ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – นิพพานกลางดิน
ข้อแรกขอแสดงความยินดีในการที่ท่านทั้งหลายมีเจตนาที่จะศึกษาธรรมะจึงได้พากันมาสู่สถานที่นี้เพื่อวัตถุประสงค์อันนั้น ณ บัดนี้เราก็ได้มานั่งกันกลางดินๆซึ่งเข้าใจว่าบางแห่งไม่ได้นั่งกันกลางดินบางแห่งก็นั่งกันบนตึกราคาแสน ราคาล้าน แต่เดี๋ยวนี้เรามานั่งกันกลางดินขอให้ทำในใจให้ถูกต้องมิฉะนั้นจะขาดทุนบางคนจะคิดว่ามันเสียเกรียติมานั่งกันกลางดินและก็โกรธนี้มันคนโง่มันลืมไปว่าพระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดินท่านเป็นราชามหากษัตริย์แต่เวลาประสูติ ประสูติกลางดินใต้โคนต้นไม้แล้วเวลาท่านจะตรัสรู้ก็ตรัสรู้กลางดินโคนต้นไม้อีกเมื่อท่านสอนก็สอนตามกลางดินเพราะไปประชุมกันกลางดินพบกันกลางดินเดินทางอยู่ก็พบก็หยุดสอนแม้ว่าโรงธรรมก็พื้นดินทีนี้ที่อยู่ของท่านกุฏิของท่านก็พื้นดินไปดูได้

แม้บัดนี้และในที่สุดท่านก็นิพพานกลางดินไม่ได้นิพพานที่กุฏิวิหาร โรงพยาบาลอะไรที่ไหนนิพพานกลางดินดูเถิดดินนี่มันเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าในลุกษณะอย่างไรและมันยังเกี่ยวข้องกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเรียกได้ว่าเกิดกลางดินเพราะสอนกันกลางดินพระไตรปิฎกเกิดขึ้นกลางดินพระสงฆ์ก็มีการเป็นอยู่อย่างต่ำที่สุดกุฏิพื้นดินวิหารพื้นดินทั้งนั้นเลยถ้าเป็นอย่างพุทธกาลแผ่นดินจึงมีความหมายมากเป็นที่เกิดแห่งสิ่งทั้งปวงและยังเป็นที่เกิดแห่งธรรมะเราไม่ได้นั่งกลางดินอย่างนี้เอามือลูบดินแล้วก็พอใจๆเป็นพุทธนุสติเกิดระลึกถึงพระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน นิพพานกลางดิน

ขอให้ถือเอาประโยชน์อย่างนี้ให้ได้ให้เต็มที่ให้มากเต็มที่อยู่ที่บ้านก็คงหาโอกาสนั่งกลางดินยากเพราะว่ามีศาลามีอะไรสวยงามเดี๋ยวนี้ศาลาของเรามันมีใช้กลางดินอย่างนี้รับแขกผู้มีเกรียติที่สุดกันกลางดินอย่างนี้ นายกรัฐมนตรีมาก็นั่งตรงนี้แหละเอาละเป็นอันว่าทำพุทธนุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้าเอากันเสียให้ดีเต็มที่และก็จำไปกลับไปบ้านว่ามาที่สวนโมกนั่งกันอย่างนี้จำไปให้แม่นยำทีนี้ก็จะพูดเรื่องอะไรดีก็เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าจะพูดเรื่องเกี่ยวกับผู้สูงอายุเป็นสมาคมผู้สูงอายุข้อนี้ก็มีความสำคัญมากเหมือนกันถ้ามันสูงอายุจริงมันสูงทางจิตใจไม่ได้สูงทางเนื้อหนังเหมือนวัวแก่ ควายแก่ สัตว์แก่นั่นสูงอายุทางเนื้อหนังไม้ได้มีความหมายอะไร

