รู้จักพระพุทธเจ้าให้มากกว่าก่อนเถิด โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

รู้จักพระพุทธเจ้าให้มากกว่าก่อนเถิด โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – วิสัชชะนา
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมนัสถะตีปานัตถะสะระนาธรรมะทีปา ธรรมะสะระนาวีหะระถะอนันยะทีปา อนันยะสะระนาติธัมโมสะกะจังโสตะโพติ

บัดนี้อาตมาจะได้วิสัชชะนาในพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายซึ่งเป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าตามทางของพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยความสมควรแก่เวลาธรรมเทศนาในวันนี้ปรารถวิสาขบูชาคือการที่เรามาประชุมกันประกอบพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นที่ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในความหมายแห่งการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานท่านทั้งหลายก็เคยมากันแล้วหลายครั้งหลายหน มาจากที่ไกล

ข้อนี้ยังสงสัยอยู่ว่าได้รับประโยชน์คุ้มกันเท่าไรคุ้มกันหรือไม่คุ้มถ้าคุ้มจะคุ้มกันเท่าไรยังเป็นสิ่งที่ต้องใคร่ครวญสอบสวนกันให้ดีๆถ้าว่าการกระทำสิ่งใดได้ผลไม่คุ้มค่าเวลาหรือค่าลงทุนต่างๆแล้วก็เรียกว่าใช้ไม่ได้ใช้หลักของธรรมะก็ใช้ไม่ได้สมมุติว่าเหมือนหนึ่งยมบาลเขาจะต่อว่าทำอะไรไม่คุ้มค่าเวลาที่พูดอย่างนี้ก็พอจะเข้าใจกันได้ขอเพียงแต่ท่านทั้งหลายพยายามกระทำให้ได้รับผลดีที่สุดให้คุ้มค่าเวลามาจากที่ไกลกรุงเทพก็มี สุดเหนือสุดอีสานก็มีขอให้คิดดูดีๆเสียเวลาก็มาก เสียเงินก็มาก ล้วนแต่เป็นการลงทุนทั้งนั้นต้องให้ได้รับผลคุ้มค่าเพียงแต่ ปริติปราโมทย์พอใจ

ถ้ามันไม่ได้ผลคุ้มค่าก็เรียกว่ายังน่าสงสารเพราะว่าความเป็นพุทธบริษัทมันไม่ก้าวหน้าหรือเรียกว่ามันตายด้านซ้ำลอยอยู่ในที่เดียวกันทุกปีขอให้คิดดูคำพูดนี้อย่าคิดว่าพูดเล่นไปตามสะดวกข้อที่เป็นห่วงนี้มันมีความหมายมีความสำคัญถึงก็ว่ามันคุ้มกับการเป็นพุทธบริษัทหรือมันไม่คุ้มกับความเป็นพุทธบริษัทหัวข้อแห่งบธรรมเทศนามีว่าอันยะทีปา อันยะสะระนามีตนเป็นที่พึ่งธรรมะทีปา ธรรมะสะระนามีธรรมะเป็นที่พึ่งอนันยะสะระนาอย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอย่างมีสิ่งอื่นเป็นสะระนะเลยใจความสำคัญเดี๋ยวนี้มีธรรมหรือมีตนเป็นที่พึ่งแล้วหรือยังแค่ยังต้องมีสิ่งอื่นหรือผู้อื่นเป็นที่พึ่งมันยังไม่คุ้มกันมันยังมีปัญหายากขึ้นมาบ้างว่าทำไมต้องเอาพระพุทธเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่งมีที่กล่าวไปหยกๆเมื่อพระพุทธเจ้ากล่าวให้มีตนเป็นที่พึ่งมีธรรมะเป็นที่พึ่งอย่ามีสิ่งอื่นเป็นสะระนะเป็นที่พึ่งเลยนี่เราจะมาศึกษาใคร่ครวญเป็นพิเศษในข้อที่จะมีตนเป็นที่พึ่งมีตนเป็นสะระนะได้อย่างไรแล้วจะขอโอกาสบรรยายไปถึงสิ่งที่เรียกว่าพรซึ่งขอกันนักพรนี่วันหนึ่งถูกขอไม่รู้กี่ 10 หนเดี๋ยวคนนั้น

ขอเดี๋ยวคนนี้ขอจะขอทำความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับพรนี้ด้วยกันว่าให้เอาสิ่งที่เรียกว่าพระธรรมเป็นพรเรียกว่าธรรมพรถือโอกาสบรรยายไปในคราวเดียวกันวันนี้ด้วยแต่จะพิจารณากันถึงส่วนที่เกี่ยวกับวิสาขบูชาก่อนเป็นลำดับไป ข้อแรกที่จะต้องขอร้องให้กำหนด จดจำกันเป็นพิเศษก็ว่าขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนๆรู้จักพระพุทธองค์ให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนๆก็หมายความว่าอย่าดูถูกหรือท้าทายท่านทั้งหลายว่ายังไม่รู้จักพระพุทธองค์ถึงที่สุดคือมันรู้น้อยเกินไปไม่รู้เท่าที่ควรจะรู้ยังไม่รู้ส่วนที่รู้เท่ากันมากแล้วอีกหลายๆคนหลายๆอายุ หลายๆวัยก็ยิ่งแตกต่างกันหลายประเภทเดี๋ยวนี้ท่านรู้จักพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นบุคคลท่านมาวันนี้เพราะท่านคิดว่าเป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นบุคคลประสูติที่นั่นเมื่อนั้น ตรัสรู้ที่นั่นเมื่อนั้น ปรินิพพานที่นั่นเมื่อนั้นมันเป็นเรื่องของบุคคลพระพุทธเจ้าอย่างนี้เป็นบุคคลหรือรู้จักแต่พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลมันน้อยไปเพราะพระพุทธเจ้าองค์นั้นตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมต้องเห็นธรรมจึงจะเห็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงดังนั้นจึงมีพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งคือพระพุทธเจ้าที่เป็นพระองค์ธรรม 1พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคล 2พระพุทธเจ้าที่เป็นองค์ธรรมเป็นตัวธรรมไม่ใช่ตัวบุคคลเป็นองค์ธรรมไม่มีประสูติ ไม่มีตรัสรู้ ไม่มีปรินิพพานก็เป็นเพียงธรรม และธรรมชาติและมีอีกองค์หนึ่งเรียกกันว่าพุทธภาวะหรือเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะคือพระพุทธเจ้าที่ยังเป็นเมล็ดพืชที่ยังไม่เป็นต้นเป็นรำแต่ยังเป็นพระพุทธเจ้าชนิดหนึ่งในฐานะที่ยังเป็นเมล็ดพืช

ถ้าไม่มีเมล็ดพืชไม่มีพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นบุคคลพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นเมล็ดพืชทำให้พระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นบุคคลออกมามันเชื่อได้ว่าพืชแห่งความเป็นพระพุทธเจ้ามันมีอยู่ในทุกคนๆพูดอย่างพวกอื่นพูดมันว่ามีได้แม้ในสัตว์เดรัชฉานเขาใช้คำตรงๆที่อาตมาไม่กล้าเอามาใช้มีเมล็ดพืชอยู่ในสัตว์ที่มีชีวิตเมล็ดพืชนั้นถ้าเพราะให้งอกก็คือพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีเมล็ดพืชชนิดนี้อยู่ในบุคคลมันจึงเกิดพระพุทธเจ้าอย่างที่มีบุคคลถ้ามันไม่มีเมล็ดพืชชนิดนี้มันไม่มีอะไรงอกงามมาเป็นบุคคลมันไม่มีอะไรที่จะรู้อริยะสัจ รู้ปะติจะสมุบาท รู้เรื่องนิพพานการที่เมล็ดพืชเบิกบานมันกลายเป็นหน่อเป็นลำออกมานี่เรียกว่ามันเป็นการกระทำให้เกิดพระพุทธเจ้าเป็นองค์บุคคลขึ้นมาจากเมล็ดพืชถ้าไม่มีเมล็ดพืชอยู่ในใจไม่มีใครสักคนรู้อริยะสัจ จะไม่มีใครสักคนรู้ปะติจะสมุบาท จะไม่มีใครสักคนรู้เรื่องธรรมะที่เป็นเครื่องดับทุกข์เพราะมันมีสิ่งนี้อยู่ในใจมันก็เบิกบานออกมาแตกหน่อออกมาเป็นความรู้มันก็ค่อยๆรู้เช่นเราค่อยๆรู้เรื่องอริยะสัจ ค่อยๆรู้เรื่องปติจะสมุบาท ค่อยๆรู้ธรรมะสูงขึ้นมามันก็เป็นเพราะความเบิกบานของเมล็ดพืชที่เป็นพุทธะที่มีอยู่แล้วในทุกคน

