข้อแก้ตัวจนได้ หาแก้ตัวกันไปทำผิดทำชั่วทำร้ายอันธพาล ครั้นทำผิดลงไปแล้วก็ยังต้องหาข้อแก้ตัวเมื่อเขาจับได้อีก เพื่อให้ไม่ต้องรับโทษ ต้องไปจ้างทนายแพง ๆ ช่วยแก้ตัว เห็นได้ว่าเป็นมันเรื่องยุ่ง ทั้งขึ้นทั้งร่อง

ถ้าหากว่าเราไม่มี การกระทำกันอย่างนี้ อาชญากรรมก็แทบจะไม่เกิดขึ้น คนที่จะประกอบอาชญากรรม มันรู้ดีเกินรู้มันไม่ถูกมันไม่ควรมันเป็นอาชญากรรม มันไม่ถูกในทางศาสนา มันไม่ถูกในทางโลก แล้วเขาก็แก้ตัว หาข้อแก้ตัว จนในที่สุดก็ไปกระทำกันจนได้ ข้อแก้ตัวอย่างโง่ที่สุด เริ่มต้นที่สุด ก็คือแก้ตัว ว่าจะไม่มีใครเห็น จะจับเราไม่ได้ แก้ตัวอย่างนี้ มันก็เลยไปทำ อาชญากรรม ถ้ามันเป็นชั้นสูงหน่อยมันก็ แก้ตัวกันไปแก้ตัวกันมา หลายตะหลบ ระหว่างความรู้สึกฝ่ายต่ำหรือฝ่ายชั่ว ก็ความรู้สึกฝ่ายดีหรือฝ่ายสูง คนเรามันมีความรู้สึกสองฝ่ายนี้ ยังต่อสู้กันเรื่อยไป ความอยากดีมันก็มีอยู่แต่ความอยากชั่วมันมากเห็นแก่ประโยชน์มันก็มากไม่คำนึงถึงดีถึงชั่ว เรียกว่ามีสัตว์สองตัวตัวหนึ่งดำตัวหนึ่งขาว มันก็ต่อสู้กันอยู่เรื่อยไป จนกว่าจะเป็นยอดมนุษย์เป็นยอดมนุษย์เช่นเป็นพระอรหันต์ ก็ไอ้ควายดำควายขาวสองตัวนี้ ตกน้ำละลายหายสูญไปนี้ไม่มี ไม่มีดำไม่มีขาว นู้นมันไปจบกันที่นู้น

เดี๋ยวนี้มันยังมีดำมีขาวอยู่มันก็ต้องมีการต่อสู้ แล้วก็มีเรื่องที่จะต้องสนใจก็คือว่า ยิ่งฉลาดนั้นนะ มันยิ่งหาทางออกได้เก่งหาข้อแก้ตัวได้เก่ง คนฉลาดทั้งหลายอย่าได้อวดดีไปว่า ฉลาด ฉลาด ฉลาดแล้วก็จะ หมดปัญหา เมื่อควบคุมความฉลาดไว้ไม่ได้นั้นแหละคือความวินาถ ขอเตือนคนที่ฉลาดว่า จงรู้ข้อนี้ไว้ว่า ยิ่งฉลาดเท่าไร ยิ่งจะต้องระมัดระวังไอ้ความฉลาดนั้นน่ะ อย่างยิ่ง ฉลาดน้อยก็อีกยิ่งไม่ค่อยต้องระวัง ก็มันคิดอะไรไม่ค่อยเป็นไม่ค่อยลึกค่อย ฉลาดไม่มีแผนการลึกเป็นแผนการลึก เมื่อถึงความวินาถก็วินาถลึก ระวังความฉลาดจะแก้ตัวให้แก่กิเลส ให้โลภะ ให้โทสะ ให้โมหะ กิเลสทาง โลภะ เกิดขึ้น มันก็บังคับไว้ไม่ได้ ก็มันมีกิเลสที่เป็นเครื่องแก้ตัวให้ไปทำจนได้ รู้เอาเองด้วยกันทุกคนที่มี โลภะ โลภะ มันหาช่องหาโอกาส ก็ต้องว่ามันบังคับมันจูงจมูก มันไสหัวให้ทำสิ่ง ที่ไม่ควรจะทำ โทสะก็เหมือนกัน ยิ่งโมหะยิ่งร้ายเป็นความรู้ที่ผิด ความรู้ผิดมีค่าเท่ากับความไม่รู้ มันก็แก้ตัวไปตามแบบของความรู้ผิด คือ มิชฉาทิฐิ ไม่ได้มีความเชื่อเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ แต่แล้วมันก็ยังหาข้อแก้ตัวได้อยู่ดี จนได้ทำชั่วสำหรับจะไปนรก นี้เรามันกันอย่างนี้โดยมากในโลก ระวังความฉลาดศึกษามากประเดี๋ยวฉลาดมาก ก็หาทางออกได้มาก เช่นเดียวกับทนายความที่รอบรู้หาทางออกได้มาก มันมีจุดตั้งต้นน้อย ๆ แล้วก็ค่อย เจริญ เติบโต เติบโต เป็นเรื่องอันสุดท้าย ดังนั้นโดยหลักของวินัยจึงมีว่า หะนุมัตเตสุ วัตเชสุ พัดยะทัพสาวี
จงเป็นผู้มีปกติเห็นแก่ความเป็นภัยแม้ในโชคที่มีประมาณน้อย ภัย คือ อันตรายและน่ากลัว ไอ้โทษคือความชั่ว
ความชั่วเล็กน้อยก็มีภัยอันใหญ่หลวง เพราะมันทำให้ขยายตัวไป จนทำความผิดอันใหญ่หลวงได้ ดังนั้นอย่าดูถูกแม้จะอาบัติน้อย น้อย เช่น อาบัติเสทรียะวัต หรือปากิตตี อย่า อย่าดูถูกว่าเป็นโทษมีประมาณน้อย ให้ถือว่ามันจะเคยชิ่นและจะขยายตัวออกจนทำความชั่วอันใหญ่หลวง ได้ถึงที่สุดหมดความเป็นพระเป็นสมณะ ศาตยบุตร เลย อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งมันเป็นข้อแก้ตัว มันเป็นข้อแก้ตัว จนเกิดเป็นนิสัยพอเป็นนิสัยมันก็ขยายตัวไปจนถึงว่ามันจะได้ทุกอย่างแก้ตัวได้เสียทุกอย่าง

