แผ่นดินธรรม – แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งศาสนา โดย ท่าน พุทธทาส ภิกขุ

แผ่นดินธรรม – แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งศาสนา โดย ท่าน พุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – อิทัปปัจจยตา
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องสนใจคือว่าถ้ามันถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว มันเป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้ เป็นสิ่งที่มีเหตุผลที่ควรจะทำให้เป็นไป ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติในที่นี้ก็คือธรรมชาติสร้างมนุษย์มาให้มีทั้งกายและใจ หรือตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือมีรูปและมีนามเป็นสิ่งที่ประกอบกันเป็นชีวิตอัตภาพหนึ่งๆ โดยหลักพระพุทธศาสนาก็คือหลักของธรรมชาติ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ความจริงของธรรมชาติหรือทรงทราบความลับของธรรมชาติ ทรงนำมาเปิดเผย ทรงนำมาแสดงให้มนุษย์ทั้งหลายได้รับทราบและปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ พระองค์ได้ตรัสโดยหลักกลางๆ ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา คือ การที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามเหตุ เป็นไปตามปัจจัย เดี๋ยวนี้สิ่งทั้งปวงนั้นมันมี 2 เรื่อง คือ เรื่องกายและเรื่องใจ เราก็จะต้องทราบทั้ง 2 เรื่องประพฤติกระทำให้ถูกต้องทั้งสองเรื่องจึงจะเป็นไปได้ ดังนั้นการจะแยกหน้าที่ออกเป็น 2 เรื่อง คือหน้าที่สำหรับกายและหน้าที่สำหรับใจจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล หรือยิ่งกว่าเหตุผลคือถูกต้องตามความจริงของธรรมชาตินั่นเอง เมื่อธรรมชาติสร้างมาให้มนุษย์มีทั้งกายและใจ มนุษย์จึงมีหน้าที่ที่จะทำความรอดให้เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ หรือว่ามนุษย์ก็มีหน้าที่ที่จะพัฒนาทั้งทางกายและทางใจ

อาตมามองเห็นว่าแผ่นดินทองเป็นความรอดทางกาย ทางวัตถุหรือทางกายภาพ แผ่นดินธรรมเป็นความรอดทางใจ ทางจิต ทางวิญญาณ ดังนั้นเราจะได้พิจารณากันถึงเรื่องแผ่นดินทั้งสองและอีกทางหนึ่งก็พึงทราบให้ตลอดไปว่าธรรมชาติสร้างมนุษย์มาสำหรับอยู่กันเป็นหมู่ อาศัยซึ่งกันและกันเนื่องอยู่แก่กันและกันอย่างเป็นหมู่ ดังนั้นเราจึงไม่อาจจะรอดอยู่ได้เพียงคนเดียว เราจะอยู่เป็นสุขได้คนเดียวโดยลำพังคนเดียว ใครๆ ก็พอจะมองเห็นว่าถ้าเขาให้เราอยู่คนเดียวในโลกจักรวาลนี้ ให้เป็นทรัพย์สมบัติของเราคนเดียว เราก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ความสุขไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ได้ในเมื่อแต่เป็นสุขอยู่เพียงคนเดียว ดังนั้นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองเรื่องนี้เป็นเรื่องของสังคม คือของคนทุกคน การที่จะพิจารณากันถึงความรอดหรือการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอย่างไรนั้นจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรมหรือธรรมชาตินั่นแหละเป็นหลักพื้นฐาน สิ่งที่เรียกว่าธรรมในความหมายของธรรมชาตินั้นก็มีอยู่ 4 ความหมายขอพูดอีกครั้งเผื่อว่าบางคนยังไม่ทราบ ว่าคำว่าธรรม ธรรมในภาษาบาลีนั้นเป็นคำเดียวกับคำว่าธรรมชาติ เขียนแต่เพียงว่าธรรม แต่ความหมายจริงๆ คือคำว่าธรรมชาติ ธรรมะหรือธรรมะมี 4 ความหมาย ซึ่งหมายถึงตัวธรรมะชาติทั่วๆ ไปนั้นก็เรียกได้ทั่วไปโดยภาษาบาลีว่า ธรรมนิพรตของธรรมชาติที่มีอยู่ในธรรมชาติทั้งปวง ไอ้กฎอันนี้ก็เรียกว่า ธรรม ทีนี้สิ่งที่มีชีวิต มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ หน้าที่ทั้งหมดนี้ก็เรียกด้วยภาษาบาลีว่า ธรรม ครั้นทำหน้าที่แล้วก็มีสิ่งที่ 4 เกิดขึ้นคือ ผล ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็เรียกว่าธรรม ขอให้สังเกตดูว่าคำว่าธรรมคำเดียวนั้นมีความหมายครอบจักรวาลหรือยิ่งกว่าจักรวาล คือหมายถึงทุกสิ่งที่มันมีอยู่ ถ้าเรียกเป็นภาษาวัดที่ชวนให้ง่วงนอน ธรรมะในฐานะที่เป็นธรรมชาตินี้เรียกว่า สภาวธรรม ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติก็เรียกว่าสัจธรรม ธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตก็เรียกว่า ปฏิปฏิธรรม ธรรมะที่เป็นผลของการทำหน้าที่ก็เรียกว่า ปฏิเวธรรม แต่เดี๋ยวนี้เราอย่าพูดกันด้วยภาษาบาลีซึ่งไม่คุ้นเคย พูดกันในภาษาไทยธรรมดาว่า ธรรมชาติตัวกฎของธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ตัวผลที่เกิดจากหน้าที่ ทั้ง 4 อย่างนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์ตายตัวของธรรมชาติสำหรับมนุษย์จะต้องรู้และปฏิบัติตามให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นั้นๆ ไม่มีทางที่จะไปฟื้นธรรมชาติมีทางเดียวคือทำให้ถูกตามกฎธรรมชาติ ทีนี้ก็ดูว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรม ธรรมที่มีถึง 4 ความหมายนั่นความหมายไหนสำคัญที่สุด มันสำคัญด้วยกันทั้ง 4 ความหมาย แต่ว่าความหมายที่สำคัญที่สุดคือความหมายที่ 3 ที่เรียกว่า หน้าที่ในตามกฎของธรรมชาติ จึงควรจะกำหนดไว้เป็นหลักตายตัวว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั่นแหละคือหน้าที่ การปฏิบัติธรรมคือหน้าที่ เรายึดถือในคำว่าธรรม ในฐานะเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ แต่แล้วก็พลอยทำให้ศักดิ์สิทธิ์เลยเถิดไปจนไม่รู้ว่าอะไรที่แท้จริงที่เป็นตัวธรรมที่เกี่ยวข้องกับเราเลยยึดถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนได้แต่ละเมอเพ้อฝัน สิ่งที่เรียกว่าธรรมที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ก็คือคำว่าหน้าที่ หน้าที่ในโรงเรียนสอนเด็กว่า ธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นี่มันต้องขออภัยที่เรียกว่ามันหลับตาพูด หากเพราะว่าคำว่าธรรมหรือสิ่งที่เรียกว่าธรรมเค้ารู้จักแต่เค้าสอนกันเค้าพูดคำๆ นี้กันแต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าเกิดโน่น คำว่าธรรมมีใช้ในภาษาอินเดียในยุคโบราณกันอยู่ทั่วไปแล้วเรียกว่า ธรรม ในความหมายที่เป็นระบบ หน้าที่ที่จะต้องรู้และปฏิบัติแม้ในครั้งพุทธกาลก็ยังเรียกสิ่งนี้ว่า ธรรม คือจะมีการถามกันว่าท่านชอบใจธรรมของใคร เท่ากับถือสมมุติฐานว่าท่านถือศาสนาไหนนั่นเอง แต่เขาไม่ผูกขาดเป็นอำนาจอะไรกันมากมาย เรียกกันกลางๆ ว่าธรรม ท่านชอบใจธรรมะของใคร ชอบใจธรรมะของนิคันตนาตบุตรหรือชอบสมานะโคดมอย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่ถือพระพุทธศาสนาก็กล่าวว่าข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระสมานะโคดม คนเหล่านั้นพูดว่าธรรม ซึ่งหมายถึงระบบปฏิบัติที่จะช่วยเขาให้รอดได้ ระบบปฏิบัติที่จะช่วยเขาให้รอดได้ก็เรียกธรรมหนึ่งๆ ของพระศาสดาองค์นั้นของศาสดาองค์นี้ มีการทำหน้าที่ที่ไหนก็เรียกว่ามีธรรมะที่นั่นและที่สำคัญที่สุดมันต้องมีธรรมะที่เนื้อที่ตัว เดี๋ยวนี้เอาธรรมะไว้ที่วัด ตัวเองอยู่ที่บ้าน แล้วก็มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิธีรีตอง ไม่ใช่เป็นระบบปฏิบัติเพื่อจะกำจัดปัญหาโดยตรง คำว่าธรรมก็เลยเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยแม้ว่าจะยึดถือกันมาก เคารพบูชากันมากแต่ก็ด้วยความไม่รู้ว่าธรรมนั้นคือหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติอยู่กับเนื้อกับตัว ขอพูดกันอย่างเป็นกันเองว่า ธรรมนี้คือการทำหน้าที่ที่ถูกต้องอยู่ ธรรมอยู่ที่ไหนมีธรรมะอยู่ที่นั่น ถ้าในโบสถ์หรือในวัดในโบสถ์ไม่มีการปฏิบัติหน้าที่ดับทุกข์ ในโบสถ์มีแต่เสี่ยงเซียมซี มีแต่พิธีรีตองของร้องอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ในโบสถ์ตรงหน้าพระประธานนั้นไม่มีธรรมะมีแต่เสี่ยงเซียมซี แล้วในท้องนาที่คนเขาไถนานั่นกลับมีธรรมะ เพราะว่าเขาทำหน้าที่เพื่อความรอดแห่งชีวิต นี่พูดอย่างนี้ก็คล้ายกับจ้วงจาบผู้อื่น แต่มันก็จำเป็นที่จะต้องพูดเพื่อให้เข้าใจกันเสียที ชาวนาทำนาก็มีธรรมะของชาวนา ชาวสวนทำสวนก็มีธรรมะของชาวสวน พ่อค้าแม่ค้าทำการค้าอย่างสุจริตก็เรียกว่ามีธรรมะของพ่อค้าแม่ค้า ต่อให้เป็นทนายความถ้าเขาทำหน้าที่อยู่อย่างสุจริตเขาก็มีธรรมะของทนายความ ข้าราชการทำราชการก็มีธรรมะของราชการ กรรมกรทั้งหลาย แจวเรือจ้าง ถีบ 3 ล้อ กวาดถนน ล้างท่อถนนก็มีธรรมะเต็มรูปแบบของกรรมกร แม้แต่คนขอทานที่นั่งขอทานอยู่ก็มีธรรมะของคนขอทาน แล้วก็ได้ผลตามกฎเกณฑ์ของธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ที่จะช่วยให้รอดเหมือนพระเป็นเจ้าทีเดียว เมื่อคนขอทาน ขอทานอยู่อย่างถูกต้อง ไม่เท่าไรเขาก็พ้นสภาพของคนขอทานเป็นคนธรรมดามีหลักมีฐานมีบ้านมีเรือน พ้นจากสภาพของคนขอทาน นี่ธรรมะช่วยผู้ปฏิบัติในลักษณะอย่างนี้ แล้วเมื่อทำหน้าที่ของความรอดของตนแล้วชื่อว่าเป็นธรรมะเสมอกันหมด นับตั้งแต่ธรรมะของคนขอทาน กรรมกร พ่อค้าแม่ค้า ชาวนา ชาวสวน กระทั่งสูงขึ้นไปจนถึงขั้นพระราชามหากษัตริย์ มหาจักรพรรดิถึงเทวดาพระพรหมในพรหมโลกล้วนแต่ต้องมีหน้าที่เพื่อปฏิบัติให้ดับทุกข์

