ชีวิตคืออะไร โดย ท่าน พุทธทาส

ชีวิตคืออะไร โดย ท่าน พุทธทาส

หน้าที่ 1 – การคบหาสมาคมคืออะไร
เมื่อพูดถึงเรื่องการคบหาสมาคมคืออะไร ก็เป็นการพูดให้เห็นถึงสิ่งที่เราต้องกระทำอย่างที่จะเว้นเสียไม่ได้ ไม่ได้เพียงว่าติดต่อกันเพื่อประโยชน์ของตนและเมื่อพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็พูดถึงสิ่งที่เรียกว่าอาจจะตั้งอยู่ในหัวใจของคนเรา ไม่ใช่เป็นเพียงวัดวาอารามหรือคำสั่งสอนหรือพระคัมภีร์ เมื่อพูดถึงการทำบุญสุนทานก็หมายถึงการกระทำชนิดที่มีความงดงามสำหรับความเป็นมนุษย์ไม่ใช่เป็นการค้ากำไรเกินควร วันนี้อาตมาก็จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ท่านทั้งหลายทุกคนรู้สึกว่าตัวเราก็มีชีวิตและเราก็รู้จักว่าชีวิตนั้นคืออะไรทำไมจึงต้องมาพูดกันถึงเรื่องชีวิตกันอีกเร้า ขอให้ตั้งใจทำความเข้าใจสิ่งต่างๆที่จะพูดกันในภาษาธรรมเรื่องภาษาคนกับภาษาธรรมนั่นแหล่ะสำคัญมาก ถ้าเราพูดถึงเรื่องของชีวิตในภาษาคนก็ไปทางนึง ถ้าพูดถึงชีวิตในภาษาธรรมก็ไปทางนึง เช่นถ้าเราพูดกันในภาษาคนพระพุทธเจ้าก็นิพพานแล้ว อย่างที่เด็กๆเค้าเรียกว่าตายแล้ว ไม่อยู่กับเราแล้วแต่ถ้าเราพูดกันในภาษาธรรม พระพุทธเจ้ายังอยู่อยู่ในหัวใจของคนที่รู้จักพระพุทธเจ้าก็ยังอยู่ในที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง คนโง่เท่านั้นที่จะพูดว่าพระพุทธเจ้าตายแล้ว นิพพานแล้วไม่อยู่กับเราแล้ว นั่นเป็นความโง่ที่ทำลายพุทธศาสนาด้วย คอยมองเห็นเป็นอันตรายถึงขนาดนี้ ถ้าเราพูดว่าพระพุทธเจ้าตายแล้ว นิพพานแล้ว นั่นมันเสียหายอย่างไร มันเสียหายตรงที่ว่ามันสู้ ลัทธิอื่น ศาสนาอื่นๆ บางศาสนาไม่ได้ ที่เขาพูดว่าพระเจ้ายังอยู่พระเจ้าอยู่ในที่ทั่วไปคอยคุ้มครองเราอยู่ทุกหนทุกแห่ง

