บุตรที่ประเสริฐที่สุด โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

บุตรที่ประเสริฐที่สุด โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – บุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดเราก็เลยได้บุตรเป็น4จำพวกด้วยกัน
ท่านนักเรียนทั้งหลายบัดนี้เป็นการพูดกับนักเรียนโดยหัวข้อว่า บุตรที่ประเสริฐที่สุดไม่ทราบว่าบุตรที่ประเสริฐที่สุดเข้าใจว่าคงเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่าหมายความว่าอะไรแล้วยังเชื่อว่าจะเป็นที่ปรารถนาของทุกฝ่ายคือฝ่ายบิดามารดาก็ปรารถนาให้บุตรเป็นบุตรที่ดีที่สุดก็อยากจะมีบุตรชนิดที่ดีที่สุดแล้วฝ่ายบุตรทั้งหลายก็คงอยากจะเป็นบุตรที่ดีที่สุดของบิดามารดาทีนี้ประชาชนทั้งหลายแม้จะไม่เกี่ยวข้องเป็นบุตรบิดามารดาก็ยังมีความคิดว่าขอให้เด็กๆทั้งหลายทุกคนเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาเธอนี่คือความรู้สืกรู้สืกอย่างนี้

จืงถือว่าเป็นความปราถนาของทุกฝ่ายพ่อแม่ก็ต้องการลูกที่ดีที่สุดลูกคงจะตั้งใจจะเป็นลูกที่ดีที่สุดอะคนทั่วไปที่เขาเห็นเด็กๆเขาก็อยากจะให้เด็กๆนั้นเป็นบุตรที่ดีที่สุดของบิดามารดาฉะนั้นเรามาพูดกันถึงเรื่องบุตรที่ดีที่สุดก็คงจะมีประโยชน์ก็ถือตามหลักของพระพุทธเจ้าก็ไม่ยากเย็นอะไรเลยที่ท่านตรัสไว้ชัดเจนว่าบุตรทั่วไปมีอยู่3พวกคือบุตรที่ดีไปกว่าบิดามารดาคือบุตรที่เสมอกันกับบิดามารดาแล้วบุตรที่เลวกว่าบิดามารดาเป็น3อย่างอยู่ด้วยกันอย่างนี้แล้วตรัสว่าพวกคนมีปัญญาเขาต้องการบุตรที่ดีกว่าบิดามารดาหรือว่าเสมอกันกับบิดามารดาแต่ไม่ต้องการบุตรที่เลวกว่าบิดามารดาแต่แล้วยังไม่มีสมมุติหยิบชนิดหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นบุตรประเสริฐที่สุดไม่ได้รวมอยู่กับบุตร3ประการนี้นั่นคือบุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดเราก็เลยได้บุตรเป็น4จำพวกด้วยกัน แต่ที่จริงนั้นมันมีอยู่เพียง3จำพวกพวกที่ดีกว่าบิดามารดาเสมอบิดามารดาเลวกว่าบิดามารดามันมี3จำพวกเท่านั้นแต่ไม่ระบุว่าพวกไหนประเสริฐที่สุดเลยตรัสว่าบุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดเพราะว่าเรื่องดีกว่าเลวกว่าเสมอกันนั้นเอาแน่ไม่ได้เพราะว่าเขาวัดกันที่ของภายนอกเช่นว่าบุตรคนนี้มีทรัพย์สมบัติมากกว่าบิดามารดามีเกรียติยศมากกว่าบิดามารดามีฐานนะทางสังคมดีกว่าบิดามารดาแล้วก็เรียกว่าบุตรที่ดีกว่าบิดามารดาแต่แล้วถ้าเป็นบุตรที่หยาบคายไม่เชื่อฟังบิดามารดาเลยก็ได้หรือจะเป็นบุตรที่เชื่อฟังบิดามารดาอย่างยิ่งเลยก็ได้ต้องมองกันอย่างนั้นที่บุตรที่เสมอกันกับบิดามารดานั้นเขาเรียกว่ามีอะไรทำได้พอเสมอกับบิดามารดามีทรัพย์สมบัติชื่อเสียงเกียรติยศในสังคมได้พอเสมอๆกับบิดามารดาเคยมีอย่างนี้ก็เรียกว่าบุตรที่เสมอกันกับบิดามารดาแต่นั้นอาจเป็นบุตรที่เชื่อฟังบิดามารดาก็ได้ไม่เชื่อฟังบิดามารดาก็ได้ทีนี้พวกที่3เลวกว่าบิดามารดาอับโชคในวาสนามีทรัพย์สมบัติเกียรติยศชื่อเสียงฐานะในสังคมต่ำกว่าบิดามารดาก็เรียกว่าต่ำกว่าบิดามารดาและก็อาจเป็นบุตรที่เชื่อฟังก็ได้หรือไม่เชื่อฟังก็ได้พระพุทธเจ้าท่านระบุไว้ยังบุตรที่เชื่อฟังว่าประเสริฐที่สุดก็จะมีฐานะทางสังคมดีกว่าบิดามารดาเสมอกว่าบิดามารดาต่ำกว่าบิดามารดานั้นมันเป็นประมาณอาจจะไม่ประเสริฐก็ได้ระบุไปยังบุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดซึ่งเด็กๆอาจจะคิดว่าอุสาห์เรียนให้ดีให้เก่งกว่าบิดามารดาบิดามารดาของเราไม่มีปริญญาเราเรียนให้มีปริญญายาวเป็นหางยาวเฟื้อยยังนี้เราก็จะดีกว่าบิดามารดาอย่าได้คิดอย่างนั้นเลยถ้าไม่เป็นบุตรที่เชื่อฟังย่อมไม่สามารถที่จะเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดได้นี่เราจะได้พูดกันถึงบุตรที่เชื่อฟังนั้นเป็นอย่างไรคำว่าบุตรก็เล็งถึงบุคคลที่เกิดจากบิดามารดาแล้วก็กำลังปรับปรุงตัวเองอยู่โดยฝีมือของครูบาอาจารย์บิดามารดาเพื่อว่าจะได้เป็นมนุษย์ที่เป็นตามความหมายของตำว่ามนุษย์เป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ก็ควรจะเป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนที่ดีที่จริงคำว่าบุตรนี้มันก็มีความหมายกว้างไม่หมายเฉพาะว่าเด็กเท่านั้นที่จะเป็นบุตรเพราะว่าคนแก่หัวงอกแล้วนั้นก็ยังเป็นบุตรอยู่นั่นแหละยังมีพ่อแม่คือว่าเป็นพ่อแม่มีพ่อแม่ไม่ว่าเราจะเป็นคนแก่กำลังเป็นพ่อแม่เด็กบางคนแปลว่าคนก่นั้นก็ยังเป็นวุ้นหรือเป็นหลานด้วยสัมไปของคนแก่ที่แก่กว่านั้นคำว่านี้ควรไม่จำกัดอายุขอแต่เพียงว่าคือผู้ที่คลอดออกจากบิดามารดาเป็นลำดับมาก็เรียกว่าบุตรถ้าจะประเสริฐที่สุดต้องเป็นบุตรที่เชื่อฟังคำว่าเชื่อฟังนี้สำคัญมากเดี๋ยวนี้เด็กหรือวายุชนกำลังวินาศอยู่หลายอย่างหลายประการดูแล้วมีเหตุมาจากการไม่เชื่อฟังทั้งนั้นบางคนก็ติดยาเสพติดการไปติดยาเสพติดนั้นก็ไม่เชื่อฟังบางคนเหลวไหลในการเรียนก็เพราะไม่เชื่อฟังบางคนเป็นคนเจ้าชู้ตั้งแต่เล็กใช้เงินเปลืองนี่ก็เพราะไม่เชื่อฟังในที่สุดคนไม่เชื่อฟังเหล่านี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนขอให้กลัวให้มากว่า