แต่คนมันโง่เองมันไม่รู้เมล็ดพืชมีอยู่แล้วในตัวเองมันไม่ได้เพราะมันไม่ได้หว่านมันก็ตายด้านเป็นเมล็ดพืชที่ไม่งอกงามเมล็ดพืชที่เป็นพุทธะที่มีอยู่ในบุคคลมันเกิดเบิกบานออกมานั้นก็เป็นการเกิดแห่งพระพุทธเจ้าในบุคคลนั้นก็เป็นการตรัสรู้แห่งหนึ่งเหมือนกัน

ถ้าไม่มีเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะมันก็ไม่เกิดพระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลในระดับที่เป็นอนุพุทธะเป็นพวกเราทั้งหลายมันจะเกิดเป็นอนุพุทธะรู้ตามพระพุทธเจ้าได้ก็เพราะเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะที่มีอยู่ในจิตใจนั่นแหละมันเบิกบานออกมาเราจึงได้พระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพืชเมล็ดพืชพุทธะภาวะที่ยังเป็นเมล็ดพืชนี่ยังมีโอกาสและมีเหตุผลที่ค่อยๆเบิกบาน ตรัสรู้ สูงสุดออกมาแล้วพระพุทธเจ้าองค์นี้มันอยู่ในเราโว้ยคิดดูให้ดีๆไปอยู่ในนรกมันก็ตามไปเบิกบานได้ไปเป็นสัตว์เดรัชฉานมันก็ตามไปเบิกบานได้หรือว่าไปเป็นเปรตมันก็ตามไปเบิกบานได้พระพุทธเจ้าองค์นี้ตามไปช่วยทุกหนทุกแห่ง

ขอให้ทำให้เบิกบานออกมานี่รวมความว่าท่านยังรู้จักพระพุทธเจ้าน้อยหรือไม่หรือรู้จักแต่พระพุทธเจ้าที่เป็นคนไม่รู้จักองค์ที่เป็นธรรมแล้วยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้าที่เป็นพุทธภาวะหรือเมล็ดพืชที่ยังไม่เบิกบานออกมาหรือเรียกพระองค์เตรียมก็ได้เตรียมที่จะเบิกบานออกมา อย่างน้อยก็เห็นได้ว่ามีตั้ง 3 องค์องค์บุคคล องค์ธรรม องค์เตรียมที่จะเบิกบานออกมาในจิตใจของทุกคน บรรดาท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่รู้จักพระองค์นี้หรือเปล่าถ้าไม่รู้จักก็เป็นหมันแห้งตายโดยไม่ได้เพราะไม่ได้หว่านก็ตายเปล่านี่อาตมาพูดว่าท่านยังรู้จักพระพุทธเจ้าน้อยเกินไปมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงมันเป็นเรื่องดูถูกหรือไม่ดูถูกตามความเป็นจริงในการที่จะช่วยให้ก้าวหน้าวันนี้ท่านมาที่นี่ว่าเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นองค์บุคคลไม่ใช่องค์ธรรมที่เป็นองค์ธรรมไม่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานแต่ทันประสูติตรัสรู้ปรินิพพานอยู่ในตัวอยู่แล้วเป็นอัตโนมัติเป็นนิรันดรตามที่ท่านมาที่นี่ก็มาเพื่อระลึก วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นองค์บุคคลๆคนหนึ่งที่มีอยู่ในโลกเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์นึกถึงบุคคลหนึ่งท่านมาด้วยศรัทธาของอุปาทานหรือท่านมาด้วยศรัทธาของปัญญาตัวหนึ่งของอุปาทานมันหมายมั่นถ้าทายกันด้วยวิชาสิ่งนี้ดับทุกข์ได้อย่างนี้

นี่ศรัทธาของปัญญาท่านมาที่นี่ด้วยศรัทธาชนิดไหนถ้าด้วยศรัทธาของอุปาทานนั่นแหละมันฟ้องอยู่ในตัวว่ารู้จักพระพุทธเจ้าน้อยเกินไปๆหรือพระพุทธเจ้าที่เป็นองค์ธรรมไม่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานแล้วก็รู้จักเมล็ดพืชที่เป็นพุทธภาวะมันจะค่อยๆเบิกบานออกมาหรือไม่ๆปีกลายก็โง่เท่านี้ปีนี้ก็โง่เท่านี้แล้วมันจะเบิกบานตรงไหนเล่าถ้าเห็นว่าพูดรุนแรงมันก็ต้องขอแอภัยไม่รู้จะพูดยังไงมันก็ต้องพูดเพื่อให้ก้าวหน้าในทางศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดามันต้องพูดอย่างนี้แสดงธรรมอันนี้เพื่อส่งเสริมสติปัญญาดับความชั่วส่งเสริมวิริยะความเพียรมันก็ต้องพูดอย่างนี้มันไม่ส่งเสริมสติปัญญาดับความชั่วส่งเสริมวิริยะความเพียรให้ก้าวหน้าในทางแห่งพระพุทธศาสนานั้นอย่าหงุดหงิดอย่าโกรธพอโกรธมันก็มืดไม่ต้องทำอะไรกันไม่รู้จักทำจิตใจให้แจ่มใสรู้จักพระพุทธเจ้าทั้ง 3 ความหมายพระพุทธเจ้าความหมายหนึ่งเป็นบุคคลเกิดอยู่ในประวัติศาสตร์พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเป็นธรรมะไม่ใช่คนไม่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานเป็นนิรันดรอย่างนั้นพระพุทธเจ้าความหมายหนึ่งคือเชื้อที่เป็นพุทธที่มีความหมายแล้วในบุคคลที่เราใส่กระบอกเก็บไว้ไม่ให้เน่าเสียจะเพราะปลูกเมื่อไรยังไม่รู้ขอให้จัดการเถิดเพราะปลูกให้มันเป็นต้นออกมาจะได้มีพระพุทธเจ้าพระองค์คนเกิดขึ้นในอัตตะภาพนี้ถ้าพระพุทธเจ้าองค์คนมาแล้วไม่ต้องสงสัยพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมก็มีมาเองเพราะว่าความเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์คนเป็นได้เพราะมีธรรมะๆพระพุทธเจ้าใน 3 ความหมายมีอยู่อย่างนี้จะพูดถึงเด็กๆกันสักหน่อยน่าสงสารเด็กๆก็มากันหลายคนจะวิจารณ์เรื่องนี้เพื่อแระโยชน์กับเด็กๆเด็กๆอาจเข้าใจผิดเมื่อเราพูดพระพุทธเจ้าประสูติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้านิพพานพูดอย่างนี้เด็กๆไม่รู้อะไรเขามีความซื่อหรือมีความเซ่อยังไม่รู้อะไรเชื่อตามคำพูดว่าพระพุทธเจ้าประสูติ

นี่หมายความว่าเป็นพระพุทธเจ้าตั้งแต่ในท้องพระพุทธเจ้าเลยประสูติมันเข้าใจอย่างนี้ก็ได้พระพุทธเจ้าตรัสรู้บ้าเลยเป็นพระพุทธเจ้าแล้วยังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไรทำไมพระพุทธเจ้าไม่ตรัสรู้แล้วจึงจะเป็นพระพุทธเจ้า นี่พระพุทธเจ้านิพพานยิ่งแล้วใหญ่เลยพระพุทธเจ้าองค์จริงไม่นิพพานอยู่ตลอดนิรันดรพระพุทธเจ้าตายไม่ได้สังขารร่างกายของท่านนิพพานหรือตายได้นี่ก็น่าสงสารลูกเด็กๆเมื่อคนแก่ๆพูดให้ฟังเมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ นิพพานต้องช่วยกันทำความเข้าใจให้รู้จักชัดเจนว่าพูดอย่างนั้นหมายความว่าอะไรต้องหมายความว่าคนยังไม่เป้นพระพุทธเจ้าแต่จะเป็นพระพุทธเจ้าเกิดออกมาและไม่เท่าไรก็ได้ตรัสรู้และไม่เท่าไรสังขารของท่านก็จะแตกดับไปต้องพูดอย่างนี้เขาก็เข้าใจอย่างยิ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานเราพูดกันเป็นภาษาคนมันมากเกินไปจนเข้าใจภาษาธรรมไม่ได้จะต้องวินิจฉัยกันให้ละเอียดมันเกี่ยวกับคำพูด

ถ้าพูดว่าพระพุทธเจ้าประสูติๆคำว่าประสูติหมายว่าประสูติจากท้องมารดาจึงจะเรียกว่าประสูติตอนนั้นยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าจะเรียกพระพุทธเจ้าประสูติอย่างไรเมื่อมันเป็นคนอายูมากพอสมควรแล้วได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าการตรัสรู้ก็ไม่เรียกว่าประสูติแต่ตัวหนังสือในภาษาบาลีเรียกว่าอุปะบัดติหรืออุปัดติคำว่าอุปัตติแปลว่าอุบัติขึ้นมาพระพุทธเจ้าแท้จริงไม่มีการประสูติแต่อุบัติขึ้นมาในโลกด้วยการตรัสรู้อุบัติแปลว่าเกิดก็ได้

