ศาสนาของคู่กันกับชีวิต โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

ศาสนาของคู่กันกับชีวิต โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – ปัญหาเฉพาะหน้า
แล้วปฏิบัติให้มันถูกต้องตามนั้นนี้เป็นของคู่กันกับชีวิตจริงๆก็จะได้รับประโยชน์จากธรรมะเต็มตามความหมายได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับแต่บุคคลโดยมากไม่ค่อยสนใจและยังไม่มีความรู้ชัดเจนว่าธรรมะนั้นคืออะไรขอให้สนใจเป็นพิเศษในข้อนี้ไม่ว่าจะรู้ว่าธรรมะนั้นมันเป็นอย่างไรคำว่าธรรมะธรรมะแปลว่าหน้าที่ที่ถูกต้องแก่ความรอด หน้าที่ที่คนจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องแก่ความรอดของตน สิ่งที่จะแบ่งเป็นความรอดนั้นอาจจะแบ่งได้ 2 ชั้น รอดทางร่างกายคือไม่ตายนี้ก็อย่างหนึ่ง แล้วก็รอดทางจิตคือจิตไม่ถูกกิเลสบีบคันให้มีความทุกข์ก็คือรอดจากความทุกข์นี้ชั้นหนึ่งโดยมากสนใจกันแต่เรื่องตายและไม่สนใจจะรอด ไม่สนใจเรื่องรอดจากความทุกข์คือการบีบคันของกิเลสจึงมีการถูกบีบคันอย่างกิเลสที่มีอยู่ทั่วๆไปหรือตลอดเวลาหาความสุขมิได้ยังนอนหลับยาก ยังเป็นโรคประสาท โรคจิต โรคบ้า แล้วก็ตายไปก็มีฆ่าตัวเองตายก็มีนี้ก็ไม่สนใจในเรื่องความรอดในฝ่ายจิตใจ จิตใจถูกบีบคันอยู่ด้วยกิเลสสักเท่าไรนี้เป็นสิ่งที่ควรจะทราบกันไว้มันถูกบีบคันด้วยกิเลสมากเหลือเกินมากยิ่งกว่ามากจึงจะเปรียบโดยอุปมาก็เหมือนอย่างว่าบุคคลก็ถูกโยงขึ้นไปข้างบนด้วยกิเลสประเภทความยาก ความหวัง ความต้องการ หรือความหวังหวังที่ตนจะได้ชอบใจนี่ข้างบนก็ถูกดึงไปอย่างนี้ ข้างล่างก็ถูกดึงอยู่ด้วยความกลัว ความหวาดระแวงว่าตัวจะไม่ได้สิ่งที่ตัวชอบใจ

นี่ตรงกลางมันก็ถูกเผารนอยู่ด้วยไฟ คือลาคะ โทสะ เปรียบกันอย่างนี้เพื่อเข้าใจกันง่ายๆว่ามันจะมีความทุกข์ทรมานกันสักเท่าไร ข้อย้ำอีกทีหนึ่งว่าข้างบนมันถูกดึงถูกฉุดให้ไปข้างบนด้วยความหวังๆๆๆว่าจะได้นั้นจะได้นี้ตามที่ตัวต้องการเป็นความหิวกระหายอยู่เสมอนี้ทางหนึ่ง ข้างล่างนี้ก็ดึงด้วยความหวาดกลัว ความระแวงว่าจะไม่ได้สิ่งที่ตัวต้องการหรือสิ่งที่ได้มาแล้วจะสูญหายไปนี้ก็ดึงลงมาข้างล่างขึง พืชเอาไว้แล้วตรงกลางถูกเอาไฟลน ลนด้วยลาคะความกำหนัดยินดี ลนด้วยโทสะความโกรธกัดแค้นเมื่อไม่ได้ที่ตัวต้องการถ้าได้ตามต้องการก็เหล้าร้อนอยู่ด้วยความยินดีความถนัดพอใจเมื่อไม่ได้ตามต้องการก็เหล้าร้อนด้วยโทสะความโกรธความขัดเคียงนี้มันเป็นการทรมานก็จะมองเห็นได้ก็จะเกิดความสนใจในทางที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ขอให้ท่านทั้งหลายมองดูให้ดีๆว่าชีวิตเป็นสิ่งที่เหมือนกับถูกทรมานอยู่ด้วยการอันน่ากลัวอย่างนี้คนแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ก็หมดทุกข์เมื่อทนทุกข์หนักเข้าก็เกิดความวิปลิดทางจิตทางใจกระทุ่งว่าเป็นโรคทางจิตกระทั่งว่าต้องตายต้องเป็นบ้าต้องฆ่าตัวตายหรือจะทำอัตตะพาลอยู่ตลอดเวลา นี้ก็ปัญหาปัญหาเฉพาะหน้าของคนทั่วๆไปทีนี้ว่าธรรมะเป็นของคู่มันหมายความว่าต้องประพฤติต้องกระทำให้ถูกต้องขอให้สังเกตดูให้ดีๆในส่วนนี้ว่าธรรมะคำนี้มีความหมายนักที่หมายถึงทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่างและบางอย่างเป็นที่จำเป็นสำหรับประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องธรรมะมีความหมายคำที่หนึ่งหมายถึงตัวธรรมชาติตามธรรมชาติทั่วๆไปความหมายที่สองหมายถึงกฎของธรรมชาติเพื่อต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องความหมายที่สามคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมชาตินั้นความหมายสุดท้ายคือผลที่จะต้องได้รับจะต้องรับจากการประพฤติกระทำอันถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องก็ตามเป็น 4 ความหมายบทนี้ก็เรียกว่าจบบท แต่ใน 4 ความหมายนี้มีสำคัญที่สุดก็คือความหมายที่ 3 ที่ว่าหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติอยากให้สังเกตดูให้เห็นว่าตามธรรมชาตินั้นคนเราแต่ละคนก็มีธรรมะ 4 ความหมายนี้อยู่ในตนร่างกายก็ดีจิตใจก็ดีนี้เป็นธรรมชาติมันเป็นธรรมชาติอยู่ที่ตน ร่างกาย และจิตใจ และร่างกายและจิตใจมีกฎของธรรมชาติอยู่ว่าจะต้องเป็นไปอย่างนั้นเป็นไปอย่างนั้น สำหรับเป็นทารกที่เติบโตเป็นหนุ่มสาวผู้ใหญ่เป็นคนแก่คนเฒ่ามีเรื่องต่างๆตามกฎของธรรมชาติหมายความว่าในกฎของธรรมชาตินั้นมีอยู่ในชีวิตที่ว่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ เราจึงต้องทำทุกอย่างให้ถูกตามกฎของธรรมชาติเพื่อรอดชีวิตนับตั้งแต่หาอาหาร กินอาหารปฏิบัติร่างกายให้ถูกต้องหน้าที่ต่างๆทั้งหมดทั้งสิ้นเพื่อความรอดนี้ความหมายที่ 3 สำคัญมากและแล้วก็ได้รับผลที่สมควรที่จะปฏิบัติหน้าที่เมื่อปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อปลอดภัยก็เป็นสุขสบายดีเมื่อปฏิบัติไม่ถูกต้องผลก็เกิดมาเกิดขึ้นมาเป็นผลร้ายเป็นทุกข์ทรมานนี้คือปลอดยู่กับหน้าที่คือผลปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องทั้ง 4 ความหมายนั้น ความหมายที่ 3 คือหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินี้แหละเป็นความหมายที่สำคัญที่สุดผู้ใดประพฤติปฏิบัติได้ผู้ใดก็หมดปัญหาจะความทุกข์ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจทำให้มีความถูกต้องในความเป็นมนุษย์ตรงนี้บางคนยังไม่เข้าใจ โดยเข้าใจเสียเกิดมาต้องเป็นมนุษย์มันเป็นมนุษย์ในความหมายธรรมดาสักว่าเป็นคนเดี๋ยวนี้อยากจะบอกว่าคนกับมนุษย์นั้นต่างกันมาก ต่างกันลึกลับ ต่างกันเหมือนฟ้ากับดินท่านทั้งหลายก็มองดูฟ้ากับดินมันต่างกันอย่างไรแต่คนกับมนุษย์มันยังต่างกันมากกว่านั้นว่าเป็นคนยังไม่รู้อะไรมันเดินลงมันเดินลงต่ำถ้าเป็นมนุษย์มันรู้ว่าอะไรเดินลงเดินขึ้นสูงคนมันเดินขึ้นสูงก็เดินลงต่ำมันก็ต่างยิ่งกับฟ้ากับดินมันอยู่เฉยๆขอให้สนใจดีว่าถ้าเป็นคนจะดูยิ่งต่ำถ้าเป็นมนุษย์มันจะเดินขึ้นสูงถ้าเดินลงต่ำมันก็พบจะเกิดปัญหาเกิดความทุกข์สูงมันก็เหนือสิ่งเหล่านั้นได้ดีๆอยู่เหนือปัญหาอยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง ถ้าเป็นคนกับปัญหาต่างๆความทุกข์ต่างๆตรงกับความหมายของคำว่าคนคนอยู่อย่างนี้ระหกระเหินเท่าไรก็ถูกคนแต่เป็นมนุษย์จิตใจมันสูงคือมันรู้สิ่งที่ควรจะรู้พอรู้แล้วก็ไม่เป็นทุกข์เบิกบานแจ่มใสนี้เรียกว่าคนมันเป็นปัญหานาๆชนิด ถ้าเป็นมนุษย์มันก็อยู่เหนือปัญหาเหล่านั้นมันต่างกันมากอย่างนี้ธรรมะเป็นหน้าที่แห่งความรอดมันเลื่อนให้คนเป็นมนุษย์จะให้เป็นเรียกว่าเป็นคนแท้หรือว่าเป็นคนที่ถูกต้องหรือเป็นคนแท้ก่อนก็ได้ถ้าความหมายของชนๆชนะนี้มันเพียงตี่ว่าเป็นคนถ้าเป็นคนนี่คือเป็นคนแท้มันเป็นคนแท้เพราะมันมีธรรมะ ธรรมะทำให้เป็นคนแท้ธรรมะทำให้คนเป็นคนที่แท้จนมาเป็นมนุษย์คือเป็นสัตว์ที่แท้ที่มีใจสูงอยู่เหนือปัญหาทั้งปวงดังที่กล่าวมาแล้วกระทั่งทำให้เป็นยอดมนุษย์ ธรรมะทำให้มนุษย์ธรรมดาไปสู่ยอดของมนุษย์ที่เรียกกันว่าพระอรหันต์ก็แล้วกันยอดของมนุษย์อยู่ที่นั่นมันถูกต้องแล้วเป็นมนุษย์ที่สูงขึ้นไปแล้วเป็นยอดของที่สมมุติเรียกกันว่าพระอรหันต์มีจิตใจชยนิดที่ทำอย่างไรมันก็เป็นทุกข์ไปได้เพราะว่ามันจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรจะเกอดแก่เจ็บตายอย่างไรมันก็ไม่เป็นทุกข์มันมีจิตใจพิเศษที่เป็นทุกข์ไม่ได้นั่นก็เพราะเหตุที่มีธรรมะๆเมื่อเมาถึงขั้นนี้แล้วก็จะเห็นได้ว่าคนกลายเป็นธรรมะไปๆ ธรรมะเป็นคนซะเองลองฟังมันจะได้ความอย่างไร คนเป็นธรรมะซะเองคนเป็นธรรมเป็นตัวธรรม นี้ตัวธรรมนั่นแหละเป็นตัวคน หรือจะพูดกันไปว่าคนเป็นธรรมะ ธรรมเป็นตัวคนนี้ก็พูดได้ว่ามันง่ายตามธรรมชาติ ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าในตัวคนเป็นธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติมีผลจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างที่เราคนคือธรรมะ ธรรมะก็คือคนที่จะเห็นต่อไปว่าคนได้ถึงธรรม ธรรมได้ถึงคน คนถึงธรรมเพราะว่าคนมันมีธรรม แต่ว่าธรรมมันถึงคนเพราะว่าคนมันปฏิบัติธรรมดีหรือไม่ดีแต่คนถึงธรรมและธรรมก็ถึงคนมันหนีไม่พ้นมันต้องเป็นอย่างนี้เสมอมองทีแรกคนครึ่งธรรมะ ธรรมะก็ครึ่งคนคนครึ่งธรรมะอาศัยธรรมะเป็นที่พึ่งก็พ้นจากทุกข์ธรรมะก็พึ่งคนเพื่ออาศัยคนปฏิบัติธรรมะให้เพิ่มขึ้นอยู่ธรรมะจึงมีอยู่ถ้าไม่มีคนปฏิบัติธรรมะ ธรรมะก็ไม่มีคิดดูให้ดีว่าถ้าไม่มีคนธรรมะก็ไม่ปรากฏเพราะไม่มีใครปฏิบัติธรรมะ ธรรมะพึ่งคน คนก็พึ่งธรรมะธรรมะก็พึ่งคนมีคนก็เพราะมีธรรมะมีธรรมะก็เพราะมีคนขอให้คิดดูให้ดีมีคนก็เพราะมีธรรมะคือคนมีธรรมะก็เพราะมีคนผู้ปฎิบัติธรรมะมันใกล้ชิดกันอยู่อย่างนี้อย่างนี้เป็นของคู่กันกับชีวิตดูให้ลึกลงไปอีกว่าธรรมะมันสร้างคนไม่มีธรรมะก็ไม่มีคนจึงกล่าวได้ว่าธรรมนั้นมันมีคนขึ้นมาแล้วโดยทางหนึ่งคนมันเป็นผู้สร้างธรรมะคือปฏิบัติธรรมะให้ธรรมะมันปรากฏออกมา มิฉะนั้นแล้วธรรมะมันไม่ปรากฏออกมาแล้วจะพูดว่าธรรมะสร้างคนก็ถูกคนสร้างธรรมะก็ถูก ธรรมะสร้างคนถ้าไม่มีธรรมะแล้วคนตายคนอยู่ไม่ได้ไม่มีความถูกต้องตามหน้าที่ของธรรมชาติของกฎธรรมชาติมันก็ตายมันก็มีธรรมะความถูกต้องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติคนก็มีอยู่ธรรมะมันสร้างคนขึ้นมารักษาคนไว้ คนก็สร้างธรรมะคือทำให้ปรากฏออกมาไม่ได้หมายความว่าสร้างคนสร้างสิ่งของทำให้ธรรมะมันปรากฏออกมาในโลกให้เห็นชัดว่ามันมีอยู่ในโลกทีนี้ดูที่มันเกี่ยวข้องกันมากขึ้นไปอีกก็คือว่ามีธรรมะก็มีสุขมีสุขก็มีธรรมะธรรมะก็มีสุขสุขทั้ง 2 อย่างก็คือสุขอย่างที่เป็นโลกายะธรรมดาสามัญหรือสุขทางกายนี้ก็ได้คือสุขโอสุทะระสูงขึ้นไปเป็นฤดูกาลจิตที่สูงขึ้นไปก็ได้สุขทั้ง 2 ประการนี้มันมีมาเพราะมันมีธรรมะมีธรรมะก็มีสุขมีสุขก็มีธรรมะท่านจะต้องการความสุขทั้ง 2 อย่างหรือต้องการเพียงอย่างเดียวก็ตามใจมันก็ดีกว่าไม่ดีซะเลยมีความผาสุกสะดวกสบายทางฝ่ายร่างกายก็เพราะมีเหตุธรรมะมีความสุขสูงขึ้นไปในทางจิตใจอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งใดๆในโลกนี้ก็เพราะว่ามันมีธรรมะก็มีสุขมีสุขก็มีธรรมะคนมีธรรมะอยู่ในตน ทั้ง 4 ความหมายถ้ามองไม่เห็นจะไปโทษใคร