หน้าที่ 2 – อันตรายทั้งหลายของเด็กๆหรือนักเรียน
อันตรายทั้งหลายของเด็กๆหรือนักเรียนเหล่านี้มาจากการไม่เชื่อฟังถ้าเชื่อฟังก็จะเรียนดีหลีกเลี่ยงความชั่วความผิดลาบอยากได้ไม่ต้องมาผิดหวังจนกลายเป็นโรคประสาทมากเข้าก็ต้องกินยาตายแต่ความโง่ของมันคิดว่าแสดงบทบาทดีที่สุดแล้วเมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการแล้วอยากตายก็เสียชาติเกิดเปล่าๆไม่ได้รับประโยชน์อะไรนี้เพราะเหตุอย่างเดียวไม่เชื่อฟังถ้าเป็นบุตรที่เชื่อฟังก็จะไม่เป็นไปอย่างนั้นทุกอย่างจะประสบความสำเร็จตามที่ต้องการที่ว่าเชื่อฟังเชื่อฟังใคร

เด็กก็จะเข้าใจเองว่าอย่างน้อยที่สุดเบื้องตันที่สุดเชื่อฟังบิดามารดาครูบาอาจารย์ที่รู้ว่าอยู่ทั่วไปว่าต้องเชื่อฟังบิดามารดาครูบาอาจารย์คนเฒ่าคนแก่จะได้ดีเด็กต้องเชื่อฟังพระเจ้าพระสงฆ์ก็ดีไปกว่านั้นอีกได้เชื่อฟังพระพุทธเจ้าหรือให้ตรงก็เชื่อฟังสัจธรรมหรือเชื่อฟังความรู้สึกฝ่ายดีฝ่ายถูกฝ่ายสูงที่มันมากระจิบอยู่บ่อยๆไอ้คนที่มันจะทำชั่วอะไรต่างๆสิ่งที่ชั่วนั้นก็ตามมันย่อมรู้สึกเพราะชั่วอยู่แล้วทั้งนั้นแหละมันจึงไปทำชั่วจะไปทำอบายมุขข้อไหนมันก็รู้อยู่ว่าเป็นอบายมุขคนที่ชั่วนั่นยังมีความรู้สึกที่ชั่วทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วก็อยากจะลองหรือว่าโง่ไปตามไอ้คนชักชวนทั้งที่เขาชวนไปทางที่โง่เราก็รู้ว่าโง่แล้วเราก็ยังอยากลองถึงแม้จะถูกเขาหลอกให้ทำเราก็ยังรู้ว่ามันยังชั่วที่นี้คิดดูให้ดีว่ามันมีความรู้สึกอยู่ได้อะไรดีอะไรชั่ว แต่แล้วเราไม่เชื่อฟังความรู้สึกฝ่ายดีเราไปเชื่อฟังความรู้สึกฝ่ายชั่วเขาเรียกว่าธรรทชาติฝ่ายต่ำไม่รักดีไม่อยากดีไม่กลัวบาปนั้นมันเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำมันมาชักชวนให้ทำชั่วนี่ความรู้สึกฝ่ายดีมันก็ทักท้วงว่านี่มันชั่ว นี่มันบาปบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เขาห้ามไว้ไม่ให้ทำแต่ไม่สำเร็จที่จิตมันไม่เชื่อมันไม่เชื่อฟังความรู้สึกฝ่ายสูงมันไปเชื่อฟังความรู้สึกฝ่ายต่ำ นี่คือ ความรู้สึกที่เรียกว่าความไม่เชื่อฟัง ไม่เชื่อฟังธรรมมะ ธรรมมะนี้มันมาได้หลายทิศทางรู้สึกได้เองก็ได้ ได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้ได้รับคำสั่งสอนจากบิดามารดา ครูบาอาจารย์จดไว้ จำไว้เป็นธรรมมะสำหรับตักเตือน ตัวเองก็ได้ได้ยินนักเรียนสวดมนต์ได้ได้พูดธรรมมะได้นั้นก็เข้าใจว่านักเรียนล้วนแต่ได้ศึกษาธรรมมะมาพอสมควรนั่นแหละจะเป็นสิ่งที่จะคอยตักเตือนให้ทำกันไม่ให้ตกไปอยู่ในความชั่วปัญหามันก็เหลืออยู่แต่ว่าเราจะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังเมื่อมีอะไรมายั่งให้ทำผิดเราก็จะไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้าจึงห้ามไม่ให้ทำอย่างนั้นไม่ใช่ไม่เชื่อฟังบิดามารดาครูบาอาจารย์ที่เคยห้ามไว้ว่าอย่าทำอย่างนั้นเราก็ไม่เชื่อฟังหรือความรู้สึกที่เรามีอยู่เองกลัวบาปกลัวกรรมมันมากระซิบที่หูว่า วันนี้ บาป บาป บาป เราก็ไม่เชื่อฟังความรู้สึกไม่เชื่อฟังมันอยู่ที่ที่น่าเชื่อฟังมันก็ตรงกันข้ามความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันเกิดขึ้นมาเตือนเราก็เชื่อฟังก็หยุดไม่ทำความชั่วก็เป็นอันว่าตรงหมด คำที่พระพุทธเจ้าสอนกับบิดามารดาครูบาอาจารย์ สอนพระเจ้า พระสงฆ์ สอนขนบธรรมเนียมประเพณี