แต่ไม่ได้เกิดจากท้องแม่เกิดขึ้นโดยความเหมาะสมเกิดภาวะอันใหม่ขึ้นมานั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยการประสูติแต่เป็นพระพุทธเจ้าโดยการอุบัติขึ้นมาทำความเข้าใจการประสูติว่าทารกคนหนึ่งได้เติบโตเป็นพระพุทธเจ้าโดยการประสูติขึ้นมาและไม่เท่าไรเขาก็มีการอุบัติขึ้นมาทางจิตใจกลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นตอนนี้เป็นการเกิดของพระพุทธเจ้าแท้จริงไม่ใช่การเกิดจากท้องมารดานิพพานๆนั้นเป็นคำประหลาดที่เอามาใช้อย่างผิดๆผิดไม่รู้ยังไงแปลว่าตายซะท้าทายว่าเปิดพระไตรปิฎกดูทุกหน้าๆที่ไหนมีคำว่านิพพานแล้วมีแปลว่าตายไม่มีนิพพานแปลว่าสิ้นกิเลสดับเย็นคนไม่ต้องตายนิพพานนั้นกิเลสตายได้คนไม่ต้องตายมันแปลว่าเย็นนิพพานแปลว่าธาตุตามธรรมชาติมีอยู่2อย่างนี้เป้าหมายในจักรวาลนี้ใครถึงเข้าคนนั้นเรียกว่านิพพานแล้วก็ไม่ต้องตายมีแต่เย็นคือหมดไฟหมดกิเลสพระพุทธเจ้าท่านก็พระสิทธัตถะตรัสรู้แล้วไม่ตายนิพพานไม่ได้แปลว่าตายปัญหามันมีภาษาบาลีมันก็สับสนมองดูว่าจะจับเค้าเงื่อนได้เหมือนกันถ้าจะใช้ถึงความตายของร่างกายใช้ปรินิพพานเช่นพระเจ้าตรัสไว้เองว่าปรินิพพานจะมี 3 เดือนต่อไปนี้คือวันที่ปรงอายุสังขารท่านตรัสว่าปรินิพพานจะมี 3 เดือน

แต่นี้ไม่ได้คำว่านิพพานเฉยๆบาลีที่อื่นปรินิพพานก็ไม่ได้แปลว่าตายอีกๆเช่นบาลีว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ปรินิพุทโตโสภัควาปรินิพานายะธัมมังเสติตายแล้วเทศได้พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วทรงบอกคนเรื่องปรินิพพานเป็นธรรมทั้งหลายเพื่อปรินิพพาน ปรินิพพานอย่างนี้ก็ไม่ได้แปลว่าตายระดับเย็นขึ้นไปเหมือนกันนี่ขอให้เข้าใจว่าในพระไตรปิฎกภาษาบาลีมันยุ่งเหมือนกันทีนี้อธิบายความหมายอย่างหนึ่งเป็นคำๆเดียวกันแต่วาสรุปได้นิพพานไม่ได้แปลว่าตายเป็นระดับเย็น คำว่าปรินิพพานมีอยู่ 2 ความหมายชาวบ้านอาจจะหมายถึงตาย ตายคือดับขัน

แต่มีคำที่กล่าวไว้ว่าปรินิพพานแล้วแสดงธรรมเพื่อปรินิพพานเพื่อทำให้คนอื่นปรินิพพานตามแสดงธรรมเรื่องปรินิพพาน ปรินิพพานนี้ก็เป็นเรื่องดับทุกข์ดับกิเลสขอพูดเป็นส่วนตัวว่าเรื่องตัวหนังสือถือเอาเป็นประมาณนักเอาความหมายของคำนั้นเป็นหลักตัวหนังสือมันรวนเรทีนี้แหละเราต้องสงสารลูกเด็กๆเพราะเขาได้ยินพระพุทธเจ้าประสูตินี่เป็นพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ในท้องพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระพุทธเจ้าไม่ตรัสรู้สึกทีเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร แล้วพระพุทธเจ้านิพพานพระพุทธเจ้าก็ตายเป็นที่เด็กๆเข้าใจครูในโรงเรียนก็สอนผิดๆไม่ใช่ดูถูกโรงเรียนดูถูกครูแต่ในโรงเรียนมันสอนผิดๆนิพพานแปลว่าตายของพระอรหันต์มันสอนผิดๆถึงขนาดนี้พระอรหันต์นั้นไม่ตายขอให้จำไว้อาตมาขอยืนยันพระอรหันต์นั้นตายไม่ได้เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งแต่ร่างกายตายได้เหมือนพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมมาเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่รู้จักตายธรรมะที่ทำความเป็นพระอรหันต์ก็ไม่รู้จักตายมันตายที่ร่างกายช่วยอธิบายให้ลูกเด็กๆเข้าใจเรื่องเหล่านี้ที่มันกำกวมพูดอธิบายได้อย่างนั้นอย่างนี้ให้ลูกเด็กๆเข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่ 3ความหมายเป็นอย่างบุคคลอย่างนี้เกิดในอินเดีย บิดาชื่อสุทโธทะนะมารดาชื่อสิริมายาเกิดที่ตรงนั้นเกิดที่ตรงนี้โตขึ้นมาอย่างนี้นี่เป็นบุคคลแต่แล้วพระพุทธเจ้าบอกผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นปติจะสมุบาทผู้นั้นเห็นธรรมหมายว่าตัวธรรมเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงสิ่งใดทำให้ท่านเห็นปติจะสมุบาทสิ่งใดที่แสดงให้เห็นปติจะสมุบาทที่นั่นมีพระพุทธเจ้านี่พระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมองค์นี้ไม่ได้เป็นลูกใครหลานใครเพราะมันไม่ได้มีเนื้อหนังเหมือนคนเป็นองค์ธรรมตามธรรมชาติเป็นนิรันดรนี่พระองค์ธรรมองค์นี้เป็นที่พึ่งได้อยู่กับเราตลอดเวลาได้จริงถ้าท่านยังไม่รู้จักอาตมาก็จะประณามว่าท่านทั้งหลายยังรู้จักพระพุทธเจ้าน้อยเกินไปไม่รู้จักพระองค์จริงในความหมายที่ 3 ก็ว่าพุทธภาวะเชื้อแห่งพระองค์ที่ยังไม่เป็นพระองค์จริงที่ยังไม่เบิกบานยังไม่ตรัสรู้อยู่ในใจเพราะเตรียมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์เตรียมทุกคนมีใครไม่เห็นทุกคนมีพระพุทธเจ้าองค์เตรียมให้มีการเพราะหว่านกันให้ดีลดน้ำงอกงามออกมาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมพระองค์คนก่อนก็ได้แล้วเป็นพระองค์ธรรมนี่แหละคือพระพุทธเจ้าใน 3ความหมาย

ถ้าเรามาจากกรุงเทพขอให้รู้พระพุทธ๔เจ้าใน 3 ความหมายมาจากภาคเหนือ ภาคอีสานขอให้รู้จักพระพุทธเจ้าใน 3 ความหมายและคุ้มค่าเสียเวลาเสียเงินเหน็ดเหนื่อยนี้เราไปรู้จักพระพุทธเจ้าหรือพระองค์ให้มากกว่าแต่เก่าเถิดเท่าที่มีอยู่มันน้อยไปแล้วเป็นพระพุทธเจ้าของอุปาทานเสียมากกว่าอุปาทานที่ทำให้เกิดศรัทธายึดมั่นถือมั่นถ้ามันมีมากก็แขวนพระพุทธเจ้าเต็มคอเห็นไหมบางคนแขวนพระพุทธเจ้าเต็มคอคอจะหักคิดว่านั่นเป็นพระพุทธเจ้านี่ศรัทธาด้วยอุปาทานมันเป็นอย่างนี้ศรัทธาด้วยปัญญาไม่ต้องเป็นอย่างนี้พระพุทธเจ้าองค์ที่เราต้องเอาใจใส่เป็นเศษคือพระองค์เตรียมๆอยู่ในจิตใจของเราคือพร้อมที่จะออกเป็นพระพุทธเจ้าจะมีค่าที่สุดสำคัญที่สุดเราจะตกทุกได้ยากพระพุทธเจ้าพระองค์เตรียมช่วยเราได้ไปช่วยสัตว์ในนรกก็ได้ไปดูรูปปติจะสมุบาทบนตึกเขียนภาพแบ่งมนุษย์ เปรต อสูรกาย เดรัชฉานแบ่งเป็นโลกๆๆไปในแต่ละโลกมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งประจำอยู่ด้วยเหมือนในโลกสัตว์อันต่ำทราม

นี่พระพุทธเจ้าคอยช่วยคือองค์ที่ออกมาจากเมล็ดพืชพระองค์เตรียมถ้าสัตว์นรกมันนึกขึ้นมาได้มันไม่อยากทำบาปกรรมอีกต่อไปมันก็ช่วยได้นี่พูดถึงสัตว์เดรัชฉานอธิบายยาก สัตว์เดรัชฉานมันอยากจะพ้นทุกข์เหมือนกันนี่ก็ต้องแปลว่าเชื้อหรือพืชยังมีเหมือนกันทำให้สัตว์เดรัชฉานอยากจะดับทุกข์ในต้นไม้ก็เหมือนกันต้นไม้ทุกต้นมันอยากจะรอดด้วยอำนาจของอะไรด้วยอำนาจของสติปัญญาที่อยู่ในระดับต่ำสุดเมล็ดพืชแห่งพุทธภาวะคือเมล็ดพืชที่มันจะเบิกบานออกมาเพื่อความพ้นทุกข์มันจะมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ถ้าพูดอย่างนี้มันก็ไปตรงกับพวกมหาญาณเขาพูดและผู้พูดก็ถูกด่าว่านี่เป็นมหาญาณเอามหาญาณมาสอนไม่ต้องตั้งปัญหาอย่างนั้นเมื่อรู้อย่างนี้เมื่อเห็นอย่างนี้มันมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ถ้าว่ามันมีประโยชน์ก็เอาเถิดเมล็ดพืชนั้นมันจะได้รับการเพาะหว่านออกมารวดเร็วไม่ตายด้านไม่นั้นพืชมันจะตายด้านอยู่ที่นั่นไม่มีวันออกมาเรามีเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะซ่อนเร้นอย่างไม่รู้สึกถ้ามันไม่มีเมล็ดพืชซ่อนเร้นอยู่มันรู้ธรรมะไม่ได้ข้อที่เรารู้ธรรมะยิ่งๆขึ้นไปเพราะเมล็ดพืชมันค่อยๆงอกงามส่วนพระพุทธเจ้าที่เป็นเมล็ดพืชมันจะค่อยๆช่วยไปตามขั้นตอนคนเจ็บระลึกถึงพระพุทธเจ้าองค์นี้ก็หายเจ็บคนจนคิดนึกให้ถูกถึงพระเจ้าองค์นี้ความยากจนก็จะไม่เบียดเบียนอะไรนักบางคนโชคร้ายมันเชื่อพรมลิขิตอย่างเดียวมันเชื่อกันบ้างพระพุทธเจ้าองค์นี้ก็จะช่วยได้เหมือนกันแล้วมันมากเป็นคนหลง

ถ้ามันมีพระพุทธเจ้าองค์นี้งอกงามมันก็หายหลงวัตตะสงสารของมันก็ยาวจนนับไม่ไหวถ้ารู้จักพระพุทธเจ้าพระองค์นี้กันเสียโดยเร็วเพาะหว่านกันเสียโดยเร็ววัตตะสงสารมันจะสั้นเข้ามันจะมีความสิ้นสุดแห่งวัตตะสงสารได้ในเวลาอันสั้นนี่เรื่องพระพุทธเจ้าที่ยังรู้จักกันน้อยเกินไปจริงหรือไม่จริงลองใคร่ครวญกันตามที่อาตมาพูดในการที่ท่านจะพูดว่าท่านทั้งหลายรู้จักพระพุทธองค์น้อยเกินไปมาที่นี่ทุกปีขอให้รู้จักพระพุทธเจ้าพระองค์จริงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเถิดนี่ความประสงค์อันมุ่งหมายของอาตมาแต่ความมุ่งหมายของท่านที่มาร่วมพิธีวิสาขบูชาเป็นอย่างไรมาเอาบุญเรื่องบุญระวังให้ดีมันไม่ได้ดับทุกข์ความรู้มันดับทุกข์ธรรมะจะดับทุกข์แล้วก็เมาไม่ได้บ้าไม่ได้บุญบ้าก็ได้เมาก็ได้ระวังให้ดีเป็นอันว่าเรามารู้จักพระพุทธเจ้ากันทุกความหมายแล้วก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์จริงช่วยได้นั้นคือพระองค์ธรรม พระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมทำให้เกิดพระพุทธเจ้าพระองค์คนมีอยู่นิรันดรพุทธภาวะที่เป็นเมล็ดพืชทำให้เป็นพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าที่มีนามว่าสิทธัตถะเมล็ดพืชของท่านถึงกับเบิกบานก็ตรัสรู้พระองค์ธรรม พระองค์ธรรมก็ช่วยให้เป็นพระพุทธเจ้าในพระองค์คนขึ้นมาจะรอดตัวได้เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมทำให้เมล็ดพืชที่เพาะหว่านงอกออกมาเป็นพระองค์คนใช้การใช้งานอะไรได้ปฏิบัติได้สอนได้

ทีนี้จะมาถึงเรื่องหนึ่งที่เราพูดกันทุกปีวันวิสาขะทีหนึ่งเราก็พูดกันเรื่องหนึ่งไม่เป็นประจักษ์หลักฐานทุกปีปีนี้จะพูดถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมที่ใช้เป็นพรพระพุทธพร พระธรรมพร พระพุทธเจ้าขอให้เรารู้จักพรแล้วเราจะมีตนเองเป็นที่พึ่งมีตนเองเป็นสะระนะไม่ต้องมีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งไม่ต้องมีสิ่งอื่นเป็นสะระนะพรนี่แปลว่าประเสริฐในความหมายที่พิเศษสิ่งที่เรียกว่าพรต้องประเสริฐจริงช่วยดับทุกข์ได้จริงแล้วทุกคนก็ได้ยินคำนี้พูดกันมาตั้งแต่อ้อนผู้ใหญ่ก็ให้พรจนลูกเด็กๆติดใจในคำว่าพรยึดมั่นในคำว่าพรคนแก่ให้พรแล้วก็สบายใจเต้นแล้งเต้นกาจึงรู้จักสิ่งที่เรียกว่าพรกันในลักษณะอย่างนี้แล้วก็ต้องการไม่มีที่สิ้นสุด

นี่คือปัญหาที่ต้องนำมาพูดกันคนขอพรกับอาตมาวันหนึ่งเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10 รายมาไหว้และขอพรน้อยคนที่จะไม่ขอพรอาตมาก็บอกพรที่คุณอยากจะได้พรที่ขอแล้วให้มันมากมายจนไม่มีโกดังจะใส่แล้วใช่ไหมดูคล้ายๆกับมันนึกได้มันจึงนิ่งไปจะเอาไปไหนกันอีกไม่มีโกดังจะใส่จะเอาไปไหนกันอีกพรอย่างนั้นหรือบางทีมันก็ล้นโกดังตั้งปัญหาถามตัวเองว่าพรอย่างนี้มันดับทุกข์ได้ไหมหรือมีเพียงว่าให้สบายใจได้พักหนึ่งมันดับทุกข์โดย

แม้จริงไม่ได้พรอันแท้จริงไหนจะดับทุกข์ได้ไม่เอาเขาบอกว่าธรรมพรเอาธรรมะเป็นพรแสดงว่าไม่รู้ไม่อยากจะได้อยากจะได้แต่พรที่จะมาขอนี่เรียกว่าพรที่ใช้ได้ไม่ต้องการและไม่ต้องการจะขอบางคนมักง่ายกว่านั้นอีกช่วยเป่ากระหม่อมทีรดน้ำมนต์ทีที่นี่ไม่มีโว้ยมีแต่พระเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้ารดก็ได้เป่าหัวป่วยการมันช่วยอะไรไม่ได้เราเป่าหัวไม่เป็นเพราะเราไม่เชื่อเราไม่เรียนไม่เป็นคนโง่เป่าหัวให้คุณไม่ได้มันเลยโกรธนี่เพราะมันยึดมั่นถือมั่นสิ่งที่เรียกว่าพรกันมากเกินไปเป็นพรชนิดที่เต็มโกดังแล้วยังดับทุกข์ไม่ได้พรที่ดับทุกข์ได้ไม่สนใจใครที่นั่งที่นี่คนไหนเป็นอย่างนี้ก็เอาไปคิดเองพูดไม่ต้องเกรงใจว่าพรชนิดนั้นมันเฟ้อเป็นน้ำชาล้นถ้วยอย่าเอาเลยเอาพรที่มันดับทุกข์ได้นี่

