พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – ปติจะนิโรธ ปติจะสมุปาทะ

ข้อนี้คือเรื่องพระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่งจะเอากันว่าทุกขุมขนแต่ละคนๆก็ยังดีข้อนี้จะต้องพูดย้อนมาตั้งแต่ว่าโดยหลักทั่วไปพระพุทธเจ้าตรัสว่าเห็นธรรมไม่ว่าเห็นเราเห็นอนาคตเห็นเนื้อเห็นตัวจับไตรจีวรไว้ไปไหนไปด้วยกันก็ไม่ชื่อว่าเห็นเราบางคนก็เข้าใจไม่ได้จับตัวไว้อย่างนั้นยังไม่เห็นเรายังไม่เห็นตะถาคตข้อนี้ก็เพราะว่ามันเห็นเรามันยังไม่สำเร็จประโยชน์พระพุทธเจ้าเดินไปเดินมาเป็นมาอย่างอินเดียยังไม่สำเร็จประโยชน์ ชาวอินเดียไม่เห็นพระเจ้าเพราะไม่สำเร็จประโยชน์เรียนก็มีเพียงแต่เห็นตัว เห็นร่างกายไม่สำเร็จประโยชน์นี่อ่านหนังสือเหมือนที่ฝรั่งมันรู้จักพระพุทธเจ้าเพียงเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์คนหนึ่งคราวนี้ยิ่งไม่สำเร็จประโยชน์ต่อให้เอากระดูกมากองไว้ก็ไม่สำเร็จประโยชน์เอาพระพุทธรูปมาแขวนคอก็ไม่สำเร็จประโยชน์เห็นเนื้อเห็นร่างกายเดินไปมาแท้ๆประมาณว่าหลาย 10 %ได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่สำเร็จประโยชน์ในอินเดียพร้อมกันเพราะว่ามีคนเป็นอันมากทำตนเป็นข้าศึกต่อพระพุทธเจ้าและอยู่เฉยๆไม่ชอบเห็นร่างกายก็ไม่สำเร็จประโยชน์จะขอกล่าวว่านั่นไม่ใช่พระพุทธเจ้าพระองค์จริงๆพระพุทธเจ้าท่านปฏิเสธเสียไม่ไม่ใช่เห็นเราตอนที่เห็นองค์เดินไปเดินมา เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงปฎิเสธเนื้อตัวพระองค์ยังไม่ใช่ตถาคตไม่ใช่องค์พระพุทธเจ้าได้ฟังมาโดยตรงว่าพระพุทธเจ้าด้วยก็ยังไม่สำเร็จประโยชน์
ไอ้คนที่ได้ฟังก็เห็นว่าสำเร็จว่ารู้ตามการเห็นพระพุทธเจ้าจึงมีหลายความหมายเห็นร่างกาย หั้นธรรมในความหมายว่าเห็นธรรมที่ชัดเจนลงไปว่าเห็นปติจะสมุบาทจึงชื่อว่าเห็นธรรมชนิดที่เห็นพระองค์ตอนเย็นก็พูดกันมามากพอแล้วว่าเห็นปติจะสมุบาทตั้งต้นมาใหม่ชนิดที่ว่าเห็นพระพุทธเจ้าเป็นเนื้อเป็นหนังเดินไปเดินมาเป็นลูกใครเกิดที่นั่นที่นี่มีบุตร ภรรยา ตายแล้วเผาแล้วเหลือแต่กระดูกนั่นพระพุทธเจ้าองค์นั้นเป็นอย่างนั้นคล้ายๆว่ามันเป็นเปลือกนอกยังไม่เห็นธรรม ธรรมะคือความจริงของธรรมชาติ