มีวินัยไว้นั้น คนไม่เชื่อฟังไม่เชื่อฟังไปทั้งหมดมันไม่เชื่อฟังขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีและแถมยังเล่นแลบลิ้นหลอกขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของปู่ ย่า ตา ยาย เขาว่ากิเลสมันมากเสียแล้วหรือผีสิงมันมากเสียแล้วมันก็ไม่ยอมเชื่อฟังอะไรได้ ไม่เชื่อฟังบิดามารดาครูบาอาจารย์ พระเจ้า พระสงฆ์ คนเฒ่า คนแก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันไม่เชื่อทั้งนั้น และที่มันร้ายกาจว่านั้นมันเลวทรามว่านั้นมันก็คือว่าไม่รู้จักเค็ดหลาบควาทมชั่วที่เคยทำไม่แล้ว ครั้งแรกมันก็ให้โทษเป็นความทุกข์เจือนตายเสียใจนั่งร้องไห้อยู่มันก็ไม่เค็ดหลาบไอ้ที่ว่าพอความชั่วรวมกันยิ่งให้ทำอีกมันไม่เชื่อฟังในความผิดพลาดวิกฤตที่เคยผิดพลาดมาแล้วไม่รู้จักเค็ดหลาบในความไม่รู้จักเค็ดหลาบคือความไม่เชื่อฟังนั่นจึงถูกลงโทษ ถูกเคี้ยนตีทั้งเนื้อทั้งหนังถูกลงโทษทางจิต ทางใจให้เป็นทุกข์เป็นร้อนนอนไม่หลับและถูกลงโทษอย่างร้ายแรงที่สุดก็คือทำให้สูญเสียระบบความนึกคิดความรู้สึกอย่างน้อยก็เป็นโรคประสาทเราคิดดูสิว่าเป็นโรคประสาทก็จะทำอะไรได้เป็นเด็กนักเรียนเป็นนักศึกษาที่เป็นโรคประสาทแล้วจะทำอะไรได้เลยมาหาที่นี่โรคประสาทงอนแงนจะให้ช่วยที่จะทำด้วยธรรมมะข้อใหนช่วยที่บอกกับเขาว่าธรรมมะไม่มีสำหรับคนเป็นโรคประสาทเมื่อเป็นโรคประสาทแล้วมันศึกษาธรรมมะไม่ได้ธรรมะที่คนเป็นโรคประสาทศึกษาได้นั้นมันไม่มีได้รักษาให้โรคประสาทหายเป็นไปตามปกติอย่างก่อนเราจึงมาศึกษาธรรมมะกันขอให้เข้าใจคำที่ว่าเชื่อฟังกับไม่เชื่อฟังนี่

หน้าที่ 3 – เมื่อลูกหลานมันไม่เชื่อฟังบิดามารดาเท่ากับรู้สึกตกนรกทั้งเป็น
มันเป็นอย่างไรมันไม่เชื่อฟังไว้ตั้งแต่ระดับต่ำต้นแรกจนถึงระดับสูงสุดเราได้ศึกษาเรียนมาตั้งแต่เล็กๆจนบัดนี้โตเท่านี้อายุเท่านี้และก็เรียนมากอยู่นั่นแหละเรียนไว้รวบรวมไว้สำหรับจะตักเตือนตนให้รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำแล้วก็เรียนไว้มากพอถึงคราวที่จะทำสิ่งที่ไม่ควรทำในความรู้เหล่านี้มันก็ตักเตือนว่าไม่ควรทำมันบอกว่านี่ล้วนเป็นแต่ข้อห้ามและมันก็ไม่เชื่อฟังความรู้ที่ตนได้เรียนได้รับได้ศึกษาเล่าเรียนไว้สำหรับตนเองขออย่าให้นักเรียนคนใดมีลักษณะอาการอย่างที่ว่ามานี่จึงขออย่าให้วิชาศึกษาเล่าเรียนมาแต่ต้นจนบัดนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่ห้ามกันเราไม่ตักเตือนเราไม่ได้สมัครทำความผิดจำพวกทั้งที่รู้ศึกอยู่ว่านี่มันเป็นเรื่องที่ทำไมได้ไม่ควรทำเป็นความชั่วนี่เขาเรียกว่าไม่เชื่อฟังเด็กคนนี้ไม่เชื่อฟังตั้งแต่บิดามารดาครูบาอาจารย์คนเท่า คนแก่พระเจ้าพระสงฆ์พระพุทธ พระธรรมศาสนาวิชาความรู้ที่ตนได้เล่าเรียนมานั้นไม่เชื่อฟังทั้งนั้นทีนี้มาพูดถึงบิดามารดาบ้างมีลูกแล้วไม่เชื่อฟังมันเป็นอย่างไรคนเท่าคนแก่จึงนั่งอยู่คงรู้ได้ดีว่ามีลูกไม่เชื่อฟังมันเป็นอย่างไรบ้างเด็กๆควรจะไม่รู้ไม่เอาใจของตัวเองไปใส่ใจของบิดามารดาบ้างว่ายังเป็นเด็กอยู่ไม่เคยมีลูกหลานจึงไม่รู้สึกได้ว่ามีลูกหลานไม่เชื่อฟังและพ่อแม่จะรู้สึกที่ไม่เชื่อฟังก็และสักวันหนึ่งข้างหน้าโตขึ้นมาได้มีลูกหลานที่ไม่เชื่อฟังก็อาจจะรู้สึกได้ที่อยากจะบอกให้ลูกหลานไม่เชื่อฟังนั่นแหละทำบิดามารดาให้ร้อนใจเหมืนกับตกนรกทั้งเป็นจริงไม่หรือไม่จริง