หน้าที่ 2 – พุทธพร
เราเรียกเสียใหม่ว่าพุทธพร หรือธรรมพรพรของพระพุทธเจ้า พรที่เป็นพระธรรมถ้าไม่เรียกอย่างนี้ก็ไม่รู้จะเรียกอะไรเรียกให้ถูกต้องมันก็ต้องเรียกอย่างนี้เรียกธรรมพร พุทธพรไอ้เรื่องรดน้ำมนต์เป่าหัวมันทำมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยครั้งมันก็ไม่เห็นดีขึ้นลองเปลี่ยนพรกันเสียบ้างเปลี่ยนมาเป็นพุทธพร ธรรมพรอย่างนี้เพื่อจะดีขึ้นจะมีผลดีจริงเกิดขึ้นจนดับทุกข์ได้เดี๋ยวนี่มันบ้าจนไม่รู้ว่าความชั่วอยู่ในความบ้าดี บ้าดีจนไม่รู้จักความชั่วมันมีอยู่ในความบ้าดี มันบ้าโชคชะตาราศี น้ำมน บ้าพรจนไม่รู้ว่าความชั่วมันมีอยู่ในความบ้าดีมีบ้าดีที่ไหนมีความชั่วที่นั่นน่าสงสารเด็กๆมันรู้จักแต่พรที่คนแก่ให้มันก็เพิ่มความโง่มันคิดอะไรไม่ออกมันก็ขอแต่พรมันก็ช่วยไม่ได้มันง่ายเกินไปเพียงออกปากคำเดียวก็ได้ทีนี้มันสบายใจไปพักหนึ่งใครให้พร

อาตมาก็เคยเป็นมาแล้วมันก็ได้รับพรมาแล้วแต่มันดับทุกข์ไม่ได้มันต้องมาพูดกันใหม่เด็กๆจะพรที่แท้จริงรู้จักธรรมพร พุทธพรของพระเจ้าถ้าว่ามันเป็นไปได้สูงสุดมันก็จะพ้นกิเลสพ้นความทุกข์เป็นพระอรหันต์ถ้าว่ามีพุทธพร ธรรมพรที่แท้จริงไม่เพียงจะดับทุกข์ตามบ้านเรือนมันจะดับทุกข์จนถึงเราได้เป็นพระอรหันต์มันมีประโยคหนึ่งน่าสนใจที่พระพุทธเจ้าตรัสได้อาศัยเราเป็นกัลยานะมิตรแล้วสัตว์ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเกิดและความแก่ ความเจ็บ ความตายนี่เพราะอาศัยเราเป็นกัลยานะมิตรนี่พระพุทธพรสูงสุดเลยมีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยานะมิตรเอากันว่าเรามารู้จักเรื่องทุกข์เรื่องดับทุกข์ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ปฏิบัติได้ตามสมควรมันก็มีพรของพระพุทธเจ้าแล้วมีธรรมพรหรือพรของพระธรรมแล้ว

ขอย้ำว่าพระพุทธเจ้าพระองค์จริงเป็นสิ่งที่เรียกว่าธรรมผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมอย่าลืมข้อนี้พระพุทธเจ้าพระองค์จริงคือตัวพระธรรมเมื่อเห็นพระธรรมจึงเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริงเรามาเห็นพระธรรมกันให้ถึงที่สุดที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคนถามว่ามารรู้จักพระธรรมให้ถึงที่สุดจะดีไหมแล้วเราจะมีพระพุทธเจ้าพรองค์จริงเป็นกัลยานะมิตรแล้ว

อย่างน้อยเรายังมีธรรมพรของธรรมะพรถ้าได้มาจะว่า ธรรมะคืออะไรเห็นธรรมะแล้วเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริงธรรมะคืออะไรคำแรกก็ว่าธรรมะคือสิ่งที่พระพุทธจ้าทุกพระองค์ทรงเคารพๆพระพุทธเจ้าองค์คนที่ชื่อสิทธัตถะนั่นเคารพพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมที่ไม่มีชื่อ ไม่มีเกิด ไม่มีดับ ไม่มีปรินิพพานพระพุทธเจ้าพระองค์คนมีกี่องค์ก็แล้วแต่ล้วนเคารพพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมเลยกล่าวได้ว่าพระพุทธเจ้าสิทธัตถะเคารพพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมนิรันดรแปลว่าธรรมคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเคารพข้อต่อไปธรรมะคือหน้าที่ๆถูกต้องแก่ความรอด หน้าที่ที่ปฏิบัติแล้วถูกต้องทั้งทางกายทางจิตตลอดชีวิตธรรมะคือหน้าที่ๆไม่ใช่เพียงคำสั่งสอนเฉยๆมันสั่งสอนถึงหน้าที่ธรรมะแปลว่าหน้าที่ปฏิบัติแล้วเกิดความรอดทั้งหมดเลยนี่ธรรมะคือหน้าที่ที่ช่วยให้รอดเอาข้อถัดไปธรรมะคือสิ่งที่ทำบุคคลให้เป็นพระพุทธเจ้า

เจ้าชายสิทธัตถะอาศัยพระองค์ธรรมนิรันดรทำให้เป็นพระพุทธเจ้าคนอื่นก็เหมือนกันใช้พระองค์ธรรมทำให้เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้เป็นอุบาสกอุบาสิกาก็ได้ธรรมะคือสิ่งที่ทำให้เป็นพุทธะบุคคลระดับไหนก็ตามทำได้เพราะมีธรรมะข้อต่อไปธรรมะคือสิ่งคู่ชีวิตไม่มีธรรมะก็ตายหมายความว่าไม่มีธรรมะไม่มีหน้าที่มันก็ตาย แขน ขา มือ ตีน ไม่ทำหน้าที่มันก็ตายตับ ไต ปอดไม่ทำหน้าที่มันก็ตายเซลล์ทุกๆเซลล์ไม่ทำหน้าที่มันก็ตายธรรมะคือหน้าที่สิ่งที่เป็นคู่ชีวิต

คู่ชีวิตที่เป็นสามีมันแยกกันอยู่ 3 ปีมันไม่ตายแต่ถ้าธรรมะคู่ชีวิตแยกกัน 2 นาทีก็ตายเพราะฉะนั้นถือเป็นตัวชีวิตเลยก็ได้ถ้าเป็นคู่ชีวิตมันก็ห่างไปอีกไม่มีธรรมะมันก็คือตาย ธรรมะคือธรรมธาตุ ธาตุตามธรรมชาติที่เรียกว่าธรรมะมีอยู่ทั่วไปในจักรวาลไม่มีที่ไหนไม่มีธรรมธาตุทุกแห่งมีธรรมธาตุธาตุแห่งธรรมะในสากลจักรวาลหาง่ายยิ่งกว่าสิ่งใดในคนก็มี

นอกคนก็มี ที่ไหนก็มีธรรมธาตุแต่คนมันไม่รู้จัก เหมือนได้มันไม่รู้จักพลอยมันสู้ข้าวสารเม็ดหนึ่งก็ไม่ได้ทีนี้พูดกันในแง่ของประโยชน์ธรรมะคือสิ่งที่ทรงผู้มีธรรมะไม่ให้ตกไปในความทุกข์ ธรรมะจะช่วยจับเราไว้ไม่ให้ตกไปในสิ่งที่เป็นทุกข์ธรรมะในความหมายลึกไปกว่านั้นธรรมะคือพระพุทธเจ้าองค์ธรรมะ พระพุทธเจ้าที่เป็นธรรมะเรียกว่าธรรมพูดแล้วว่าเป็นนิรันดร พระพุทธเจ้าที่เป็นองค์ธรรมไม่ประสูติ ไม่ตรัสรู้ ไม่ปรินิพพานอะไรทั้งนั้นเขาเรียกว่าธรรมเหมือนกันเป็นธรรมในความหมายที่หลักไปอีกพระพุทธเจ้าที่เป็นองค์ธรรมคือธรรมะทีนี้พูดในเรื่องธรรมชาติ ธรรมะคือเรื่องธรรมชาติในความหมายที่ 3 นี่ธรรมชาติมี 4 ความหมาย ตัวธรรมชาติก็เรียกว่าธรรมะ กฎธรรมชาติก็เรียกว่าธรรมะ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติก็เรียกว่าธรรมะ ผลที่ได้จากการปฏิบัติธรรมะก็เรียกว่าธรรมะมันมีอยู่ 4 ความหมายด้วยกันความหมายที่ 3คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะแท้จริงจะเป็นธรรมะที่ต้องรู้จักต้องมี ต้องปฏิบัติแล้วก็ใช้คำว่าธรรมชาติในความหมายที่ 3ของธรรมชาติทั้ง 4 ความหมาย ธรรมชาติความหมายที่ 3คือตัวธรรมะทีนี้สรุป ธรรมะโดยพยัญชนะโดยคำพูดหรือตัวหนังสือธรรมะคือสิ่งที่ทรงตัวเอง สิ่งที่มีธรรมะทรงตัวมันเองธรรมะมีอยู่ได้โดยตัวมันเองตามกฎของธรรมชาติเป็นธรรมชาติเข้าใจยากธรรมะทรงตัวมันเองอยู่ได้แล้วทรงตัวสิ่งที่มีธรรมะ