ไม่มีการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานนี่จะพูดอย่างนี้กันลืมพระพุทธเจ้าองค์ที่ไม่มีการประสูติไม่เป็นลูกคนนั้นหลานคนนี้ไม่ได้อยู่เมืองนั้นเมืองนี้ไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้นิพพานด้วยพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นอยู่ที่ไหนนี่ธรรมะเห็นเราเห็นธรรม เห็นธรรมเห็นเรา ธรรมะในที่นี้คือกฎธรรมชาตินี้มีมากมายกฎไหนที่ว่าเห็นพระองค์เป็นกฎที่ดับทุกข์ได้เกิดทุกข์อย่างไร ดับทุกข์อย่างไรความจริงนั่นแหละเรียกว่าธรรมะเป็นความจริงที่นิรันดรเป็นความจริงของธรรมชาติไม่มีเกิดไม่มีดับ ไม่ได้ประสูติ ตรัสรู้ นิพพานธรรมะนั้นเห็นว่าดับทุกข์กันอย่างไรจะเรียกอริยะสัจ 4 จะเรียกอะไรได้ทั้งนั้นแต่ทีนี้มันมีพระบาลีอีกตอนหนึ่งเห็นชัดว่าเห็นปติจะสมุบาทมันเห็นธรรม ทีนี้ให้แคบเข้ามาธรรมคือปติจะสมุบาททีนี้มันเจาะจงชัดลงไปที่ปติจะสมุบาทซึ่งมันต้องพูดกันหลายคำนี่มันคือความจริงของกฎธรรมชาติหน้าที่ธรรมชาติรวมๆเรียกว่าธรรมนี่คือถ้าเห็นแล้วเท่ากับเห็นพระพุทธเจ้าเดี๋ยวนี้จะให้เห็นชัดลงไปเอาตามพระบาลีคือเห็นปติจะสมุบาทมันค่อยยังชั่วเราได้พูดเรื่องนี้มาหลายปีคนยังรู้เรื่องปติจะสมุบาท อิธะปัจยะตากันอยู่บ้างเพราะว่าเราได้พูดมาหลายปีเราไปพูดในหมู่คนที่ไม่รู้เรื่องปติจะสมุบาท อิธะปัจยะตามันไม่รู้อะไรเลยนี่ดีว่าชาวสวนโมกข์ได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้วปติจะสมุบาท อิธะปัจยะคืออะไรก็มาสนใจให้มันถูกจุดก็ได้พูดแล้วกลางวันว่าปติจะสมุบาทคืออาการที่มันอาศัยกันแล้วเกิดขึ้นมาและอาการที่มันอาศัยกันแล้วดับลงไปถ้าเรียกว่าปติจะสมุบาทอาการเกิดขึ้น แต่ถ้าอิธะปัจยะตาหมายความว่าเกิดขึ้นและดับลงถึงอย่างไรก็ดี

เราจะใช้คำว่าปติจะสมุบาทให้คู่กันกับคำอีกคำหนึ่งว่าปติจะนิโรธ ปติจะสมุปาทะอาศัยกันแล้วเกิดขึ้นปติจะนิโรคะแต่คำนี้ไม่ค่อยได้ยินแต่ตัวบทมันมีคือปติจะสมุบาทฝ่ายดับปติจะนิโรคะคู่กันตรงกันข้ามกับปติจะนิราคะแม้ว่าพระพุทธองค์จะตรัสว่าอาศัยคำว่าปติจะสมุบาท มันต้องมรปตินิราคะเพราะมันแยกกันไม่ได้มันมีหลาบขั้นตอนอ้นแรกดับก่อนอันหลังจึงจะดับจึงขอสรุปความว่าอาการที่อาศัยกันเกิดขึ้นและดับลงเห็นอาการนี้มันเห็นความจริงสูงสุดของธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไป

ทุกประณูท่านทั้งหลายว่าทำอะไรส่วนเล็กที่สุดเรียกประรำมาณูเป็นกลุ่มน้อยเรียกว่าอะนูรวมเป็นธาตุ หลายธาตุประกอบกันในทุกอาณูก็ได้มีอาการที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นและดับลงขอความรู้นักวิทยาสาสตร์ช่วยอธิบายเรื่องนี้มีสิ่งอื่นอาศัยกันก็เกิดสิ่งใหม่แปลกออกไปนี่เป็นเรื่องของธรรมชาติที่มีอยู่จริงพวกที่นับถือพระพุทธเจ้าได้เกิดชาวพุทธไม่มีธรรมะมันเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติไม่เกี่ยวก็ทำอะไรบ้างผีสางไม่เกี่ยวกับดาราสิ่งต่างๆในเมืองมนุษย์ไม่เกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ไม่เกี่ยวกับการมั่งมียอกคนนี่ก็ไม่ใช่เรียกว่ามันไม่เกี่ยวอะไรหมดมันทำตามกฎของธรรมชาติ มันไม่มีเขาไม่ยอมเขาเอาพระเจ้า คุยมีดั้งฉันจะมีพระเจ้าบ้างก็ฉันเอาตามกฎของกูแล้วจะมาทะเลาะให้เจ็บปวดทำไมเรารู้จักใช้ประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้คือรู้แล้วด้วยจะเรียกว่าอ้อนวอนได้เหมือนกันทำให้ถูกต้องเดี่ยวทีนี้เราจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติเราจะยอมทุกหวัง

ถ้าไม่ใช่มันเกิดศาสนาคือไม่เป็นทุกข์มันดับลงไปในส่วนศาสนาสิ่งมาเป็นทุกข์เราถูกต้องๆเข้ากันได้กับกฎนี้เดี๋ยวก่อนทำให้มันถูกต้องจนมันไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้นที่เรามันรู้จักกันได้ที่หยาบๆที่ละเอียดถึงขั้นนั้นมันก็ไม่ได้มันมาจากละเอียดมาถึงเรื่องหยาบๆเรามารู้ตอนหยาบๆเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลมเรื่องหยาบๆ เป็นธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณมาประกอบกันเข้าเป็นชีวิตแล้วก็มีระบบประสาท ตาหูจมูกลิ้น กาย ใจและมีอะไรมาสัมผัสมันพูดได้นี่ว่าถ้ามีธาตุมันก็มีชีวิต มันมีชีวิตขึ้นมามันก็มีความรู้สึก ความรู้สึกเป็นระบบที่รู้สุกเป็นอายันตะนะภายในขึ้นมา พอมีอายันตะนะภายในก็ว่าต้องได้รับการสัมผัสเพราะอายันตะนะภายนอกมันเต็มไปหมดมากระทบแล้วทำยังไงก็ต้องมีผัสสะ แล้วก็ต้องมีเวทนาช่วยไม่ได้ใครมันห้ามไม่ได้มีเวทนาแล้วก็ไปตามหน้าเวทนา ถ้าเวทนามันโง่ก็มีตัณหานำหน้าอุปาทานความโง่ก็ทุกข์

ถ้าเผอิญเป็นเวทนาฉลาดก็หาได้ยากมันก็ไม่เกิดปัญหาโง่มันก็ไม่เกิดอุปาทานมันก็ไม่เกิดทุกข์อย่างนี้ถ้าเรารู้เรื่องปติจะสมุบาทดีเราก็ควบคุมได้ควบคุมปติจะสมุบาทไม่ให้เกิดทุกข์ไปแต่ในทางที่ไม่เกิดทุกข์ข้อนี้ต้องอาศัยสติปัญญาของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้เรื่องนี้โดยแท้จริงว่าทำไงกับมันและจะมีความรู้สติสัมปชัญญะในขณะแห่งผัสสะอย่างไร ในขณะแห่งเวทนาอย่างไรหรือว่าเกิดปัญหาอุปาทานอย่างไรไม่ให้เกิดได้เลยยิ่งดี ไม่ให้เกิดตัณหาอุปาทานมันเกิดแต่ความต้องการที่จะไม่เป็นทุกข์ มันก็ไม่เป็นทุกข์นี่ประโยชน์ของการเห็นปติจะสมุบาทนี้บางคนจะเห็นว่าเป็นปติจะสมุบาทตัวโตๆนี้เรื่องมันกลายเป็นเล็กเป็นระเอียดจนกลายเป็นเรื่องของปารามานู

ก็มีเรื่องของอาการปติจะสมุบาทนี้เป็นธาตุขึ้นมาก็มีการของปติจะสมุบาทมีลักษณะเป็นชีวิตขึ้นมาเมื่อมีอาการของปติจะสมุบาทแล้วก็มีเรื่องของอายันตะนะอารมณ์รู้ อารมณ์ยิ่งเป็นปติจะสมุบาทเห็นได้ง่ายเห็นเรื่องของปติจะสมุบาททุกระดับ ทุกแง่ทุกมุมนี่คือเห็นปติจะสมุบาทอย่างน้อยที่สุดมันไม่มีความทุกข์เพราะมันเช่นนั้นเองนี่มันจะทำให้ความเกิด แก่ เจ็บ ตายไม่เป็นไรคนชนิดนี้ทีนี้ถ้ามันเป็นเรื่องที่ต้องป้องกันต้องแก้ไขเพราะเรารู้เรื่องปติจะสมุบาทดีเอาชนะความทุกข์ได้ก็มีความรู้เรื่องปติจะสมุบาทแค่นี้ไม่พอที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเห็นปติจะสมุบาทคือเห็นธรรมะคือเห็นเราตถาคตอาตมามีความประสงค์อย่างยิ่งที่จะให้พวกเราพุทธบริษัทเห็นพระองค์เห็นตถาคตได้ยิน ได้ฟัง รู้เรื่องจากพระตถาคตดับทุกข์ได้ท่านทั้งหลายอาจจะอ่านหนังสือที่บรรยายไว้อย่างที่พูดก็ได้แต่มันไม่เห็นเพราะเป็นเรื่องอ่านได้

จำได้มันต้องมาทำจิตใจชนิดหนึ่งให้เห็นความจริงของธรรมชาตินั้นเราต้องทำจิตใจเข้าถึงธรรมชาตินี่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับที่ต้องทำสมาธิวิปัสสนาเราจึงเพียงแต่รู้ เฉยๆไม่ได้ อ่านเฉยๆไม่ได้ สอนเฉยๆไม่ได้ต้องทำสมาธิ วิปัสสนาหรือที่พยายามจะสอนกันอยู่อย่างนี้แต่ก็ไม่มีใครสนใจกันกี่คนนักอุบายเรื่องดับทุกข์พระพุทธเจ้าจะตรัสไว้ในชื่อของอริยะมรรคมีองค์ 8ในพระบาลี ในพระสูตร

แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่พระพุทธเจ้าไม่ตรัสถึงอริยะมรรคมีองค์ 8 แต่ตรัสถึงคำสั้นๆว่าวิปัสสนาจะไม่ต้องมีอริยะมรรคมีองค์ 8 อย่างที่ท่องกันนี่คือสมาธิและปัญญาเป็นเครื่องแทนอริยะมรรคมีองค์ 8 นี่เพียงแต่ได้ยินได้ฟังเรื่องอริยะมรรคมีองค์ 8 มันไม่พอมันต้องมาทำให้เป็นสมถะ วิปัสสนาเป็นสมาธิและปัญญา แต่ว่าเรื่องสมาธิและปัญญามันมีธรรมชาติมีความรับของมันอยู่ที่ว่ามันเกิดขึ้นมาได้ มันมีขึ้นมาได้ตามธรรมชาติไม่ได้ไปนั่งวิปัสสนาอย่างหลับหูหลับตาก็ได้เหมือนกันแต่มันยากที่จะเป็นได้ท่านก็รู้วิธีที่ไปนั่งอย่างนั้นและทำวิปัสสนาต่ออย่างนั้นสำเร็จประโยชน์ครบถ้วนจะเอากันง่ายๆตามแบบของธรรมชาติมันเป็นไปได้ยากและมันจะไม่ให้แก่ทุกคนเราจึงต้องทำระเบียบวิปัสสนา

โดยเฉพาะซึ่งในครั้งพุทธกาลก็มีภิกษุที่ต้องการดับทุกข์ก็ทำตามแบบของวิปัสสนานี่ก็มีมากเหมือนกัน ทำสมาธิวิปัสสนาครบแล้วอริยะมรรคมีองค์ 8 มันพลอยครบไปด้วยในตัวสำคัญอยู่ที่สัมมาทิฐิ สัมมาสติ สัมมาสมาธิมันทำยากโดยเฉพาะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตา สัมมาชีโว สัมมาทาโวเป็นไปได้ง่ายตามธรรมชาตินอกศาสนานี้ผู้อื่นเขาก็มีสัมมาวาจา สัมมากัมมันโตโดยง่ายหรือโดยปกติต้องไปทำตนให้ครบถ้วนที่สัมมาสมาธิ สัมมาสติ รักษาไว้ด้วยสัมมาวาจาอยู่ด้วยสัมมาทิฐิ นี่สมะถะจะ วิปัสสนาจะหมายความอย่างนี้เท่ากับทำสมาธิสมถะ วิปัสสนามันเห็นปติจะสมุบาทชัดเจนแม้จะเป็นปติจะสมุบาทในชั้นปะระมานูก็เป็นได้ด้วยอำนาจวิปัสสนา

ถ้าใช้สมถะ วิปัสสนาเป็นเครื่องมือก็จะเห็นปะระมานูเหมือนเครื่องมือนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเขาใช้เขาทำระเบิดปะรามานูเขารู้เรื่องนี้แต่ว่าเขาไม่ทำไปในทางดับทุกข์เราก็มีเครื่องมือคือสมาธิ วิปัสสนาแล้วเราก็จะเห็นพระพุทธเจ้าชัดเจนในการเห็นปติจะสมุบาทนั่นเองนี่ขอจำไว้เป็นหลักเห็นปติจะสมุบาทมากหรือน้อยเท่าไรก็จะเห็นพระพุทธเจ้ามากหรือน้อยเท่านั้นต้องจึงมาศึกษาในข้อที่ว่าเกิดขึ้นดับลงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อาศัยกันและกันดับลงทั้งที่เป็นประเภทรูป และเป็นประเภทนามคือทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจด้านรูปด้านร่างกายก็มีส่วนปาระมานูเกิดขึ้นมีวัตถุประกอบกันขึ้นกับทางร่างกายอย่างที่จิตเรียกถ้าเรียกเป็นปารามานูมันเป็นภาษาวัตถุมันจะเป็นส่วนเดียวโดดไม่ได้มันต้องเป็นหลายส่วนประกอบกันตามลำดับอาศัยกันเกิดขึ้นอย่างนี้เขาเรียกว่าสังขารคือการปรุง

