ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – วันขึ้นปีใหม่
ให้วันขึ้นปีใหม่มีความหมายขอพระธรรมในใจแยบคายเพื่อสำเร็จประโยชน์ตามนั้นเถิดการขึ้นปีใหม่ก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ปีเก่าเพราะฉะนั้นมันไม่เป็นการซ้ำรอยหรือย่ำเท้าทีเดียวขอให้มันก้าวหน้าไปๆอย่าให้เป็นอันว่าเป็นวงๆซ้ำรอยอยู่ที่นี่ที่เคยกล่าวว่าไอ้เชือกล่ามควายที่เขาขดเป็นวงๆอยู่นั่นเองโยนทิ้งอยู่ที่นั่นเองมันไม่สามารถยืดยาวออกไปไหนได้

เดี๋ยวนี้เราต้องการให้มันยืดยาวออกไปเหมือนกับหลักปักหนทางบอกความยาวของถนนเป็นกิโลเมตรติดต่อกันไปๆมันก็ไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางขอให้การขึ้นปีใหม่เราอย่าได้เป็นเหมือนกับเชือกล่ามควายเราจะกลายเป็นควายกันเสียหมดก็เป็นเหมือนว่าหลักกิโลเมตรที่มันไกลออกไปเพิ่มขึ้นเราก็จะเป็นผู้เดินทางที่เป็นความหมายในพุทธศาสนาที่เดินไปตามลำธารที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ปล่อยถึงจุดหมายคือพระนิพพานสำหรับปีนี้มาคิดว่าจะบอกความเก้าหน้ามากไปกว่าปีก่อนแล้วก็รวบลัดตัดสั้นยิ่งขึ้นทุกทีมันเป็นของง่ายสำหรับท่านทั้งหลายความง่ายนี้

อยากจะให้ง่ายมากขึ้นทุกทางคือว่าจะเป็นการศึกษาก็ให้มันง่ายเป็นการปฏิบัติก็ให้มันง่ายการได้รับผลของการปฏิบัติมันก็จะง่ายไปด้วยกันข้อนี้ก็คืออยากจะให้ท่านทั้งหลายมีสิ่งที่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนกับคนที่เขาชอบแขวนพระเครื่องรางหลายๆคนก็ชอบเอามาแขวนไว้ที่คอมาขอกับอาตมาอยู่บ่อยๆแต่ว่าพระเครื่องรางชนิดนั้นไม่มีให้จะให้พระเครื่องรางอย่างที่เรามีเขาก็ไม่เอาเราจึงให้ได้เฉพาะคนที่รู้จักสิ่งที่จะเป็นเครื่องรางที่จะแขวนไว้ที่คอได้ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนา สิ่งที่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนานี้ก็ยังไม่เป็นที่ตกลงกันบางคนชอบอย่างนั้นบางคนชอบอย่างนี้

แต่อาตมาคิดว่ามันควรจะเป็นสิ่งที่กะทัดรัดเหมือนกับว่าพระองค์เล็กๆแขวนไว้ได้ที่คอสะดวกทุกที่ที่ไปอะไรเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไปที่ได้ศึกษากันมาจะระบุไปเรื่องอริยสัจ 4 ก็มี 4 ข้อหรือบางคนจะย่นลงมาที่คาถาของพระอัสสะชิ เอตะปัดทะวาเอเห สรุงตะปะตะทาอย่างนี้เป็นต้นมันก็ยังยืดยาวบางคนก็ย่นลงมาเหลือเพียงพระปาติโมกข์นี้มันก็ยังยาวตั้ง 4 บรรทัดอาตมาเคยบอกว่าเราเอาแต่ประโยคสั้นๆเพียงประโยคเดียวว่าสัพเพนารังอานิยะ เวร์ สาระนี่เป็นประโยคสั้นๆประโยคเดียวว่าธรรมทั้งปวงใครไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของตนนี่ก็รู้สึกว่ามันยาวคงไม่มีใครอยากเอาไปแขวนไว้ที่คอเพราะมันยาวรุงรัง

