การทำชีวิตให้มีธรรมะ โดย ท่าน พุทธทาส ภิกขุ

การทำชีวิตให้มีธรรมะ โดย ท่าน พุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – ชีวิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกับธรรมชาตินี่ก็อย่างกับคนละโลกจริงๆ คนที่อาศัยอยู่ในสถานที่ที่ต่างกันเช่นนี้หรือก็มีความคิดและรู้สึกต่างกันในตามแบบนั้นๆ ก็จะมีความรู้สึกอะไรจากการเป็นอยู่อย่างของตน อย่างง่ายที่อย่างนั้น อย่างที่กำลังอยู่ที่นี่ก็ขอได้สนใจก็ขอให้เก็บเอาไปเป็นทุนศึกษาธรรมะต่อไปข้างหน้า จึงจะพูดถึงปัญหาขัดข้องในการศึกษาธรรมะแก่ท่านทั้งหลายพอสมควร ในตัวธรรมะแท้จริงไม่ใช่ตัวหนังสือและไม่ใช่เรียนได้จากหนังสือ ธรรมะที่แท้จริงต้องเรียนจากความรู้สึก ที่มีอยู่ในใจ ถ้าเรียนจากอย่างนั้นเราก็จะรู้ธรรมะ เรียนจากหนังสือเราก็จะรู้หนังสือ เรียนด้วยบันทึกที่เขาบันทึกอะไรกันไว้เป็นเครื่องช่วยจำอย่างนี้เสียมากกว่า สิ่งที่ได้ขาดไปมันไม่ใช่มีค่ามีความหมาย สิ่งที่เราจะต้องทำความรู้สึกโดยตรงขึ้นมา เพื่อเป็นบทเรียนสรุปการศึกษา มันก็ใช่คำพูดคำหนึ่งที่อยากจะให้สนใจและจำเอาไว้ คือโดยใจความที่ว่าสิ่งที่ได้ผ่านโดยความรู้สึกแล้ว มันเป็นเรื่องฝ่ายจริงฝ่ายวิญาณอยู่ ไม่ใช่วัตถุแต่อันที่จริงแต่โดยเหตุจิตและวิญญาณเกี่ยวข้องกับวัตถุอยู่บ้างก็ธรรมดาเพราะมันต้องเกี่ยวข้องอยู่บ้างแต่ความมุ่งหมายอันแท้จริงคือมุ่งฝ่ายวิญญาณคือความรู้แจ้ง คือทุกอย่างที่ผ่านไปในชีวิตย่อมผ่านไปอย่างที่เป็นไปทั้งนั้นเลย ทุกเรื่องเลยและเราก็มี่สติปัญญาเจริญเติบโตมาก็ด้วยสิ่งนี้แหละ ด้วยสิ่งนี้มันขยายตัวออกไป สติปัญญามันก็ขยายตัวออกไป

แต่ความรู้ทางด้านจิตและวิญญาณมันก็ขยายตัวออกไปนี่คือสิ่งซึ่งเป็นความจริง ที่ค่อนข้างจะเร้นลับบางคนก็ไม่ได้จะสนใจยิ่งกว่านั้นก็จะอ่านแต่หนังสือจะจดจำจากหนังสือจะใช้หนังสือเป็นที่พึ่งท่านเรานี้ก็จะใช้แต่หนังสือ ของเรานี้ก็รู้ธรรมะแบบในหนังสือ คือไม่รู้ธรรมะแบบที่จะต้องรับจากจิตใจซึ่งขอให้สังเกตจนรู้จักสิ่งเหล่านี้ สิ่งนี้เราก็มีมาต้องแต่อ้อนแต่ออดจากท้องแม่ แต่มันก็ตั้งต้นน้อยมากตั้งต้นไม่พอและเดินไปทางผิดเสียมากมาย ให้กว่ากลับตัวได้มาแนวทางถูเนี่ยเสียเวลาไปตั้งมากมายนั้นคือเหตุให้ไม่รู้ธรรมะ ทั้งที่ธรรมะเป็นตัวธรรมชาติ ธรรมดานี่แหละ ธรรมชาติของธรรมชาติโดยธรรมชาติเพื่อธรรมชาติ อยู่ในตัวมันเองขอให้สนใจแบบธรรมะบอกเป็นสี่ความหมายว่าธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติธรรมะคือผลเกิดมาจากหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ถ้ารู้จักสิ่งทั้งสี่นั้นแล้วก็เท่ากับรู้จักตัวธรรมะมากมายที่เดียวและก็จะจัดพวกความรู้ต่างๆที่เรารู้อยู่แล้วนี้ว่า มันอยู่ในพวกไหนความรู้นี้เป็นความรู้เกี่ยวกับตัวธรรมชาติความรู้นี้เกี่ยวกับกฎของธรรมชาติ ซึ่งสิงสถิตอยู่ในสิ่งทุกสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต และกฎเกณฑ์นั้นสำคัญกับว่าถ้าใครไม่ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องนั้นก็คือตายถ้าเราประพฤติผิดกฎธรรมชาตินั้นก็คือตายจะต้องรู้สำหรับประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง เรียกว่าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาตินั้นปฏิบัติแล้วผลก็ต้องเกิดมาสมบูรณ์แก่การปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติอีกเหมือนกัน นี่คือธรรมะในความหมายใหญ่ๆ ความหมายกว้างๆที่ถ้ารู้แล้วก็จะเป็นการดีมาก และก็จะเข้าใจได้ว่าศึกษาไม่ได้จากหนังสือ ศึกษาไม่ได้จากการพูดจามันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันต้องสัมพันธ์จากสิ่งนั้นโดยตรงเราก็รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ที่นี่ถ้าว่าจะใช้คำอีกแนวหนึ่งใช้คำพูดอีกแนวหนึ่ง ก็จะพูดว่ามันเป็นเรื่องของสิ่งที่มีชีวิตถ้ามันไม่มีชีวิตมันก็จะไม่มีปัญหาอะไรเพราะมันเป็นทุกข์ไม่ได้ มันเป็นทุกแต่สิ่งที่มีชีวิต มีจิตรู้สึกนึกคิดต่างหาก นั้นธรรมะนั้นเป็นเรื่องของสิ่งที่มีชีวิต ถ้ามันเป็นก้อนหินมันก็ไม่มีเรื่องอะไร ก็ไม่ต้องเรียนธรรมะหรือปะไรปฏิบัติธรรมะอะไร ที่เราทุกคนนี้มีนเป็นสิ่งที่มีชีวิตในระดับสูงกว่าระดับต้นไม้ที่มีชีวิตและสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานก็ทั้งหลายซึ่งที่มีชีวิต เดียวนี้มันก็มีชีวิตที่เรียกว่าระดับคน แต่แล้วก็คิดดูเองก็แล้วกันว่า ตนเองที่เราว่าคนนั้นรู้จักระดับชีวิตกันกี่มากน้อยและท่านทั้งหลาที่นั่งอยู่ที่นี่ก็รองถามตัวเองดู ว่ารู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้นกันอย่างไรบ้างหรือกี่มากน้อย บ้างทีจะไม่ได้มาศึกษาธรรมะเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตด้วยซ้ำไป มันเป็นแต่เพียงล่ำลือว่าศึกษาก็เห่อๆตามกันไปแต่ศึกษาธรรมะก็ไม่ได้มุ่งไปใช้ในการดำเนินของชีวิต ก็เพราะเหตุว่าไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตอย่างเพียงพอที่จะศึกษาธรรมะ บ้างคนถึงกับเป็นกันมากๆคือไม่เคยนึกไม่เคยคิดว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันมีอยู่ด้วยซ้ำไป รองสังเกตดูบางคนไม่รู้ว่าถึงกับว่ามีชีวิต หรือตัวมีชีวิตอย่างนี้สิมันก็ยังมี แต่ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็จะได้ยินคำว่าชีวิตจนชินหูด้วยเคยใช้คำพูดคำนี้พูดจาด้วยแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะระวังให้ดีมันอาจจะรู้จักชีวิตแต่ในด้านนอกหรือในด้านวัตถุ หรือในด้านแห่งความโง่เขล่าอยู่ ความหมายสำหรับชีวิตที่มันโง่เขล่าในมีอีกอย่างหนึ่ง สำหรับความรู้แจ้งเห็นจริงนั้นมันมีอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเรายังไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริงอย่างเพียงพอเราก็ไม่อาจรู้แจ้งสิ่งที่เรียกว่าชีวิตโดยรู้แจ้งโดยเห็นจริงโดยสมบูรณ์ในชีวิตได้ นี่แหละคือปัญหาแหละที่ว่าทำไม แท้จริงไม้ประสบความสำเร็จในการศึกษาธรรมะ มันเหมือนกับคนที่ว่าไม่รู้ว่าเป็นโลกอะไร ก็เที่ยวหายาไปตามเขาว่าอย่างนี้มันจะได้ผลอย่างไร ผู้ที่มาสู่ธรรมะอยากมีธรรมะเป็นตัวปฏิบัติแต่ไม่รู้ว่าชีวิต มันมีปัญหาอย่างไรมันถึงกันไม่เคยสำนักเรื่องว่ามีชีวิตด้วยซ้ำไป แต่ก็มาสนใจศึกษาแสวงหาธรรมะ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรก็เหมือนกับคนที่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ไข้ ก็ไปเที่ยวแสวงหายากินใครว่ายาอะไรดีก็กินๆเขาไปนั้น มันไม่เกิดประโยชน์อะไรอย่างน้อยก็ควรรู้จักสิ่งพื้นฐานแหละ ที่เรียกว่าชีวิตนี้แก่กันเสียบ้างตามสมควร ต้องใช้คำว่าตามสมควรเพราะว่า มันควรรู้จักชีวิตได้จริงมันควรรู้จักประโยชน์แล้ว จะมีอายุ๙๐ปี ๑๐๐ปี ก็จะยิ่งดี อ้าวเรามาท้ากันว่าคนที่มีอายุ๒๐ปี๓๐ปีจะมีความรู้เรื่องชีวิตเท่า๙๐ปี๑๐๐ปีหรือไม่ ในเมื่อเป็นคนในระศึกษาอย่างเดียวกันมาตรฐานเดียวกันกายอย่างเดียวกันพยายามอย่างเดียวกันนี่แต่ในโลกนี้แม้แต่ไม่ได้พยายามศึกษา โดยตรงโดยเจตนาความรู้มันก็เกิดเองโดยธรรมะชาติ สะสมไว้มากขึ้นมากขึ้นนับมาตั้งแต่คลอดมาจากท้องแม่ ก็มาสัมผัสโลกนี้ ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจก็รู้ว่ามีอะไร ทางตาเห็นมีอะไรอย่างไร ทางหูได้ยินอะไรมีอย่างไร ทางจมูกทางลิ้นทางผิวกายผิวหนังนี่ และทางจิตใจเอง นั้นเด็กๆเขาก็ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นมาโดยธรรมะชาตินี้มันเกี่ยวกับว่า วัฒนธรรมในบ้านเรือน ถ้าในบ้านเรือนไหนมีวัฒนธรรมดีถูกต้องมีวัฒนธรรมเป็นหลังธรรมะสอดคล้องพึ่งมาจากศาสนาอบรมสั่งสอนในบ้านเรือนมันก็เป็นโชคดีสำหรับเด็กทารกเหล่านั้นที่เติบโตมาด้วยวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและความถูกต้องมันก็จะรู้ขึ้นมาอย่างถูกต้อง ถ้ามันมาในครอบครัวที่มันมีวัฒนธรรมเลวหรือไม่มีวัฒนธรรมเลยมันก็ไม่มีทางจะรู้ว่าอะไรดีอะไรถูกต้องและก็จะเห็นกลับกับด้วยก็ได้และยิ่งกว่านั้น โดยทั่วๆ ไปการเป็นอยู่ตามธรรมดาสามัญนี้มันทำให้โง่ เด็กทารกที่มันกินของอร่อยมันก็ว่าอร่อยอร่อยอร่อย นี้มันก็เกิดความรู้สึกคิดเราเกิดมาก็ต้องกินให้อร่อย เพราะถ้าไม้อร่อยก็บอกว่าไม่อร่อยเกิดเรื่องร้องไห้เกิดเรื่องโกรธแค้นอะไรกันขึ้นมา นี้สัมผัสทางตาหูจมูกทางกายใจนั้นทำให้โง่ มากขึ้นทุกทีทุกทีหลงรักในสิ่งที่น่ารัก โกรธเกลียดในสิ่งที่น่าเกลียดเป็นอย่างนี้มาจนโต หรือว่าใครว่าไม่เป็นอย่างนี้ก็รองคิดดู ถ้าเราเป็นอย่างนี้เราก็เสียเวลาโง่หนักเข้าโง่หนักเข้า จนกว่าจะมาเป็นผู้ใหญ่คนแก่คนเฒ่า ได้ยินเรื่องธรรมะธรรมโมว่าไม่จำเป็นต้องไปโง่รักสิ่งที่น่ารัก เกียจสิ่งที่น่าเกียจ โกรธสิ่งที่น่าโกรธ กลัวสิ่งที่น่ากลัว เนี่ยมันไม่ต้องไปเสียเวลากัน นี้เด็กทารกนั้นถูกสอนให้กลัว กลัวความมืดบางกลัวอะไรก็ไม่รู้ให้กลัวผีกลัวสางกลัวเทวดากลัวโชคชะตาราศีนั้นคือการทำให้โง่มากขึ้นมากขึ้น เขาจึงดำเนินชีวิตไปโดยที่ไม่รู้จักตัวชีวิตนั้นเลยมันก็มีหลักแค่ว่าเพียงว่ายินดีในสิ่งที่น่ายินดี ยินร้ายในสิ่งที่น่ายินร้ายมันก็มีแค่นั้นเอง หลงใหลในความเอร็ดอร่อย สนุกสนาน ที่ทำให้เราพลอยให้เราเป็นสุข เราอุตส่าห์เรียนหนังสืออุตส่าห์เรียนหนังสือยุให้อุตส่าห์เรียนหนังสือจะได้ทำงานดีมีเงินมากมาซื้อหาสิ่งที่สวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนานเด็กๆจึงเรียนหนังสือ นี้โตแล้วนี่หล่ะระดับมหาวิทยาลัยก็คิดจะเอาเงินจำนวนมากมาซื้อหาสิ่งที่สวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนานด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าความโง่นั้นยังครอบง่ำอยู่ ไม่มีความคิดไม่เคยมีความคิดที่ว่าเราจะออกมาจากอำนาจอันนี้ที่เป็นสิ่งเลวร้ายที่เป็นโมหะ เป็นอวิชาและก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ นี่เรียกว่าชีวิตที่ได้ผ่านมาจากเป็นหนุ่มเป็นสาวเวลานี่มันมีอะไรก็เรื่องที่ทำให้โง่ลงไป มีอะไรก็เรื่องที่ทำให้ฉลาดขึ้นมาถ้าฉลาดก็ฉลาดสำหรับจะโง่คือ ฉลาดสำหรับจะรักให้มากจะเกียจให้มากจะกลัวให้มาก จะทำอะไรให้มันมากกว่าคนที่มันไม่ฉลาดได้ เนี่ยมันคือฉลาดจะให้โง่ นั้นในโลกนี้จึงมีคนโกง มีการเล่าเรียนศึกษาดีในระดับสูงสุดในของแต่ละคนโกง คือเอาเปรียบคอยเอาเปรียบคอยขูดรีด คนอื่นเพ้อไม่ได้เขาก็คดโกงเอาเปรียบคอยขูดรีดด้วยความเห็นแก่ตัว ระวังข้อที่ว่ายิ่งฉลาดก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ถ้ายิ่งฉลาดเท่าไหร่ยิ่งเป็นอันตรายเท่านั้นเพราะว่าไม่มีธรรมะเข้ามาควบคุมความฉลาด ถ้าไม่มีธรรมะเข้ามาควบคุความฉลาด ให้มันเดินถูกต้องนั้นอย่าอวดดีอย่านิยมชมชอบ คนนี้มันฉลาด คนนี้มันฉลาด มันไอคิวสูงอะไรสูง ไอคิวสูง หละมันจะโกงเก่งถ้าธรรมะมันไม่เข้ามาควบคุม นั้นของให้เรารู้ว่าปัญหานั้นมันมีอยู่จริง พอคลอดออกมาก็เริ่มเดินทางผิดในด้านจิตใจพอใจ ที่จะได้ตามที่ความรู้สึกนั้นๆ ต้องการโดยที่ไม่รู้นั้นว่ามันเป็นความรู้สึกของกิเลส ธรรมะยังไม่ทันจะเกิดกิเลสก็เกิดเสียเต็มที่ไปหมด พอเด็กทารกมันรู้จักรักมันก็เกิดกิเลสกิเลสประเภทรัก พอมันรู้จักโกรธมันก็มีกิเลสประเภทโกรธ ประเภทเกลียดประเภทที่กลัวประเภทวิตกกังวลอาลัยอาวอน หลงใหลมัวเมา กิเลสยึดครองแผ่นดินที่ร่างกายที่เรียกว่าร่างกายหรือชีวิตแผ่นดินชีวิตเนี่ยกิเลสยึดครองมาก่อน เจ้าของมันมัวแสวงหาสิ่งสวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนาน จะเรียกอีกที่ก็ดีเหมือนกันมันเป็นสิ่งที่ช่วยให้รีบศึกษาช่วยให้รีบเล่าเรียนช่วยให้รีบทำการงาน แต่มันน่าสงสารเมื่อได้เงินจากการทำงานก็ไปซื้อหาเยื่อให้กับกิเลสคือสิ่งที่บำรุงบำเรอกิเลส ก็ได้แก่ความสวยงามความเอร็ดอร่อยความสนุกสนานทางวัตถุทางเนื้อทางหนังนั้นเอง เนี่ยคือตัวปัญหาถ้าไม่เข้าใจหรือว่ามองเห็นว่ามีปัญหาก็อยากที่จะศึกษาธรรมะ จะไม่รู้ธรรมะที่เป็นธรรมะ จะเป็นธรรมะสำหรับจำ ธรรมะสำหรับพูด ธรรมะที่มันดับความทุกข์มิได้

หน้าที่ 2 – โลกียะ
ขอให้สนใจรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตชีวิตนั้นให้ดีดี อายุ๑๐ปีรู้จักเรียกว่าสิ่งที่ชีวิตเท่าไรอายุ๒๐ปีรู้จักชีวิตเท่าไร๓๐ปีรู้จักชีวิตท่าไร๔๐ปี๙๐ปีจนกระทั่ง๑๐๐ปีรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตเท่าไร ถ้ามองเห็นความจริงข้อนี้หละก็เด็กๆจะไม่ดูถูกคนแก่ คนอายุน้อยๆเนี่ยจะไม่ดูถูกคนแก่แต่ว่าคนหนุ่มอาจจะข้าใจว่าเราไปเรียนมามากจากเมืองนอกเอาปริญญามาเป็นหางจากเมืองนอก ดังนั้นเราก็จะรู้อะไรมากกว่าตาแก่ยายแก่ที่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่ย่า ตายายของเราเอง ข้อนี้อย่าได้คิดอย่าได้คิดอย่างนั้น มันเป็นคนละเรื่องกัน ในเรื่องที่ไปเรื่องจากเมืองนอกมากมายนั้นเป็นแค่ทางวัตถุ เป็นเรื่องเพื่อจะแสวงหาวัตถุแสวงหากำลังแสวงหาอำนาจเท่าที่มนุษย์เหล่านั้นมันรู้จักสอนกันได้เท่านั้น เพราะไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอนธรรมะ แยกกันไปแตกต่างกันไปเป็นของส่วนของบุคคล ให้อยากรู้ธรรมะก็ไปหาเรียนเอาเองตามวัดตามวาตามอะไรต่างๆเอาเอง ระบบการเรียนของโรงเรียนของมหาวิทยาลัยนั้นมันไม่มี แยกออกไปเสียอย่างนี้ เมื่อมนุษย์มันฉลาดเรื่องโง่อยู่มากขึ้น ก่อนนี้การเรียนศาสนามีอยู่ทุกโรงเรียนอยู่ทุกมหาวิยาลัยแม้ในเมืองนอก มหาวิทยาลัยที่สำคัญๆเช่น อ๊อฟฟอร์ด เคนวีจี พระจัดทั้งนั้นแหละมันก็มีเรื่อศาสนาต่อมามันค่อยๆเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงไปทั้งโลกคนนิยมเหมือนกันหมดก็เพราะว่ามันคนละเรื่องอย่าทำให้มาเกิดความช้า ช้าที่จะศึกษาวิชา ที่เราต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะมีอำนาจในการสงครามหรือเรื่องอะไรก็สุดแท้ เรื่องเทคโนโลยี เรื่องอิเล็กทรอนิกส์เรื่องอะไรก็ตามทีเรื่องที่เขาค้นหากันให้ฉลาดเลวๆนั้น อย่างนั้นมันไม่ได้ดับทุกข์มันเป็น เครื่องมือปัจจัยแห่งการสนองกิเลสไว้ เป็นเครื่องมือปัจจัยในการที่จะประหัตประหารผู้อื่นได้ งั้นขอให้รู้จักกันไว้ว่าโชคมันไม่ดีจะต้องใช้คำหยาบคายว่าอีผีบ้านั้นมาเข้าสิงมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้จะถึงกับยกเรื่องศาสนาออกไปเสียจากระบบการศึกษาและโลกก็กำลังเป็นอย่างนี้กำลังเป็นอย่างที่เป็นอยู่นี้ ก็รองพิจารณาดูมันมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นมันยิ่งเรียนยิ่งฉลาดยิ่งฉลาดยิ่งมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ควบคุมความเห็นแก่ตัวไม่ได้ก็ใช้ความฉลาดเป็นอัตพาล นั้นมันจึงเกิดอัตพาลเกิดโจรขโมยจี้ปล้นอะไรก็แล้วแต่ สารพัดอย่างซึ่งเก่งสามารถเข้าการศึกษา มันที่สามารถก้าวหน้าด้วยเงินการ ที่มันกลายเป็นผลที่ตรงกันข้ามไปเสียอย่าง