แต่งสังขารแปลว่าการปรุงแต่งโดยเฉพาะจะแปลว่าสิ่งที่ถูกปรุงแต่งก็ได้ขอให้มีการปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้วกันเพราะว่าการที่อาศัยการเกิดขึ้นอาศัยการดับลงเป็นการปรุงแต่งต้องรู้จักสังขารให้ดีหยุดการปรุงแต่งให้ได้เกสังโมกะระโมสุโขหยุดการปรุงแต่งจนได้เป็นสุขอย่างยิ่งที่พระสวดที่ป่าช้าสวดกันกี่ร้อยครั้งก็ไม่รู้ว่าเกสังโมกะระโมสุโขหมายความว่าอะไรก็มันรู้ว่าหยุดสังขารการปรุงแต่งหยุดการเกิดขึ้น หยุดการดับลงคือหยุดการปรุงแต่งต้องมีความรู้คิดในระดับสมถะวิปัสสนาพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วสมถะจะ วิปัสสนาจะมันมีอยู่แล้วเกิดเห็นติจะสมุบาทอย่าละเกียดลออที่สุดมันควบคุมได้ไม่เสียเปล่าเห็นปติจะสมุบาทคือเห็นธรรมะ เห็นธรรมะคือเห็นพระพุทธองค์อาตมาจึงขอร้องกันง่ายๆจงฝึกหัดดูทุกที่ดูให้ลึกว่าในนั้นมันอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลง

แม้จะไม่มีชีวิตอย่างหินก้อนนี้มันก็มีปารามนูอย่างก้อนหินก้อนนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแต่ไม่มากเหมือนสิ่งมีชีวิตมีชีวิตมันเป็นไปอย่างน่ากลัวแต่ไม่มีชีวิตมันก็ยังมีปารามนูอยู่มีอาการอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงมีการร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในโลกชี้แจงให้เห็นการอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงพวกที่เขาแยกระเบิดปารามนูยิ่งเห็นชัดเป็นฝ่ายวัตถุในฝ่ายจิตใจต้องว่าในฝ่ายจิตใจชีวิตทุกข์มันต้องว่าทั้งฝ่ายวัตถุและจิตใจคนเรานั้นมีทั้งเรื่องวัตถุและจิตใจมันต้องรู้ครบทั้งฝ่ายวัตถุและจิตใจเอาตั้งแต่ว่ามันผสมกันในท้องมารดาระหว่างไข่กับเชื้อมันอาศัยกันเกิดขึ้นๆอาศัยปารามนูจนเกิดเป็นตัวเด็กคลอดออกมามันมีอาการอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงเพราะมันต้องดับมันจึงจะเกิดอันใหม่มันมีการเกิดขึ้นต้องมีการดับลงแทรกอยู่ในนั้นเสมอไปเอาละเรื่องวัตถุล้วนๆไม่ต้องก็ได้แต่เรื่องคนเป็นๆ

แม้แต่เรื่องสัตว์เดรัชฉานต้องรู้ให้ดีมันอาศัยกันเกิดขึ้นอย่างไรอาศัยกันดับลงอย่างไรเกิดเป็นชีวิตขึ้นมา เกิดเป็นอายันตะนะภายในเกิดเป็นระบบประสาทสำหรับรูปอย่างอายันตะนะขึ้นมาและต่อไปมันก็มีเวทนา ตัณหา อุปาทานอาศัยกันเกิดขึ้นมาแต่มันมีการดับไปที่ต้องดับไปสิ่งใหม่จึงเกิดขึ้นไม่นั้นมันจะเอาที่ตรงไหนมาเกิดขึ้นมันคู่กันไปเกิดและดับ มันดับมากออกไปจนเป็นของแปลกประหลาดสมบูรณ์มา

ในที่สุดอย่างที่เราเรียกกันว่าคนสมบูรณ์ที่สุด ในตัวคนไปดูเถอะตรงไหนมันอาศัยการเกิดขึ้นอาศัยการดับลงที่ผม ทีเลือด ที่กระดูกอะไรทุกๆส่วนอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงๆเห็นได้หมดทุกส่วนที่ประกอบเป็นร่างกายมนุษย์แล้วก็ไปดูฝ่ายจิตใจคือผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทานฝ่ายจิตใจเห็นปติจะสมุบาทครบถ้วนทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายนามคือทั้งฝ่ายกายและฝ่ายใจทีนี้จะมีประโยชน์ไม่รัก ไม่เกลียดแล้วมันธรรมดาเกิดอาการเป็นทุกข์ขึ้นมาก็ไม่เป็นทุกข์จัดการได้ป้องกันได้มันเป็นเรื่องของจิตใจก็ป้องกันได้ตามเรื่องของธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้อย่างไรมีสติควบคุมผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทานอย่างไรก็ควบคุมได้ก็ไม่เป็นทุกข์ควบคุมกระแสแห่งปติจะสมุบาทได้มันไม่มีทุกข์การเห็นปติจะสมุบาทมีประโยชน์ที่สุดจนพระองค์ตรัสว่าเห็นปติจะสมุบาทแล้วจะเห็นธรรมะเห็นเราตถาคตนี่