ก็มองไม่เห็นมองไม่เห็นขอเตือนอีกทีว่าคนมันเป็นตัวธรรมชาติเนื้อหนังร่างกายจิตใจก็เป็นตัวธรรมชาติธรรมชาตินั้นก็มีอยู่ในคนและในธรรมชาตินั้นก็มีกฎของธรรมชาติควบคุมบังคับธรรมชาติอยู่มันก็มีอยู่ในตัวธรรมชาติเมื่อตัวคนเป็นธรรมชาติตัวคนก็มีกฎของธรรมชาติสิงสถิตอยู่บังคับมันให้ถูกต้องโดยเจตนานารู้สึกก็มีไม่รู้สึกก็มีกฎของธรรมชาติให้มีความเจริญเติบโตเกิดใหม่อย่างนี้ก็เป็นกฎของธรรมชาติร่างกายทุกๆปรมานูนหรือทุกๆเซลล์อย่างนี้มันก็มีกฎของธรรมชาติบังคับให้เป็นไปอย่างถูกต้องเราจึงรอดชีวิตอยู่แต่ว่าคนกลับไม่รู้จักเพราะไม่รู้จักจึงทำผิดทำผิดต่อธรรมชาติได้เจ็บได้ป่วยกันทางกายบ้างทางจิตบ้างมันก็เลยเป็นปัญหาทำไม่ถูกต่อกฎธรรมชาติก็เลยเกิดการขัดแย้งอย่างนั้นอย่างนี้ที่เรียกว่าอาภาคเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วยเจ็บไข้โดยประการใดๆก็ตามเมื่อคนทำตามหน้าที่ถูกต้องมีธรรมะมีหน้าที่ถูกต้องคือมีธรรมะธรรมะคือหน้าที่ที่ถูกต้องแก่ความรอดก็มีความเป็นคนที่มีความรอดรอดกายรอดทุกข์บางทีตายก่อนก็ได้ ถ้ามันมีแต่ความทุกข์คนจึงฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์นี้ก็มีอยู่บ่อยๆนั้นเราก็เป็นคนที่มีความรอด รอดกายรอดชีวิต รอดทางจิตที่ไม่มีความทุกข์ที่ย้ำยีกิเลสที่บีบคันในลักษณะที่กล่าวมาแล้วว่าข้างต้นว่าข้างบนก็ถูกดึงด้วยความหวังดึงขึ้นไปข้างบนข้างล่างถูกดึงด้วยความหวาดกลัวกลัวระแวงตรงกลางก็ถูกลนเผาโมคะ โทสะบ้างนี่มันทรมานขนาดนี้แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามีอะไรแก้ไขไม่ได้ก็ได้แต่ร้องโวยวายทุกข์ไปบ่นแต่ว่าโชคร้ายโชคร้ายอะไรไม่ได้ก็มีแต่จะฆ่าตัวตายนั้นเราจะเห็นคนฆ่าตัวตายกันบ่อยๆก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้นั้นเราจะต้องเป็นคนมีธรรมะไอ้คนที่มีธรรมะฟังน่าฟังสักหน่อยว่าธรรมะชีวีธรรมะชีวีจะจำไว้ดีๆว่าธรรมะชีวีมีชีวิตเป็นธรรมะมีธรรมะเป็นชีวิตชีวิตเป็นธรรมะมีธรรมะเป็นชีวิตอย่างนี้เรียกว่าธรรมะชีวีคนมีธรรมธรรมมีคนคนมีธรรมธรรมมีคนนั่นแหละคือธรรมะชีวีเพราะว่าคนนั้นมันมีธรรมะมีธรรมะเป็นชีวิตธรรมมีคนธรรมะสิงสถิตอยู่ที่คนหรือครอบงำคุ้มครองคนอยู่คนนั้นก็เรียกว่ามีธรรมะเป็นชีวิตขอให้บำเพ็ญตนให้ได้ชื่อว่าเป็นธรรมะชีวีจงด้วยกันทุกๆคนจงมีธรรมะเป็นชีวิตคือมีความถูกต้องแก่ความรอดเป็นชีวิตจิตใจให้มีธรรมะคือทำหน้าที่ที่ถูกต้องต้องแก่ความรอดทุกๆชนิดนี้เรียกว่าธรรมะชีวีมีธรรมะเป็นชีวิต