ไปถามพ่อ แม่ ปู่ย่าตายายดูเมื่อลูกหลานมันไม่เชื่อฟังบิดามารดาเท่ากับรู้สึกตกนรกทั้งเป็นกลัวมันจะเสื่อมเสียอย่างนั้นอย่างนี้ทุกอย่างทุกประการร้อนใจนอนไม่ได้นอนไม่หลับกินไม่ได้ก็ลูกหลานไม่เชื่อฟังหนีเตลิดเปิดเปิงไปใหนก็ไม่รู้เดี๋ยวได้ยินมากเหลือเกินทางวิทยุบริการคือประกาศตามหาเด็กคนนั้นเด็กคนนี้อยู่ที่ใหนช่วยติดต่อทีให้รางวัลอย่างนี้อย่างนั้นทุกพื้นทุกพรุ่งมีวิทยุบริการก็แปลว่ามันมีเด็กที่เลวร้ายอย่างนี้มากขึ้นกระทบกระทั่งกับบิดามารดาเพียง2-3คำก็หนีออกจากบ้านบิดามารดาร้อนใจเหมือนตกนรกทั้งเป็นแม้ไม่หนีไปจากบ้านยังอยู่ด้วยกันเหมือนมีอาการเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นเขามีขนบธรรมเนียมที่ได้วางไว้แต่โบราณโน้นว่าคำว่าบุตรที่แปลว่าผู้ยกบิดามารดาขึ้นมาจากนรก ถ้าอยากจะเป็นบุตรแล้วก็จงรู้จักความหมายของคำว่าบุตรคำว่าบุตรแปลว่าบุตรที่จะยกบิดามารดาขึ้นมาจากนรกไม่เป็นเพียงก้อนสกปรกก้อนหนึ่งที่คลอดออกมาจากบิดามารดาควรจะเข้าใจไว้ด้วยว่าบุตรเป็นผู้ยกบิดามารดาขึ้นจากนรกนรกที่ชื่อว่าบุตรเสียด้วยแต่ความหมายนั้นประกอบว่าเพื่อให้พ้นจากนรกนรกที่ชื่อว่าบุตรนรกที่บุตรจะทำขึ้นพวกที่จะสร้างขึ้นต้องไม่มีบุตรจะต้องช่วยให้บิดามารดาจากนรกขุมนี้คือนรกที่ร้อนใจหรือประมาท เมื่อบุตรประพฤติกระทำไม่ดีขอให้เราเป็นบุตรที่แท้จริงอย่าได้ทำอะไรที่จะทำให้บิดามารดาใส่ลงไปในนรกเลยให้บิดามารดามีความรู้สึกชื่นชมยินดีว่าได้มีบุตรคนนี้บุตรคนนี้เกิดมาสำหรับทำให้บิดามารดาชื่นอกชื่นใจตลอดเวลาเรียกว่าบุตรที่แท้จริงบุตรชนิดนี้จึงเชื่อฟังอย่างยี่งเพราะจะไม่ทำให้บิดามารดาร้อนใจรู้ความประสงค์ความต้องการของบิดามารดาแล้วทำทุกอย่างให้เป็นที่พอใจแล้วก็ไม่ทำอะไรให้เป็นที่เสียหายจนบิดามารดาต้องร้อนใจก็เลยได้รับประโยชน์ถ้าเป็นบุตรที่ไม่เชื่อฟังก็ไม่สนใจที่จะยกบิดามารดาให้พ้นจากนรกคือความร้อนใจที่บุตรไม่เชื่อฟังก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับบิดามารดาแม้ว่าจะเป็นที่ได้ร่ำรวยแต่ทรัพย์สมบัติเกรียติยศชื่อเสียงฐานะดีเด่นในสังคม แต่ถ้าเขาไม่เชื่อฟังขนบธรรมเนียมประเพณีไม่ฟังความประสงค์ของบิดามารดาเขาก็ไม่เลี้ยงบิดามารดาเมื่อแก่เฒ่นี่ก็ไม่มีประโยชนํอะไรแก่บิดามารดาที่บุตรจะเชื่อฟังเท่านั่นแหละที่จะเป็นที่พึ่งกับบิดามารดาได้พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่าบุตรที่เชื่ดฟังเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดอย่างอาการอันอื่นมาวัดเช่นว่าเดียวนี้รวยกว่าบิดามารดาฐานะสูงกว่าบิดามารดาหรือเสมอกันหรือเลวกว่าก็คือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากแต่ถ้าจะเป็นบุตรที่ดีนั้นแล้วเขาจะเชื่อฟังขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีที่บุตรจะพึงมีและก็ยกบิดามารดาขึ้นมาจากความร้อนใจอะไรเป็นความประสงค์ของบิดามารดาสำหรับความประสงค์อันนั้นบิดามารดาก็ได้ชื่นอกชื่นใจก็เลยเรียกว่าบุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดขอให้ทราบถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้สอนไว้เกี่ยวกับเรื่องบุตร