เดี๋ยวนี้โลกเรากำลังมีปัญหาอย่างนี้ คนเห็นความผิดเล็กน้อยไม่เป็นไรทำผิดจนชิน จนเห็นความผิดที่สูงไปสูงขึ้นไปก็ไม่เป็นไรมันก็ได้ทำความอันผิดสูงสุด มันก็มีปัญญาที่จะแก้ตัวด้วยอุบายอันหลอกลวงกลับกลอกที่เรียกว่าอุบายทางการเมืองทางเมืองการพวกที่หาทางออกเก่ง แก้ตัวเก่ง นี่จะไม่มีอะไร เก่งไปกว่าพวกนักการเมืองทั้งหลาย นักการเมืองในระดับโลกก็ยังเป็น หาทางออก แล้วมันก็หมายถึงหาทางได้เปรียบให้แก่ฝ่ายตัว หาทางออกในทางชนิดนี้มันก็เป็นการหาทางที่จะได้เปรียบ
แม้รู้อยู่ว่าไม่ถูกไม่ควรมันก็เห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ก็เลยทำไป นี่เป็นปัญหาของโลกไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ น้อยๆอยู่ในบุคคลหรือแม้ในขอบเขตในจำกัดในวัดในวา มันตั้งต้น ตั้งแต่จุดเล็ก ๆ หากเกียจคร้าน ความเกียจคร้าน เกิดขึ้นได้อย่างไร มันมาแต่นิสัยหาข้อแก้ตัวให้แก่กิเลส มันก็ผลัดไว้ก่อนผลัดไว้ก่อน ผลัดไว้ก่อน นี่ความผิดอย่างต่ำที่สุดอย่างน้อยที่สุด คือความเกียจคร้านนอนสาย มันก็มาจากข้อแก้ตัว นั้นใครที่นอนสายก็รู้เอาเอง ลองใคร่ควรสังเกตดูเองทำไมมันถึงนอนสายอยู่ได้ ก็เพราะมันมีข้อแก้ตัว มันก็เคยแก้ตัวกันมาแล้วว่าอย่างไร ๆ มันก็นอนสาย นอนสายมากขึ้น ส่วนเรื่องใหญ่ ๆ นั้นมันก็มาทีหลัง เรื่องอบายมุข แก้ตัวให้ตัวเองเพื่อให้กิเลส ตัวเองฝ่ายกิเลส แก้ตัวให้ตัวเองผ่ายกิเลส ให้ตัวเองฝ่ายที่ถูกต้องที่ดี มันก็สู้ไม่ได้ มันก็เลยไปทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทั่วไป ที่เรียกกันว่า อบายมุข ปากทางแห่งอบาย ดื่มน้ำเมา แตกตัวไปจนได้ดื่มน้ำเมาจนติด เที่ยวกลางคืนต้องต่อสู้กันมาก จิตใจแก้ตัวกันจนได้ไปเที่ยวกลางคืน ดูการเล่น พวกเล่นการพนัน คบคนพาลเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน แยกดูที่ละอย่าง ๆ ถ้ามันมาจากกิเกสประเภทชวนให้แก้ตัวหรือหาทางออกให้แก่กิเลสนั้นเอง ควรจะฝึกฝนอบรมลูกเด็ก ๆ ของเราอย่าให้มีนิสัยแก้ตัว หาทางออกให้แก่กิเลสให้เป็นคนเฉียบขาด ให้เป็นคนซื่อตรง ก็เท่ากับว่าได้ให้สิ่งประเสริฐสุดแก่เขา แก่ลูกเด็ก ๆ ให้เครื่องราง เครื่องคุ้มครอง อันสูงสุดแก่ลูกเด็ก ๆ เขาจะไม่เป็นคนหาทางออกให้แก่ความชั่ว เรื่องของคนอันธพาลมีการแก้ตัวว่าจะไม่มีใครจับได้ จับได้ก็จะต่อสู้กันไปอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในที่สุดก็จะหลุดออกมาได้ มันปลอบใจตัวเองในทางที่ผิด ๆ อย่างนี้ มันก็เลยจบลงด้วยความวินาถ ด้วยความวินาถ โอกาสที่จะทำสิ่งที่ควรทำ มันมีอยู่อย่างถี่ยิบ ทุก ๆ ทุก ๆ ขณะ ทุก ๆ วินาที มีโอกาสที่จะทำ สิ่งที่ควรทำ โอกาสบัดนี้ ๆ เป็นโอกาส บัดนี้ ๆ เดี๋ยวนี้ ๆ มันก็มีทุก ๆ วินาที สำหรับที่จะทำ สิ่งที่ควรจะทำ แต่แล้วมันก็ไม่มีใครฉวยโอกาส ปล่อยให้โอกาสวิ่งเป็นแถวไปเลย มันก็ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ฉวยโอกาสที่มีอยู่ทุกวินาที ไม่หัดกันเสียใหม่ถือเอาโอกาส ก็นึกได้ว่าจะทำอะไร ที่ดีที่มีประโยชน์ก็ไปทำทันทีอย่าผลัดมันเลยผลัดเท่าไรมันก็จะรวนเรรวนเร จนไม่ได้ทำ นั้นคนที่แคล่วคล่องไม่หนักเนื้อหนักตัว นึกอะไรได้ก็ไปทำทันทีไม่คอยผลัดไม่ต้องผลัด เย็นไว้ ซึ่งข้อแก้ตัวทั้งนั้นแหละ อย่าไปโทษใคร อย่าไปพูดว่าไม่มีโอกาส โอกาสมีอยู่ทุกวินาที