อาตมาขออธิบายเพิ่มเติมเรื่องการเห็นพระพุทธเจ้าชนิดนี้พระพุทธเจ้าคือธรรมะ คือปติจะสมุบาทที่จะเห็นทั่วไปในทุกหนทุกแห่งเอาแต่เพียงว่าร่างกายทั่วไปทุกๆปารามนูจะเกิดเห็นที่ต้นไม้ต้นไร่ มนุษย์ก็ทุกขุมขนของมันไปทั้งตัวเก่งจริงก็เห็นหมดในสากลจักรวาลเห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปหมดพูดไปเลื่อยๆอย่างนิกายสิ่งสกปรกก็มีอาการอย่างเดียวกันนี้เขาก็พูดว่าของสกปรกก็มีพระพุทธเจ้าเราไม่กล้าพูดเพราะว่ามันยึดถือมาเป็นอิสระพระพุทธจ้ามีอยู่ทุกๆปารามนู ทุกๆขุมขนมองไปทางไหนก็เห็นเป็นต้นไม้ยิ่งง่ายเพราะมันมีชีวิตเห็นสุนัขเพราะมันชีวิต เห็นในโต๊ะมันก็เห็นยาก

แต่มันก็เห็นเพราะมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงในนั้นนักวิทยาศาสตร์อาจเห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปในอากาศไม่มีที่ว่างอาการเกิดขึ้นดับลงในอากาศ อากาศที่ว่ามองไม่เห็นอะไรมันก็มีธาตุออกซิเจนอะไรก็ไม่รู้ในแต่ละธาตุมันก็มีปารามนูมันก็มีอาการของปติจะสมุบาทถ้าใช้วิธีนี้ดูจะเห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปหมดอาการของปติจะสมุบาททีนี้ก็อยู่ที่ว่าเขาจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไรในการที่เขาใช้ปติจะสมุบาทของปารามนูเขาจะไปทำเป็นระเบิดปารามนู หรือเขาจะไปทำเป็นความรู้ควบคุมจิตใจให้มันถูกต้อง

อย่าเป็นทุกข์ความรู้นี้แล้วแต่จะไปใช้ทางไหนที่ถูกที่ควรก็ใช้เพื่อดับทุกข์ควบคุมทุกข์อย่าให้เกิดทุกข์ควบคุมกระแสปติจะสมุบาททั้งเกิดและดับให้ถูกต้องให้เกิดปติจะสมุบาทเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะไม่เรียกว่าเห็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไรกันเป็นพระพุทธเจ้ายิ่งพระพุทธเจ้าคือสอนอยู่ด้วยการเห็นปฏิบัติทุกข์เกิดขึ้นมาสิ่งใดแสดงอาการอย่างนี้อยู่สิ่งนั้นเป็นพระพุทธเจ้าเป็นปารามนูเป็นอนูตัวไหนก็ตามมันแสดงอาการอย่างนี้อยู่มีพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่นที่แสดงไห้เห็นปติจะสมุบาทที่ใดเห็นพระพุทธเจ้าที่นั่นคือสิ่งที่แสดงอาการปติจะสมุบาทพระพุทธเจ้าองค์นี้ไม่ต้องประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน

เป็นลูกคนนั้นเป็นหลานคนนี้ไม่ต้องพระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นกฎของปติจะสมุบาทรีบเห็นกันเถิดคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมผู้ใดเห็นปติจะสมุบาทผู้นั้นเห็นธรรมปติจะสมุบาทผู้นั้นเห็นธรรมไม่เคยได้ยินใช่ไหมปติจะสมุบาทผู้นั้นเห็นธรรมมีน้อยแต่ที่ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมนั้นมีมากหน่อยกล่าวไว้ในที่หลายๆแห่งสะดุดตามากกว่าเห็นปติจะสมุบาทเห็นธรรม

ขอให้เห็นปติจะสมุบาทโดยแท้จริงเอาอะไรที่มันมีชีวิตมาวางไว้ตรงหน้าสักอย่างมองดูแล้วจะเห็นว่ามันปติจะสมุบาทอย่างไรผู้หยาบคายเอาหมาเน่าจนมันเน่าหายไปเกิดปติจะสมุบาทปลูกต้นไม้ขึ้นมานั่งดูจนมันใหญ่โตเห็นปติจะสมุบาทอาการมันเกิดขึ้นดับลงเห็นปติจะสมุบาทเห็นธรรมะแท้จริงคือเห็นพระพุทธเจ้า นั่งใกล้พระพุทธเจ้าได้รับคำสั่งสอนจากพระพุทธเจ้าโดยตรงก็ดับทุกข์ได้คนที่มันเกิดอยู่ในอินเดียพร้อมพระพุทธเจ้ามันเห็นพระพุทธเจ้าเป็นคนธรรมดาเห็นเป็นนักบวชคนหนึ่งทำอะไรให้โกรธมันก็ด่าพระพุทธเจ้าว่าดี