อย่าว่าแต่คนแม้แต่สัตว์เดรัชฉานตัวไหนปฏิบัติถูกต้องตามกฎธรรมะมันก็ไม่ตายเอาต้นไม้เหล่านี้ต้นไหนมันทำตามกฎของธรรมชาติมันไม่ตายลองต้นไม้ต้นไหนบ้าบอผิดกฎมันก็ตาย นั้นธรรมะมันทรงตัวมันเองด้วยโดยตัวหนังสือโดยพยัญชนะทีนี้โดยอัตถะโดยความหมายธรรมะคือหกน้าที่แห่งความรอดที่มีชีวิตในทุกความหมายชีวิตทุกชนิดมันต้องมีความรอดพอไม่มีชีวิตมันก็ไม่มีความรอดพอไม่มีความรอดมันก็ไม่มีชีวิตซึ่งชีวิตมันอยู่ได้ด้วยความรอดธรรมะคือหน้าที่แห่งความรอดนี้โดยอัตถะ

โดยความหมายของคำๆนี้โดยตัวหนังสือก็ทรงตัวมันเองทรงธรรมะความรอดของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดสรุปความธรรมะโดยหน้าที่ช่วยให้ผู้มีธรรมะไม่มีทุกข์ทุกบทบาท ทุกขั้นตอน ทุกระยะของชีวิตเด็กๆถ้ามันมีธรรมะมันเรียนหนังสือสนุก พอมันไปทำงานสนุกไม่มีความทุกข์ ทำงานได้มาเก็บเงินมาไว้ใช้ถ้ามันมีธรรมะไม่มีความทุกข์ ชาวไร่ชาวนา

ถ้ามีธรรมะทำงานสนุก พ่อค้ามีธรรมะค้าขายสนุก ข้าราชการมีธรรมะ กรรมกรมีธรรมะก็ทำหน้าที่สนุกขอทานมีธรรมะก็ขอทานสนุกสรุปความว่าธรรมะเป็นหน้าที่คือช่วยสิ่งมีชีวิตไม่ให้เป็นทุกข์ธรรมะเป็นพรได้ไหมๆ ธรรมะเป็นพระเจ้าช่วยได้ไหมธรรมะเป็นพรที่พระเจ้าช่วยได้ไหม ธรรมะคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเคารพธรรมะคือหน้าที่ที่ช่วยให้เกิดความรอดทั้งทางกายทางจิตตลอดชีวิตเป็นพระพุทธเจ้า เป็นสาวกเป็นอุบาสกเป็นอุบาสิกาที่ดี ธรรมะเป็นคู่ชีวิตพรากจากกันไม่กี่ทีตายธรรมะคือธรรมชาติหายใจธรรมะเข้าออกๆมันก็ไม่รู้จักมันโง่ที่ไม่รู้จักธรรมะและความหมายอย่างนี้ธรรมะจะไม่ส่งผู้ที่ทรงธรรมให้ตกลงไปในสภาพชนิดไหน

ธรรมะคือพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมเป็นนิรันดรธรรมะคือธรรมชาติในความหมายที่ 3 โดยธรรมชาติ 4 ความหมายธรรมะคือพยัญชนะคือสิ่งที่ทรงตัวเองและทรงธรรมะ ธรรมะเป็นอัตถะเพื่อความคือหน้าที่เพื่อความรอดของสิ่งมีชีวิตสรุปแล้วธรรมะคือหน้าที่ๆช่วยคนให้ไม่ต้องมีความทุกข์มันจะยากจนเข็ญใจเท่าไรถ้ามันมีธรรมะมันไม่มีความทุกข์เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายกาจมันก็ไม่มีความทุกข์ถ้ามันมีธรรมะแล้วมันจะสามารถขับความทุกข์ออกไปบางสิ่งก็ทำได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์นั้นขอจำกันไว้ให้ดีไปบอกลูกบอกหลานว่าถ้ามีธรรมะตั้งแต่เกิดจนตายก็จะไม่มีทุกข์ตั้งแต่เกิดจนตาย

เอาทีนี้ก็อยากจะพูดเลยไปถึงธรรมะกับพระพุทธเจ้าเพราะธรรมะคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพเมื่อลูกหลานผ่าเหล่ามันไม่เคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพทั้งที่มันเรียกตัวเองว่าลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้ามันลูกศิษย์ไม่มีความหมายถ้ามันเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าที่แท้จริงมันต้องเคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพขอให้มองเห็นชัดๆขอให้เคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพสิ่งนั้นคือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ของพระพุทธเจ้า หน้าที่ของท่านคือช่วยคนทั้งโลกสามารถช่วยตัวเองฟังดูให้ดีๆพระพุทธเจ้าสามารถช่วยคนทั้งโลกให้เป็นคนดีแต่ยายบ้าตาบ้าที่ไหนมันจะให้พระพุทธเจ้าช่วยอย่างเดียวมันไม่ช่วยตัวเองแต่พระพุทธเจ้าท่านมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ทุกคนช่วยตัวเองธรรมะทีปา ธรรมะสะระนามีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่พึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้พูดว่ามีฉันเป็นที่พึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่ามีตนเองเป็นที่พึ่งมีธรรมะเป็นที่พึ่งคุ้มสุดคือสามารถทำให้ทุกคนช่วยตัวเองนั่นแหละพระคุณของพระพุทธเจ้าหน้าที่ของพระพุทธเจ้าคือช่วยให้ทุกคนสามารถช่วยตัวเองได้เราศึกษาธรรมะแล้วมาปฏิบัติแล้วธรรมะจะช่วยเราได้นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา

ถ้าเป็นศาสนาอื่นเขาให้พรมช่วย ให้ผีช่วยแต่พระเจ้าบอกว่าตัวเองช่วยตัวเองธรรมะเองธรรมะมันก็ช่วยเพราะปฏิบัติธรรมะนี่พระพุทธศาสนาต่างกับศาสนาอื่นอย่างนี้พระพุทธเจ้าทำงานครบวงจรวันละคืนๆ 14 ชั่วโมงท่านทำงานครบวงจรเป็นคำพูดที่มีเหตุผลเชื่อได้ยิ่งศึกษายิ่งเชื่อได้ว่าตั้งต้นว่าหัวรุ่งก่อนสว่างก่อนหัวรุ่งพลับเพลาพลับเพลินส่องไปทั่วจักรวาลสัตว์ตัวไหนมันควรจะไปช่วยในวันนี้ตัวไหนสมควรตัวไหนไม่สมควรที่จะไปช่วยในวันนี้ท่านนึกไว้ตั้งแต่ไม่สว่างพอสว่างมันก็ไปช่วยให้สำเร็จบิณทบาทจะกลายไปช่วยไปฉันที่นั่นไปฉันที่นี่ไปช่วยคนนั้นแม้จะเป็นมิจฉาทิฐิกลับตัวได้สว่างขึ้นมาท่านก็ไปช่วยจนเที่ยงจนสายตอนบ่ายท่านก็ต้องแสดงธรรมให้ประชาชนที่ไปที่วัดจนค่ำ พลบค่ำก็สอนภิกขุที่มีอยู่ในวัดอัตถะรัตเตเพตะนังสอนเทวดาแก้ปัญหาเทวดาเทวดาที่เป็นราชามหากษัตริย์ก็ดี

เทวดาที่มาจากเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ก็ดีล้วนมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเวลาเที่ยงคืนทั้งนั้นสักเที่ยงคืนรับเทวดาเลยเที่ยงคืนนิดหน่อยเดี๋ยวก็จะสว่างมาดูว่าพรุ่งนี้จะไปช่วยใครท่าทำงานครบวงจรวันละ24ชั่วโมงพวกเราทำงานอย่างนี้วันละ 8ชั่วโมงแล้วคนที่เรียกว่าลูกศิษย์พระพุทธเจ้ามันยังไม่ทันตามพระพุทธเจ้าคล้ายๆบูชาหน้าที่เคารพหน้าที่เหมือนพระพุทธเจ้าเอาเมื่อท่านอยู่เมืองนี้สมควรแก่เวลาที่ต้องย้ายไปพระพุทธเจ้าไม่มีรถยนต์เดี๋ยวนี้บางองค์มีตั้งหลายคันไม่มีรถยนต์เสร็จแล้วก็ไม่ยอมนั่งสิ่งที่เทียมด้วยชีวิตไม่นั่งท่านก็ต้องเดิน สอบสวนตามพระบาลีท่านเดินไม่มีรองเท้าไม่มีร่มพวกเรานี่หรูหรามีทั้งรองเท้าและร่มไม่มีพบตรงไหนพระพุทธเจ้ามีรองเท้าพระพุทธเจ้าไม่มีกล้องถ่ายรูป