ที่พูดมากกว่านั้นก็ทุกขณะจิตทุกขณะจิตมันเป็นโอกาสมันมีโอกาส อย่าถือเป็นเรื่องเล็กน้อยแม้แต่เรื่องนอนสาย คนที่มีนาฬิกาปลุกมันก็เอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุก แล้วก็นอนต่อไป นี่มันก็อยู่ในประเภทนี้ ไอ้คนที่ไม่มีนาฬิกาปลุกซะอีกทำได้ดี คนที่มีนาฬิกาปลุกมันก็เอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุกมันก็ได้นอนสายเกิน เกินกว่าสายเสียอีก นี่เป็นการสร้างนิสัยแก้ตัวหรือหาทางออกให้กิเลส เมื่อเริ่มก่อตัวได้มันก็กลายเป็นนิสัย เมื่อเรื่องนี้ได้เรื่องอื่นมันก็ได้อีกมันก็ได้ไปตามลำดับ จนกลายเป็นทุกเรื่องมันมีทางออก ที่จะบิดพลิ้วด้วยข้อแก้ตัวอันเฉลียวฉลาดอย่างนั้นอย่างนี้ จนทำความชั่วขนาดหนักได้ บรรพชิตทำความชั่วขนาด

อาราชิต ได้ในที่สุดเพราะกรรมคอยติดแทรกตัว แทรกตัวที่ละน้อย แทรกตัวอย่างนั้นแทรกตัวอย่างนี้
มันจะล้มละลายในที่สุด มันไม่มีอะไรจะพูดมากนักนะ นอกจากว่า อย่าถอดใจ อย่าสร้างนิสัย หาทางออกหรือข้อแก้ตัวให้แก่กิเลส ที่เป็นอยู่จริงก็คือว่าจะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างบทที่เอามาสวด เมื่อทำปาติโมกข์เสร็จ ก็จะมีสวดตอนนี้ มีปาติโมกข์ มีโคจร มีการสำรวมระวังและที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่เห็นว่าเป็นโทษเล็กน้อยหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อย ในสิ่งเล็กน้อย หรืออาบัติเล็กน้อย ถ้าเราว่าเป็นเรื่องอาบัติเล็กน้อย ชาวบ้านก็เป็นเรื่องโทษเล็กน้อย ที่ทำให้ค่อย ๆ เสียนิสัย แล้วมันก็กลายเป็นอันสุดท้ายเรียกว่าให้ตัวเองแก่กิเลส มีภาษิตอยู่ข้อหนึ่งว่า นะอัตตานัง คะถายะปุริโส เกิดมาเป็นคนอย่าให้สิ้นตน คำแปลมันมีเท่านี้แหละ จำไม่ค่อยแม่นแต่ใจความมันว่าอย่างนั้น เกิดเป็นคนอย่าให้สิ้นตน คือมันยอมแพ้
ยอมแพ้คือยกตนให้แก่กิเลส ตัวน้อย ๆ ตัวน้อย ๆ