แต่ทำให้คนเป็นม่ายๆเอาผู้ชายไปบวชซะหมดผู้หญิงก็เป็นม่ายพระพุทธเจ้ากับถูกด่าอย่างนี้คนอย่านั้นจะเรียกว่าเห็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไรก็มันเกลียดพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะผู้หญิงที่เอาผัวเขาไปบวชมันเกลียดพระพุทธเจ้าเป็นอันว่าเรามีพระพุทธเจ้ากันหลายชัด พระพุทธเจ้าที่เป็นลูกพระเจ้าสุโธทะนะกับนางมายาอยู่เมืองกบิลพัฒน์แล้วก็ตรัสรู้นิพพานเผาแล้วนี่พระพุทธเจ้าชนิดหนึ่งเป็นเรื่องข้างนอกที่สุดเห็นแล้วโกรธก็ได้เห็นแล้วรักก็ได้ต่อไปเห็นเข้าไปในร่างนั้นจะเห็นว่ามีจิตตรัสรู้อะไรพระพุทธเจ้านั้นเป็นจิตของท่านจิตนั้นมันรู้ธรรมะคือดับทุกข์ได้พระพุทธเจ้าที่จิตก็ได้เลื่อนมาเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ธรรมะให้ละเอียดก็มาพระพุทธเจ้าอยู่ที่ปติจะสมุบาทเกิดขึ้นดับลงพระพุทธเจ้าก็มาอยู่ที่อาการปติจะสมุบาทนี่คำบรรยายที่ขออธิบายเพิ่มเติมพูดกันตอนเย็นบนภูเขา

อาตมาเห็นว่ามีประโยชน์ที่สุดจำเป็นที่สุดที่จะต้องรู้ขอให้รู้จักพระพุทธเจ้าชั้นนี้อยู่ทุกหนทุกแห่งทั่วไปไม่มีใครเห็นทุกแห่งเพราะไม่มีปัญญา สมถะต่อไปนี้ขอชักชวนรีบฝึกฝนวิปัสสนา สมถะกันเสียบ้างให้จิตใจฉลาดจนมองเห็นพระพุทธเจ้าชนิดนี้ว่ามีอยู่เต็มไปทั่วก็ไม่เสียทีที่เป็นพุทธบริษัทนี่เป็นเรื่องที่ต้องการจะพูดขยายความ

ต่อไปทีนี้ก็ถึงเรื่องถัดมาคือเรื่องขอชักชวนท่านทั้งหลายมาช่วยกันศึกษาให้รู้จริงปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์และช่วยกันเผยแผ่ความรู้อันประเสริฐให้แก่เพื่อนมนุษย์ให้ทั่วไปทั้งโลกทุกคนในโลกรู้ไม่ได้แต่ว่าใครจะรู้ให้มันรู้ทั่วไปทั้งโลกช่วยกันเผยแผ่ธรรมะให้รู้ทั้งโลกพูดอย่างที่เคยพูดมาแล้วบางคนได้ยินบางคนก็ไม่ได้ยินพูดว่ามาเป็นพระพุทธธาตุกันทุกคนเถิดไอ้พวกที่สวดทำวัตรเย็นทุกวันๆขอให้เป็นความจริงมาบ้างเถิดทุกเย็นมันพูดแต่ปากมันไม่เป็นพุทธธาตุ นี่ขอให้เป็นพุทธธาตุกันทุกคนๆที่มันสวดทำวัตรเย็นที่ว่ารับใช้พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้รู้ความหมายอย่างเดียวกับที่พระพุทธเจ้าประสงค์จะให้รู้มาเป็นพุทธธาตุกันทุกคน คนละไม้คนละมือทำให้มันรู้ธรรมะไปทั่วโลกนี่คือความประสงค์สืบเนื่องต่อไปจากรู้พระพุทธเจ้าทุกแห่งและก็มาช่วยกันชี้แจงให้เพื่อนมนุษย์ของเรารู้จักพระพุทธเจ้าองค์นี้ในระดับนี้ทั่วไปทั้งโลก