ถ้ายิ่งฉลาดและใช้ความฉลาดนั้นให้ถูกต้องนี้ ในโลกนี้ก็เป็นโลกที่วิเศษและประเสริฐที่สุด ที่นี้คนที่ฉลาดจะใช้ความฉลาดเพื่อความเห็นแก่ตัวและที่น่าสงสารกว่านั้นคือใช้ความฉลาดเพื่อจะสนองกิเลสของตัว ให้ความฉลาดเพื่อจะแสวงหาปัจจัยทางกามรมย์ ให้ประเสริฐให้วิเศษเหมือนจะแข่งขันกับเทวดานี่มันเสียอย่างนี้ ถ้ารู้ความจริงในข้อนี้ในฐานะว่ามันเป็นปัญหาเลวร้ายที่กำลังมีอยู่จริง และต้องการจะดับมันเสียจะขจัดมันเสียนั้นแหละจะรู้สึกคุณค่าของธรรมะ คือสิ่งที่ตรงกันข้ามอยากจะพูดว่าถ้าอยากรู้จักคุณค่าของธรรมะหรือศาสนา ก็ลองตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ถ้ามันไม่ธรรมะไม่มีศาสนาในโลกนี้เลยแล้วสัตว์ในโลกนี้จะเป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้เราเกิดมาในโลกที่มีในโลกที่เรียกกันว่ามี ที่ถือกันว่ามีธรรมะมีศาสนาแต่แล้วทำไมยังเต็มไปด้วย วิกฤติการณ์ นี้ลองคิดต่อไปว่าถ้าโลกนี้ไม่มีศาสนาไม่มีธรรมะแล้วหละก็มันจะทำอะไรเลวร้ายกว่านี้เหลือที่จะคณานับได้ใช่ไหมกว่าสิบเท่ากว่าสิบเท่ากว่ากี่ร้อยกี่พันเทาจะเลวร้ายกว่านี้มากที่นี้ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นแหละแต่ส่วนตัวของคนแต่ละคนถ้าไม่มีธรรมะจะเป็นอย่างไรแล้วก็จะเจริญอยู่แต่รัก โกรธ เกียจ กลัว วิตก กังวล อาลัยอาวอน อิจฉาริษยา หึงห่วงกันตามธรรมดาสามัญถ้าไม่มีธรรมะปะทะปะทังไว้บ้าง เดี๋ยวนี้มันไม่มีมากแต่ก็มีก้าวที่จะตักเตือนกันที่จะพูดจากันดังที่กล่าวมาแล้วว่าถ้าสกุลนั้นตระกูลนั้นเป็นตระกูลที่มีวัฒนธรรมหละก็ดีมันมีธรรมะเจือจุนอยู่ในวัฒนธรรมนั้นเด็กๆก็ค่อยยังชั่ว จะเติบโตมาในลักษณะที่ไม่งมงายไม่หลงไม่เขลา ไม่เป็นทาสของกิเลสไม่เป็นทาสของวัตถุ ไม่เป็นทาสของอายะตะนะ ในคำที่แปลงในคำทีค่อยข้างแปลงเหล่านี้ช่วยจำไว้เถอะว่ามีประโยชน์มากที่สุด ถ้าเขาเป็นทาสของอายะตะนะ คือเขาเป็นทาสของตาหูจมูกลิ้นกายใจหรือเป็นทาสของสิ่งที่มันคู่กันคือรูปเสียงกลิ่นรสโกรธราคะทางอารมณ์ ถึงจะเป็นทาสของอายะตะนะ ที่นี้คือมันเป็นเรื่องของกิเลสคือไม่มีความรู้ไม่มีปัญญา มันก็เพื่อจะสนุกสนานเอร็ดอร่อยนั้นเองนี่เรียกว่าเป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของความไม่รู้ มันก็เลยดื่มด่ำลึกลงไปเป็นทาสของกิเลส นี่การศึกษาที่ดำเนินมาโดยไม่มีธรรมะและศาสนาเป็นเครื่องช่วยโดยเรียกมันว่าการศึกษาชนิดสุนัขหางด้วน ตามประสาหมาหางด้วน มันมันก็จะดูไม่ได้มันก็จะวิ่งแปะปะๆไปไม่เป็นระเบียบไม่ตรงไม่อะไร แล้วไม่ครบมันไม่ครบถ้าหางมันด้วนมันไม่ครบ ที่นี่ในโลกนี้มีการศึกษาที่ไม่ครบอย่างนี้ ไม่สำหรับผู้จะมีความสุข แล้วมันเกิน เกินสำหรับจะไปเป็นทาสของกิเลส ไอ้เทคโนโลยีทั้งหลายเตรียมพร้อมที่จะไปเป็นทาสของกิเลส อีกอยากหนึ่งก็เพื่อจะฆ่ากันล้างบางกัน นี้เรายังไงยังไงก็เกิดมาแล้วเกิดมาในลักษณะอย่างนี้จะทำอย่างไร มันก็จะต้องทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่นี้สำหรับอะไรดีดีอย่างไรดีวิธีไหน มันก็ยังมีสิ่งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องในความดีสวยงามเอร็ดอร่อย มีอำนาจวาสนาเกียรติยศชื่อเสียง แต่เป็นทาสของกิเลสที่ไม่ดีที่ใช้ไม่ได้มันต้องไม่เป็นอย่างนั้นจึงจะเป็นความดีที่ถูกต้อง ดีหรือถูกต้องเนี่ยเป็นคำอธิบายยาก เพราะว่าถ้ามันเห็นยากแล้วยิ่งไปเรียนออเรจิกกันมาเราก็จะไม่รู้ว่าจะดีกันอย่างไร คือมันวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่อยไป ดังนั้นเอาตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนาดีกว่า คล้ายๆว่าดีหรือถูกต้องก็ตามหมายความว่า ไม่ทำใครเดือดร้อนแต่ทุกคนได้รับประโยชน์ ในการกระทำที่ทำให้ใครได้รับประโยชน์และไม่เดือดร้อนการกระทำนั้นเรียกว่าดีๆ ไม่เพ่งเลงว่าจะได้เงินมาก จะได้ชื่อเสียงมาก จะได้อำนาจมาก จะได้อะไรเพื่อไปใช้เพื่อเป็นทาสของกิเลส เนี่ยพอจะมองเห็นได้แล้วนี่ว่าเรื่องธรรมะกับโลก เรื่องโลกียะกับเรื่องโลปุตายะนั้นแยกทางกันเดินอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องโลกเป็นเรื่องโลกียะมันก็เป็นโง่อยู่ในโลกจมอยู่ในโลกฝังตัวอยู่ในโลกคือธาตุของโลก หลงใหลในความเอร็ดอร่อยต่างๆที่จะได้รับจากโลกนี้มันพวกหนึ่งมันคนพวกหนึ่ง ถ้าเป็นธรรมะเป็นโลปุตายะมันก็ไม่เป็นอย่างนั้น สำหรับจะรู้แจ้งประจักษ์ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง สามารถจะดำรงชีวิตทางกายทางใจ ในลักษณะที่ไม่มีความทุกข์แก่ใครมีแต่เป็นประโยชน์แก่ทุกๆฝ่ายเลย หรือทุกคน นี้คำว่าดีหรือไม่ดี คำว่าผิดหรือคำว่าถูกนี่ มันมีความหมายอย่างนี้ในทางธรรม แต่ถ้าเอาทางปรัชญานั้นเขาเรียกว่าพูดกันมากในที่สุดก็ยุติกันไม่ได้ ก็มันมีปัญหาอยู่ตั้งขึ้นมาได้เสมอ เช่นในวัดนี้เขาไม่เอาดีเอาชั่วเอาผิดกันแบบนั้นแหละ เอาตามแบบในวัดเลยในศาสนานี้ ถ้าดีหรือถูกไม่ทำอันตรายใครทุกคนได้รับประโยชน์ ชั่วหรือผิดเนี่ยทำอันตรายตัวผู้นั้นเองด้วยทำอันตรายแก่ตัวแก่คนเหล่าอื่นด้วย ไม่มีใครได้รับประโยชน์นี่ขอให้พิจารณาดูว่าจะเอาหรือไม่เอา ถ้าไม่ต้องการอย่างนี้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาศึกษาธรรมะ ถ้าต้องการที่จะมีชีวิตชนิดที่ว่าเป็นชีวิตเนี่ยอยู่ไม่ร้อนอยู่เป็นสุขสบาย เต็มไปด้วยความเป็นประโยชน์มีความสุขอยู่ในการทำประโยชน์ ถ้าต้องการอย่างนี้ก็ดีศึกษาธรรมะได้เพราะธรรมะจะช่วยให้เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าว่าการจะลาภ วาสนา