แล้วมันก็เป็นกิเกสตัวใหญ่ขึ้น ๆ จนตัวใหญ่สูงสุด มันก็หมดไม่มีอะไรเหลือ ต่อสู้ไว้เรื่อยไป ถ้ามีความฉลาดก็ฉลาดในทางที่ไม่ให้โอกาสแก่กิเลส ฉลาดในการที่จะป้องกันไว้ ไม่ยอมให้โอกาสแก่กิเลส จึงจะเป็นความฉลาดที่แท้จริง เมื่อมันเคยชินไปในทางที่จะแก้ตัวให้กิเลสมันก็เลยรับ อัตสาถะ ความเอร็ดอร่อย จากการทำอย่างนั้น ซึ่งเราจะต้องมองให้เห็น ว่าแม้แต่สิ่งผิดหรือความชั่วร้ายเนี้ย มันก็มี อัดสาถะ อัดสาถะแปลว่าเสน่ห์ที่เป็นเครื่องดึงดูดใจ ทุกอย่างมันมี อัดสาถะ ตามแบบของมัน ความชั่วมันก็มี อัดสาถะ หรือเสน่ห์ตามแบบของความชั่ว ความดีก็มี อัดสาถะ หรือเสน่ห์ตามแบบของความดี ก็ที่มันครอบงำจิตใจได้ง่าย ๆ มันจูงไปได้ง่าย ๆ นั้นนะ เป็นเสน่ห์ของความชั่ว เพราะมันถูกจูงกับเรื่อง สามัญธรรมดาที่สุด เรื่องต่ำเตี้ยเรื่องต่ำต้อย

เอาความเอร็ดอร่อยเฉพาะหน้า ทางวัตถุ ทางร่างกาย ทางเนื้อ ทางหนัง ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะมันอยู่ใกล้ ๆ อัดสาถะ ประเภทนี้มันได้เปรียบได้โอกาสที่จะครอบงำจิตใจของคนธรรมดาสามัญ นั้นขอให้ระมัดระวัง ถ้าว่าเป็นคนโง่ คนธรรมดา เป็นอันธพาล เสน่ห์ของความชั่วจะมีอำนาจสูงสุด มากที่สุด เสน่ห์ของความชั่วจะมีมากที่สุด แก่คนธรรมดาสามัญ หรือคนโง่หรือ คนอันธพาล มันจะ ต้องรู้กันไว้ว่า ถ้ามันอยากมันต้องการ

มันก็ต้องควบคุมกันไว้ก่อน ว่ามันถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง มันควรจะอยากหรือไม่ควรจะอยาก อย่ามองเห็นความเป็นรสอร่อย มีเสน่ห์อย่างยิ่งแล้วก็เอา เนี่ยปัญหาที่กำลังมีอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เป็นอย่างนี้ คืออนุชนวัยรุ่นวัยหนุ่มวัยสาว วัยรุ่น ของเราที่กำลังเป็นปัญหา ในหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าเขาทนต่อเสน่ห์ของความชั่วไม่ได้ แล้วเขาก็หาทางออกทุกอย่างทุกประการ อุบายอันคดโกงนับตั้งแต่หลองลวงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ แก้ตัวให้ทุกอย่างจนได้ไปเข้า ร่วมวง เรื่องอบายมุข เหล่านั้น แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นพ่อบ้านแม่เรือน มันจะไปทิศทางไหน มันก็คงยุ่งยาก เกินกว่าที่จะเกินแก้ไขได้ จนตายเสียก่อน ไม่ได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ ถ้าผู้ใดสนใจที่จะได้รับ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ควรจะสนใจเรื่องนี้ให้มาก ๆ อย่าสร้างนิสัยที่หาทางออกหรือข้อแก้ตัวให้แก่กิเลส มันจะสมัครเป็นสมุน เป็นบ่าว เป็นทาส เป็นขี้ข้าของกิเลส เข้าไปทุกที ๆ โดยไม่รู้สึกตัว ขอให้มองเห็นอาการเหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ เถิด การที่จะเข้าถลำเข้าไปโดยไม่รู้สึกตัว มันมีแต่