หน้าที่ 2 – แซนวิสที่ประกบ 2 ข้าง
เมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้วก็ชื่อว่ามีธรรมะอย่างเดียวกัน มีธรรมะเสมอกัน ควรได้รับความยกย่องนับถืออย่างเดียวกัน นี่ธรรมะคือหน้าที่อย่างนี้ เราจะต้องสนใจในตัวหน้าที่ และเอานั่นแหละเป็นตัวธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ทางด้านฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายกาย ก็ช่วยให้รอดทางฝ่ายกาย ธรรมะหรือหน้าที่ทางฝ่ายจิตใจ ก็ช่วยให้รอดทางจิตใจ ชีวิตมีประกบกันอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านร่างกายและจิตใจ เมื่ออยู่ครบทั้งสองด้านจึงจะเรียกว่ามีชีวิต ถ้าปลดออกข้างหนึ่งก็ไม่มีชีวิตก็หมดความมีชีวิต มีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องทั้ง 2 ด้านพร้อมๆ กันไปทางหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่ร่างกาย ทางหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่จิตใจ ทางด้านร่างกายก็ให้ผลในทางร่างกาย มีทรัพย์สมบัติพอตัว มีเกียรติยศชื่อเสียงพอตัว มีมิตรสหายชาวเกลอที่ดีที่งามพอตัว นั้นก็เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จด้านฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายกาย ฝ่ายจิตใจก็มีกิเลสเบาบางลง จนเป็นชีวิตที่ไม่รู้จักเศร้าหมองเร้าร้อนไปด้วยกิเลสใดๆ ยิ่งกว่านั้นอีก หน้าที่ทางจิตใจเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อควบคุมความถูกต้องของหน้าที่ทางฝ่ายกาย ถ้าปล่อยไปทางฝ่ายกาย ทางกายล้วนๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องของกิเลส เพราะว่าที่ตั้งที่เกิดของกิเลสนั้นมันอยู่ที่กาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เราจะรับอารมณ์เป็นรูป เป็นรส เป็นกลิ่น เป็นเสียง เป็นสัมผัส โผฏฐัพพะมันเอียงไปเป็นในทางของกิเลส จึงต้องมีสิ่งควบคุมก็คือ ธรรมะ เราจึงมีธรรมะสำหรับควบคุม ควบคุมกาย ควบคุมทางฝ่ายวัตถุหรือยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ประกอบหน้าที่ทางกายก็ประสบอุปสรรคปัญหาจากภายนอกและจากภายใน ถ้าแก้ไขไม่ได้มันก็เลิก เลิกทำหน้าที่

ดังนั้นจึงมีความรู้ในทางฝ่ายธรรมะช่วยให้มีจิตใจที่ประกอบไปด้วยกำลัง สติปัญญา สามารถทำงาน ได้อย่างถูกต้องโดยลำดับและสำหรับจะกำจัดอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นกับการงาน รู้จักต่อสู้กับปัญหาหรือความทุกข์ยากลำบากทุกชนิดที่มันเกิดขึ้นในขณะที่ทำการงาน ผู้มีการงานในทางโลกก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในทางธรรมช่วยประกบและกำกับกันอยู่เพื่อให้เกิดกำลัง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวเพื่อจะให้ทนอยู่ได้ต่ออุปสรรคนานาชนิดที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ดังนั้นเรียกว่ามันเป็นคู่กัน ความถูกต้องทางกายกับความถูกต้องทางใจเรียกว่าเป็นธรรมะเสมอกัน ธรรมะแปลว่าหน้าที่ หมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้องคำว่าถูกต้องนั้นช่วยยึดหลักให้ถูกต้อง ไอ้ความถูกต้องเดี๋ยวนี้เขามีวิพากย์วิจารณ์กันทางวิชญาบ้าง ตรรกะวิชญาบ้าง จนไม่รู้ว่าจะถูกต้องกันอย่างไร เถียงกันเท่าไรก็ไม่ยุติว่าถูกต้องคืออย่างไร ดีงามคืออย่างไร เพราะว่ามันเอาหลักอย่างอื่นมาเป็นหลักวินิจฉัย พุทธศาสนานี้ยึดถือตามหลักธรรมชาติ ว่าถ้ามันไม่ก่อให้เกิดทุกข์แล้วก็ถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดทุกข์แล้วมันก็ถูกต้อง ก่อให้เกิดทุกข์แล้วมันก็ไม่ถูกต้อง เห็นชัดๆ กันอยู่อย่างนี้ไม่ต้องถามใคร นี่ขอให้ฝืนใจกันสักหน่อยเถิด ความถูกต้องนั้นไม่ต้องเถียงกันหรอก ถ้ามันก่อให้เกิดความทุกข์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายก็ตามเรียกว่าไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามันก่อให้เกิดประโยชน์ที่ควรปรารถนาแก่ทุกฝ่ายหรือแม้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ถูกต้องอยู่เอง เราจะต้องมีหน้าที่ที่ถูกต้อง เมื่อเป็นอันธพาลเขาก็เรียกว่าเขามีหน้าที่ที่จะปล้นที่จะขโมยไปตามแบบ อย่างนี้ไม่เรียกว่าหน้าที่ ถ้าจะเรียกว่าหน้าที่ก็เป็นหน้าที่ของอันธพาล หน้าที่ที่ผิด เพราะว่าหน้าที่ชนิดนั้นทำให้เกิดความทุกข์ทำให้เกิดปัญหาขึ้นแก่ทุกฝ่าย แล้วผู้ปฏิบัติเช่นนั้นเองในที่สุดก็ไปนอนในตารางอย่างนี้จะเรียกว่าถูกต้องอย่างไร หน้าที่ที่ถูกต้องทำให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ฝ่ายผู้ปฏิบัติด้วย ฝ่ายผู้ที่อยู่ด้วยกันด้วย อยู่ร่วมโลกกัน เรามีหน้าที่ที่จะทำให้เกิดความถูกต้องทั้งทางฝ่ายกายและฝ่ายจิต นี่แหละเป็นเหตุให้มีหลักยึดถือ แผ่นดินทองสำหรับกายและแผ่นดินธรรมสำหรับจิต และทั้งสองแผ่นดินประกบกันเข้าก็เป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง มีคนเขาล้ออาตมาว่ามีคนเขาต้องปฏิบัติสองด้าน เขาล้อว่าเหมือนขนมปังแผ่นหนึ่งทาเนย 2 หน้าแล้วเขาก็หัวเราะ มันไม่เป็นอย่างนั้น อย่ากลัว อย่ากลัว แต่มันจะเป็นอีกอย่างหนึ่งคือเป็นแซนวิสที่ประกบ 2 ข้าง ขนมปังที่ประกบแซนวิสมี 2 ชนิด ข้างหนึ่งเป็นชนิดหนึ่ง อีกข้างหนึ่งเป็นชนิดหนึ่ง มันก็ยิ่งอร่อย มันไม่ใช่ขนมปังแผ่นเดียวทาเนย 2 หน้า ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเขาล้ออย่างนั้น จะตอบได้ว่าเหมือนกับแซนวิสพิเศษประกบด้วยขนมปัง 2 ชนิด 2 หน้า มันก็ยิ่งมีรสดีหรือว่ามีรสถึงที่สุดเท่าที่มันจะดีได้ ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจผิดว่าเราจะปฏิบัติทั้ง 2 อย่างพร้อมกันไม่ได้ หรือต้องปฏิบัติคนละทีคนละคราว หรือบางทีก็เอาไว้คนละตอน ตอนต้นของชีวิตปฏิบัติกันแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุ ตอนปลายของชีวิตยังจะปฏิบัติของจิตใจ ทำไม่ได้ นั่นแหละคือทำไม่ได้ เพราะว่าชีวิตนี้มันประกอบอยู่ด้วยสิ่งทั้งสองอยู่ตลอดเวลา ชีวิตประกอบไปด้วยร่างกายและจิตใจทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกันตลอดเวลามันก็ต้องการความถูกต้องทั้งสองฝ่ายนี่อยู่ตลอดเวลา ทางฝ่ายกายก็เป็นเหมือนกับว่าโครงสร้าง ทางฝ่ายจิตก็เหมือนกับสิ่งที่อาศัยอยู่ข้างใน เราจะต้องมีความถูกต้องทั้งส่วนเปลือกนอกและทั้งส่วนเนื้อใน ต้องมีความเหมาะสมแก่กันและกัน