หน้าที่ 4 – ความเย็นเรารู้สึกได้เองเมื่อเราไม่มีกิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลง
อย่างนี้เมื่อยึดแปลว่าบุตรมีอยู่ 3 จำพวกพวกที่จะประเสริฐที่สุดนั้นคือ พวกที่เชื่อฟังบิดามารดาขอให้ทุกคนได้เป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดตาทความหมายของพุทธศาสนาบิดามารดาที่จะมีบุตรให้การมีบุตรจากนี้ นี่เป็นเรื่องที่พูดไปตรงๆตามข้อความที่กล่าวไว้ในพระบาลีใครจะชอบหรือไม่ชอบสุแท้ในหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนามันมีอยู่อย่างนี้จึงเอามาพูดให้ฟังทีนี้ก็อยากจะพูดถึงธรรมมะสำหรับการประพฤติปฎิบัติที่จะให้เกิดการเชื่อฟังเราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้องจนรู้จักมนุษย์นี้เกิดมาทำไมสรุปเลยใจความอย่างกว้างๆเขาว่าเกิดมาเพื่อให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับคงจะมีคนถามว่าอะไรๆดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับหมายความว่าสภาพทางจิตใจที่มันสูงขึ้นสูงขึ้นจนถึงขั้นบรรลุมรรคผลนิพพานตามหลักของพระพุทธศาสนามีความรู้สว่างไสวจนถึงกับครอบงำกิเลศได้ไม่มีกิเลศนี่ก็เรียกว่าเป็นการบรรลุถึงนิพพานเมื่อไม่มีกิเลศแล้วมันก็มีแต่นิพพานกิเลสเป็นของร้อนแต่นิพพานเป็นของเย็นเอากิเลสออกไปได้หมดมันก็มี แต่ความเย็นเรารู้สึกได้เองเมื่อเราไม่มีกิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่ในใจเมื่อนั้นใจมันเย็นพอกิเลสความโลภเป็นต้นเกิดขึ้นในใจเราก็ร้อนร้อนเพระาความโลภบ้าง ร้อนเพราะความโกรธบ้าง ร้อนเพราะความโง่บ้างมันร้อน นั่นกิเลสไม่มีเป็นกิจการทั้งปวงแล้วมันก็เย็นทีนี้มนุษย์มีสิ่งที่ดีที่สุดตรงที่เย็นไม่มีความทุกข์เลยจะต้องช่วยกันก้าวหน้าทางของความเย็นพรือของพระนิพพานเราประพฤติประปฎิบัติให้เย็นอย่างให้ร้อนประพฤติผิด ประพฤติชั่ว ประพฤติไปตามหน้าของกิเลสมันร้อนแล้วมันก็เสียหายหมดการศึกเล่าเรียนการงานการปฎิบัติต่อบิดามารดาเป็นต้น มันก็เสียหมดจึงต้องรู้จักตัวควบคุมความรู้สึกให้ไม่บรรดาลกิเลสไม่ปรุงกิเลสกันมามันก็จะได้เย็นเมื่อกิเลสไม่มีโอกาสเกิดเลยมันก็หมดได้คือเชื่อสำหรับกิเลสมันหมดได้ถ้าเราไม่มีโกาสเกิดขึ้นมาเลยเหมือนกัยเมล็ดพืชที่เราฝังลึกลงไปในดินเกินไปมันงอกไม่ได้ไม่เท่าไหร่มันก็เน่าหมดมันก็ตายหมดหรือจะเอาไปเผาเอาน้ำร้อนลาดมันก็เน่าหมดตายหมดก็งอกไม่ได้มันไม่มีโอกาสที่จะงอกเราประพฤติธรรมมะอย่างเดียวกันไม่มีกิเลสเกิดขึ้นมาได้ไม่เท่าไหร่เชื้อของกิเลสมันเน่าไปหมดไม่มีกิเลสเกิดนั้นเขาเรียกว่าบรรลุมรรคผลเราน่าจะยังทำไม่ได้ถึงเหตุอย่างนั้นก็ยังปราถนาที่จะยังทำอย่างนั้น

ไม่อย่างนั้นจะยังมาศึกษาพระพุทธศาสนากันทำไมจะมาสวนโงกให้เสียสตางค์ค่ารถกันทำไมมันป่วยการที่นี่จะเป็นที่ศึกษาชี้แจงทำความเข้าใจกันเกี่ยวกับทำกิเลสให้สูญสิ้นไปตามหลักความจริงมันมีอยู่ว่ากิเลสเกิดขึ้นมาที่หนึ่งมันขึ้นความเคยชินไว้ที่หนึ่งนี่มันเกิดหลายสิบครั้งหลายร้อยครั้งหลายพันครั้งมีความเคยชินมากมันก็เกิดง่ายกิเลสมันก็เกิดง่ายในทางที่ตรงกันข้ามถ้ามีอะไรมายั่วให้เกิดกิเลสเราควบคุมไม่ได้บังคับไม่ได้ไม่เกิดกิเลส ถ้าอย่างนี้กิเลสมันก็สูญเสียความเคยชินลงไปที่หนึ่งและทำให้กิเลสสูญเสียความเคยชินเรื่อยไปๆจนไม่มีจะเกิดเนี่ยจะประพฤติปฎิบัติสำรวมระวังไว้ให้ดีอย่าให้เกิดกิเลสทุกคราวที่มีอะไรมายั่วให้เกิดกิเลสแล้วเชื่อความเคยชินของกิเลสจะหมดไปและเกิดกิเลสไม่ได้ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ความโกรธ สรุปโกรธมีอะไรมาทำให้โกรธก็โกรธบางทีก็แกล้งโกรธมันก็มีความเคยชินสำหรับจะโกรธมไม่ว่าเชื้อสำหรับความโกรธที่เพิ่มขึ้นโกรธอีกก็เพิ่มขึ้น โกรธอีกก็เพิ่มขึ้นจะมีความโกรธเป็นเจ้าเรื่อยแล้วมันก็ยากจะควบคุมความโกรธได้ถ้าเราบังคับไว้มีอะไรที่ควรจะโกรธมายุให้โกรธแล้วควรจะโกรธบังคับไว้ไม่โกรธมีความเคยชิน สำหรับจะโกรธมันก็ลดลงไป ลดลงไป-1,-1,-1หลายสิบครั้งหลายร้อยครั้งสำหรับความเคยชินสำหรับจะโกรธโกรธไม่เป็น โกรธไม่ได้กิเลสอย่างอื่นก็เหมือนกันนั้นพยายามที่จะควบคุมไว้ในได้อย่าให้บรรลุอำนาจแก่กิเลสอย่าให้เกิดขึ้นมาไม่เท่าไรกิเลสทั้งหลายก็เบาบางไปจนสิ้นเชื้อสิ้นความเคยชินจะทำให้เกิดก็กลายเป็นมนุษย์ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์คือความไม่มีกิเลสจะเกิดขึ้นสำหรับใจเป็นทุกข์มีความร้อนเราคิดเสียให้ดีว่าทุกคนเกิดมานี่สำหรับได้ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้คือความไม่มีทุกข์ไม่ใช่เกิดมาเป็นนักเรียนไปเล่าเรียนเป็นนักศึกษาให้ปริญญายาวเป็นหางและมันจะหมดเรื่องเพียงเท่านั้นนั่นมันไม่แน่คนมีปริญญายาวเป็นหางอาจจะมีความทุกข์มากเท่ากับหางของเขาก็ได้นั้นต้องเอาที่ไม่