ฝ่ายความชั่ว ฝ่ายความดีมันไม่เป็นอย่างนั้น มันต้องจับต้องทำต้องระมัดระวัง ต้องเข็นกันไป มันไม่ลื่นเหมือนจะไปในทางต่ำ หรือทางชั่ว สัญชาติญาณมันก็ต้องนับว่ามันอยากจะดี สัญชาติญาณโดยเนื้อแท้ของสิ่งที่มีชีวิต มันมีวิวัฒนาการต้องการจะไปในทางสูง แต่เดี๋ยวนี้พอเกิดมาแล้ว ในโลกนี้ มันมาพบกับเหยื่อที่หลอกลวง สัญชาติญาณมันก็ไปแพ้แก่กิเลส กลายเป็นกิเลสไป สัญชาติญาณ ที่เป็นกลาง ๆ มันกลายเป็นกิเลสไป ดูลูกเด็ก ๆ ลูกทารก ที่เพิ่งเกิดมามันไม่รู้อีโน่อีเน่ ไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่วอะไรหรอก แต่พอมันได้รับรสอร่อยข้าวมันก็พอใจในเรื่องนั้น ก็เห็นแก่ได้ ก็เห็นแก่อร่อย มันก็ยากที่จะบังคับให้อยู่ในความถูกต้อง จึงทำผิดเป็นเรื่องนี้ กว่าจะได้รับการศึกษาอบรม สั่งสอนให้ดีให้ปลอดภัย มันก็เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ขอให้เราควบคุมความรู้สึกของสัญชาติญาณ ให้มันเอียงไปในทางฝ่าย

โสธิ คือ ความรู้ที่ถูกต้อง อย่าให้มันเอียงไปฝ่ายกิเลส ซึ่งไม่มีความรู้ ซึ่งมีแต่ความผิด ที่จริงมันก็เป็นความรู้ด้วยกัน จะเรียกว่าไม่มีความรู้มันก็ไม่ถูก มันมีความรู้แต่มันรู้ผิด ถ้ารู้ผิดเดินไปทางผิดมันก็กิเลส ถ้ารู้ถูกเดินไปทางถูก ก็เป็นโสธิ มันเป็นสองแยกสองแพ่งกันอยู่อย่างนี้ ถ้าสนใจที่จะเดินไปทาง โสธิ ก็ระมัดระวัง ที่จะไม่สร้างนิสัยหาทางออกให้แก่กิเลส มันก็จะ เขว่ไปในทางของกิเลส แล้วจะดึงมันยาก งั้นเราก็รู้กันไว้เสียแต่เนิ่นๆ หากสอนลูกเด็ก ๆ ให้มีนิสัย อย่างนี้ไว้ให้มาก ๆ ให้มันเป็นคนซื่อตรง ๆ คนต้องการอย่างยิ่ง เมื่อเกิดนามธรรม เกิดโดยอริยชาติ เกิดมาเป็นภิกษุ บรรพชิต นี้ก็เรียกว่าเกิด และบวช ก็เหมือนกับเด็ก ๆอีก เหมือนกัน การเกิดอย่างอริยชาติ ก็ต้องระวังเหมือนกับลูกเด็ก ๆ ให้รู้จักเกรงกลัวมี หิริ มีโอตะปะ

ทั้งเกลียดทั้งกลัวต่อความชั่ว รักษาหิริโอตะปะ ไว้ได้มั่นคงเท่าไรมันก็จะไม่เกิดนิสัยหรืออาการ ที่จะ แทรกตัวให้กิเลส ให้มันถูกไปเสียไปแต่แรก ๆ เป็นผู้มีปาติโมกข์ สังวร สำรวม และปาติโมกข์ อินทรียสังวร สำรวจตาหูจมูก ลิ้น กายใจ แล้วก็มี อาสาระโคตะระสัมปัญณะ คือมีความประพฤติ ทางมารยาทที่ถูกต้อง โคจรที่ไปที่มาที่ถูกต้อง อย่าไปคบหาสมาคมกับอตบุรุษ เรียกว่าคนชั่ว อย่าเข้าไปใน อโคจรชนิดนั้น คบหาสมาคมแต่ มหาบุรุต ที่เป็นโคจร แล้วก็มีอย่างน้อยอันนี้ หะนุมัตเตสุ วัตเชสุ พัดยะทัพสาวี มีปกติเห็นเป็นภัยอันใหญ่หลวง แม้ในโทษที่มีประมาณน้อย สำหรับภิกษุชนิดนี้ แม้จะบวชใหม่ก็ไม่มีอาบัติ เล็กน้อย มันก็กลัวไปหมด เป็นอาบัติที่น่ากลัวไปหมด เป็นอาบัติทุกกฎ มันก็รอดตัวได้ ขอให้รักษาไว้เถิดจะมีโอกาสได้เจริญงอกงามก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับ ๆ จนได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ อย่างน้อยที่สุดก็จะได้เป็นมนุษย์ ไม่เป็นแต่เพียงคน อันนี้ต้องขอพูดบ่อย ๆ