หน้าที่ 3 – สวรรค์ที่สะอาด
ดังนั้นจึงต้องมีธรรมะแนวเดียวกันทั้งทางกายและทางจิต ที่นี้ก็จะพิจารณากันถึงฝ่ายกายเป็นข้อแรกคือ แผ่นดินทอง การปฏิบัติถูกต้องทางฝ่ายกายนั้นมันมาจากความถูกต้องของทางฝ่ายจิต อย่านึกว่าเราจะสร้างแผ่นดินทองไปได้โดยไม่ต้องอาศัยแผ่นดินธรรมกำกับอยู่ มิฉะนั้นแล้วแผ่นดินทองมันจะกลายเป็นสวรรค์ที่สกปรก มันจะต้องเป็นสวรรค์ที่สะอาด คือมีความผาสุกสะดวกสบายแล้วก็ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้องคือธรรมะ เดี๋ยวนี้คำว่า สวรรค์ สวรรค์นี้ถือเอาความหมายผิด กลายเป็นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยกามอารมณ์ เมื่อมีกามอารมณ์มากมันก็มีกิเลสมาก ในสวรรค์ก็มีความเศร้าหมองมาก มีกิเลสมาก ในเมื่อรุ่มหลงอยู่ด้วยกามอารมณ์ สวรรค์ที่แท้จริงนั้นคือ ความถูกต้อง เมื่อรู้สึกว่ามีความถูกต้องเป็นที่พอใจของตน ยกมือไหว้ตัวเองได้ ยกมือไหว้ได้ขอให้จำคำนี้หน่อย นั่นแหละคือ สวรรค์ที่สะอาด สวรรค์ที่สะอาดไม่สกปรกด้วยกามอารมณ์ ความเป็นไปตามอำนาจของกิเลสนั้นเป็นสิ่งเศร้าหมอง ต้องเป็นสวรรค์ที่สะอาดเป็นสวรรค์ที่ไม่ประกอบไปด้วยอบายมุขหรือสิ่งเสพติดใดๆ ดูให้ดีเถิดกามอารมณ์นั้นเป็นสิ่งเสพติดยิ่งกว่าสิ่งใดๆ แต่ก็ว่ามันชอบใจกันมันก็เลยไม่ประณามกัน ที่จริงมันควรจะถูกประณามยิ่งกว่ายาเสพติดใดๆ การเสพติดทางกามอารมณ์หรือว่าการเสพติดทางอบายมุข ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่นเล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตรเกียจคร้านทำการงาน เหล่านี้เป็นธรรมชาติเป็นสวรรค์ชนิดที่สกปรก แต่เพราะเหตุที่มีความยั่วยวนมากจึงมีสมาชิกมาก คนตามปกติก็พร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสวรรค์ชนิดนี้ มีปัญหาอยู่ทั่วไปหมด มันก็ไม่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพราะว่าไปทำสิ่งเสพติด และตกเป็นทาสของสิ่งเสพติด การเป็นทาสของสิ่งเสพติดนั้นมิใช่ประสงค์ของธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นต้องการจะปลดปล่อยให้พ้นไปจากปัญหานานาประการ จะต้องพ้นปัญหาในทางด้านวัตถุฝ่ายกาย แล้วก็เรียกว่า อาศัยอยู่ในแผ่นดินทอง ต้องเป็นแผ่นดินที่สร้างขึ้นมาด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวคือ ความเห็นแก่กิเลส ฟังให้ดีๆ ว่า ไอ้คำว่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวนั้นคือความเห็นแก่กิเลส มีกิเลสเป็นตัวแล้วก็เห็นแก่กิเลส อย่างนี้เรื่องมันก็ไปคนละทาง

ในความถูกต้อง ต้องไม่เป็นความเห็นแก่ตัว แต่เป็นความเห็นแก่ทุกคนหรือทุกฝ่ายตามที่ธรรมชาติสร้างมาให้อยู่ด้วยกัน ธรรมชาติสร้างมาให้อยู่ด้วยกันมากไม่ใช่ว่าให้มาอยู่กันตามลำพัง ของใครของมัน นั่นแหละไอ้ความที่ต้องเห็นแก่ผู้อื่นและไม่เห็นแก่ตัวนั้นมันมีอยู่อย่างนี้ จุดหมายปลายทางของแผ่นดินทองก็คือทุกคนสะดวกสบายในทางฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายกาย มีความมุ่งหมายเป็นโลกพระศรีอาริยเมตรัยอยู่เบื้องหน้า หมายความว่าทุกคนปฏิบัติดี เกิดมีบุคคลดี บุคคลดีหลายคนเป็นครอบครัวที่ดี ครอบครัวดีหลายครอบครัวเป็นหมู่บ้านที่ดี หมู่บ้านที่ดีหลายหมู่บ้านก็เป็นเมืองหรือเป็นจังหวัดที่ดี หลายบ้านเมืองที่ดีก็เป็นประเทศชาติที่ดี ถ้าหลายประเทศชาติที่ดีก็กลายเป็นโลกที่ดี ทุกโลกดีก็เป็นจักรวาลที่ดี นี่อาศัยความถูกต้อง เรามีหลักที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่เกิดมาเพื่ออยู่ร่วมกันมากๆ นี่แหละข้อนี้แหละที่ว่าไม่ค่อยจะสนใจ ถูกกิเลสชักนำไปให้เห็นแก่ตัว เกิดมีคนคิดว่าเราไม่ต้องทำงานอะไร ถ้าใครเขาทำเราเสมอเราดีกว่า ไม่ต้องทำให้เหน็ดเหนื่อย คนประเภทนี้ไม่รู้ว่าเราจะต้องอยู่ด้วยกันมากๆ และเขาก็ไม่รู้ว่าไอ้คนอื่นนั้นมันก็เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายของเรา คนทุกคนมีปัญหาเหมือนกัน มีความทุกข์เหมือนกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน ต้องต่อสู้กับความทุกข์ตามธรรมชาติ ถ้าได้ร่วมมือกัน การต่อสู้กับธรรมชาติมันก็ง่ายขึ้น ทุกศาสนาเลยสอนให้รักผู้อื่น ไปค้นดูเถิดว่าทุกศาสนามีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ รักผู้อื่นทั้งนั้น จะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดูอะไรก็ตามที่เป็นระบอบของศาสนาหรือที่พึงของศาสนาหรือแม้แต่เป็นเพียงวัฒนธรรม ก็ต้องมีความหมายเป็นรักผู้อื่น เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาเบียดเบียนนั้นมันมาจากความไม่รักผู้อื่น พระศาสดาทุกพระองค์มองเห็นความจริงข้อนี้ พระศาสดาทุกพระองค์จึงบัญญัติความรักผู้อื่นเหมือนกันหมด เดี๋ยวนี้เรามาตั้งต้นที่จะแก้ปัญหาของชีวิตนั้นก็จะต้องกระทำให้แต่ละชีวิตแต่ละหน่วย แต่ละหน่วยนั้นมันถูกต้อง จึงมีหลักเกณฑ์สำหรับยึดถือตรงกันหมดทุกคนว่ามันมีความถูกต้องอย่างนี้ก็เลยสามารถร่วมมือกันได้ สร้างความถูกต้อง คนโบราณรวมจุดหมายปลายทางไว้เป็นศาสนาของพระศรีอาริยเมตรัย บางคนเห็นเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ความจริงเป็นเรื่องของสติปัญญา ในศาสนาพระศรีอาริยเมตรัยนั้นมีลักษณะกล่าวไว้มากมายแล้วแต่ที่สำคัญก็คือความรักผู้อื่น มีรายละเอียดว่าพอลงจากบ้านเรือนมาสู่ท้องถนน จำไม่ได้ว่าใครเป็นใครเหมือนกันหมด มีแต่ผู้เป็นมิตรชูมือสะล่อน ถามว่าจะให้ช่วยอะไร ต้องการอะไร บอกมาจะให้ทำอะไร เหมือนกันไปหมดจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พอกลับมาถึงบ้านแล้วจึงรู้ว่าอ้าวนี่บ้านของเรา นี่ภรรยาของเรา สามีของเรา ลูกของเรา พอออกไปนอกถนนมันก็เหมือนกันไปหมด มีผู้ที่หวังดีรักใคร่พร้อมที่จะช่วยเหลือสะล่อนไปหมด หรือเขียนไว้ว่าทุกมุมเมืองมีต้นไม้ที่เรียกว่า กาลปะตะรูมะ ภาษาโบราณกาลปะตะรูมะ คือ ต้นกาลปะพฤกษ์ ใครขาดแคลนอะไรไปเอาได้ที่นั่น หรือไม่มีคนจน มีลักษณะเหมือนกับสังคมสงเคราะห์ที่พร้อมที่จะช่วย แต่มันก็ตอบอยู่ในตัวแล้ว ก็ทุกคนชูมือสะล่อนกันไปหมด ให้ช่วยอะไรบอกมา อย่างนี้แล้วมันจะจนได้อย่างไรเล่า จะขาดแคลนอะไรได้อย่างไร ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็จะมีแต่มือที่ชูขึ้นมาว่าจะให้ช่วยอะไร ช่วยอะไรเรียกว่า ศาสนาพระศรีอาริยเมตรัย