หน้าที่ 5 – ความทุกข์ที่มีจิตใจปกติไม่มีความทุกข์มีจิตใจสูงอยู่เหนือกิเลสและความทุกข์จึงจะเรียกว่า
มีความทุกข์ที่มีจิตใจปกติไม่มีความทุกข์มีจิตใจสูงอยู่เหนือกิเลสและความทุกข์จึงจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์หรือเป็นยอดของการเป็นมนุษย์ ถูกแล้วเราอุตส่าห์เรียนให้ได้รับความรู้ให้ได้รับโอกาสที่จะสะดวกสบายในเรื่องการเป็นอยู่ในโลกนี้มีเงินใช้มีฐานะดีมีความสะดวกสบายดีนี่ก็ตัองเรียนต่อไปสำหรับที่จะไม่มีกิเลสเป็นบุคคลที่จะไม่มีความทุกข์ของอำนาจกิเลสอีกทีหนึ่งถ้าจะพูดก็ต้องพูดว่าได้ปริญญาของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนกับปริญญาที่เขามีให้กันอยู่ในโลกนี้ได้ปริญญาจากพระพุทธเจ้าเช่นที่เรียกกันว่าเป็นพระโสดาปันทสกิกาพามีพระอนาทามี พระอรหันต์เป็นต้นถ้าไปถึงปรญญานั่นชั้นนั้นแล้วนั่นแหละจึงจะเรียกว่าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับทีนี้เราก็มาคิดดูว่ามนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนี้เราต้องช่วยกันทำให้เป็นอย่างนี้

ถ้าพ่อแม่ของเราไปไม่ถึงแก่เฒ่าตายเสียก่อนเราที่เป็นลูกหลานพยายามไปให้ถึงให้ก้าวหน้าต่อไปจากบิดามารดาด้วยเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูงต่อไปจากบิดามารดาเนี่ยเรียกว่าเชื่อฟังธรรมมะ เชื่อฟังพระพุทธศาสนาเชื่อฟังพระพุทธเจ้ามันจึงได้ใกลออกไปในทางของพระธรรมให้ได้รับปริญญาเหมือนกับของพระพุทธเจ้าพูดให้ฟังง่ายๆมันลืมยากพูดอย่างนี้ให้เด็กๆถือซะว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์เกิดมาทีหลังพ่อแม่และก็ยอมรับว่าพ่อแม่ทำอะไรไม่สำเร็จเราจะทำต่อไปให้สำเร็จถ้าพ่อแม่ยังไม่มีฐานะดีในสังคมเราก็จะทำให้มีฐานะดีในสังคมให้ตระกูลของเรามรฐานะดีในสังคมและถ้ามีฐานะดีในสังคมแล้วก็จะทำให้มีฐานะสูงขึ้นไปในทางจิตทางวิญญานในทางสัจธรรมในทางพระศาสนามีการบรรลุธรรมมะอันสูงสุดสืบต่อไปจนดว่าจะถึงที่สุดในทางฝ่ายสัจธรรม ทีนี้ก็เรียกว่าเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดเป็นบุตรที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคำสั่งสอนของพระธรรมหรือเชื่อฟังตามกฏของธรรมชาติที่มีอยู่ว่าทุกสิ่งต้องมีวิวัฒนาการไปในทางที่ดีที่สุดถึงระดับสูงสุดให้จงได้และก็เชื่อฟังกฏของธรรมชาติสำหรับจะก้าวหน้าไปถึงจุดสูงสุดของมนุษย์ตามที่กฏของธรรมชาติจะอำนวยทำให้ได้ก็คือถึงพระนิพพานได้เหมือนกันถ้าถือศาสนาอื่นเขาก็พูดอย่างอื่นเช่นคือศาสนาที่มีพระเจ้าเขาก็จะพูดว่ามนุษย์จุดสูงสุดอยู่ที่ไปอยู่ร่วมกันกับพระเจ้าพวกที่มีพระเจ้าก็พูดกันอย่างนี้ถ้าเราไม่มีพระเจ้าแต่มีพระนิพพานแล้วก็พูดอย่างนี้จึงไปรวมกันบรรลุพระนิพพานคือจุดสูงสุดของมนุษย์นั้นอุตส่าห์เรียนให้ประสบความสำเร็จในเรื่องธรรมดาสามัญอย่างชาวบ้าน ชาวโลกหรือเรียนปฎิบัติต่อไปให้ก้าวหน้าทางจิตใจเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญานให้บรรลุสถานะสูงสุดของมนุษย์อย่างที่เรียกกันว่าบรรลุมรรคผลไปตามลำดับกว่าจะถึงพระนิพพาน ถ้าบิดามารดาถึงไม่ได้เราพยายามสืบต่อไปจนให้ถึงได้จะเห็นว่าเรื่องที่ยากเกินไปสูงเกินไปเราอยากจะสนุกสนานเล่นโหยอยู่ที่นี่เหมือนกับว่าเป็นวัวเป็นควายมันก็อยากนอนอยู่ในโคลนตรงกลางทุ่งนาไม่อยากจะขึ้นอยู่บนปราสาทราชฐานอย่างนี้มันก็ไม่ถูกต้องเพราะเราไม่ใช่ควายไม่ใช่วัวที่สมัครนอนกลางเลนกลางทุ่งเราเป็นมนุษย์สูงกว่าสัตว์เดรัจฉานก็มีสติปัญญาพิเศษจะสูงไปถึงใหนก็ได้จึงอบรมไปให้สูงในทางที่สูงสุดที่มนุษย์จะสูงได้เนี่ยเรียกว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพระพุทธศาสนาทำให้ไม่เสียทีที่เกิดมาเพราะเชื่อฟังคำสอนของพระศาสนายอมรับกฎธรรมชาติว่ามนุษย์ต้องมีไวิวัฒนาการไปให้ถึงจุดที่สูงสุดจนได้เนี่ยก็เคยเรียนมาแล้วเป็นอันว่าเชื่อฟังสิ่งศักด์สิทธ์สูงสุดชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าพระเจ้าก็ได้ซึ่งเรียกว่ากฏของธรรมชาติก็ได้ที่มุ่งหวายทำการที่ให้ชีวิตทั้งหลายมันไปจนถึงจุดสูงสุดตามที่มนุษย์มันจะเป็นไปด้วยและเราเรียกว่าการบรรลุมรรคผลนิพพานใครเชื่อฟังพระพุทธเจ้าทำได้อย่างนี้มันก็จะสมกับที่พระองค์ตรัสว่าผู้ที่เชื่อฟังบุตรเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดเมื่อเรารู้ว่าอุดมคติของความเป็นมนุษย์ความเป็นมนุษย์อยู่ที่นี่แล้วก็พยายามกระทำโดยธรรมมะเป็นเครื่องช่วยให้ ประสบความสำเร็จ 4 อย่าง4ประการที่เรียกว่าฆราวาสสัจธรรมหมายความว่าฆราวาสธรรมได้ธรรมมะ 4 อย่าง4ประการนั่นช่วยจำไว้ให้ดีให้คล่องปาก คล่องใจ คล่องเนื้อ คล่องตัวคือประพฤติอยู่เป็นปกติธรรมมะ 4ประการนั้นคือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ประจำเดี๋ยวนี้เลยไม่ต้องว่า สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ในตำราเรียนก็มีในนวโควาสหนังสือเรียนทั่วไปมันก็มีแต่ว่ามีอยู่ในหนังสือไม่มีประโยชน์อะไรมาอยู่ในใจดีกว่ามา