เพื่อให้จำแม่นลืมไม่ได้ อย่าเป็นกันแต่เพียงคน ขอให้ได้เป็นมนุษย์เถิด ให้เลื่อนชั้นขึ้นไป ๆ ๆ ๆ จนเป็น ยอดของมนุษย์ ก็เรียกว่า ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คนกับมนุษย์ เนี้ยต่างกันมาก มาก มาก มากที่เดียว ยิ่งกว่าฟ้าและดิน คนธรรมดาเมื่อเขาจะเปรียบเทียบสิ่งที่ต่างกันก็มักเปรียบเทียบกันแต่เพียงว่าต่างกันอย่างฟ้าและดิน เดี๋ยวนี้ก็ยังอยากจะมีมาตรฐานอันใหม่ อีกอันหนึ่งว่า ยิ่งกว่าฟ้าและดิน เขาว่าคน คน เนี้ย มันเดินลง ๆ ๆ ๆ ต่ำ

มนุษย์ ๆ มันเดินขึ้น ขึ้น ไปในทางสูง มันต่างกันอย่างนี้ ฟ้าและดินมันยังหยุดอยู่เฉย ๆ ไม่ต่างกันเท่าไร แต่ถ้าว่าคนที่กิเลสพาไปมันเดินลงต่ำ มนุษย์ที่ โสธิ พาไปมันก็เดินไป ขึ้นไปในทางสูง ถือว่า คนกับมนุษย์ต่างกันยิ่งกว่าฟ้าและดิน ถ้าว่าคน คน ในภาษาไทยเนี้ยมันแย่มากเลย คือคน กวน กวนให้ยุ่ง ให้เวียนหัว ใส่อ่างและก็คนอย่างนี้ ภาษาบาลีเป็นหลัก เขาว่าคนนี้ก็มาจากคำว่า ชน ชนะ ชนะ ชอ นอ อ่านว่า ชนะ สะกดในภาษาไทยอ่านเป็นชน คำว่า ชน หรือ ชนะ นี่มันแปลว่าเกิดมา เกิดมาเท่านั้นก็เป็นคน มันก็เลยทำอะไรไปตามอำนาจของกิเลสหมด เพราะมันยังต่ำมันหมุนไปในทางต่ำ ถ้าเป็นมนุษย์คำนี้มันแปลว่ามี จิตใจสูง มะนะใจ อุตสะ หรือ อุตสะยะ นี่แปลว่าสูง มนุษยะ มันแปลว่าจิตใจสูง บางคนเขาไม่ยอมให้แปลอย่างนี้ แปลตามตำราพยากรณ์ ว่าเป็นเหล่ากอของมนู มนูอัปจัน เป็นเหล่ากอของมนู เรียกว่ามนุษะ ถึงอย่างนั้นก็มีจิตใจสูง เพราะว่าคำว่ามนู มนู นี่ก็เป็นชื่อของศาตสดา หรือนักปราชญ์คนนึง ที่มีสติปัญญามีความรู้ มีอะไรด้วยกันเรียกกันว่า พระมนู พระมนู ถ้ามันเป็นเหล่ากอของพระมนูจริง มันก็ต้องมีจิตใจสูงตามแบบของมนู ของพระมนู มนุษะ มนุษะ เป็นเหล่ากอของมนู มันก็ต้องมีจิตใจสูง เพราะมันมีความรู้ถูกต้อง