ทั้งโลกจะดับทุกข์ได้ ทั้งโลกจะเลิกถือว่าตัวตนเห็นแต่เป็นเพียงอาการปติจะสมุบาทเลิกตัวตนซะได้มันก็ไม่เห็นแก่ตนความเห็นแก่ตนมันก็ไม่กิเลสใดๆมันไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นโลกนี้ก็ถึงที่สุดไม่มีความทุกข์เลยเป็นโลกพระศรีอะรายะเมตไตรมีแต่ความเยือกเย็นเป็นสุขไม่มีคู่มึงกูต่อสู้กันมีแต่ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีนายทุน ไม่มีชนมาชีพพูด

อย่างนี้ก็พอมีแต่เพื่อนอย่าอยู่กันอย่างมีมึงมีกูกันเลยแม้ในหมู่บ้านเล็กๆ ครอบครัวมีแต่เพื่อนเกิดแก่เจ็บตายโลกนี้ก็มีสันติภาพถึงที่สุดคือนิพพานไม่มีกิเลส ความร้อน ความทุกข์มันคือนิพพานทุกคนอยู่กับนิพพานพอรู้ความจริงถึงที่สุดควบคุมความทุกข์มันมีแต่นิพพานช่วยกันสร้างโลกนี้ให้เต็มไปด้วยความสุขนิพพานนี่คือความปรารถนา ความหวังขอร้องท่านทั้งหลายช่วยกันพิจารณาแก้ปัญหาของตนให้หมดไม่มีความทุกข์ก็ช่วยเหลือผู้อื่นให้รับอย่างเดียวกันเราดับทุกข์ได้เท่าไรก็ช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้เท่านั้นสอนมากไม่ได้สอนได้เท่าที่เราทำได้นี่คือความปรารถนาปีนี้พบกันในโอกาสเท่านี้พูดกันได้เท่านี้แต่ก็เยอะแยะขอให้เอาไปปฏิบัติไห้ได้อย่าลืมช่วยกันเผยแผ่ธรรมะไม่ต้องรอให้เป็นอรหันต์เสียก่อนค่อยสอนไม่จำเป็นตัวเองทำได้เท่าไรก็สอนได้เท่านั้นพระพุทธเจ้าโปรดสาวกองค์หนึ่งได้หลายสิบไม่ทันเป็นพระอรหันต์ท่านก็ส่งไปเผยแผ่พุทธศาสนาแล้วนี่เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ดับทุกข์ได้เท่าไรก็สอนเท่านั้นนิดหนึ่งก็ได้ขอให้มีแก่ใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เมตตากรุณา

แท้จริงแล้วมันอยู่ที่ตรงนี้นอกจากนั้นมันมีเมตตาเอาหน้าเมตตาเล่นละครอะไรไม่รู้ป่วยการเมตตาจริงช่วยให้ดับทุกข์ได้เท่าที่เราดับทุกข์ได้นี่คือเมตตาจริงเรื่องที่จะพูดวันนี้มีเท่านี้ขอให้เห็นพระพุทธเจ้าในทุกหนทุกกแห่งคืออาการปติจะสมุบาทเห็นแล้วดับทุกข์ได้แล้วก็ช่วยเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายให้เห็นด้วยและก็ดับทุกข์ได้ก็เห็นสาวกที่ซื่อสัตว์ต่อพระพุทธเจ้าเป็นพุทธธาตุได้ด้วยกันทุกคนๆตั้งใจทำจริงนี่คือเรื่องที่มีค่าที่สุด ถ้าท่านรับเอาไปก็ถือว่ารับสิ่งที่มีค่าที่สุดเกินค่าในการที่มาทำอาสาฬหบูชาจากที่ไกลอดนอนลำบากเปลืองเงินเปลืองเวลาแต่ได้ผลเกินคาดขอให้จดจำอาตมาขอยุติการบรรยายธรรมเทศนาตอนแรกไว้เพียงเท่านี้ขอให้คิดให้นึกวิพากย์วิจารจะไม่เชื่อก็ได้จะแย้งก็ได้เอามาพูดจากัน

แม้แต่จะเชื่อต้องไปคิดไปนึกไม่ใช่ว่าเชื่อแล้วจะมีประโยชน์ให้แจ่มแจ้งปฏิบัติได้ผลของการปฏิบัติขอให้เป็นอย่างนี้และให้มีมากยิ่งขึ้นทุกปีขอให้ได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จริงยิ่งๆขึ้นไปจากพระพุทธเจ้าอย่างบุคคลถึงพระพุทธเจ้าอย่างธรรมะทั่วๆไปมาถึงพระพุทธเจ้าอย่างที่เรียกว่าอาการปติจะสมุบาทที่แสดงอยู่ทั่วทุกหัวระแหงให้เราอยู่ท่านมกลางพระพุทธเจ้าทุกขุมขนตัวเราทุกขุมขนมีพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ขอยุติการบรรยายตอนนี้ไว้เพียงเท่านี้

http://www.vcharkarn.com/varticle/34689

. . . . . . . . .