ซึ่งอย่างอื่นก็มีอีกมากแต่ว่าเอาใจความสำคัญว่า ความรักผู้อื่นอย่างเป็นมิตร เมตรัย แปลว่า รากฐานแห่งความเป็นมิตร เกื้อกูลแก่การเป็นมิตร เมตตาคือ เมตตามาจากคำว่ามิตร ประกอบท้ายศัพท์เป็นเมตรัยยะ เกื้อกูลแก่การเป็นมิตร พระศรีอาริยะอย่างเลิศอย่างประเสริฐที่สุด ดังนั้นการที่จะสร้างแผ่นดินทองต้องนึกถึงหลักธรรมะก่อน คือทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันมีปัญหาอย่างเดียวกันมีหัวอกอย่างเดียวกัน ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นเช่นนั้น หรือถ้าจะถือพระเป็นเจ้าก็ต้องพูดว่าพระเป็นเจ้าสร้างมาสำหรับความเป็นอย่างนั้น เมื่อมองเห็นว่ามันเป็นเพื่อนยาก เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากด้วยกันแล้ว มันก็ง่ายที่จะสัมพันธ์กันที่จะไม่เบียดเบียนกัน ที่จะให้อภัยแก่กัน แล้วก็ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ ปัญหาของคนหมู่มากก็คือว่า มันทักกันไม่ได้ ทักท้วงกันไม่ได้ แนะนำกันไม่ได้ ขอร้องกันไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีกิเลสของตน เขาก็ไม่รู้ว่าตัวจิตแท้นี้ธรรมชาติสร้างมาให้สำหรับร่วมแรงร่วมใจกัน ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ ดึงกันและกันให้ออกไปจากความชั่วได้ ถ้าแก้ปัญหาข้อนี้ไม่สำเร็จมันก็ไม่ทาง ไม่มีทางที่สร้างแผ่นดินของพระศรีอาริยเมตรัยขึ้นมาได้ ผู้ที่เป็นบิดามารดาควรจะอบรมลูกเด็กๆ ทารกที่เกิดมาให้รู้จักรักผู้อื่นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วปัญหามันจะน้อย ปัญหาเลวร้ายทั้งหลายมันจะหมดไป

หน้าที่ 4 – ธรรมะสำหรับแผ่นดินธรรม
ถ้าทุกคนรู้จักรักผู้อื่นมาตั้งแต่เป็นทารกเป็นเด็กจนเติบโต มันเป็นการรวมคนทุกคนเป็นคนคนเดียวกัน โดยหลักการอันนี้เพราะความรักกันทุกอย่างมันจะง่ายไปหมด คือจะร่วมแรงกันทำอะไร จะสร้างอะไรมันก็กลายเป็นของง่ายไปหมด แล้วก็เกิดความถูกต้องขั้นพื้นฐานคือ ทางกายขึ้นมาโดยครบถ้วน นี่เรียกว่ามันอาศัยธรรมะคือ ความถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเป็นเครื่องอำนวยความสำเร็จ เรียกว่า แม้จะสร้างแผ่นดินทองก็ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะเบื้องต้น ธรรมะสำหรับแผ่นดินทอง ทีนี้ก็จะพูดถึงธรรมะที่สูงขึ้นไป ธรรมะสำหรับแผ่นดินธรรม คือในโลกจิตใจ โลกทางจิตใจไม่ใช่โลกทางวัตถุ อย่างที่พูดไปแล้วข้างต้นว่าเรามีทั้งกายและทั้งใจ ในโลกหนึ่งเป็นโลกของร่างกายของวัตถุ อีกโลกหนึ่งเป็นโลกของจิตใจ ดวงจิต ดวงวิญญาณ ธรรมะในชั้นนี้มันก็เป็นเรื่องทางจิตใจ ไม่ใช่เรื่องทำมาหากินประกอบความเป็นอยู่ในทางฝ่ายร่างกาย แผ่นดินธรรมควบคุมแผ่นดินทอง แต่ก็ไม่วายที่จะต้องอาศัยแผ่นดินทองเป็นพื้นฐาน อาศัยธรรมะที่สูงขึ้นไปในการสร้างแผ่นดินธรรม เพราะว่ามันเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ สูงกว่าเรื่องทางกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังตรงกันคือทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติอยู่นั่นเอง มีความถูกต้องแล้วก็ทำได้ง่าย หมายความว่าถ้ามันถูกต้องตามกฎของธรรมชาติแล้วมันทำง่ายในการที่จะปฏิบัติธรรม เพราะมีความง่ายในการปฏิบัตินั้นแหละมันก็มีความสุข ความสนุกเมื่อปฏิบัติ อย่าได้เชื่อตามที่คนบางคนเขาพูดว่า ปฏิบัติธรรมะนั้นมันเป็นความทุกข์ทรมานเจ็บปวดอดกลั้น อดทนมากเกินไป พระพุทธเจ้าก็ได้สอนไว้เองว่าการปฏิบัติธรรมะนั้นมีความสุข สนุก พอใจพร้อมกันไปในตัว ถ้ารู้จักว่าธรรมะคืออะไร ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติในข้อนี้ดำรงจิตให้ถูกต้องได้โดยกฎของธรรมชาติอันเกี่ยวกับจิตแล้วก็จะต้องศึกษากันบ้างตามสมควรเพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดและลึกซึ้ง

ถ้าเรื่องนี้ไม่ละเอียดไม่ลึกซึ้งก็ไม่ต้องเกิดพระพุทธเจ้า ถ้ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ไม่ต้องเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก แต่เพราะเหตุที่เรียกธรรมะฝ่ายจิตนี่เป็นเรื่องลึกซึ้ง จึงจำเป็นที่จะต้องมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลกเป็นผู้ชี้ทาง พระองค์ก็ได้ทรงค้นพบความลับของธรรมชาติเกี่ยวกับเรื่องจิต ถ้าทำอย่างไรมีผลอย่างไร ทำอย่างไรมีผลอย่างไรจะบังคับจิตได้ ทำอย่างไรจะอบรมจิตให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงกับว่าไม่รู้จักไอ้ความเป็นทุกข์ นี่จะต้องพูดว่าจิตที่ดีมันก็ตั้งอยู่บนร่างกายที่ดี คือ แผ่นดินธรรมนั้นมันจะต้องตั้งอาศัยอยู่บนแผ่นดินทองที่มีความถูกต้องเรียบร้อยกันทุกอย่าง ถ้าเป็นแผ่นดินทองของอันธพาลก็ใช้ไม่ได้ มันขัดขวางกันโดยสิ้นเชิง คำว่าแผ่นดินทองก็หมายถึง วิญญูชน ของสัตบุรุษ ผู้รู้ความจริงของธรรมชาติ ตามที่มันเป็นจริงอย่างไร ไม่ใช่ว่าเราเองด้วยอำนาจของกิเลส มันต้องมีปัญญาพอสมควรแล้ว รู้จักประพฤติกระทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นี่เป็นรายละเอียดที่ต้องศึกษากันอีกนัยหนึ่ง แต่ถ้าจะสรุปสั้นๆ แล้วก็คือ ถูกต้องทางกายทางวาจาเรียกว่า ศีล ถูกต้องทางจิตเรียกว่า สมาธิ ถูกต้องทางความคิดนึก ความรู้สึก ความเชื่อเรียกว่า ถูกต้องทางปัญญา แม้จะอยู่ที่บ้านก็ต้องรู้เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าไม่มีความถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางจิตหรือทางปัญญาพอสมควรแล้ว สร้างแผ่นดินทองก็ไม่สำเร็จ อย่าว่าแต่สร้างแผ่นดินธรรมจะต้องรู้เรื่องความถูกต้อง ความถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่เป็นเรื่องของร่ายกายและวาจา วาจานี้มันเป็นส่วนของร่างกาย ปากนี่มันอยู่กับร่างกายจึงจัดเป็นฝ่ายกาย แต่จะแยกออกมาว่าเป็นฝ่ายวาจาด้วยก็ได้ มีการกระทำทางกายถูกต้อง ทางวาจาถูกต้อง เรียกว่า ศีล รู้เรื่องธรรมชาติชนิดที่เที่ยงแท้ไม่ลำเอียง เราจะฝืนกฎธรรมชาติไม่ได้ มีแต่จะต้องทำให้คล้อยตามธรรมชาติ เรื่องศีลนี้ก็อย่าได้เข้าใจว่า ผู้ใดผู้หนึ่งปฏิบัติขึ้นมาเอง บัญญัติขึ้นมา ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาตามความพอใจของตน ผู้ที่จะบัญญัติศีลข้อใดข้อหนึ่งแม้เป็นครั้งแรกที่สุดก็มองเห็นความจริงของธรรมชาติ ปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นแก่หมู่มนุษย์นั่นแหละมันทำให้เกิดเป็นระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายหรือศีลธรรมอะไรขึ้นมา ศีลข้อที่ว่าไม่ประทุจร้ายชีวิตและร่ายกายของผู้อื่นมาเป็นข้อแรกเห็นไหม ศีล 5 ศีลข้อแรกไม่ประทุจร้ายชีวิตและร่างกายของผู้อื่นนี่มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาและก่อปัญหาใดๆ หมด เมื่อมนุษย์ได้เกิดขึ้นมาในโลกแล้ว มันก็มีการทำร้ายผู้อื่นเป็นปัญหาข้อแรก แล้วต่อมาก็มีศีลข้อที่สอง จะไม่ประทุจร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ทีนี้ต่อมาก็จะไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น นี่ศีลปานา อทินนา กาเม พ่อแม่ทั้งหลายช่วยเข้าใจความหมายให้ดีๆ สอนลูกเด็กๆ ให้มีความเข้าใจครบถ้วน อย่าเพียงว่าไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เราต้องให้ความหมายกว้างไกลไปถึงว่าไม่ประทุจร้ายโดยวิธีใดๆ ศีลข้อที่หนึ่ง ไม่ประทุจร้ายชีวิตร่างกายของผู้ใดโดยวิธีใดๆ นี่หมดเลยไม่มีข้อแก่ตัว ศีลข้อที่สอง ไม่ประทุจร้ายทรัพย์สมบัติของผู้ใดโดยวิธีใด โดยวิธีใดก็ตามเรื่องฉ้อฉนตะบัดอะไรชนิดที่ว่าถ้าจะยาก มันเป็นการประทุจร้ายทรัพย์สมบัติ สิทธิในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นทั้งนั้น ข้อที่สามนี้ว่า ไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น ข้อนี้อธิบายกันผิดๆ หนังสือสอนเด็กบางเล่มเขียนผิดจนเด็กๆ ไม่ต้องถือศีลกาเมว่าศีลข้อกาเมนี้เด็กๆ ไม่ต้องมี ไม่ต้องถือนั่นมันเข้าใจผิด ตัวศีลแท้ๆ ว่าไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น กาเมสุ แปลว่า ของรักของใคร่ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องชู้สาว เรื่องเพศ เด็กๆ ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ แต่เขาก็มีความรัก ไอ้ของที่เขารัก เช่น ตุ๊กตา เป็นต้น หรือของใช้ไม้สอยอะไรที่เขารัก ในฐานะเป็นของรัก เด็กคือ ไม่ควรจะไปทำให้เขาเจ็บใจ โดยไปย่ำยีของที่เขารัก เด็กทารกก็ต้องถือศีลข้อนี้ นี่พ่อแม่ช่วยอธิบายให้ลูกเข้าใจว่ามันต้องถือศีลข้อกาเมด้วยเหมือนกัน อย่าไปแตะต้องประทุจร้ายของที่เด็กอื่นเขารักให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ ข้อนี้มันไม่ใช่ฆ่า ไม่ใช่ขโมย แต่มันเป็นการทำให้เจ็บใจเพราะของรักของเขาถูกละเมิด นี่มันเป็นปัญหาที่ค่อยๆ มีมากขึ้นๆ และศีลข้อถัดไปก็อย่าประทุจร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่นในการโกหกเป็นพยานเท็จ ในบาลีมุ่งพยานเท็จ นี่คือประทุจร้ายความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรม มีความเป็นธรรม อย่าได้ไปประพฤติประทุจร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่นแม้โดยวาจา ศีลข้อห้าข้อสุดท้าย อย่าได้ประทุจร้ายสติสัมปรดีของตนเอง ทุกคนเกิดมาตามธรรมชาตินั้นก็มีความรู้สึกคิดนึก มีสติสัมปรดีเพียงพอที่จะทำอะไรได้ถูกต้องในระดับนี้ แต่ถ้าว่าประทุจร้ายสติสัมปรดีของตนเอง เช่น ดื่มน้ำเมา เป็นต้น ดื่มของเมา เป็นต้น สติสัมปรดีก็เสียไปหมด เมื่อสติสัมปรดีเสียไปหมดแล้วก็มีแต่จะทำอะไรเสียไปหมด อย่าได้ประทุจร้าย หากสติสัมปรดีของตนจงเว้นเสียสิ่งที่มีผลชนิดนี้