เดี๋ยวนี้แม่ชีก็มีกล้องถ่ายรูปพระพุทธเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้นึกถึงเมืองจีนเขามีหมอเท้าเปล่าที่ช่วยคนทั่วบ้านทั่วเมืองพระพุทธเจ้าก็อย่างนั้นเท้าเปล่าท่านเดินไปช่วยคนเป็นโยชกท่านเดินได้กระทั่งวันนั้นจะไปนิพพานกลางวันยังเดินอยู่เป็นโยชกๆไม่ใช่เดนไปโรงพยาบาลมันเดินไปหาที่นิพพานไปถึงที่นิพพานเตรียมที่จะนิพพานก็มีนักบวชมาขอให้ช่วยสอนธรรมะพระสงฆ์ทั้งหลายว่ามันเกินไปแล้วมารบกวนกันเวลาอย่างนี่ก็ไล่พระพุทธเจ้าบอกอย่าไล่ก็สอนจนรู้ธรรมะชนิดที่เป็นพระอรหันต์ได้เป็นพระอรหันต์องค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าสอนเองก็เรียกว่าต่อมาไม่กี่นาทีท่านก็ปรินิพพานใช้คำอย่างนี้ไม่ไกลความจริงที่เรียกว่าดับขันหรือตายไม่ใช่นิพพานต้องใช้คำว่าดับขันด้วยปรินิพพานทาคาตที่เรคาเรียกว่าตายของพระพุทธเจ้าอนุปาทิเสสะนิพพาอาคาต ท่านรู้ตั้งแต่วันตรัสรู้ว่าอยู่ด้วยสิ่งนี้มาดับขันด้วยอนุปาทิเสสะอาคาตมันไม่ใช่ตายอย่างคนธรรมดาท่านสามารถตายอย่างปิดสวิทพูดภาษาบ้านเราก็เรียกว่าปิดสวิทไฟมันก็ดับยังไม่ดับท่านก็มีความรู้สึกก็เป็นสมาบัติแล้วก็เป็นชานพอออกจากชานสุดท้ายที่ท่านต้องการแล้วก็เหมือนปิดสวิตไฟท่านเล่นชานต่ำสุดแล้วขึ้นไปสูงสุด

พอจะดับนั้นอยู่ตรงกลางระหว่างต่ำสุดกับสูงสุดท่านปรินิพพานที่นั่นเหมือนปิดสวิตไฟความคล่องแคล่วในชานคล่องแคล่วเหมือนปิดสวิทไฟพระพุทธเจ้าเท้าเปล่าไม่มีร่มไม่มีรองเท้าท่านทำงานอย่างนี้ทั้งประเทศจนวาระสุดท้าย ทำงานจนตายลูกศิษย์พระพุทธเจ้าว่ายังไงมันคอยแต่หลบงานหนีงาน คดโกงงาน พวกข้าราชการลงเวลางานในสมุดโกงทั้งนั้นเลยมันไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่การงานขอให้เป็นสาวกพระพุทธเจ้าบูชาการงานนี้ดูพระพุทธเจ้าทำหน้าที่ของท่านยังไงและก็เคารพสิ่งเดียวกับที่พระพุทธเจ้าเคารพเถิดเราจะได้สิ่งที่เรียกว่าพุทธพร พรจากพระพุทธเจ้าพรอย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า จะมีทั้งพุทธพร ธรรมพร ไม่ต้องใส่โกดังใส่ในกระเป๋าไม่ใช่พรขอเป็นโกดังแต่ช่วยอะไรไม่ได้พรนี้จะช่วยดับทุกข์สิ้นเชิงนี่เคารพพระพุทธเจ้าเถิดจะมีพุทธพร ธรรมพร พูดกันอีกนิดเมื่อเรามีปัญหาเกี่ยวกับธรรมะนี้อย่างไรพอพูดขึ้นอย่างนี้ท่านทั้งหลายคงนึกได้เราไม่มีธรรมะในโลกปัจจุบันไม่มีธรรมะแล้วมีอะไรมีความเห็นแก่ตัวดูให้ดีมีแต่ความเห็นแก่ตัวคนจน คนรวย เศรษฐี ขอทานก็เห็นแก่ตัวทุกคนจะเห็นแก่ตัวในที่บางแห่งอย่าออกชื่อประชาชนเห็นแก่ตัว

รัฐบาลก็เห็นแก่ตัวอะไรมันจะเหลือมันก็มีแต่ความเห็นแก่ตัวเมื่อคนในโลกเห็นตัวโลกมันจะเป็นอย่างไรมันก็เป็นอย่างนี้คนต่อสู้แข่งขันกันขัดแย้งไม่สร่างซาทีนี้มันน่ากลัวที่มันเห็นแก่ตัวมีทุกบ้านเรือน ทุกผู้ทุกคนความเห็นแก่ตัวท้าทายศาสนาทุกศาสนาเป็นคำพูดที่ไม่เข้าใจความเห็นแก่ตัวของทุกคนกำลังท้าทายทุกศาสนากล้ารดีมึงมาด่ากลัวความเห็นแก่ตัวมันด่าอย่างนี้ไม่มีศาสนาไหนในโลกมาช่วยหมดความเห็นแก่ตัวทุกศาสนาไม่สามารถจะปราบความเห็นแก่ตัวความเห็นแก่ตัวในโลกมันท้าทายศาสนามารองมาปราบฉันดูแล้วมันก็ทำไม่ได้พระ เจ้าหน้าที่ของศาสนามันเห็นแก่ตัวซะเองพระเจ้า พระสงฆ์บางเหล่าบางพวกเห็นแก่ตัวซะเองศาสนาบางศาสนาจะครองโลกแล้วศาสนาชนิดนี้จะทำลายความเห็นแก่ตัวได้อย่างไร

เรามีปัญหาหนักที่สุดทางศาสนามีคู่แข่งขันเห็นแก่ตัวที่สุดคือความเห็นแก่ตัวเป็นพญามารเป็นศัตรูเลวร้ายที่สุดทางศาสนาคือความเห็นแก่ตัวยิ่งเจริญด้วยวัตถุยิ่งเห็นแก่ตัวเพราะว่าความเห็นแก่ตัวสร้างความเจริญทางวัตถุเพราะมันเห็นแก่ตัวมันทำให้สร้างอุตสาหกรรมเจริญด้วยวัตถุพอสร้างเสร็จแล้วมันก็ย้อนกับไปส่งเสริมความเห็นแก่ตัวมันเกิดมาจากความเห็นแก่ตัวเกิดมาแล้วมันก็ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวโลกนี้ยังเป็นอย่างนี้โลกถึงที่สุดแห่งอุตสาหกรรมเมื่อไรเมื่อนั้น

โลกวินาศไม่ต้องเป็นแค่นิกอุตสาหกกรมเต็มขั้นก็วินาศเพราะมันออกมาจากความเห็นแก่ตัวออกมาแล้วมันก็กลับไปส่งเสริมความเห็นแก่ตัวความเห็นแก่ตัวมันก็ยุ่งมากขึ้นในโลกควบคุมไว้ไม่ได้มันก็ทำลายโลกเดี๋ยวนี้มันก็ทำลายเหลือประมาณความเห็นแก่ตัวคนเห็นแก่ตัวลองคิดดูมันเป็นยังไงบ้างคนที่เห็นแก่ตัวมันก็อย่างอันแรกมันก็ขี้เกียจมีนไม่ทำงานฉันขอเป็นคนขี้เกียจ คนเห็นแก่ตัวไม่สามัคคีจะเรียกร้องขอความช่วยเหลืออะไรจากคนเห็นแก่ตัวไม่ได้คนเห็นแก่ตัวมันก็อิจฉาริษยาไม่รักใคร คนเห็นแก่ตัวมันก็กอบโกยเห็นประโยชน์ตนมันสร้างสิ่งเลวร้ายเป็นมลพิษทางธรรมชาติคนเห็นแก่ตัวทำให้เกิดปัญหาเรื่องยาเสพย์ติดปัญหานาๆชนิดโรคบ้าๆบอในโลกมากขึ้นเพราะคนเห็นแก่ตัว

ถ้าเห็นแก่ตัวมากขึ้นผัวก็เห็นแก่ตัวเมียก็เห็นแก่ตัวมันก็มากขึ้นขออภัยพูดอย่างนี้มันฟังง่ายผัวเมียเห็นแก่ตัวมันก็กัดกันทำให้หย่ากันความเห็นแก่ตัวมันทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายทุกชนิดสร้างคุกสร้างตาราง มาเท่าไรก็ไม่พอคนเห็นแก่ตัว ตำรวจมีเท่าไร ศาลยุติธรรมมีเท่าไรก็ไม่พอสิ่งที่เกิดมาจากคนเห็นแก่ตัวรัฐบาลไม่มีเงินสร้างคนเห็นแก่ตัวมันเจริญงอกงามอย่างนี้ในที่สุดมันก็หลงทางมันก็เป็นบ้ารัฐบาลไม่มีเงินสร้างโรงพยาบาลบ้า คนเห็นแก่ตัวอีกทางหนึ่งมันก็ฆ่า ฆ่าพ่อแม่ ฆ่าลูกฆ่าตัวเองตายเพราะความเห็นแก่ตัวคนบ้าความเห็นแก่ตัวเลวร้ายมันกำลังท้าทายศาสนา ศาสนาก็ไม่มีปัญญาปราบเพราะไม่มีใครถือศาสนามันมีความลับอะไรอยู่อย่างมันควรจะพูดหรือไม่ควรจะพูดว่าเดี๋ยวนี้ทุกคนในโลกกำลังถือศาสนาหระโยชน์ ศาสนาประโยชน์คือสิ่งที่กูชอบ ปากมันว่าถือคริสต์ อิสราม ฮินดู