ร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติเพื่อสนองกิเลสกามรมย์โดยเฉพาะหละก็ไม่ต้องหลอกมันไม่มีทางหลอกที่จะศึกษาธรรมะ เพราะธรรมะมันเดินคนละทางกับไอ้ความรู้สึกอย่างนั้น ดังนั้นมันก็พอกับที่จะกล่าวได้ว่าธรรมะก็คือหนทางเดินของชีวิตที่เดินไปอย่างถูกต้อง เราจะไม่พูดถึงศาสนา ศาสนาไหนกันเสียเลยมันก็พูดได้เป็นเรื่องของธรรมชาติของธรรมชาติของชีวิตที่มีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์และมนุษย์มันก็เลือกเอาข้างที่ไม่เป็นความทุกข์เองแต่ถ้ามันหลงอยู่หลงอยู่มันก็ค่อยๆฉลาดขึ้นฉลาดขึ้นตามอายุที่มันมากขึ้น เช่นคนแก่จะมาหลงอะไรอยู่อย่างลูกเด็กอมมือมันก็ไม่ได้ คนแก่นี้จะมาหลงอะไรอยู่อย่างเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวนี้ก็ไม่ได้ นี่มันก็พ้นไปพ้นไปที่เรียกว่ามันฉลาดขึ้นฉลาดขึ้น แต่จะไปฉลาดกันตอนเข้าโลงนั้นมันไม่ไหวตอนใกล้จะเข้าโลงนั้นก็ฉลาดทำไม มันก็ไม่มีเวลาได้รับประโยชน์ความฉลาด มันควรฉลาดกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้แหละศึกษาธรรมะเพื่อให้รู้ความจริงของธรรมชาติ และก็ไม่โง่ไม่หลงไม่เข้าใจผิดทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสวยงามสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ซึ่งเป็นสิ่งร้ายกาสที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้ ซึ่งทุกคนกำลังหลงใหลกันทั้งโลก ที่พัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ก็เพื่อสิ่งนี้ ที่ทำสงครามเพื่อแย่งชิงมาก็เพื่อสิ่งนี้ มันอยากจะครองโลกก็เพื่อประโยชน์จากสิ่งนี้ นี่เราก็ลองคิดดูให้ดีในชีวิตที่มันเหลืออยู่นี้เราจะใช้ประโยชน์อะไรจึงจะสมกันจึงจะคุ้มกัน ถ้ามันมองไม่เห็นมันก็ยังเดินไม่ถูก ถ้ามองเห็นมันก็จะเริ่มเดินถูก คือธรรมชนิดที่มันไม่เกิดกิเลสอย่างที่กล่าวมาแล้ว หรือว่าแค่จะรู้จักเข็ดรู้จักหลาบรู้จักจำไม่ทำผิดซ้ำๆไม่ต้องร้องไห้เป็นครั้งที่สองในกรณีเดียวกันอย่างนี้เป็นต้น มันก็เรียกว่าก้าวหน้าไปในทางธรรมะ เดี๋ยวนี้มันยังหัวเราะซ้ำๆซากๆ ร้องไห้ซ้ำๆซากๆ ไม่มีอะไรดีขึ้นมันก็เรียกว่าน่าสงสาร วัดกันได้ง่าย แค่มีธรรมะมากขึ้นมันจะหัวเราะหรือร้องไห้นั้นน้อยลง หัวเราะชนิดที่จะเอาจะเอาอยากได้และจะเอายินดีปรีดามันจะน้อยลง มันจะร้องไห้เพราะไม่ได้อย่างใจ วิบัติ พัดพากจากสิ่งที่รักจากสิ่งที่พอใจมันก็จะน้อยลง หัวเราะน้อยลง ร้องไห้น้อยลงเพราะมันเห็นธรรมะไง เห็นธรรมะโดยเฉพาะมันเห็นความจริงของธรรมะชาติว่ามันอย่างนั้นเองมันอย่างนั้นเอง เมื่อไม่มีความรู้ที่ถูกต้องมันก็หลงได้มากขนาดนั้นแหละ หลงของสวยงามทางตาหลงความไพเราะทางหู หลงของหอมหวนทางจมูก หลงของอร่อยทางลิ้น ความนิ่มนวลทางผิวหนังจนกระทั้งความประเล้าปะโลมทางใจ ที่มีเกิดขึ้นจากสิ่งภายนอกเหล่านั้นนี่รียกว่ามันหลง หรือจะยอมว่าเราต้องหลงกันสักพักหนึ่งก่อนแล้วจึงค่อยหาหลงมันก็ยังดีกว่าที่จะหลงกันจนกระทั่งเข้าโลง

หน้าที่ 3 – ความเอร็ดอร่อยจากกามรมย์
แต่ขอให้รู้ไว้เถิดว่าตลอดเวลาที่หลงนั้นไม่มีความสุขหลอก แม้ว่าจะอร่อยอร่อยสุดขีดทางระบบประสาทแต่มันไม่ใช่ความสุข มันเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ขอให้รู้ให้ถูกต้องตามหลักความจริงขอให้รู้ว่าไอ้สิ่งสองสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คือความสุขอันแท้จริงกับความเพลิดเพลินอันหลอกลวง สวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนานนั้นเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงและมีความร้อนซ้อนอยู่ในนั้นจะทำให้มีกิเลสขึ้นมากขึ้นจนกระทั่งเป็นโรคประสาทหรือเป็นบ้าไปในที่สุด จะหัวเราะมากเกินไปจะร้องไห้มากเกินไป จะนอนไม่หลับมากเกินไปเพราะไปหลงใหลในสิ่งเหล่านั้นในทางตรงกันข้ามมันก็ไม่เป็นอย่างนั้นมันก็เฉยได้อย่างนั้นเองเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ อย่างที่สมมุติว่าสวยสวยเนี่ยมันก็เช่นนั้นเองตามธรรมชาติไม่สวยก็เช่นนั้นเองตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ยินดียินร้ายกับทั้งสองฝ่าย ที่ไพเราะไม่ไพเราะที่หอมที่เหม็นที่อร่อยไม่อร่อยก็เหมือนกันกับอีกทุกคู่ จนกระทั่งมาถึงจุดสำคัญที่ปลายทางที่ระบบประสาทที่มีอยู่ในเนื้อในตัวสำหรับความมีรู้สึกอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางกาย ทางใจก็รู้เถอะว่านนั่นมันเป็นความรู้สึกเช่นนั้นตามกฎของธรรมะชาติ เราถูกสอนให้โง่มาตั้งแต่เล็กเราก็รู้สึกยินดีพอใจ กับความเอร็ดอร่อยแก่ระบบประสาทนั้น