หน้าที่ 5 – คถาคต
บาลีเรียกรวมๆ กันว่า สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี่มาสอนกันแต่เพียงไม่กินเหล้าเมายาอะไรบางอย่างมันไม่พอ มันไม่ถูก บรรดาสิ่งที่ทำให้เกิดความสูญเสียสติสัมปรดี มีความประมาทแล้วอย่าไปแตะต้องเลย เรื่องดูหนัง ดูละคร ดูอะไรชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมาเกิดความประมาทเข้าไปด้วยก็ได้ในศีลข้อนี้ ก็ไม่ต้องถือศีลมากข้อ ศีลเพียงห้าข้อนั้นก็พอที่จะขจัดสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลและแก่สังคมในการที่จะสร้างแผ่นดินทองอันสงบเย็นขึ้นมา จะต้องรู้ใจความของบทธรรมะนั้นๆ แล้วขยายความให้ถูกต้อง อย่าอธิบายกันจนว่าลูกเด็กๆ ไม่ต้องถือศีลข้อกาเม เมื่อได้มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องถือเป็นหลักอยู่ ชีวิตส่วนนี้ ส่วนร่างกายนี้ก็ดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง เรียกว่า ตัวเองติเตียนตัวเองไม่ได้ คำพูดที่มีอยู่เป็นหลัก ต้องใช้คำว่าตัวเองติเตียนตัวเองไม่ได้ควรมีศีล คนจะมีศีลคือคนที่ติเตียนตัวเองไม่ได้ มองดูตัวเองแล้วมันพบแต่ความถูกต้อง ในที่สุดก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ อะไรๆ มันก็ถูกต้องไปเสียหมดทั้งกลางวันกลางคืนทั้งหลับทั้งตื่น ก็พอใจตัวเองยกมือไหว้ตัวเองได้ และก็เป็นสวรรค์แท้จริงขึ้นมาทันที ที่เรียกว่า ทางศีลนำไปสูสวรรค์ มันหมายความอย่างนี้คือ เรายกมือไหว้ตัวเองได้ เป็นสวรรค์สะอาด สวรรค์เต็มไปด้วยกามอารมณ์ อย่างที่พูดๆ กันนั้นเป็นสวรรค์สกปรกอาตมากล้าพูดอย่างนี้ แม้แต่จะเป็นที่นิยมกันทั่วๆไปหมด สวรรค์ที่เต็มไปด้วยกามอารมณ์เป็นสวรรค์สกปรก สวรรค์ที่สะอาดนั้นก็คือ ยกมือไหว้ตัวเองได้ เพราะมองดูตัวเองแล้วเห็นแต่ความถูกต้อง มันมองเห็นแต่ความถูกต้องของตนเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ที่ไหนเป็นสวรรค์ที่นั่น เมื่อนั่น ไม่ต้องรอให้ตายแล้ว สวรรค์นี่จริงเพราะเป็นสันทิฏฐิโก สิ่งที่เป็นของจริงนั้นต้องเป็นสันทิฏฐิโก พระพุทธเจ้าเขาว่าอย่างนั้น คือรู้สึกได้ด้วยตนเอง สัมผัสได้ด้วยตนเอง ประจักษ์แก่ใจตนเอง

ถ้ายังต้องเชื่อตามคนอื่นนั้นนั่งยันยืนยันว่าไม่ใช่คำของคถาคต ต้องรู้สึกได้ด้วยตนเองว่าเป็นอย่างนั้นจริงเรียกว่าสันทิฏฐิโก แล้วก็อะกาลิโก อะกาลิโกไม่ต้องรอเวลาได้ผลทันที ทำที่ไหนได้ผลเมื่อนั้น ทำเมื่อไรได้ผลเมื่อนั้น ทำมากก็มาก ทำน้อยก็น้อยนี่มันเป็นอะกาลิโก เอหิปัสสิโก จะเรียกผู้อื่นมาดูได้ มาดูฉันสิ มาดูตัวฉัน ดูที่เนื้อตัวของฉันไม่มีความลับอะไร ไม่มีความชั่วอะไรที่จะปกปิดไว้ พวกเทวดาทั้งหลายที่ว่ามีหูเป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์ มาดูสิมาสรรหาความผิดของฉันสิ มันไม่มี มันหาไม่พบ อย่างนี้เป็นสวรรค์สะอาด สวรรค์ที่เป็นสันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโกควรมีอยู่ในตน และปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูชน รู้ได้ด้วยตนเอง นี้เป็นสวากขาโตคือคำกล่าวที่ถูกต้อง มีสวรรค์ได้แม้กลางทุ่งนา ในร้านค้า ในที่ไหนก็ตามที่ประพฤติกระทำหน้าที่ ในออฟฟิศราชการถ้ามีแต่ความถูกต้องก็มีสวรรค์อยู่ในที่อย่างนั้นทั่วไปหมด มองดูทีไรแล้วเห็นแต่ความถูกต้องแล้วก็รู้สึกพอใจ นี่ขอร้องสักอย่างหนึ่งว่า ขอให้ประพฤติกระทำจนกระทั่งมองดูตัวเองแล้วรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ ถูกต้องและพอใจอยู่ตรงไหนก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพอใจอย่างนี้ตลอดเวลา ตื่นขึ้นมาก็ทำสิ่งที่ถูกต้องและพอใจ จะกินอาหาร จะอาบน้ำ จะแต่งเนื้อแต่งตัว จะทำการทำงานแม้ที่สุดแม้แต่จะช่วยถูบ้าน ช่วยกวาดเรือน ในจิตก็รู้สึกว่าถูกต้องและพอใจกันไปหมด ไปทำงานที่เป็นงานหลักก็ทำด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ จนเลิกงานกลับบ้านด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ มากินอาหาร ทำกิจประจำวันก็ถูกต้องและพอใจ เวลาจะนอนยกมือไหว้ตัวเองได้ วันนี้ทั้งวันมีแต่ความถูกต้อง เป็นอยู่อย่างนี้แหละเรียกว่า เป็นพลเมืองของแผ่นดินธรรม เป็นสมาชิกของแผ่นดินธรรม ยกมือไหว้ตัวเองได้ทุกคราวที่มองดูตัวเองเป็นสวรรค์อันสะอาด ทีนี้ถ้ามองดูตัวเองแล้วโอ้ชั่งหัวตัวเอง คิดหนาระอาใจแก่ตัวเองที่คือ นรก นรกที่แท้จริง นรกที่นี่และเดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอตายแล้ว แล้วมันกัดกร่อนหัวใจยิ่งนรกที่เขาพูดๆ กันเสียอีก เรื่องนี้อยากจะบอกสักหน่อยหนึ่งว่า เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้าเป็นเรื่องที่เขาพูดกันก่อนพระพุทธเจ้า ในประเทศอินเดียเขาพูดเรื่องนี้กันก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในพลเมืองที่เขาเชื่อเรื่องนรกสวรรค์กันอย่างนี้ ท่านไม่คัดค้าน นี่เป็นคุณสมบัติอันเลิศของพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่งที่พวกเราควรจะเอาอย่าง เมื่อเขาพูดกันอยู่อย่างนั้นว่าเขาเชื่อกันอยู่อย่างนั้น เขาถือกันอยู่อย่างนั้นแล้วเราไม่เห็นด้วยแล้วอย่าไปทะเลาะกับเขา เราอย่าไปหักล้างกับเขา ถ้าเราจะประสมรอยได้ก็ประสมรอย แล้วถ้าเรามีอะไรจะพูดเราก็พูด พระพุทธเจ้าไม่ยกเลิกไอ้นรกสวรรค์ที่เขาถือ เขาพูดกันอยู่ก่อนอย่างนั้น แต่ท่านไปเสริมว่าถ้าอยากไปสวรรค์ก็ทำอย่างนี้สิ ทำอย่างนี้สิ แล้วก็อีกทางอย่าทำอย่างนี้ อย่าทำอย่างนี้ก็ไปนรกชนิดที่เราไม่ต้องการ แต่ว่าสวรรค์ที่อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กันเห็นแล้ว นรกจะอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกันเห็นแล้ว คือ มันจะทำผิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทำผิดเป็นนรกผิดเนื้อผิดตัว ทำถูกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็เป็นสวรรค์และก็อยู่ที่เนื้อที่ตัว ท่านใช้คำว่า มายาทิฐา มายาทิฐากันเห็นแล้ว แต่ก็ไม่ได้ค้านเพื่อให้อย่างนั้นและยังประสมโรงด้วยว่า อย่าจะไปชนิดนั้นก็ทำทาน ทำศีล ทำอย่างนี้สิ ท่านช่วยแนะด้วย แต่ท่านไม่ได้แนะให้มัวเมาอันสวรรค์ที่เต็มไปด้วยกามอารมณ์ นี่สวรรค์ที่แท้จริงนั้น คือ ความรู้สึกพอใจตัวเองจนยกมือไหว้ตัวเองได้ ชื่นใจในตัวเอง เป็นหลักสากล จริยธรรมสากล ศีลธรรมสากลเขาก็พูดกัน ที่พวกฝรั่งเขาก็เคยพูดกันมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่พูด พวกฝรั่งยุคก่อนๆ พูดเรื่องรู้จักตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง บังคับตัวเอง ช่วยตัวเอง ประสบผลสำเร็จแล้วพอใจตัวเอง เป็นหลักธรรมะในรูปกะทัดรัดที่สุด เป็นหลักสากลซึ่งเรารับเอามาถือได้ อาตมาคิดว่าแผ่นดินธรรมนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นผู้ที่รู้จักตนเองว่าธรรมชาติสร้างมาอย่างไร ไว้ใจตนเองว่าสามารถจะแก้ปัญหาได้ และก็บังคับตัวเองให้กระทำอย่างนั้น ครั้นแล้วก็มีความพอใจตัวเอง แล้วก็เคารพนับถือตัวเอง ถ้ามันอยู่ได้อย่างนี้มันก็เป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นของของธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ ไม่เรียกว่าเป็นของศาสนาไหนถ้าเป็นของธรรมชาติ เรารู้เรื่องของธรรมชาติโดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วว่า รู้จักตัวธรรมชาติ รู้จักกฎธรรมชาติ รู้จักหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ รู้จักผลของหน้าที่ สี่อย่างนี้เป็นหลักประกันไม่ผิดได้ ไม่ผิดหรือไม่ให้เกิดโทษขึ้นมาได้ การทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละมันรับประกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดขึ้นมาได้ เมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติในทางที่จะไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความทุกข์ จะมีผลอย่างไรลองคิดดู เรียกเป็นคำอุปมาเรียกว่า เย็น เย็น ที่จริงเย็นคำนี้ไม่ใช่เย็นอย่างแช่น้ำแข็ง แต่มันเย็นทางวิญญาณ เรื่องแผ่นดินธรรมนี่เป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ มันก็มีเย็นตามแบบฝ่ายวิญญาณ ถ้าเย็นอย่างน้ำแข็งเป็นฝ่ายวัตถุ เดี๋ยวนี้มันฝ่ายวิญญาณ มันมีความเย็นอกเย็นใจ เย็นทางจิต เย็นทางวิญญาณ ทุกคราวที่พอใจจนยกมือไหว้ตัวเองได้