ถ้ามันไม่มีความรู้ ที่ถูกต้อง มันก็ตรงกันข้ามมันก็เป็นคน เป็นคน ถ้ามีจิตใจสูง ก็เป็นมนุษย์ มนุษย์ มีจิตใจสูง ไอ้เรามาสอนลูกเด็ก ๆ กันอย่างสะเพรา มนุษย์แปลว่าคนหรือคนคือมนุษย์ อันนี้ระวัง ให้ดีนะ มันทำให้เข้าใจผิดได้ ถ้าคนมันต้องจิตใจต่ำธรรมดาสามัญที่สุด ถ้ามนุษย์มีจิตใจสูงกว่าธรรมดา คนมันก็เท่ากับสัตว์ที่เกิดมาเท่านั้นแหละ พอเกิดมา มีการเกิดมา มันก็เป็นคน ที่มันจะต้องมีการกระทำที่มีจิตใจสูง มันจึงจะเป็นมนุษย์ ภาษาฝรั่งสองคำนี้น่าสนใจมาก มีคำว่า เซ็นเชี่ยนบีอิ้ง เซ็นเชี่ยนบีอิ้ง มันก็สัตว์ที่เกิดมา สัตว์ที่เกิดมา จะเป็นมนุษย์ก็ได้ หรือว่าช้างก็ได้ เซ็นเชี่ยนบีอิ้ง มีความรู้สึกอย่างสัตว์ที่เกิดมา แต่ถ้ามันเป็น ฮิวแม่นบีอิ้ง มันจึงจะเป็นมนุษย์ เซ็นเชี่ยนบีอิ้ง มันสัตว์เกิดมาตามธรรมดาอย่างกับสัตว์มีชีวิตทั่วไป แต่ถ้ามันเป็น ฮิวแม่นบีอิ้ง มันก็มีจิตใจสูงมาในทางนี้

นี่มันได้ความอย่างเดียวกันกับคำว่าคน กับคำว่ามนุษย์ จะเป็นอย่างคนเพียงคนมันก็ยังไม่ได้อะไรนัก แต่เมื่อเป็นมนุษย์จึงจะเรียกว่าได้รับสิ่งที่ดีกว่าธรรมดา แล้วมนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์มากขึ้น มากขึ้น จนได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่เรียกว่ามนุษย์จริง มนุษย์สมบูรณ์แบบ แล้วก็เล็งถึงพระอรหันต์กันเป็นส่วนมาก พระอรหันต์นั้นหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง คือปัญหาทางร่างกายก็หมด ปัญหาทางจิตใจก็หมด
คนธรรมดายังมีปัญหาทางกายทางจิต ทางกายไม่สบายในทางกาย เป็นทุกข์ในทางกาย ทางจิตก็เป็นทุกข์ในทางจิต คิดดูว่าแม้จะมีทรัพย์สมบัติ มีอำนาจวาสนา มีบารมีอะไร มันก็ยังไม่หมดปัญหาในทางจิต มีความทุกข์ความร้อนเพราะสิ่งเหล่านั้น

แต่เมื่อหมดปัญหาในทางจิต จึงจะเรียกว่าหมดปัญหา ด้วยประการทั้งปวง ดูนักการเมือง หรือเศรษฐีอะไรก็ตาม เป็นทั้งเศรษฐี เป็นทั้งนักการเมือง มันยังมีปัญหา อย่างไร เท่าไร ก็ดูเอาเองก็แล้วกัน ทั้งโลก ทั้งโลกมันยังมีปัญหา ไม่อยู่เหนือปัญหาถ้ามันไม่ปัญหาทั้งทางกายทั้งทางจิต นั้นก็เรียกว่าหมดปัญหา ถึงขีดที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ที่มนุษย์ควรจะได้ หมดปัญหา นั้นขอให้มุ่งหมายส่วนนี้กันไว้บ้าง อย่าปล่อยตามสบาย หาข้อแก้ตัวให้ ว่า เราเอาเท่านี้ก็พอแล้ว เราอย่าเอามากกว่านี้เลย ก็ปล่อยไปธรรมดาสามัญ ก็พลัดตกไปในทางต่ำไม่ทันจะรู้ มีความตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ว่าเกิดมาทั้งทีต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือสถานะอันหนึ่ง ซึ่งมีจิตใจอยู่เหนือปัญหาทั้งทางวัตถุ และทางจิต ทางวิญญาณ ไม่มีความทุกข์ทนทรมานใด ๆ

ทั้งฝ่ายร่างกายทั้งฝ่ายจิตใจ ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล เสียก่อนแล้วจึงจะแก้ปัญหาทางจิตใจ ขอให้แก้ปัญหาทางจิตใจไปเรื่อย ๆ พร้อมกันไปกับแก้ปัญหาทางฝ่ายกาย ทางฝ่ายจิตใจ เนี้ยมันยังทำได้อย่างแนบเนียนไม่ยุ่งยากลำบากโกลาหล คือไม่ต้องมีบ้านสิบหลัง ไม่ต้องมีรถยนต์สิบคัน ไม่ต้องมีอะไรร้อยล้านพันล้าน มันก็สามารถที่จะทำจิตใจ ให้ไม่มีความทุกข์ ให้อยู่เหนือปัญหา ด้วยประการทั้งปวงได้ ให้มีระบบอบรมจิตใจ ให้รู้จักความไม่ยึดมั่นถือมั่นเกี่ยวกับตัวตน มีความยึดมั่นถือมั่นเกี่ยวกับตัวตนที่ไหน เมื่อไร มีความทุกที่นั้น ไม่มีความยึดมั่นเกี่ยวกับตัวตน ก็ไม่มีความทุกเมื่อนั้น รักษาจิตให้ฉลาดในทางที่ถูก รู้ตามที่เป็นจริงว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรเอามายึดมั่น ด้วยความเป็นตัวตนของตน ธรรมชาติเป็นของธรรมชาติ เรามีสติปัญญา