ในวันนี้เฉพาะสิ้นปีนี้ขึ้นปีหน้าก็จะบอกหัวใจของพุทธศาสนาว่าหัวใจที่สั้นที่สุดเหมือนกับพระองค์เล็กๆแขวนไว้ได้ที่คอคำนั้นคือคำว่าตะถาตาถ้าไม่ชอบเป็นบาลีเอาเป็นไทยว่าเช่นนั้นเองถ้าทุกคนแขวนเช่นนั้นเองไว้ที่คอก็เหมือนได้แขวนพระเครื่องอันศักดิ์ศิษย์ยิ่งกว่าชนิดไหนคุ้มครองได้ทุกอย่างได้หมดและทำให้ก้าวหน้าสูงยิ่งๆขึ้นไปสมกับที่ว่ามันเป็นปีใหม่มันควรจะยิ่งขึ้นไปจะได้พิจารณากันดูต่อไปว่าไอ้เช่นนั้นเองนี่มันจะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาได้อย่างไรควรจะรู้ว่าคำว่าเช่นนั้นเองมาจากคำบาลีว่าตะถาตา ตะถาตาก็แปลว่าเช่นนั้นเองนี้ก็เป็นหัวใจของพุทธศาสนาถ้าเคยได้ยินได้ฟังมาก็จะรู้ว่าเป็นคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าตะถาคดจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นธรรมชาติก็มีอยู่แล้วว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทุกตัวเป็นทุกข์และธรรมทุกตัวเป็นอนัตตาบางทีพระองค์ก็ตรัสว่าความที่มีสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัยสิ่งนี้ๆจึงเกิดขึ้นแล้วก็ตรัสตั้งแต่ปะติจะตุบาทแล้วก็อวิชชาสังขาราเป็นต้นไปจึงจบและก็ทรงสรุปความว่านี่คือความเป็นอย่างนี้ที่เป็นตะถะตานี่เป็น อ๊ะวิตะถะตานี่ความเป็นความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนี้ อนัญยะถะตาไม่เป็นไปอย่างอื่นจากความเป็นอย่างนี้

ธรรมะติถะตานี้เป็นความตั้งอยู่โดยธรรมดา ธรรมะยาตะถะตานี้เป็นธรรมดาตายตัวหรือ อิฐปะติยะตาปะติ จะ สมุก ปา โท เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเป็นการอาศัยซึ่งการเกิดขึ้นดังนี้คำพูดมันหลายคำสั้นๆให้เหลือสั้นเข้ามาก็คือตะถะตาแปลว่าความเป็นเช่นนั้นหรือที่เรียกว่าเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเองทรงแสดงไว้ให้เข้ารัดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามันก็มีทรงแสดงไว้ด้วยปะฐิจะสะมุบาทตลอดสายก็มี ทรงแสดงไว้ด้วยอริยะสัจ 4 ก็มีและที่ทรงแสดงไว้ด้วยอริยะสัจ 4 ท่านกับจะเรียกสั้นเข้ามาอีกว่าตะถาก็แปลว่าเช่นนั้นแสดงด้วยปะฐิจะสะมุบาทท่านใช้คำว่าตะถาตา หรือตะถะตาแปลว่าความเป็นเช่นนั้นขาดไปพยางค์หนึ่งก็ไม่เป็นไรเนื้อความยังเท่าเดิมว่ามันเป็นเช่นนั้นทีนี้ก็มาพิจารนาดูความหมายก็หมายความว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นมันไม่ผิดไปจากนั้นก็มันเป็นกฎตายตัวของธรรมดามันเป็นความตั้งอยู่โดยธรรมดาโดยอาศัยสิ่งนี้สิ่งนี้มันเกิดขึ้นดูที่พระไตรรักษ์ก่อนว่าสังขารไม่เที่ยงมันเป็นอนัตตาความไม่เที่ยงมันเป็นเช่นนั้น

มันเป็นทุกข์มันเป็นเช่นนั้นความที่ทันเป็นอนัตตาคือความที่ทันเป็นเช่นนั้นนั้นความเป็นเช่นนั้นคือมันเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาถ้าผู้ใดเข้าใจก็จะเห็นว่าความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์มันเป็นอนัตตานี่จำไว้ก่อนว่าความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์เป็นอนัตตาทีนี้ว่าจะพูดถึงเรื่องปะติจะสะมุบาทมันอยู่ที่ว่าอวิชชาให้เกิดสังขาร สังขารให้เกิดวิญญาณ วิญญาณให้เกิดนามรูป นามรูปให้เกิดตัณหา ตัณหาให้เกิดอุปาทาน อุปาทานให้เกิดภพ ภพให้เกิดชาติ ชาติให้เกิดทุกข์ทั้งปวงความเป็นเช่นนั้นเองมันยาวหน่อยมันไล่ติดันไปยาวหน่อยแต่สรุปความแล้วต้องเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้นั้นปะติจะสะมุบาททั้งปวงนั้นก็สรุป

http://www.vcharkarn.com/varticle/34819

. . . . . . . . .