หน้าที่ 6 – นิพพาน ตามธรรมชาติ
นี่มีเหตุอันนี้ทำให้ยกมือไหว้ตัวเองได้ เย็นใจอย่างนี้ก็ได้ในคำว่า ตทังคนิพพาน สงเคราะห์ได้ในคำว่า ตทังคนิพพาน คือ เย็นด้วยเหตุอันนั้น เย็นด้วยเรื่องนั้นๆ ที่เกิดขึ้นยกมือไหว้ตัวเองได้ ชื่นใจตัวเองนั้นจะไม่เรียกว่าเย็น เพราะว่าไฟร้อนคือ กิเลสมันไม่มี มันมีแต่ความถูกต้องของธรรมะ แล้วก็เรียกว่า สามายิกนิพพาน สามายะยิกะแปลว่า ชั่วคราวเป็นนิพพานชั่วสมัย คือว่าพอใจตัวเองได้เมื่อไรก็เป็นความเย็น นิพพานคือเย็นใจครั้งหนึ่งครั้งหนึ่ง เรามีความเย็นชนิดนี้อยู่เป็นหลัก ก็เรียกว่า ทำความพอใจแก่ตนเองได้ด้วยการประพฤติกระทำของตน กิเลส ราคะ โทสะ โมหะนั้นเปรียบเหมือนไฟเป็นของร้อน เมื่อไรไฟไม่มีก็คือเย็น เรียกว่า นิพพาน ตามธรรมชาติ ทุกคนนี่ใครบ้างที่เห็นว่า กิเลสเกิดอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก กิเลสนี้เกิดเป็นคราวๆ ไอ้ที่ว่างจากกิเลสสิจะมีระยะยาวกว่า ใครเกิดกิเลสอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงตายแล้วเป็นบ้าแล้ว ไม่ได้มานั่งกันอยู่อย่างนี้

กิเลสไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลานาทีอย่างนี้ มันมีเวลาที่มันระงับไป คือ ยังไม่เกิด เวลานั้นแหละคือ เวลาที่เย็น เย็นตรงกับคำว่านิพพาน นิพพานแปลว่าเย็น คนที่ไม่รู้จักนิพพานก็กลัวนิพพาน เขาสอนกันมาผิดๆ ว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ว่างเว้องไปหมด ก็กลัวนิพพาน ที่จริงนิพพานเป็น Prositip เป็นสิ่งที่มีได้เอาได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ ถ้าว่าเราไม่มีระยะที่ว่างจากกิเลสเสียเลยร้อนไปด้วยกิเลสเราก็ตายหมดแล้ว หรือเป็นบ้าหมดแล้ว ระยะที่มันว่างจากกิเลสมันมีอยู่พอให้เราเป็นสุขรอดชีวิตอยู่ได้ ควรจะขอบพระคุณของพระนิพพานที่มีมาเป็นระยะๆ น้อยๆ ตัวอย่างนี่ช่วยให้ชีวิตรอดอยู่ได้ มิฉะนั้นเป็นบ้าหมดแล้ว ตายหมดแล้ว คำว่านิพพานแปลว่าเย็น ไม่ค่อยเอามาพูด ไม่ค่อยเอามาสอนกัน พูดกันอย่างย่อๆ พูดกันอย่างลวกๆ ว่า ไม่รู้อยู่ที่ไหน แล้วก็ไป แล้วก็ไม่มีเรื่องมีราวอะไร คำว่าเย็นนี่ภาษาบาลี คือ คำว่านิพพานนั้นเอง เย็นนี้เย็นได้ทั้งทางวัตถุเย็นก็เรียกว่านิพพานของวัตถุ สัตว์เดรัจฉานเย็นก็เรียกว่า นิพพานของสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์เย็นก็เรียกว่านิพพานของมนุษย์ สอนบาลีนิดหน่อยเผื่อว่าบางคนไม่เชื่อ ช่างทองเขาหลอมทองลุกโชนขาว แล้วเขาก็เอาน้ำรด ทองก็เปลี่ยนเป็นสีดำ กิริยานี้เรียกว่า นิพาไปยะ สุวรรณนัง นิพาไปยะ อย่างทองนั้นให้ไปนิพพาน ทองนี้ยังไปนิพพานได้ แล้วคนโง่ก็โง่ โง่ถึงขนาดไหน วัตถุมันยังนิพพานได้ ถ่านไฟแดงๆ พอคีมคีบจากเตามันก็เย็นดำลงเรียกว่า นิพพาน หรือว่าอาหารที่ปรุงอยู่ในครัวกำลังร้อนอยู่กินไม่ได้ต้องรอก่อน อาหารอย่างเช่น ข้าวต้มเย็นแล้ว กินได้แล้ว เด็กก็ร้องตะโกนมาจากในครัวว่าข้าวต้มนิพพานแล้ว มาๆๆ กิน ใช้คำว่านิพพานแม้กระทั่งวัตถุขนาดนี้หมายความว่าเย็น ที่มีเรื่องสัตว์เดรัจฉานที่นำมาจากป่า ฝึกอย่างนั้น ฝึกอย่างนี้จนหมดความเป็นป่า สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นหมดความเป็นป่า หมดอันตรายโดยสิ้นเชิง ก็เรียกว่าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้นิพพาน คำบาลีใช้คำว่านิพพานด้วยเหมือนกัน แล้วเป็นคนทั้งทียังนิพพานไม่ได้ สัตว์ป่ามันยังนิพพานได้ ทีนี้ก็ว่าคนเราร้อนอยู่ด้วยกิเลส ไฟกิเลส กิเลสไม่เกิดมันก็เย็น ถ้ากิเลสมันเกิดมันก็ร้อน เราอยากจะมีชีวิตเย็น เย็นอกเย็นใจ คำนี้ใช้แก่ความเย็นอกเย็นใจคำภาษาชาวบ้าน เมื่อไรใครพูดว่าต้องการความเย็นอกเย็นใจ ถ้าพูดเป็นบาลีก็คือ เขาต้องการนิพพาน เมื่อวันประกวดนางงามให้พระสิทธัตถะเลือก เมื่อพระสิทธัตถะเดินผ่านเจ้าหญิงโคตมคนหนึ่ง หญิงสาวโคตมคนนั้นก็พูดขึ้นว่า บุรุษนี้เป็นลูกของใคร แม่ของเขาจะนิพพาน หมายถึงพระสิทธัตถะที่เดินมา บุรุษนี้เป็นลูกของใคร พ่อของเขาจะนิพพาน บุรุษนี้เป็นสามีของหญิงใด หญิงนั้นจะนิพพาน ใช้คำว่านิพพุโต นิพพุโต นิพพุโต นิพพุตา โนนะสานาตาใช้คำว่านิพพาน นี่มันหมายความว่าไอ้คำว่านิพพานมันหมายความถึงเย็น เย็นอกเย็นใจ เย็นแท้จริง อย่ากลัวนิพพาน นิพพานช่วยเราอยู่ทุกเวลานาที ไม่ให้เป็นโรคประสาท ไม่ให้นอนไม่หลับ ไอ้คนที่มันนอนไม่หลับ เป็นโรคประสาทจนเป็นบ้าเพราะมันไม่รู้จักนิพพานกันเสียเลย เดี๋ยวนี้ก็เป็นกันเสียมากแล้วนะนอนไม่หลับ มันน่าละอายแมว ไอ้แมวมันนอนหลับไม่ต้องกินยานอนหลับ แต่คนนี่ต้องกินยานอนหลับ วันก่อนได้ยินโฆษณาทางวิทยุว่าปีหนึ่งต้องกินหกร้อยล้านตัน ยานอนหลับที่ใช้อยู่ในโลก หกร้อยล้านตันเฉพาะยาซันฟิไรเฟอร์ที่ช่วยให้นอนหลับ นี่คนอย่างนี้แล้วแมวก็ไม่ต้องกินเลย สุนัขไม่ต้องกินเลย มันก็นอนหลับ เพราะมันมีนิพพานตามธรรมชาติ มันรู้จักจัดรู้จักทำให้มีนิพพานตามธรรมชาติ ในแผ่นดินธรรมต้องเต็มไปด้วยคนนอนหลับ ต้องเต็มไปด้วยคนที่นอนหลับนะ ยานอนไม่หลับให้ละอายแมว แล้วมันก็เป็นเรื่องของนิพพานชัดๆ อยู่เลย เรียกว่า นิพพานของสังคมก็แล้วกัน นิพพานของสังคม นิพพานเพื่อสังคม คือความเย็นอกเย็นใจของประชาชนที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมไม่ร้อนอกไม่ร้อนใจ สมัยโบราณเสียอีกเมื่อยังเพิ่งมาจากคนป่า ไม่มีเรื่องร้อนอกไม่ร้อนใจเหมือนคนในสมัยนี้ เพราะว่าสมัยนี้มันติดเหยื่อสำหรับยั่วกิเลสมาเกินไปจนคนไม่มีเวลาพักผ่อน ทั้งที่ขายแพงคนก็อุตส่าห์หาเงินมาซื้อ เพื่อเหยื่อสำหรับกิเลส มายั่วกิเลสให้ลุกเป็นไฟอยู่ทั้งวันทั้งคืน คนสมัยนี้จึงเป็นโรคนอนไม่หลับ เป็นโรคประสาท เป็นโรคบ้า เป็นโรคจิตกันมากมาย ไม่เหมือนกับรุ่นปู่ย่าตายายท่านนอนหลับสนิท นอนง่าย นี่แหละเรื่องทางจิตใจในโลกแผ่นดินธรรม คนต้องหลับสนิท เรื่องนอนหลับหรือพักผ่อนต้องเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างสมบูรณ์ ถ้านอนไม่หลับก็ต้องนึกละอายแมวอย่าว่าอะไรเลย ถ้านอนไม่หลับกระสับกระส่ายอยู่ก็นึกละอายแมวบางทีมันได้ช่วยให้นอนหลับ เพราะว่าแมวมันไม่ต้องกินยานอนหลับ มันก็หลับ สัตว์เดรัจฉานทั่วไปมันไม่รู้จักกินยานอนหลับเพราะมันไม่มีจะกิน แต่มันก็นอนหลับเต็มตามที่ร่างกายมันต้องการ ส่วนคนไปหาเหยื่อมากวน มาล่อกิเลสจนหาเวลาหลับยาก แม้หลับก็สะดุ้ง แม้หลับก็ไม่สนิท เพราะว่ามันมีความรู้สึกผูกพันกันอยู่กับเหยื่อของกิเลส กิเลสทำงานอยู่ใต้สำนึกเรื่อยไป แม้นอนอยู่ทั้งคืนไอ้ความหลับแท้จริงมันก็ไม่มี นี่มันไม่ไหวแล้วเป็นความเสื่อมเสียทางด้านจิตใจ เป็นความเสียหายของโลกในทางวิญญาณ เมื่อทางวิญญาณมันไม่หลับ ทางกายมันก็ไม่หลับ การที่ทำจิตให้หยุดให้หลับในทางวิญญาณ เช่น ทำสมาธิ รู้จักทำสมาธิให้มีความหยุดพักผ่อนทางจิต ในร่างกายก็พลอยได้รับการพักผ่อนไปด้วย ทำสมาธิได้สักชั่วโมงหนึ่งก็เหมือนกับหลับทางร่างกายได้ตั้งหลายๆ ชั่วโมง