ถ้าสูงอายุทางจิตใจหมายความว่ามันรู้เรื่องต่างๆกับเรื่องที่ว่ามันเกิดมานานๆข้อนี้เขาก็นิยมกันมากเรียกว่า รัตตัญญูผู้รู้ราตรีนานเป็นที่นับถือเป็นที่เชื่อฟังเป็นรัตตัญญูผู้รู้ราตรีนานแต่นั่นมันเหมือนรู้อะไรมากๆเหมือนกับที่มันเกิดมานานอายุยาวเดี๋ยวนี้กลัวมันจะไม่มีอะไรมากสมกับที่เกิดมานานกลัวมันจะโง่เท่าเดิมๆไปจนตายถ้าตายอย่างนี้ก็ไม่มีผู้สูงอายุ โง่เท่าเดิมไปจนตายมันจะรู้จักแก่มากด้วยสติปัญญาความมากกว่าเด็กๆจึงจะเรียกว่าสูงอายุเดี๋ยวนี้เราผ่านมานานและรู้อะไรมากพอที่จะสั่งสอนเด็กๆหรือเป็นตัวอย่างอันดีแก่เด็กๆหรือจะเปรียบเทียบทางอื่นเมื่ออายุมากเข้าชีวิตนี้มันสงบลงหรือว่ายังโง่เหมือนกับเด็กๆยังวุ่นวายเหมือนกับเด็กๆยังทำอะไรไม่ถูกเรื่องถูกราวเหมือนกับเด็กๆอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นที่น่าเสียดายขอให้พิจารณาดูให้ดีๆเด็กๆเกิดมาก็มีแต่เรื่องกิน เรื่องเล่นเป็นธรรมดาๆจนกระทั่งเป็นเด็กวัยรุ่นครั้นเป็นหนุ่มสาวเรื่องกามมารมย์ก็เข้ามาๆเป็นสิ่งสูงสุดของคนหนุ่มคนสาว

ต่อมาก็มีบ้านมีเรือนเป็นพ่อบ้านแม่บ้านมันก็เลื่อนขึ้นไป ทรัพย์สมบัติผัดสถานรักชอบเงินทองข้าวของอะไรต่างๆเป็นสิ่งสูงสุดทีนี้จะไปไหนถ้าว่ามันก้าวหน้าต่อไปมันก็ต้องไปมากกว่านั้นไอ้เรื่องหาความสงบทางจิตใจเรื่องบุญกุศลเรื่องสมาธิเรื่องภาวนาแม้ไม่ถึงอย่างนั้นก็พอใจในความสงบมอบทรัพย์สมบัติให้ร้านตัวเองก็หาความสงบทีรี้ถ้ายังไกลไปอีกก็เข้าวัดเข้าวา ถ้ายังไกลไปอีกก็สอนเป็นผู้สูงอายุที่มีความรู้สอนคนทั้งหลายได้ใครมีปัญหาอะไรก็มาถามคนแก่คนนี้ได้แล้วแต่จะตอบให้ได้ดีควรทำอย่างนั้นควรทำอย่างนี้ตัวผ่านมาแล้วนี่ดูให้ดีเถิดว่าถ้ามันเป็นไปอย่างถูกต้องมันเลื่อนชั้นๆมันสูงขึ้นๆมีความรู้มีความฉลาดสามารถมีประโยชน์มากขึ้นก็เรียกว่าใกล้นิพพานมากขึ้นนั่นเองถ้ามันเดินไปถูกต้อง ถ้ามันเดินไปผิดทางมันก็ถอยห่างได้เหมือนกันยิ่งแก่ยิ่งไกลนิพพานมันไม่ถูกต้องยิ่งแก่มันยิ่งใกล้นิพพานมีความสงบมากขึ้นขอให้เข้าใจดีๆ

เรื่องนี้อาตมาอยากจะให้รู้จักพิจารณาโดยหลักธรรมะที่มีอยู่เป็นหลักแต่โบราณดึกดำบรรพ์มาซึ่งเรียกว่าจิตใจมันมีอยู่ 4 ภูมิๆดวยกัน 4 ชั้น 4ภูมิคือ 4 ชั้นชั้นแรกคือกามาวาจร มันก็ชอบของน่ารัก น่าใคร่ น่าพอใจ เอร็ดอร่อยสวยงามเป็นภูมิกามาวาจร ซึ่งก็เป็นกันมาแล้วตั้งแต่เด็กจนวัยรุ่น หนุ่มสาวก็เรียกว่าภูมิกามาวาจร คือจิตพอใจในกามและสิ่งที่เรียกว่ากามนี้ก็สูงขึ้นมามันเลื่อนชั้นขึ้นมาสูงกว่านั้นก็พอใจในรูปาวาจร คือรูปธรรมที่ไม่เกี่ยวกับกามๆคือเรื่องกามเรื่องเพศนั้นซาไปแล้วก็มาเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกามจะเป็นเรื่องวัตถุสิ่งของแก้วแหวนเงินทองอะไรก็ได้ไม้เกี่ยวกับกามเป็นเรื่องของวัตถุ