ยิ่งถ้าได้รับความเอร็ดอร่อยจากกามรมย์หรือด้วยเพศตรงกันข้ามแล้ว มันก็จะยิ่งหลงรักอะไรยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าที่จะรู้สึกว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันไม่มีความรู้สึกว่ามันเป็นเช่นนี้เอง คือระบบประสาทของคนเราเมื่ออะไรไปกระตุ้นเนี่ย อย่างนั้นมันจะรู้สึกอย่างนั้น กระตุ้นอย่างโน้นมันจะรู้สึกอย่างโน้นกระตุ้นอย่างไหนจะรู้สึกอย่างนั้น อาศัยความยึดมั่นถือมั่นและที่มาแต่แรก มันเป็นเดิมพันอยู่ด้วยยึดมั่นในเรื่องสวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนาน รบเล้าระบบประสาทเหล่านี้เนี่ยเรียกว่าความไม่หลุดพ้น ความติดตะรางของกิเลสของอวิชา ติดคุกติดตะรางของความโง่ของความหลงแห่งชีวิต ทำให้ชีวิตนั้นกลายเป็นชีวิตที่อยู่ในคุกในตะรางไปด้วย ถ้ารู้ธรรมะเพียงพอที่จะไม่ ไม่เป็นทาสไม่อยู่ใต้อำนาจของสิ่งเหล่านี้ นี่คือชีวิตที่เป็นอิสระชีวิตที่หลุดพ้น ภาษาทางศาสนาเขาเรียกว่าจมติดอยู่ในวตะหรือว่าหลุดพ้นออกมาเสียได้จากวงวัฎสงสารนี่เป็นวงกลมที่หมุนอยู่ในความยินดียินร้ายดีชั่วบุญบาปวนเป็นวงกลมออกมาเสียไม่ได้ ถ้าออกมาเสียได้เขาก็เรียกว่าหลุดพ้น คนธรรมดาก็หมุนติดอยู่ในวงกลม ถ้าออกมาได้เรียกว่าหลุดพ้นจริงๆและก็เป็นพระอรหันต์ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็เป็นพระเอกาเจ้ารองๆลงมาได้ เพราะก็มีการติดอยู่ในวงกลมน้อยลงน้อยลง เพราะมีสติปัญญาเพิ่มเพิ่มขึ้นถึงจะรู้จักว่ามนุษย์นั้นมันคืออะไร มนุษย์มันเดินไปอย่างไร และมนุษย์นั้นมันไปจบหรือสิ้นสุดการเดินที่ไหน ไม่ต้องพูดอย่างศาสนาไม่ต้องพูดตามหลักศาสนา ก็เอาตามหลักวิทยาศาสตร์ธรรมดานี่แหละมันมีอยู่อย่างที่ว่ามานี้กันได้เหมือนกัน ทารกเกิดมาโง่โง่โง่ไม่รู้จักเจ็บปวดเข็ด จริงๆหลาบแล้วก็ฉลาดฉลาดฉลาดแล้วก็นั้นก็จบลงในข้อที่ว่ามันเช่นนั้นเอง จริงๆเคยหลงมาตั้งแต่เล็กๆ ขออภัยนะที่จะพูดกับนักศึกษาที่อายุยังน้อยว่า คุณไม่อาจจะมีความรู้สึกรู้จักสิ่งเหล่านี้เหมือนคนแก่๘๐,๙๐,๑๐๐ปี ถึงแม้ว่าจะเป็นนักเรียนมาจากมหาวิทยาลัยในเมืองนอกหรือจากอะไรก็ตาม ไม่เคยเรียนสิ่งนี้จึงไม่มีทางที่จะรู้เรื่องนี้ เกินกว่าคนแก่ๆอายุร้อยปีที่ไม่เรียน ไม่เคยเรียนหนังสือเลยไม่รู้จักหนังสือเลยด้วยซ้ำไป อ่านหนังสือก็ไม่ออกด้วยซ้ำไป คนที่อ่านหนังสือไม่ออกเป็นพระอรหันต์ก็มีถมไป เพราะมันรู้จักตัวธรรมชาติภายในภายจิตใจโดยถูกต้องและมันไม่ผิดไม่หลง มีจิตใจหลุดพ้นออกไปมีลมหายใจเป็นอิสระไม่ยึดมั่นด้วยสิ่งชวนให้หลง หัวเราะน้อยเข้าร้องไห้น้อยเข้ากระทั่งไม่หัวเราะไม่ร้องไห้เลย มันมีอยู่อย่างนี้ระทั่งเรียนของศาสนามันก็มีอยู่อย่างนี้ จะว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่เกี่ยวกับศาสนาเลยมันมีอยู่อย่างนี้ของให้ไปพิสูจน์ นี่เรียกว่าพูดกันตามตรงไม่พูดอ้อมค้อมหลอกเพราะชอบพูดอ้อมค้อมเพื่อเป็นการประหยัดเวลา ท่านทั้งหลายมีเวลาน้อยที่จะพักอยู่ที่นี่ ถ้าพูดอ้อมค้อมเรื่องสิ่งแวดล้อมกันอยู่มันก็จะไม่รู้อะไร จะไม่จักต้นปลายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี้จึงมาพูดกันให้มันชัดเจนลงไป ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตให้รู้จักว่าชีวิตนั้นคืออะไร คนเนี่ยเกิดมาทำไม ควรจะได้อะไรในฐานะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของการเกิดมา เราก็เอาปัญหาเหล่านี้ไป ไปพิจารณาจนกระทั่งกลายเป็นปัญหาของเราเองหวังได้ว่าจะก้าวหน้ารู้เรื่องธรรมะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ยังหลับตาอยู่ในโลกต่อไป ชีวิตนี้คืออะไรเท่านั้นแหละ ชีวิตนี้คืออะไรปัญหาข้อแรกเท่านั้นแหละ คุณที่เรียนมาในระดับมหาวิทยาลัยจบแล้วนะ สู้ตาแก่ที่ไม่รู้หนังสืออายุ๙๐ปี๑๐๐ปีก็ไม่ได้ว่าชีวิตนี้คออะไร เพราะว่าในมหาวิทยาลัยไหนมันก็ไม่ได้สอนเรื่องชีวิตในแง่ของนานธรรม สอนชีวิตในแง่ของไบออรอยีมันไม่เกี่ยวกันเลย แต่มันก็เรียกว่าชีวิตด้วยเหมือนกัน ชีวิตในแง่ของไบออรอยีมันก็ยังสดอยู่มันยังไม่ตายเท่านั้นแหละมันก็ยังสดอยู่ ฉะนั้นสัตว์ก็มีชีวิตคนก็มีชีวิตต้นไม้ก็มีชีวิตนั้นมีชีวิตมีอะไรมีสันชาติยานมันก็ทำไปแค่นั้น มันก็ทำไปในชีวิตแค่นั้นจุดเดียวที่ไม่ต่างกันระหว่างสัตว์กับคนเนี่ย คือรู้จักกินอาหารรู้จักแสวงหาความสุขในการนอน รู้จักขี้ขาลหนีภัยอันตรายแล้วก็รู้สืบพันธุ์มันก็มีทั้งนั้น คนก็ทำเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น และคนมัวเมาหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานและจะไปเอาอะไรกับมัน มันควรจะรู้ที่จะสำหรับไม่ให้เกิดปัญหาไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมามันก็ไม่ร่าจะโทษใครเหมือนกันนะที่ไม่ได้สอนกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออด ให้ได้รู้จักสิ่งเหล่านี้ไปในทางที่ถูกต้อง อย่าได้หลงอย่าได้เผลอเป็นทาสของความเอร็ดอร่อยสวยงามสนุกสนานคนเลี้ยงลูกนั้นแหละผิดที่ทำให้ผิดกับสวยงามสนุกสนานเอร็ดอร่อยแพงก็แพงและซื้อง่ายด้วยอย่างนี้แล้วก็ทำให้เกิดโง่ในทางศัยศาสตร์ที่กลัวผีกลัวเทวากลัวโชครางกลัวอะไรต่างๆ กลัว