หน้าที่ 7 – กฎของธรรมชาติ
นี่มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ได้ละทิ้งกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมากเข้าเท่าไร ปัญหาก็เกิดขึ้นเท่านั้น เกิดขึ้นมากเท่านั้น อาตมาจึงชักชวนว่าเราอยู่ใกล้ๆ ธรรมชาติ เป็นเกลอกับธรรมชาติ ให้เหมือนกับพระพุทธเจ้าเป็นกันเถิด พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน อยู่กลางดิน นิพพานกลางดิน พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นไม้โคนไม้ ตรัสรู้ก็โคนไม้ อยู่โดยมากก็โคนไม้ สอนโดยมากก็โคนไม้ นิพพานก็โคนไม้ นิพพานที่โคนต้นสาละต้นไม้ กระทั่งเกิดตรัสรู้สอนตายก็โคนต้นไม้ นี่ท่านเป็นเกลอกับธรรมชาติมากอย่างนี้ แต่ว่าสาวกของพระองค์อยากไปอยู่บนสวรรค์บนวิมาน มันก็เดินคนละทาง และหารู้ไม่ว่าพวกเทวดาบนสวรรค์เขาก็เตรียมตัวที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์ ซึ่งมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่เป็นเรื่องที่มีอยู่ในพระบาลี