แต่ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจก็พอใจในรูปทาน คือความสุขเกิดจากสมาธิที่มีรูปเป็นอารมณ์สมาธิมีรูปธรรมล้วนๆเป็นอารมณ์ได้ความสงบสุขในรูปชานก็พอใจไอ้ชั้นที่ 2 นี่เรียกว่ารูปาวาจรนี้ต่อมาก็เห็นว่าไอ้รูปนี้ยังยุ่งยังเปลี่ยนแปลงยังกระด้างยังอะไรต่างๆเลื่อนขึ้นไปเป็นอรูปไม่มีรูปถ้าพูดอย่างคนธรรมดาสามัญก็พูดว่าไม่ชอบบุญเกรียติติยศชื่อเสียงอะไรไปทางโน้นไม่ได้ชอบตัววัตถุข้าวของเงินทองเลื่อนไปชอบไอ้ที่ไม่มีรูปเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นเกรียติติยศชื่อเสียงอะไรก็แล้วแต่จะเรียกแต่ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจก็ชอบความสุขที่เกิดมาจากสมาธิที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์เขาเรียกว่าอรูปชานความสุขนี้เกิดมาจากสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์เป็นอากาศเป็นวิญญาณเป้นความไม่มีอะไรเป็นเนยวะตัญญานะวะตัญญาอายันตะนะมันเลื่อนมาอย่างนี้เอาเป็นมารวมแล้วสรุปความสั้นๆว่าเราเคยชอบไอ้เรื่องวัตถุทางเอร็ดอร่อยสวยงดงามสนุกสนานเป็นกามารมณ์จนกว่าจะหมดเขตของหนุ่มสาวเป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็ชอบข้าวของสมบัติพัดสถาน วัวควายไร่นา

ถ้าว่ามันเลยนั่นขึ้นไปอีกมันเบื่อก็ไปหาบุญหากุศลหาสิ่งที่สูงขึ้นไปโดยมากก็เป็นเรื่องบุญเรื่องกุศลนี่มันเลื่อนชั้นอย่างนี้ถ้ามันไปได้ไกลกว่านั้นอีกมันก็เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนคนในเรื่องธรรมให้ถูกต้องสำหรับจิตใจจะปกตินี่เห็นไหมว่าจะเป็นผู้สูงอายุจะต้องมีจิตใจอย่างไรจะเป็นผู้สูงอายุโดยถูกต้องนั้นจิตใจจะต้องเป็นอย่างไรจึงจะเรียกว่าสูงที่ถูกต้องที่แท้จริงถ้าพูดให้มันลึกไปอีกหน่อยก็ว่าไม่รู้อะไรก็ทำบาปกันโดยมากและเป็นทุกข์ต่อมาก็รู้อะไรไม่ทำบาป ทำบุญและก็เป็นสุขทีนี้ถ้ายังจะมีสูงไปอีกกว่านั้นก็อะไรมันคือว่างเป็นนิพพานเป็นว่างไม่มีความรบกวน ให้เป็นบาปเป็นชั่วนั้นเป็นทุกข์นี่มันทนไม่ไหวใครๆก็ทนไม่ไหวหลีกเลี่ยงๆมาทำบุญมันถึงดีมันถึงสุขมันก็ยุ่งไปตามแบบสุขจึงต้องเลื่อนขึ้นไปชั้นหนึ่งเป็นแบบว่างถึงว่างคือเลื่อนชั้นพระนิพพานเข้าใจเป็นหลักใหญ่ๆว่าจากชั่วมาถึงดี ไอ้เลือกดีมันก็ดีวุ่นวายตามแบบดีเลื่อนชั้นไปถึงว่างๆไม่ชั่วไม่ดีเหนือชั่วเหนือดีถ้ามีทุกข์ดิ้นรนจนพ้นทุกข์ถ้ามีสุขก็ยุ่งไปตามแบบสุขมีความวุ่นวายไปตามแบบคนมีความสุขมันก็เลื่อนๆมาเป็นแบบว่างเป็นนิพพานใกล้นิพพานคนมีบาปยุ่งแบบคนมีบาปยุ่งแบบคนมีบาป คนมีบุญยุ่งไปตามแบบคนมีบุญหาความสงบสุขไม่ได้เลื่อนจากบุญก็ถึงว่างไอ้คำว่าว่างนี่มันไม่มีอะไรรบกวนจะทบทวนอีกทีว่าจากชั่วถึงดีจากดีถึงว่าง จากบาปไปถึงบุญยุ่งนักไม่เอาเลื่อนขึ้นไปเป็นแบบว่างจากบาปมาถึงบุญ จากบุญมาถึงว่าง นี่ทุกข์ไม่ไหวเลยเลื่อนมาถึงสุข สุขก็ยังยุ่งแบบสุขต้องเหนื่อยกระหืดกระหอบไปตามแบบสุขเลื่อนอีกทีก็ถึงว่างกำหนดดูให้ดี จากชั่วถึงดี จากดีถึงว่าง จากบาปถึงบุญ จากบุญถึงว่าง จากทุกข์ถึงสุข จากสุขถึงว่างคนโง่ไม่ชอบความว่างและไม่รู้จัก�

http://www.vcharkarn.com/varticle/34817

. . . . . . . . .