หน้าที่ 6 – สัจจะคือความจริงที่ต้องเป็นคนซื่อสัตย์พื้นฐานต้องเป็นคนจริงจริงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
อยู่ที่เนื้อที่ตัวปฎิบัติ กาย วาจา ใจ ที่ดีกว่าดีกว่าอยู่อยู่ในหนังสือเรียกว่า สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะให้เป็นของขึ้นปากคล่องปากมันก็คล่องใจ จำได้คล่องเนื้อคล่องตัวคือปฎิบัติอยู่อย่างคล่องแคล่วสม่ำเสมอ ข้อที่ 1 สัจจะก็มีความจริงใจ ข้อที่ 2 ทมะการบังคับตัวเอง ข้อที่ 3 ขันติอดกั้นอดทน ข้อที่ 4 จาคะบริการสั่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน

ข้อที่ 1 สัจจะคือความจริงที่ต้องเป็นคนซื่อสัตย์พื้นฐานต้องเป็นคนจริงจริงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจริงต่อการงานจริงต่อเวลาและดีที่สุดนั้นก็คือจริงต่อความเป็นมนุษย์คนโดนมากไม่จริงต่อความเป็นมนุษย์ของตนไม่ยอมรับรู้ว่าเป็นมนุษย์จะต้องเป็นกันอย่างไรถึงไหนมันก็ไม่รู้จะจริงต่อความเป็นมนุษย์ของตน ถ้าจริงต่อความเป็นมนุษย์ของตนได้มันก็ต้องจริงต่อสิ่งทุกสิ่งได้นั้นขอให้จริงต่อความเป็นมนุษย์คือให้เป็นมนุษย์ที่จริงๆถ้าใครมาด่าเราว่าไอ้สัตว์เราก็โกรธสุดขีดแต่ทำไมเรายังไม่เป็นมนุษย์ยังเป็นสัตว์อยู่เมื่อเรามีความจริงจะเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์กันเสียก่อนตั้งใจจะเป็นมนุษย์ที่แท้จริงให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์กันเสียก่อนข้อนี้เรียกว่าสัจจะคือความจริงฝังแน่นอยู่ในจิตใจ ข้อถัดไปเรียกว่าทมะ ทมะคือการบังคับตัวเอง บังคับตัวเองคือบังคับจิตบังคับจิตคือบังคับกิเลสที่จะเกิดขึ้นนี่เรียกว่าบังคับตัวเองมีสัจจะตั้งใจไว้อย่างไรก็บังคับตัวเองให้เป็นไปอย่างนั้นถ้าไม่บังคับมันมันก็จะรักษาสัจจะไว้ไม่ได้มันก็เป็นไปซะทางอื่นนี่เราจะต้องมีการบังคับตัวเองจึงจะรักษาสัจจะไว้ได้ทีนี้ให้การบังคับตัวเองต่อสู้กับกิเลสนั้นก็เจ็บป่วยบ้างก็กิเลสอยากจะไปทำตามอำนาจของกิเลสเช่นอยากไปดูหนังดูละครอยากจะไปดื่มเหล้าเล่นการพนันเที่ยวกลางคืนอะไรอย่างเนี้ยมันเป็นเรื่องของกิเลสพอบังคับมันก็เจ็บปวดไม่ได้ไปดูหนังไม่ไดไปเที่ยวกลางคืนไม่ได้ไปทำอบายมุขเจ็บปวดก็ต้องทน ขันติแปลว่าความอดทนทนทุกอย่างแต่ว่าทนที่ดีที่สุดไดนั้นคือทนต่อการบีบคลั้นของกิเลสทนหนาว ทนร้อน ทนเจ็บ ทนไข้ ทนเขาด่าอย่างนี้ก็ยังไม่ดีเท่าว่าทนต่อการบีบบังคับของกิเลสกิเลสจะไปใส่หัวให้ทำชั่วเราก็ไม่ทนต่อการบีบบังคับของกิเลสคนที่บังคับตัวไม่ได้นั่นนั่งขีดเขี่ยนั่งฟังมีขันติความอดทนที่บังคับทนให้อยู่ในระเบียบนั่งตรงนี้ก็นั่งขีดทรายเสียก็ไม่ได้ฟังเพราะว่ามันไม่มีขันติคือความอดทนต่อการบีบคลั้นของจิตกิเลสนิดเดียวก็เล่นสนุกอยู่ตรงนี้ไม่รู้ว่าความอดทนมันเป็นอย่างไรที่นี่มีแต่ไม่ทนทนหน่อยก็ไม่ทน หนาวหน่อยก็ไม่ทน ร้อนหน่อยก็ไม่ทนเหลวไหลในการเรียนการงานเขาว่าหน่อยนินทาหน่อยก็ไม่ทนไม่ก็ทะเลาะวิวาทกันจนเกิดเรื่องเสียหายเนี่ยคือทนมากคือการบีบการบีบคั้นของกิเลสว่าอย่าไปทำอบายมุขเลยก็ทนได้ก็ไม่ต้องทำมีความอดทนก็ต้องรักษาให้ช่วยบังคับทนได้รัษาสัจจะไว้ได้ ข้อสุดท้ายเรียกว่าจาคะแปลว่าบริจาคสิ่งที่ไม่ควาจะมีอยู่ในตนอะไรเป็นของไม่ดีไม่ควรจะมีอยู่ในตนในเนื้อในตัวก็ขัดถูออกไปนับตั้งแต่ว่าที่กิเลสจะมีเนื้อหนังร่างกายมันไม่ควรจะมีในตนควรอาบน้ำชำระล้างขัดถูออกไปขี้ใครที่มันมีอยู่ที่เนื้อหนังร่างกายนะถูขี้ใครออกไปก็เรียกว่าบริจาคสิ่งที่ไม่ควรบริการออกไปสิ่งที่อยู่ในตนถึงการประพฤติทางกาย ทางวาจาทางอะไรที่ต่อสังคมที่ไม่ถูกไม่ต้องก็ขจัดออกไปความรู้สึกคิดนึกนิสัยที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความดีความงามก็ต้องรักไปเสียละนิสัยเลวๆไปเสียประกอบกิจกรรมทางศาสนาสวดมนต์ภาวนาอะไรอยู่เป็นประจำเขาเรียกว่าบริจาคสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนให้ออกไปเสียจากตนอยู่เรื่อยๆไปนี้ก็เรียกว่าจาคะ มันก็ไม่มีอะไรที่จะบีบคั้นมากเพราะว่าเราบริจาคเรื่องของกิเลสเหตุของกิเลสอะไรอยู่เรื่อยๆกิเลสมันก็ไม่แตกกล้ามันไม่บีบบังคับมากเราก็ทนได้เราก็บังคับตัวได้เราก็รักษาสัจจะไว้ได้ในธรรมมะ 4ประการนั้นมันก็มีจะมีสัจจะความจริงใจทมะการบังคับตนเอง ขันติความอดกั้นอดทน จาคะบริการสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนแล้วก็มีฆราวาสสัจจะธรรมที่สมบูรณ์