แม้แต่กระทั่งกิ้งกือไส้เดือนตุ๊กแกมันก็กลัวนี้มันโง่สักเท่าไรลองคิดดู นั้นถ้าไม่อยากให้โง่กันนักก็ควรมีวัฒนธรรมที่อบรมสอนลูกเด็กๆให้มันถูกต้องถูกต้องมันจะไม่เสียเวลามากมันจะได้หมุนเข้ามาหาทางธรรมะได้โดยเร็ว มันจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตอย่างถูกต้องเร็วขึ้นเร็วขึ้นเดี๋ยวนี้รู้จักชีวิตแต่ในแง่ของวัตถุว่ามีอาหารกินแล้วก็อยู่ได้แล้วก็ไม่ตาย แต่ทำไมยังมีคนพูดว่าเหมือนกับไม่มีชีวิตไอ้คนที่ยังไม่มีความถูกต้องเนี่ยอยู่ให้ชีวิตมันก็เหมือนกับคนไม่มีชีวิตแหละ งั้นชีวิตในความหมายหนึ่งมันก็คือระบบความรู้ ระบบการกระทำการเป็นอยู่ในโลกนี้มากกว่าที่จะเป็นเพียงว่ายังไม่ตาย ยังไม่ตายแต่ไม่รู้อะไรเลยสำหรับเป็นทุกข์อย่างนี้หละก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย จะน่าระอายสัตว์เดรัจฉานเสียอีกว่ามันมีความทุกข์น้อยกว่าคน สัตว์เดรัจฉานนั้นไม่ปวดหัวมากไม่เป็นโรคประสาทมากเหมือนคนไม่เป็นโรคจิตมากเหมือนคน ตามที่สถิตแสดงอยู่ทุกวันทุกวันก็คนในโลกแห่งความเจริญในแห่งนี้ในปัจจุบันนี้มันยิ่งนอนไม่หลับมากขึ้นโรคประสาทมากขึ้นโรคจิตมากขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็เบียดเบียนเบียดเบียนกันมากขึ้น เอาเปรียบกันขูดรีดกันกระทั่งฆ่ากันมากขึ้น ชนิดที่ว่านิดนึงมันก็ฆ่า สมัยก่อนเรื่องอย่างนี้เขาไม่ฆ่ากันหลอกนะ ถ้าภรรยาเป็นชู้สามีเป็นชู้ยกให้เลย ไม่ต้องมาฆ่ากันให้หนักขึ้นไปอีกเนี่ยเรียกว่าดำเนินชีวิต ไม่ถูกต้องหรือถูกต้อง

หน้าที่ 4 – ศีลสมาธิปัญญา
นี่ถ้าเราจะไม่เอาหลักศาสนาเราก็คิดเอาเองอย่าให้มันเป็นอย่างนั้นมันก็ถูกต้องแล้ว อย่าให้ความทุกข์เกิดขึ้นมาได้อย่าให้โง่ขนาดนั้นก็ถูกต้อง แต่เดียวนี้มันมีโชคดีที่ว่ามันมีหลักศาสนาวางไว้ให้หมดแล้วไม่ต้องคิดก็ได้หรือถ้าคิดก็คิดวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลักนั้นถูกต้องจริงไหมเช่น พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าในมรรคมีองค์แปดมีหนทางดับทุกข์ไม่มีเหลือ ในมรรคมีองค์แปดนี่เข้าใจว่าคงจำกันได้ แต่นั้นแหละคือตัว ตัวศาสนาที่แท้ของศาสนา เนื้อตัวของศาสนาแหละอยู่ที่อริยมรรคมีองค์แปดนั้นแหละ มีความเห็นถูกต้องมีความปรารถนาถูกต้อง มีการพูดจาถูกต้อง มีการทำการงานถูกต้อง มีการดำรงชีวิตถูกต้อง มีความพากเพียรถูกต้อง มีสติถูกต้อง มีสมาธิถูกต้อง ที่เรียกว่ามรรคมีองค์แปด ที่เคยให้เรียนในโรงเรียนนานแล้วแต่เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือไม่ก็ไม่ทราบแตกเป็นแปดถูกต้องแล้วมันก็ไม่มีทางผิดถ้ามีความรู้ความคิดความเห็นความเชื่อความเข้าใจถูกต้องในข้อแรกที่เรียกว่า สัมมาทิฐิเนี่ย

ถ้าอันนี้มันถูกต้องมันก็ทำต่อไปอย่างถูกต้อง ด้วยปรารถนาถูกต้องควรทำอย่างไร แล้วมันก็ดำเนินไปตามปรารถนานั้นด้วยการพูดจานั้นก็ถูกต้อง การทำการงานก็ถูกต้อง การดำรงชีวิตอยู่ก็ถูกต้อง คำว่าถูกต้องนี้ก็เหมือนที่พูดไปแล้วคือมันไม่มากไม่น้อยไม่ขาดไม่เกินแล้วก็ไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใดมีแต่ทำประโยชน์แก่ทุกฝ่ายเรียกเต็มที่ก็เรียกมรรคมีองค์แปดคือแปดข้อรวมกันเป็นหนึ่งมรรค ถ้าจะย่อให้ง่ายลงมาอีกก็เหลือสามเหลือศีลสมาธิปัญญา แปดข้อนั้นจะย่อให้เหลือเป็นสามก็ได้คือว่า สององค์แรกเป็นปัญญา สามองค์ถัดไปเป็นศีล สามองค์ถัดไปเป็นสมาธิ ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เอาองค์ที่เป็นปัญญามาไว้ข้างต้นจะได้นำหน้าสัมมาทิฐินำหน้าได้ทุกสิ่งถัดไปได้ตามอย่างถูกต้อง ไปศึกษาเสียเถิดถ้ายังไม่เคยรู้เรื่องนี้ ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ก็ไม่เคยรู้เรื่องพระพุทธศาสนาเลย เพราะตัวพระพุทธศาสนาแท้ๆมันคือเรื่องนี้มันคือเรื่องมรรคมีองค์แปด พวกฝรั่งซะอีกมันยังเข้าใจถูกต้องที่มันเรียกว่ามิสเติ้ลเวอร์ เดอะมิสเติ้ลเวอร์ โฮดี้เดอะมิสติสัน มิสเติ้ลเวอร์เดินสายกลางด้วยองค์แปดประการไม่มากไม่น้อย ไม่หย่อนไม่ตึง ไม่เปียกไม่แห้ง ไม่อะไรทุกอย่างเลยที่มันเป็นสุดเหวี่ยง มันอยู่ตรงกลางก็พลอยทำให้อะไรอะไรนั้นก็เป็นกลาง ไม่หลงรักและไม่หลงเกียจก็คือผู้อยู่ตรงกลาง ไม่มองโลกในแง่ดีไม่มองโลกในแง่ร้ายมันก็อยู่ตรงกลาง นั้นจึงไม่มีอะไรทำให้หัวเราะไม่มีอะไรทำให้ร้องไห้ซึ่งมันไม่อยู่ตรงกลาง ถ้ามันรู้อยู่อะไรเป็นอะไรมันเป็นจริงแล้วมันต้องดู มันก็ไม่เอียงไปข้างหัวเราะเพราะว่าความรักความพอใจ ไม่เอียงไปทางร้องไห้หากเพราะว่าโกรธและเสียใจ ดำรงชีวิตให้อย่างเป็นอิสระที่สุด เป็นประชาธิปไตยทางจิตทางวิญญาณด้วย เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงคือทำให้เป็นอิสระแก่กิเลส ให้อยู่อย่างถูกต้องสมกับคำว่าเป็นไทยเป็นไทยไม่เป็นทาสของผู้ใดและที่นี่ด้านจิตด้านวิญญาณก็ไม่เป็นทาสของกิเลส ถ้ายังเป็นทาสของกิเลสก็ยังไม่ใช่ผู้อิสระ รู้จักกิเลสไว้เสียดีๆแต่มันก็ยาก ก็ยายกอย่างยิ่งตรงที่คนนั้นเอากิเลสนั้นแหละเป็นตัวตนเมื่อมันเอากิเลสเป็นตัวกู้ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรมาทำให้สูญเสียอิสรภาพก็เป็นไปตามกิเลสหมด มันก็หลงใหลจนเข้าโลง สิ้นไปชาติหนึ่งไม่มีอะไรสักนิดเรียกว่าเสียชาติเกิด เอาเป็นอันว่าเราได้พูดกันถึงเรื่องว่าธรรมะทำไม ธรรมะทำไม ชีวิตคืออะไร