ใช้มันเป็นประโยชน์เท่าไรก็ได้ตามที่เราต้องการ แต่ไม่เอามายึดมั่นเป็นตัวตนของตน มาแบก มาทูนมาอะไรไว้ เป็นของหนัก เป็นของหนัก ต้องเอามาถือไว้เป็นตัวกู เป็นของกู มันก็เป็นของหนัก วัตถุก็เป็นของหนัก ความดีก็เป็นของหนัก อำนาจวาสนาก็เป็นของหนัก แม้แต่บุญกุศลก็เป็นของหนัก ถ้าเอามายึดถือไว้ ในความหมาย แห่งตัวกู ของตัวกู นั้นมันจึงถึงที่สุด ที่ดีที่สุดของความเป็นมนุษย์ไม่ได้แม้ว่าจะ มีทรัพย์สมบัติมาก มีบุญมาก มีอะไรมาก มันก็ยังเป็นทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูเป็นของหนัก เรียกว่า อุปธิ อุปธิ การยึดมั่นถือมั่นเรียกว่า อุปทาน ในสิ่งที่เอามายึดมั่นถือมั่นไว้เรียกว่า อุปธิ บางคนเคยได้ยินบ้าง ถ้าไม่เคยได้ยินก็ได้ยินเสียไว้เสียก็ดี อุปธิ ยึดถือร่างกายไว้เป็นของตน ไอ้กายมันก็เป็นของหนัก เป็น อุปธิ ยึดถืออะไรเป็นของตนของนั้นก็เป็นของหนัก แม้แต่ความดี บุญกุศล

ถ้าเอามายึดเป็นตัวกูของกู มันก็เป็นของหนัก มันก็กัดเจ้าของ ไม่ต้องสงสัย มันลำบากเพราะความดี ยุ่งยากเพราะความดี ฆ่าตัวตายกันเพราะความดีมานักต่อนักแล้ว ทำไมไม่มองดูกันบ้าง นี่เรียกว่าถ้าดีที่สุดที่มนุษย์ จะกึ่งได้กึ่งถึงก็จะไม่มีปัญหาเหล่านี้ นั้นจะสามารถทำได้ คนยากจนก็ทำได้ คนมั่งมีก็ทำได้ คนปานกลางก็ทำได้ มีจิตใจสงบเย็นเป็นอิสระ ก็จะได้รวบรัดความหมายทั้งหมดไว้เรียกว่า ว่าง ว่าง ถ้าว่างจากการยึดถือใด ๆ นี่เรียกว่า ว่าง เช่นอยู่เย็น เป็นอิสระ ชวนให้เป็นเสน่ห์ ชวนให้ยึดถือ แต่ถ้า ว่าง ว่าง นั้นคือการหลุดพ้นออกไปได้จริง ๆ เมื่อใด มีจิตใจ ว่างไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาปไม่สุขไม่ทุกข์ เวลานั้นสบายที่สุด นั้นเราอย่าไปมัวหลงในเสน่ห์ ของความชั่วหรือหลงในเสน่ห์ของความดี ไม่หลงในความ ยั่วยุของความชั่วและความดี ถึงที่สุด ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ จึงขอเตือนในเบื้องตนว่า อย่าสร้างนิสัย หาทางออกหรือข้อแก้ตัวให้แก่กิเลส หรือความชั่ว

มันจะติดอยู่ที่ความชั่ว มันก็จะไม่เลือนไปสู่ความดี แล้วมันจะไม่เลือนขึ้นไปจนพ้นดีจากชั่วถึงดีจากดีถึงว่างนั่นแหละจึงจะจบ ถ้าไปหมกติดกันอยู่ถ้าดี มันก็มีความอึดอัดตามแบบที่ดี ไม่เป็นอิสระ งั้นเอาเป็นว่าวันนี้ พูดเรื่องเดียวเท่านั้นว่า อย่าสร้างนิสัยที่เป็นการหาข้อแก้ตัวหรือหาทางออกให้แก่กิเลสเลย อย่าให้จิตน้อมไปทางกิเลส อย่าให้สัญชาติญาณเอียงไปหากิเลส ให้มันเอียงไปหาโสธิ รู้ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง จนถึงที่สุดแห่งความถูกต้อง ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบกับพุทธศาสนาเป็นแน่นอน

ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้ เพราะความสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย

http://www.vcharkarn.com/varticle/34822

. . . . . . . . .