หน้าที่ 7 – บุตรมีอยู่ 3ชนิด คือ
เด็กก็ดี ผู้ใหญ่ก็ดี ผู้หญิงก็ดีผู้ชายก็ดี คนหนุ่มคนสาว คนแก่คนเฒ่าก็ดีฆราวาสก็ดีพระเจ้าพระสงฆ์ก็ดีล้วนแต่อาศัยแต่ธรรมมะทั้ง 4อย่างนี้ล้วนแต่กำจัดสิ่งที่ไม่พึงปราถนาแล้วก็ทำให้เกิดสิ่งพึงปราถนาขึ้นมาอย่างครบถ้วนก็เป็นอันว่าจะได้รับที่ที่ดีที่สุดเพิ่มขึ้นๆจนถึงสิ่งที่ดีที่สุดจนสูงสุดที่มนุษย์เราควรจะได้รับขอให้จดจำไว้ให้ดีว่าธรรมมะ 4ประการ4นี้เป็นเครื่องมือต้องการจะได้อะไรต้องใช้ธรรมมะ 4ประการนี้ต้องการละเว้นความชั่วอะไรให้ใช้ธรรมมะ 4ประการนี้คือว่าเป็นเครื่องที่พอแล้วสำหรับมนุษย์จะได้เกิดมาเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดหรือเชื่อฟังพระศาสนาเชื่อฟังกฏเกณฑ์ของสัจธรรมเรื่องความดีความชั่วเรื่องบุญเรื่องบาปมันมีอยู่เป็นกฏเกณฑ์อันเด็ดขาดตายตัวซึ่งเราต้องเชื่อฟังบุตรที่เชื่อฟังก็มีแต่ส่วนดีเลยส่วนเดียวจึงเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดขอให้จำไว้ให้ติดต่อกันไป

บุตรมีอยู่ 3ชนิด คือ ดีกว่า เสมอกันหรือเลวกว่า บิดามารดาแต่ว่าบุตรที่เชื่อฟังนั้นประเสริฐที่สุดเชื่อฟังบิดามารดาครูบาอาจารย์คนเฒ่าคนแก่พระเจ้าพระสงฆ์พระพุทธพระธรรทศาสนาจนกระทั่งถึงเรื่องกฏของความดีความชั่วซึ่งเป็นกฏสูงสุดของธรรมชาติเราเชื่อฟังกฏอันนื้แล้วก็ดำรงตนอยู่ในความถูกต้องก็จะเป็นบุตรที่ดีคือประเสริฐที่สุดไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์การเกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์กิดมาเป็นคนนี้เพื่อจะทำดีสืบต่อกันไป ต่อๆไปจากบิดามารดาได้ทำค้างคาไว้นั้นขอให้ท่านทั้งหลายเชื่อฟังสัจธรรมก็จะได้เป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดโดยในระยะดังที่ว่ามาในที่สุดนี้ขออวยพรให้นักเรียนทั้งหลายจงมีความเชื่อมีความกล้าหาญมีความพากเพียรมีสติสัมปชัญญะอย่างพอตัวในการที่จะคุ้มครองตัวให้เป็นบุตรที่ประเสริที่สุดด้วยอำนาจของความเชื่อฟัง ตั้งตนอยู่ในความถูกต้องแล้วมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเช่นการศึกษาเป็นต้นแล้วมีความสุขมีความสบายใจอยู่พร้อมๆกับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานนั้นๆทุกทิวาราตีกาลเทอญ

http://www.vcharkarn.com/varticle/32324

. . . . . . . . .