แต่ในใจมันถือศาสนาประโยชน์เอาประโยชน์เป็นศาสนาเพื่อนของอาตมาชื่อชำนาญเขาตายไปแล้วมีเพื่อนญี่ปุ่นถามว่าคุณอยู่ที่ญี่ปุ่นถือศาสนาอะไรก็ได้ยินว่าในญี่ปุ่นมีหลายศาสนาเหมือนกันเพื่อนตอบว่าผมถือศาสนาฮิตาชิก็บริษัทฮิตาชิเลี้ยงเขาไว้เขาอยู่ด้วยเงินเดือนของบริษัทฮิตาชิเขาก็ถือศาสนาฮิตาชินี่เรียกว่าศาสนากำลังพ่ายแพ้กับศัตรูซาตานมารร้ายของศาสนาคือความเห็นแก่ตัวไม่ว่าที่นี่ไม่ว่าที่ไหนความเห็นแก่ตัวกำลังเยาะเย้ยศาสนา ศาสนากำลังพ่ายแพ้ทะเลาะกันเสียเองไม่สามัคคีธรรมะจะอยู่ที่ตรงไหน

มีแต่คนถือศาสนาประโยชน์ปัญหาเกี่ยวกับธรรมะของเรามันเป็นอย่างนี้ยิ่งเจริญด้วยวัตถุก็ยิ่งเกียจธรรมะยิ่งเห็นแก่ตัวก็ยิ่งสร้างปัจจัยความเห็นแก่ตัวมันก็ครองโลกทั้งโลกความเห็นแก่ตัวๆเป็นสิ่งเลวร้ายจนไม่มีสิ่งที่จะพูดเบียดเบียนกันมนุษย์เห็นแก่ตัวมนุษย์ก็จมปักอยู่ที่นี่สัตว์นรกเห็นแก่ตัวก็ไม่มีโอกาสจะขึ้นจากนรกเทวดาหลงกามมารมย์เห็นแก่ตัวก็ไม่มีโอกาสเป็นพระอรหันต์มารคือยอดสุดของเทวดากามมารมย์พวกพรมก็เห็นแก่ตัวจนไม่ได้นิพพานหลงตัวกูบ้าตัวกูจนไม่ได้นิพพานเป็นเนวนิพพานความเห็นแก่ตัวความเลวร้ายมันครอบคลุมสัตว์ทุกตัวสัตว์ทุกชนิดทุกตัวครอบงำเทวดาครอบงำพรมทุกตัวไม่ได้นิพพานเพราะความเห็นแก่ตัวคือมันไม่มีธรรมะนี่เรียกว่าดูให้ดีเถอะว่าเราอยู่ในสภาพอะไร

บูชาประโยชน์มีความเห็นแก่ตัวเป็นรากฐานเป็นสมุดฐานเรามาเริ่มต้นกันใหม่บูชาหน้าที่ตามหลักพระพุทธเจ้าปฏิบัติหน้าที่ให้สูงสุดปิดนรกกันที่นี่ สร้างสวรรค์กันที่นี่และนิพพานกันที่นี่เย็นที่นี่เลิกความเห็นแก่ตัวเสียอาวุธที่จะประหารความเห็นแก่ตัวคือธรรมะหน้าที่ที่ถูกต้องถ้าไม่ถูกต้องไม่ใช่ธรรมะถ้าถูกต้องมันจะกำจัดความเห็นแก่ตัวถ้าไม่กำจัดความเห็นแก่ตัวมันก็ไม่ใช่ธรรมะที่ถูกต้องนี่เราจะเอาธรรมะมาเป็นพร บูชาธรรมะเป็นพรเอาพุทธเป็นพรไม่มีต้องมีเป็นโกดังก็สามารถแก้ปัญหาเลวร้ายได้ขอให้มีธรรมะทุกอิริยาบถ ทุกวินาที ทุกนาที เป็นธรรมะมีความถูกต้องดับกิเลสแห่งความทุกข์

พระพุทธเจ้าท่านรู้เรื่องนี้แปลว่าท่านทำหน้าที่ของท่านช่วยเราทั้งหลายให้ทำหน้าที่อย่าเดียวกันอาตมาจึงตั้งหัวข้อสำหรับเทศวันนี้ว่าอัตตะทีปา อัตตะสะระนา มีตัวตนเป็นที่พึ่ง มีตัวตนเป็นสะระนะธรรมะทีปา ธรรมะสะระนามีธรรมะเป็นที่พึ่งมีธรรมะเป็นสะระนะ อนันยะทีปา อนันยะสะระนาอย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอย่ามีสิ่งอื่นเป็นสะระนะเลยจะมีธรรมะเป็นสะระนะเป็นที่พึ่งก็ควรระวังมีสติสัมปชัญญะมันถูกต้องๆไปทุกกระเบียดนิ้วคือให้มันรู้จักความเห็นแก่ตัวคือจะทำอะไรนิดหนึ่งก็ขอให้กำจัดความเห็นแก่ตัวมีสติความเห็นแก่ตัวก็เกิดขึ้นมา เดี๋ยวนี้มันโง่พออร่อยเข้ามาในปากก็ว่าตัวกูพอไม่อร่อยก็ว่าตัวกู ตาเห็นรูปมันว่าตัวกูเห็นรูปมันโง่ตาเห็นรูปว่าตัวกูเห็นรูป หูได้ยินเสียงมันก็ว่ากูได้ยินเสียงระบบประสาททำอะไรไปมันก็ตัวกูทั้งนั้นถ้ามีตัวกูมันก็เห็นแก่ตัวมันก็เป็นสิ่งที่สำหรับจะงอกงามออกไปเป็นกิเลสทุกชนิดนี่เรียกความเห็นแก่ตัวแม้มันมีความรู้สึกว่าตัวกูเกิดความรักในใจก็อย่าว่าเกิดตัวกูผู้รักเกิดความโกรธก็อย่าให้มีตัวกูผู้โกรธ มีความเกลียด ความกลัวก็อย่าให้มันมีตัวกูเช่นนั้นมันก็ดับไปเองพอมีตัวก็มาต่อทำกรรมต่อไปทำอะไรต่อไปมันก็วินาศกันหมดนี่เรียกว่ามีธรรมะกันทุกกระเบียดนิ้วมีธรรมะทุกอิริยาบถเรียนหนังสือก็เรียนด้วยธรรมะจะมีความสุข

ทำงานก็ทำงานด้วยธรรมะมันก็จะมีเงินเก็บนี่คือธรรมะเมื่อจะเกิดความทุกข์มีความทุกข์ก็จะเกิดที่ธรรมะเถิดจะต่อสู้ก็ต่อสู้ด้วยธรรมะ จะเกิด แก่ เจ็บ ตายมันหายหมดเพราะมันมีธรรมะนี่จบแล้วว่าธรรมะมันเป็นพรสูงสุดมาจากพระพุทธเจ้าชี้ให้ก็เรียกพุทธพร ธรรมพรขอให้ท่านทั้งหลายเจริญรุ่งเรืองด้วยพุทธพร ธรรมพร ที่ขอแล้วให้กันไม่มีโกดังจะใส่แล้วพรชนิดนั้น เอาพรชนิดที่กำมือเดียวก็พอแก้ปัญหาได้ทุกอย่างทำลายความเห็นแก่ตัว นี่คือธรรมะบทพิเศษที่ว่ามีธรรมพรกันเถิดเป็นใจความสำคัญเกี่ยวกับวิสาขบูชาปีนี้เริ่มต้นด้วยคำว่ารู้จักพระพุทธเจ้าให้มากกว่าเดิมและมีธรรมพร พุทธพรแท้จริงกันเถิดแล้วถ้าท่านเข้าใจข้อความเหล่านี้ท่านจะได้ประโยชน์เกินฆาตมาแต่แดนไกลเสียเงิน เสียทอง เสียเวลาเรี่ยวแรงต่างๆให้ได้รับความรู้อันนี้ไปได้ก็คุ้มค่ายมบาลไม่ว่าแล้วการบรรยายในเรื่องธรรมพร พุทธพรเป็นเครื่องเปิดเผยธรรมะในวิสาขบูชานี้

สมควรแก่เวลาแล้วขอยุติการบรรยายหวังๆๆว่าท่านทั้งหลายมีความเจริญก้าวหน้าในทางแห่งพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นไปๆสามารถมีธรรมะ ธรรมะพร มีพุทธพร เป็นความสุขสวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการะชะนี้

http://www.vcharkarn.com/varticle/34691

. . . . . . . . .