ที่นี้เราคิดดูเถอะว่าเราจะหวังพึ่งคนที่ตายแล้วดีหรือว่าเราจะหวังพึ่งคนที่ยังอยู่คุ้มครองเราทุกหนทุกแห่งดี ถ้าจะพูดว่าพระพุทธเจ้าตายแล้ว นิพพานแล้ว มันก็เสียหายอย่างนี้นั่นเป็นเรื่องของคนโง่พูด เพราะว่าพระพุทธเจ้ามิได้ไปไหนมิได้นิพพานหรือตายแล้วแต่ยังอยู่ในจิตใจของบุคคลที่รู้จักพระพุทธเจ้า ตลอดกัลปอวสาน หรือว่าในที่ทุกหนทุกแห่งอันหาประมาณมิได้ ถ้าเรารู้จักพระพุทธเจ้ากันแต่ในแง่บุคคลพูดกันแต่ในภาษาคนมันก็เป็นอย่างนั้น เรื่องใครเป็นใครนี้อาตมาจะพูดกันในสักวันหนึ่งหรืออีกซักชุดหนึ่ง เดี๋ยวนี้กำลังพูดว่าอะไรเป็นอะไร เดี๋ยวนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตนี้คืออะไร ท่านทั้งหลายอาจจะคิดว่าเรารู้จักดีแล้ว และเราก็มีชีวิตอยู่ แต่อาตมาคิดว่าเราคงเล็งถึงชีวิตคนละแบบ ชีวิตแบบที่อาตมาจะพูดนี้ก็จะต้องพูดว่าท่านทั้งหลายทุกคนทั้งหมดนี้ไม่มีชีวิตเลยแล้วก็ไม่นุ่งผ้าด้วย คน 3 พันห้าร้อยล้านในโลกนี้ ที่วิ่งว่อนอยู่ในโลกนี้มันเป็นคนตายแล้ว ไม่มีชีวิตเลยไม่นุ่งผ้าด้วยอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ลองคิดดูว่ามันจะเป็นอย่างไร ทำไมจึงเรียกว่าเป็นคนตายแล้วไม่มีชีวิต เพราะว่ามันไม่มีชีวิตในความหมายของภาษาธรรม ในภาษคนก็ดีภาษาธรรมก็ดีคำว่าชีวิตหมายถึงความสดชื่นอยู่ เดี๋ยวนี้ท่านจะมีการสดชื่นกันแต่ทางเนื้อหนัง ทางร่างกายนี้ไม่มีความสดชื่นเลย ดังนั้นจึงถือว่ามันตายแล้วมันเป็นเหยื่อของกิเลสแล้วถูกยักษ์มารเคี้ยวกินอยู่ตลอดเวลา นี่เรียกมันว่าไม่มีชีวิตมันตายแล้ว แล้วมันไม่นุ่งผ้าด้วย คือมันไม่มีธรรมะสำหรับที่จะป้องกันตัว ไม่ให้ถูกยักษ์มารคือกิเลสนั้นขบกัด อาตมาพูดว่าท่านทั้งหลายล้วนแต่ไม่นุ่งผ้าล้วนแต่ตายแล้วทุกคนนี่ มันหมายความอย่างนี้ ถ้าใครอยากจะสนใจก็จะได้พูดกันต่อไปว่ามันหมายความว่าอย่างไรโดยละเอียด อาตมาได้เคยยกเรื่องราวในคัมภีร์ของคริสต์มาพูดกันอยู่อย่างบ่อย ๆ เพื่อช่วยเกิดความเข้าใจ เราไม่ถือพวกถือพรรคถือเหล่าถือเขา ถ้าอะไรพอจะเข้าใจกันได้ก็เอามาพูดให้ฟังคัมภีร์ไบร์เบิลหน้าแรก ๆ นั่นแหละให้คำอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้อย่างดี ผัวเมียคู่แรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นมานั่น แล้วพระเจ้าสั่งไว้ว่าอย่างไปกินผลไม้ของต้นไม้ต้นนี้ ที่เรียกว่าต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ถ้าแกกินเขาไปแล้วแกจะต้องตาย แต่ต่อมาผัวเมียคู่นี้มันก็ได้กินผลไม้ ต้นไม้ที่พระเจ้าได้ห้ามไว้ โดยอธิบายว่ามารมาหรอกไปกิน มันกินเข้าไปแล้วมันเลยรู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักว่านุ่งผ้ารู้จกว่าไม่นุ่งผ้า รู้จักเป็นหญิงรู้จักเป็นชายอย่างนี้ก็เลยสืบพันธ์ พระเจ้ามาเยี่ยมที่หลังและรู้ว่าไอ้สองคนนี้มันได้กินผลไม้รู้จักดีรู้จักชั่วเข้าไปแล้ว ถามก็ได้ความอย่างนั้น พระเจ้าจึงสั่งให้มันตาย คือมันมีบาปตลอดกาล เพราะมันรู้จักดีรู้จักชั่ว เมื่อมันเกิดกิเลสเพราะเหตุนั้น มันก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ตลอดชีวิตจนตาย กระทั่งลูกหลานเหลน มนุษย์ในโลกเดี๋ยวนี้ ล้วนแต่ตายแล้วทั้งนั้น ตามความหมายนั้น เพราะไปรู้จักดีรู้จักชั่ว ในลักษณะที่ยึดมั่น มั่นหมายเรื่องดีเรื่องชั่วไม่ใช่รู้จักดีรู้จักชั่วเพื่อจะอยู่เหนือความดีและความชั่ว แต่ไปรู้จักความดีความชั่วในลักษณะที่ไปจมอยู่ข้างใต้ ทั้งความดีและความชั่วทำให้อำนาจ ยึดมั่นถือมั่นอำนาจความดีและความชั่วนั่นบีบคั้นเอาบีบคั้นเอา ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ร้อนเป็นไฟอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับคนตายแล้ว อย่างนี้ก็เรียกว่าทุกคนตายแล้ว เพราะไปกินผลไม้ของต้นไม้ต้นนั้นเข้าไป รับช่วงมาจากบรรพบุรุษคนแรก ที่เรียกว่าคนตาย จนกว่าเมื่อไรจะได้ขึ้นไปกินผลไม้ต้นที่สองที่เรียกว่าต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร ข้อความในพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ต่อไปอีกว่า พอพระเป็นเจ้าเห็นว่ามนุษย์นี้มันดื้อแล้วห้ามอะไรไม่ฟังแล้ว ก็เลยให้การอารักขาแก่ต้นไม้ต้นที่สองคือต้นไม้มีชีวิตนิรันดรนั้นเสียอย่างเข้มงวดกวดขัน ทำให้มนุษย์เข้าไปกินผลไม้ต้นนั้นไม่ได้ มนุษย์จึงมีแต่ความตาย ไม่มีชีวิตนิรันดรจนกว่าเมื่อไรจะสิ้นสมัยนั้น มาถึงยุคใหม่ที่พระเยซูเกิดขึ้น สอนให้คนเข้าถึงชีวิตนิรันดรกันใหม่ ซึ่งจะเรียกว่าฟื้นคืนชีพกันมาอีกที่หนึ่งจากความตาย ความตายหรือความอยู่ ความมีชีวิตอยู่มันมีความหมายอันลึกซึ้งอย่างนี้ ถ้าท่านเป็นอยู่ด้วยการถูกขบกัดเคี้ยวกินของยักษ์มารคือกิเลสแล้ว ก็เรียกว่าคนตายแล้วทั้งนั้น แล้วก็ไม่นุ่งผ้าด้วย เพราะว่าไม่มีธรรมะอะไรที่จะเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันไม่ให้ถูกเคี้ยวกินจากยักษ์มารเหล่านั้น งั้นเรามาพูดกันให้ดีให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต อันที่ควรจะมีจะได้มีชีวิตกันเสียที ถ้าเป็นชีวิตจริงก็ต้องมีความเป็นอยู่จริง คือไม่ตาย ถ้ายังตายอยู่ตลอดเวลาหรือตายอยู่บ่อย ๆ เพราะอำนาจของกิเลสที่เกิดขึ้น อย่างนี้จะเรียกว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร มันต้องมีความสดชื่นอยู่ติดต่อกันไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลงจึงจะเรียกว่าชีวิตนิรันดร ชีวิตนิรันดรนี้เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ ในชีวิตนี้ ในชีวิตที่รู้จักตายนี่แหละถ้าบุคคลใดรู้จักอบรมตัวตนให้ดี ก็จะกลายเป็นตัวตนชนิดที่ไม่รู้จักตายเรียกว่าชีวิตไม่รู้จักตาย หากพูดถึงเรื่องตัวตนแล้วมันค่อนข้างจะสับสน เอามาพูดกันเสียหน่อย เรื่องตัวตนนี้จะพูดว่ามีก็ได้ จะพูดว่าไม่มีก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสไว้เป็นสองอย่าง สำหรับทางศีลธรรมก็มีตัวตนสำหรับปรมัทธรรมหรือสัจธรรมก็เรียกหรือพูดไปในทางไม่มีตัวตน แต่เมื่อคนธรรมดา ถ้าจะพูดจะฟังกันมันก็ต้องเป็นเรื่องที่ลงรอยกันได้แต่ความรู้สึก ที่เค้ามีความรู้สึกอยู่แล้วแต่ก่อนตลอดเวลาว่ามีตัวตน ฉันมีตัวตนของฉัน ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ที่มีตนเป็นที่พึ่งนั้น ไม่มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ถ้ามีธรรมะเป็นที่พึ่งจะเรียกว่ามีตัวตนเป็นพึ่ง นี่มันหมายถึงตัวตนที่ได้เปลี่ยนไปแล้วจากความเป็นตัวตนของคนโง่ ของกิเลสของอวิชชาที่มีตัวกูของกูอยู่ตามประสาของอวิชชา ตัวตนชนิดนี้ ได้รับการศึกษาได้รับการอบรมกล่อมเกลามากขึ้นมากขึ้น ในตัวตนนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นตัวตนชนิดที่ตรงกันข้าม ในตัวตนของสัจธรรม การที่ท่านสอนให้รู้จักอบรมตัวตนให้ยิ่งขึ้นไปก็หมายความว่าอบรมตัวตนที่เป็นตัวกูของกูอย่าโง่เขลามิให้มันสูงขึ้นไปเป็นตัวตนที่สะอาดปราศจากความยึดมั่นเป็นอุปาทาน เหลืออยู่แต่ธรรมะอันบริสุทธิ์ ถือเอาธรรมะอันบริสุทธิ์นั้นว่าเป็นตัวตน