ชีวิตต้องการธรรมะในลักษณะไหนและเมื่อชีวิตมีธรรมะแล้วจะได้รับประโยชน์อย่างไรคำตอบมีอยู่ในคำบรรยายที่พูดมาแล้วขอให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่มีใครจะช่วยได้หลอกถ้าบุคคลนั้นๆไม่สนใจที่จะเข้าใจและนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วก็ไม่มีใครช่วยได้ พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ พระพุทธเจ้าช่วยได้ก็ต่อเมื่อคนนั้นฟังธรรมของพระองค์ไปใคร่ครวญดูแล้วปฏิบัติตามมันจึงจะได้รับประโยชน์พระพุทธเจ้าช่วยได้เดี๋ยวนี้เรื่องที่ตัดไว้อย่างไรก็ไม่ได้สนใจว่ามันเป็นอย่างไรไม่ค่อยได้ปฏิบัติตามนี่เรียกว่าพระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ จะมาอ้อนวอนสักกี่ครั้งมันก็เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เป็นพุทธสาสนา เป็นศัยยาศาสตร์เป็นอย่างอื่นไป ขอให้ระวังไว้ด้วยว่าศัยยาศาสตร์กับพุทธศาสนาเนี่ยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ศัยยะแปลว่าหลับ ศัยยาศาสตร์ก็เป็นศาสตร์หลับศาสตร์ของคนหลับศาสตร์ที่ทำให้หลับ พุทธะแปลว่าตื่น พุทธศาสตร์เป็นศาสตร์ของคนตื่น ทำให้ตื่นมีความตื่น พุทธศาสตร์กับศัยยาศาสตร์ ถ้าเอาพระเครื่องมาแขวนคอกับบ้างก็ของให้เป็นพุทธศาสตร์อย่าให้เป็นศัยยาศาสตร์เลย คือให้มันเป็นเรื่องบอกให้รู้ว่าทุกสิ่งมีเหตุมีปัจจัยเป็นไปอย่างนั้นเองไม่ต้องหัวเราะไม่ต้องร้องไห้พระเครื่องก็จะคุ้มครองไว้ได้ให้รอดจากทุกข์ แต่ถ้าเอามาแขวนสำหรับบวงสรวงอ้อนวอนมันเป็นเรื่องหลอกตัวเอง แต่มันทำชั่วทังที่พระเต็มคอมันก็ถูกตำรวจยิงตายทั้งที่พระเต็มคอนั้นแหละมันเป็นไปไม่ได้กับศาสตร์ของคนหลับ เราเป็นพุทธศาสตร์กันเถิด พุทธบริษัทกันเถิด รู้จักชีวิตอย่างที่พุทธบริษัทควรจะรู้แล้วก็ดำเนินชีวิตกันไปอย่าที่พุทธบริษัทควรดำเนิน แล้วเขาก็จะได้รับผลนั้นเต็มตามที่พุทธบริษัทควรจะได้รับเป็นแน่นอน นั้นว่าผู้ที่สนใจจะเป็นพุทธบริษัทให้ถูกต้องนี้จะได้คิดนึกในเรื่องเหล่านี้ให้ถูกต้องตามความจริงเนี่ยของธรรมชาติเพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติเป็นเรื่องกฎของธรรมชาติเป็นเรื่องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นก็เป็นเรื่องผลที่เกิดขึ้นตามหน้าที่อันนั้น สิ่งสุดที่อยากจะพูดอีกนิดคือเรื่องบังคับตัวเองถ้าไม่มีการบังคับตัวเอง คือมีธรรมะมาบังคับตัวเองหละ กิเลสมันก็จะบังคับตัวเอง กิเลสมันก็จะเป็นผู้ยึดครอง กิเลสเป็นตัวเป็นตัวบังคับให้ตัวเป็นไปตามอำนาจของกิเลสเหล่านั้นนี่เรียกว่าคือการไม่มีการบังคับตัวการบังคับกิเลส จะเห็นว่ากิเลสเป็นศัตรู ก็มีธรรมะมาบังคับกิเลสอย่างนี้ก็เรียกว่าบังคับตัวเอง ที่พูดนี้ก็บอกว่าทุกอย่างต้องทำเอง ต้องทำเอง ต้องช่วยตัวเอง ต้องโดยตัวเอง ต้องด้วยตัวเองของตัวเอง ไม่มีใครที่จะมาทำแทนให้ได้ ถ้าในเรื่องจิตใจไม่ใช่เรื่องทำไร่ทำนาคนอื่นมาช่วยทำแทนไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องจิตใจที่จะชนะกิเลสดับทุกข์แล้วมันเป็นเรื่องที่จะต้องทำเอง รู้จักตนเองว่าชีวิตเป็นอย่างนี้ ขอให้มีความเชื่อในตนเองว่ามันสร้างมาเพื่อจะให้ดับทุกข์ได้และจะพยายามที่จะบังคับตัวเองให้ทำอย่างนั้น จนกระทั่งมองเห็นผลก็พอใจในตัวเอง พอใจในตัวเองก็ยกมือไหว้ตัวเองได้เรื่องมันก็จบ สวรรค์อยู่ที่การยกมือไหว้ตัวเองได้ ถ้ามองดูตัวเองแล้วเกียจชังน้ำหน้าตนเองเป็นนรกที่นั่นและเดียวนั่น ไม่ว่าอยู่ที่ไหนไม่ว่าชาติไหนภาษาไหน นรกอยู่ที่การเกียจชังตัวเอง สวรรค์อยู่ที่การพอใจตัวเอง จึงควรกระทำทุกทุกอย่างให้เกิดความพอใจตัวเอง เคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้อยู่ทั้งคืนทั้งวัน จนกว่าจะสูงไปกว่านั้นก็คือว่าประพฤติปฏิบัติให้มันกว้างจากตัวตนไม่มีปัญหาเหลืออยู่อีกต่อไป

หมดปัญหาด้วยประการทั้งปวงเหลือแต่ชีวิตฝ่ายอธรรมะกัมตะ ฝ่ายโลกุตาระ ไม่รู้จักดับไม่รู้จักเกิดเป็นอมตะธรรม เราก็ได้พูดมาพอสมควรแก่เวลาแล้ว แล้วเป็นเรื่องพูดอย่างประหยัดเวลา ไม่อ้อมค้อมและไม่เกรงใจ เห็นอะไรควรจะพูดก็พูด และก็พูดกันในที่ศักดิ์สิทธิ์ คือพูดกันกลางดินเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธ์ เป็นพยานอันศักดิ์สิทธิ์ ดินเนี่ยเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดิน เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้กลางดิน เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนทั่วๆไปก็กลางดิน พระพุทธเจ้าอยู่กุฏิพื้นดิน ในที่สุดพระพุทธเจ้าท่านก็นิพพานที่กลางดินดูไม่มีอะไรเหลือ ดินมีความศักดิ์สิทธิ์ถึงที่สุดอย่างนี้ อย่างเรานี้มานั่งพูดกันกลางดิน มีดินเป็นพยานแห่งการพูดจาว่า เราได้พูดกันอย่านี้จริง ท่านผู้ใดที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างไร ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้นอย่างนั้น และเชื่อว่าจะมีแต่ความเจริญงอกงามก้าวหน้า และไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้นับถือพระพุทธศาสนา ขอให้สำเร็จประโยชน์ในการที่ได้เป็นพุทธบริษัท มีความสุขอยู่ทุกนิพพานราตรีกาลเทอญ

http://www.vcharkarn.com/varticle/32609

. . . . . . . . .