ถ้ามันมีอะไรทุกข์ร้อนรำคาญอะไรอยู่ก็ขอให้รู้เถอะว่ามีในมีอะไรไม่ถูกต้องถ้ามันเดือดร้อนรำคาญอยู่อย่างมากก็ไม่ถูกต้องเป็นอย่างมากมันมากเกินไปมันก็ฆ่าตัวตายถ้ามันมีอะไรเป็นสิ่งที่ไม่พอใจรบกวนอยู่ก็ให้รู้เถอะว่ามันขาดธรรมะขาดธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งถ้าสบายดีก็เรียกว่าถูกต้องรี้ก็ไม่ขาดธรรมะแต่ดูให้ดีว่ามันสบายจึงรึเปล่าที่เราปล่อยไปตามอารมณ์พอใจนั้นนั้นแหละมันเป็นสิ่งสบายรึเปล่าอย่าไปหลงความเพลิดเพลินอันหลอกลวงส่าเป็นความสุขดูให้ดีๆว่าอันนี้มันหลอกลวงหรือไม่มันต้องเป็นความสุขที่แท้จริงไม่ใช่ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงคนเรา โดยมากเอาความเพลิดเพลินที่หลอกลวงนั้นมาเป็นความสุขหลงไปข้อนี้มันมีหลักที่จำง่ายๆว่าถ้าสุขก็สะกดตัว กอ สะกด ความสุขนั้นก็เหมือนกับว่าเผาให้สุขต้มให้สุขตีให้สุข ก็สุขอย่างนั้นมันร้อนถ้ามัน ขอ สะกดมันก็คือสุขเย็นมันถูก กอ สะกด หรือถูก ขอ สะกด ระวังกันให้ดีๆถ้าไม่รู้แล้วมันจะสำคัญผิดมันจะไปเอาความสุข กอ นั้นแหละมาเป็นตัวสะกดคือสุขของกิเลสกิเลสนั้นเปรียบเหมือนไฟมันเผาให้ร้อนเมื่อกิเลสมันได้เหยื่อแล้วเป็นความสุขของกิเลสแล้วก็สุข กอ สะกดอย่าไปเอากับมันเลยต่อเมื่อกิเลสมันไม่ได้แสดงบทบาทธรรมะควบคุมไว้ได้มี่มีกิเลสมาวุ่นวายจึงจะเป็นความสุขสงบเย็นนี้มันก็สังเกตได้ไม่ยากเข้าใจได้ไม่ยากนักแต่ที่ยากเพราะว่าบังคับจิตไม่ได้เพราะว่าสุขของกิเลสนั้นมันมีเสน่ห์มากมีความยั่วยวนมากมีความหลอกลวงเหลือประมาณคนจึงตกไปในความหลอกลวงของกิเลสซึ่งมีสิ่งยั่วยวนเหลือที่จะกล่าวมีเสน่ห์ก็ต้องระวังกันให้ดีพิเศษข้อนี้มันก็จะต้องอาศัยสติความระลึกกลัวความระลึกรู้สึกกลัวเป็นเครื่องต่อต้าน ถ้าสติไม่พอมันก็ระลึกไม่ได้มันก็ตกเป็นเหยื่อของกิเลสกิเลสก็เป็นใหญ่ก็ครอบครองชีวิตนี้ให้เป็นไปตามเรื่องของกิเลสมันก็มีปัญหามีความทุกข์ในเรื่องยุ่งยากลำบากหาความสุขไม่ได้จะมีเงินมากก็มีความยุ่งมากมีอำนาจมากก็ยิ่งยุ่งมากยิ่งมีอะไรมากก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ไปยิ่งเท่านั้นก็ว่าเขาไม่มีสติที่จะระงับจิตใจตั้งเริ่มต้นไปไปกระทำผิดก็แล้วมันก็กระทำผิดต่อๆไปเรื่อยๆสตินี้ก็เรียกว่าธรรมะเป็นเครื่องเกิดไม่ใช่เกิดหวาดกลัวแต่ว่าเกิดโดยไม่หลับถ้าไม่มีสติมันก็เหมือนกับคนหลับถ้ามีสติมันก็เหมือนกับคนตื่นดังนั้นเราจึงเป็นคนเกิดอย่างมีสติอยู่เสมอเหมือนกับตื่นอยู่เสมอไม่หลับเพื่อเปิดโอกาสให้กับกิเลสคุ้มกันความผิดพลาดทั้งหลายได้เป็นเครื่องร่างที่แท้จริงที่จะป้องกันสะเหียนจังไรได้แต่คนเขาก็มีเครื่องรางอย่างอื่นไม่สนใจเครื่องรางที่แท้จริงขิงพระพุทธเจ้าคือสติคือสติเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันสะเหียนจังไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้โดยประการทั้งปวงสตนี้มันจะช่วยกั้นกระแสหรือไม่ให้เกิดกระแสที่จะไหลไปในทางผิดพลาดหรือความทุกข์ไม่ให้เกิดกระแสของกิเลสไม่ให้เกิดกระแสของความทุกข์หรือว่าไม่ให้มันไหลไปในกระแสของกิเลสความทุกข์แต่จิตมันเป็นไปในกระแสความถูกต้องหน้าที่ที่ถูกต้องแก่ความรอดกระแสชีวิตนี้ก็มีเป็นเรื่องเป็นราวโดยละเอียดที่เรียกว่าอิทัปสะยะตาขอให้สนใจศึกษาต่อไปข้างหน้าว่ามีรายละเอียดพอที่จะจำใจความสำคัญได้แต่มันไม่มีสติเมื่อผัสสะเมื่อตากระทบรูป เมื่อหูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส ร่างกายกระทบสิ่งที่มาสัมผัสผิวหนัง ใจได้กระทบความคิดนึกนี่เรียกว่าเป็นการกระทบเกิดวิญญาณรู้แจ้งในการกระทบเป็นความกระทบเพราะเป็นวิญญาณรู้แจ้งแต่เวลานั้นมันขาดสติมันก็เกิดเวทนาที่ไม่มีสติ เวทนาที่โง่เขลา ทำให้หลงรักในที่น่ารัก ทำให้หลงเกลียดในสิ่งที่น่าเกลียด มันเป็นเวทนาโง่นี่มันกระแสเริ่มแล้วเริ่มตั้งต้นแล้วพอมีเวทนาที่โง่อย่างนี้แล้วก็เกิดตัณหาขึ้นความอยากไปตามเวทนานั้น ถ้าเวทนาเป็นสุขก็อยากได้ถ้าเวทนาเป็นทุกข์ก็อยากทำลายเวทนาที่มันไม่แน่นอนก็เกิดความสงสัยวนเวียนอยู่ว่ามันจะเป็นอะไรเรียกว่ามีความอยากอย่างรุนแรงที่มันจะเกิดขึ้นตามเวทนานั้นแล้วแต่ว่ามันจะเป็นเวทนาอะไรเกิดความอยากๆๆๆอยู่ในใจนั้นแอหละมันก็เกิดความคิดขึ้นมาทันทีว่ารู้สึกไปว่ามีตัวกูผู้อยากของให้มีความอยากเถิดว่ามีตัวกูผู้อยากขึ้นมาเองโดยมีความอยากมีมันก็เกหิดกับความรู้สึกตัวกูอยากขึ้นมานี้มันก็เรียกว่ามีตัวกูตัวกูเป็นผู้อยากก็จะเป็นผู้ยึดครองหมดอยากมาเป็นของกูได้มาตามประสงค์ว่าเป็นของกูกูอย่างนี้แล้วเรียกว่ามีปัญหาเต็มที่เอาอะไรมาเป็นของกูเอาอะไรมาเป็นตัวกูเกิดความอยากเกิดความบีบคันทุกข์ทรมานสู่ไม่มีตัวกูไม่ได้เหมือนว่ามีดมันบาดนิ้วมือเจ็บปวดไอ้ความเห็นไม่คิดว่ามีดมันบาดนิ้วมือมันไปมีความคิดว่ามีดมันบาดกูแทนที่จะคิดว่ามีดมันบาดนิ้วหนึ่งตามธรรมดามีดคมแข็งผ่าเข้าไปที่นิ้วก็บาดนิ้ว ถ้ามองเห็นอย่างนี้ก็ไม่บาดหนาถ้ามันมองว่ามีดมันบาดกูกูจะเป็นทุกข์มันก็เป็นทุกข์ไอ้กูมันพึ่งเกิดไม่ได้มีธรรมชาติมันก็มีความอยากความอยากอย่างรุนแรงแล้วก็เกิดอุปาท

http://www.vcharkarn.com/varticle/34420

. . . . . . . . .