หน้าที่ 2 – บรมอัตตาเป็นปรมาต
สมมติว่าเรียกก็เรียกว่าตัวตนอันใหญ่หลวงเป็นบรมอัตตาเป็นปรมาต เป็นปรมะอัตตา เป็นมหาอัตตาแล้วแต่จะเรียก ตัวตนของธรรมะซึ่งเป็นตัวตนที่ไม่รู้จักตายและเป็นชีวิตนิรันดรอยู่ในตัวมันเอง ถ้ามีตัวตนที่เป็นตัวกูของกูเกิดมาจากอุปาทาน ตัณหา เวทนา ภัสสะ อย่างนี้แล้ว เป็นตัวตนที่ตายอยู่แล้วในตัวตน คือมีกิเลสและเป็นทุกข์อยู่แล้วในตัวตนชนิดนั่นอย่างเต็มที่ ใครมีตัวตนชนิดนี้ก็คือคนที่ตายแล้ว นั้นจึงมีสิทธิที่จะพูดว่าท่านทั้งหลายเป็นคนที่ไม่มีชีวิตจะไม่นุ่งผ้าหรือไม่มีตัวตนแห่งธรรมะ ไม่มีธรรมะเหมือนกับผ้าสำหรับนุ่งที่จะป้องกันความน่าเกลียดน่าชัง คนที่ไม่มีธรรมะก็ทำอะไรที่น่าเกลียดน่าชัง แม้คนอื่นไ

. . . . . . . . .