เทวดาองค์หนึ่งถึงคราวต้องจุติคือตายจากเทวดา มันก็เป็นทุกข์ว่าจะไปเกิดที่ไหนดี จะไปสู่สุขคติที่ไหนดีนี้เราจุติอย่างนี้ไปถามเพื่อนเทวดาเขาก็ไม่รู้ ไปถามจอมเทวดา ท้าวตรรกะเขาก็บอกว่าฉันก็ไม่รู้ให้ถามพระพุทธเจ้านี่ในที่สุดเทวดานั้นก็ลงมติต้องกันหมดว่าไปเกิดในเมืองมนุษย์ซึ่งมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาได้ง่ายยิ่งกว่าเมืองเทวดา เทวดาเขาเพิ่งจะมาจุติที่โลกมนุษย์ซึ่งหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ง่าย ไม่เหมือนเมืองเทวดาหาได้ยาก นี่เขาคิดว่าเราเดินสวนทางกันอยู่กับกฎของธรรมชาติ ทางบุญตักบาตรสักช้อนก็เอาวิมานหลังหนึ่ง อย่างนี้มันยิ่งกว่าค้ากำไรเกินควรเสียอีก แล้วมันจะไม่ส่งเสริมกิเลสได้ไง มันก็เป็นส่งเสริมกิเลสผิดธรรมชาติเกินไปให้เราไปลองคิดกันดูเสียใหม่ว่าสุขคตินั้นมันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่แผ่นดินธรรมโว้ยบอกว่าอย่างนั้นมันอยู่ที่นอนหลับสนิทไม่ต้องละอายแมวโว้ยบอกกันเสียอย่างนั้น นี่มีชีวิตที่เย็นเป็นนิพพานสร้างโลกแผ่นดินธรรมขึ้นมาให้ได้ในอัตภาพนี้ ในชีวิตนี้ ในร่างกายนี้ถึงจะเรียกว่ามีโลกพระศรีอาริยเมตรัยกันที่นี่เป็นแผ่นดินทอง แล้วคนที่มีจิตใจประกอบด้วยธรรมะ ไม่หลงใหลในสิ่งใดอยู่ในแผ่นดินธรรม แผ่นดินธรรมมันก็ประกบชีวิต 2 ข้าง ว่าแผ่นดินธรรมและแผ่นดินทองประกบกันเข้าเป็นหนึ่งแล้วนั่นแหละเป็นชีวิตที่ถูกต้อง เป็นชีวิตที่ถูกต้อง เหมือนกับแซนวิสที่ประกอบด้วยขนมปัง 2 ชนิด 2 หน้ามันกินอร่อยกว่า มันไม่ใช่เลอเทอะเหมือนกับขนมปังแผ่นเดียวกัน 2 หน้า มันไม่รู้ว่าเราสามารถจะมีแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองประกอบกันอยู่เป็นหน่วยเดียวเรียกว่า เป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ อยู่ในแผ่นดิน 2 แผ่นดินประกบกัน รวมกันเป็นชีวิต มีความถูกต้องทางร่างกาย เป็นแผ่นดินทองมีความถูกต้องทางด้านจิตใจ เป็นแผ่นดินธรรมแล้วร่างกายกับจิตใจมันเป็นสิ่งเดียวกันอยู่แล้ว มันแยกกันไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่จัดให้มีความถูกต้องทั้ง 2 ฝ่าย นี่เรียกว่าทำถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ที่อำนวยให้ทำได้ถึงอย่างนี้ ก็เพราะไม่รู้ เราก็ไม่คิดจะทำหรือว่าไปหลงใหลในเรื่องกิเลสมากเกินไปก็ไม่อยากจะทำ ขอให้สนใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องตามเรื่องของธรรมชาติ ธรรมชาติมีให้ถึงอย่างนี้ อำนวยให้ถึงอย่างนี้ กลายเป็นผู้ที่หมดปัญหา ชีวิตนี้ไม่มีปัญหา ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ เราเกิดมาแล้วเราเวณคืนไม่ได้ เกิดมาแล้วจะเวณคืนว่าฉันไม่อยากจะประพฤติปฏิบัติมันยุ่งยากลำบากขอเวณคืนก็ไม่รู้จะไปเวณคืนที่ใคร ที่นี้มันก็ต้องทำต่อไปให้รุดหน้า ให้มันถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง เข้าไปในร่องรอยของธรรมะ เป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัว นี่เคล็ดลับ ปัญหาต่างๆ จะหมดไปได้ด้วยการประพฤติความไม่เห็นแก่ตัว นี่จะสร้างแผ่นดินธรรมหรือแผ่นดินทองมันก็รวมอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่เห็นแก่ตัวมันฆ่าใครไม่ได้ ความไม่เห็นแก่ตัวมันลักขโมยใครไม่ได้ ความไม่เห็นแก่ตัวนี้มันประทุจร้ายของรักของใครไม่ได้ ความไม่เห็นแก่ตัวมันจะประทุจร้ายของเป็นธรรมของผู้อื่นไม่ได้ มันจะไม่ประทุจร้ายสติสัมปรดีของตนเอง เช่น ดื่มน้ำเมา เป็นต้น ไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละมันจะมีศีลทุกข้อ ความไม่เห็นแก่ตัวนั้นแหละมันจะเรียก ศีลมาทุกข้อ จะเป็นศีล 5 ของฆราวาสธรรมดา เป็นศีล 8 ของฆราวาสพิเศษ เป็นศีล 227 ของภิกษุ เป็นศีล 311 ของภิกษุณีเท่าไรๆ มันเรียกมาได้ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ดำรงชีวิตชนิดที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีตัวมันก็ไม่เกิดกิเลส เพราะกิเลสมันเกิดโดยเห็นแก่ตัว กิเลสไม่อาจจะเกิดแก่บุคคลผู้ไม่มีความเห็นแก่ตัว เมื่อกิเลสไม่เกิดมันก็เป็นนิพพาน นิพพาน นิพพานไปเสียหมด คือ เย็น เย็น เย็น ไปเสียหมด เดี๋ยวนี้คนมันเห็นแก่ตัวคิดดูสิถ้าเราทำอะไรด้วยความเห็นแก่ตัวจะเป็นอย่างไร ใครเขาถ่มน้ำลายไม่อยากช่วย ถ้าเราทำอะไรด้วยความเห็นแก่ตัว เราจะหาเพื่อนร่วมมือไม่ได้ ถ้าเขาเห็นแก่ตัวก็ไม่อยากจะร่วมด้วย ไม่อยากจะช่วยเหลือ ระวังให้ดีคนที่เห็นแก่ตัวทำอะไรเพราะความเห็นแก่ตัว จะไม่มีใครร่วมมือด้วย จะไม่มีใครเอาด้วย ถ้าว่าทำเพื่อธรรมะ เพื่อผู้อื่น เพื่อส่วนรวมนี่ เพื่อนเขาจะเอาด้วย เพื่อนเขาจะสมัครและร่วมมือด้วย ฉะนั้นเลิกเสียทีเถิดไอ้ความเห็นแก่ตัวเป็นเหตุให้ฆ่า เป็นเหตุให้ขโมย เป็นเหตุให้กาเม เป็นเหตุให้พูดเท็จ เป็นเหตุให้ดื่มน้ำเมาอะไรเหล่านี้ เลิกเถิดมันก็จะหมดเลิกอบายมุขได้เอง ความเห็นแก่กิเลสนี่มันทำให้ทำอบายมุข เป็นประตูอบายรอหน้าอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าในแผ่นดินธรรมนั้นหาความเห็นแก่ตัวไม่ได้ หาความเห็นแก่ตัวมาทำยาหยอดตาก็ไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีเอาเสียจริงๆ นี่เป็นเครื่องวัดว่าไอ้แผ่นดินธรรมนี่เป็นไปอย่างถูกต้องแล้ว ในที่สุดมันก็หมด เรื่องมันก็หมด เรียกว่า สนใจในหน้าที่ธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ ทำหน้าที่ที่ไหนมีธรรมะที่นั่น อย่าเอาธรรมะไว้ที่วัดแล้วตัวเองอยู่ที่บ้านเหมือนคนทั่วๆ ไปคิดว่าต้องมาปฏิบัติธรรมะที่วัด ที่จริงอยู่ที่ไหนทำหน้าที่ถูกต้องมันก็จะมีธรรมะที่นั่น แล้วก็จะมีจิตใจกว้าง ร่วมมือกันได้เพราะว่าการร่วมมือกันก็เป็นหน้าที่เหมือนกัน การที่ต่างคนต่างทำก็เป็นหน้าที่ แต่การร่วมมือกันเป็นหน้าที่ยิ่งกว่า เป็นหน้าที่ที่ยิ่งไปกว่า เราก็ควรจะได้ร่วมมือกัน เมื่อรู้สึกว่าหน้าที่คือธรรมะนั้น หน้าที่คือธรรมะอย่าลืม พอได้ทำหน้าที่ก็พอใจ เพราะมันเป็นธรรมะ พอใจก็ทำงานสนุก นั้นจึงทำงานสนุก งานนั้นก็คือธรรมะ ทำนา ทำสวน ค้าขาย ทำอะไรก็ตามที่เป็นหน้าที่หลักในการทำมาหากิน คือ ทำแล้วพอใจเรียกว่าเป็นการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา สูงขึ้นไปแล้วก็ยิ่งพอใจเรียกว่า มีความพอใจในเมื่อได้ทำหน้าที่ ได้ทำหน้าที่ เหงื่อยิ่งออกมายิ่งเย็นนะ

หน้าที่ 8 – นิพพานไม่คิดสตางค์
ถ้ามีจิตใจชนิดนี้เหงื่อออกมาจะกลายเป็นน้ำมนต์เย็น ถ้าไม่มีธรรมะข้อนี้พอเหงื่อออกมาก็ไปขโมยดีกว่า ไม่อยากไถนา ไม่อยากทำอะไรแล้ว พอเหงื่อออกมาก็ชวนกันให้ไปขโมยดีกว่า แต่ถ้ามีจิตใจอย่างนี้พอเหงื่อออกมาก็ยิ่งเย็น ยิ่งเย็น เย็น เพราะมันเป็นเหงื่อที่ออกมาจากธรรมะ นี่ขอให้ทุกคนพอใจในหน้าที่ เพราะหน้าที่คือธรรมะ แล้วความพอใจนี่เป็นเครื่องทุ่นแรงสูงสุด ยิ่งกว่ารถเท็กเตอร์เป็นสิบตัว ความพอใจในหน้าที่คือ ธรรมะนั้นเป็นเครื่องทุ่นแรงสูงสุดยิ่งกว่าเครื่องทุ่นแรงใดๆ ทำไปด้วยสติปัญญา อย่าทำไปด้วยกิเลสตัณหา พอมีกิเลสตัณหามันก็ร้อน คิดจะทำก็ร้อน ร้อนเมื่อไรก็อยากได้เงิน เมื่อได้เงินก็นำไปเอาของร้อน มันก็ร้อนตลอดสายอย่าทำอะไรด้วยกิเลสตัณหา แต่ทำด้วยโพธิปัญญาคือ ความรู้ที่ถูกต้องเรียกว่า ตัวโพธิปัญญา ในความรู้ที่ผิดๆ เรียกว่ากิเลสตัณหา ความรู้ผิดเรียกว่า มิจฉาทิฎฐิคือกิเลสตัณหา ความรู้ถูกเรียกว่า สัมมาทิฏฐิเป็นโพธิปัญญา ถ้าทำด้วยโพธิปัญญาไม่เหนื่อย จะไม่รู้สึกเหนื่อย จะไม่รู้สึกเครียด มีความพอใจ ถ้าทำด้วยกิเลสตัณหาจะตั้งแต่การกระทำพอคิดจะกระทำ อะไรก็ตาม คือ มันหิว มันหวัง มันหิวอยู่ตลอดเวลา มันก็เหนื่อยซะตั้งแต่ก่อนทำ ทำอยู่ก็เหนื่อย ได้มาแล้วก็ยังเหนื่อย ตะกะในเรื่องกิเลสตัณหา เอาเงินมาเท่าไรก็ซื้อเหยื่อให้กิเลสไม่พอ ดังนั้นมันจึงหิวอยู่เรื่อยมันก็เลยคอรัปชั่น นี่ที่ว่าคอรัปชั่นกันนักเพราะว่ามันเป็นทาสของกิเลสตัณหา อย่าทำงานด้วยกิเลสตัณหาเลย ทำงานด้วยโพธิปัญญา แล้วสิ่งต่างๆ ทางจิตนี่จะสบายจะไม่เครียด การทำงานอย่างเครียดๆ มันตายเร็ว ไม่ต้องมีใครมาแช่งทำงานด้วยกิเลสตัณหา เครียดคัดอยู่นี่มันตายเร็ว ทำงานด้วยสติปัญญา รู้หน้าที่คือ ธรรมะ ธรรมะคือ หน้าที่อันเป็นสุขเมื่อทำงานนี่ฟังยากไหม มันเป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน เข้าใจว่าท่านทั้งหลายไม่ถือหลักว่าเป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน จะถือหลักว่าทำงานได้เงินมาแล้วก็นำไปซื้อหาความสุข อย่างนั้นยิ่งโง่ใหญ่ ไอ้ที่เอาเงินไปซื้อมาไม่ใช่ความสุข เป็นความเพลิดเพลินมาหล่อเลี้ยงตัณหา

ไอ้ความสุขนี่เกิดเมื่อมีความรู้สึกแก่ตัวเองว่ามันถูกต้อง ถูกต้อง ทำงานอยู่รู้สึกเป็นสุข เพราะว่าเป็นความถูกต้อง ความสุขนี้แท้จริง ความสุขที่เกิดอยู่ในขณะที่ทำงานนั้นมันไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องใช้เงินแต่เป็นความสุขจริงให้แก่ผู้นั้น ทำงานได้เงินแล้วไปซื้อหาอาบอบนวดอะไรนั่นเป็นความเพลิดเพลินไม่ใช่ความสุขเพราะเท่าไรก็ไม่พอ ไม่เท่าไรก็ต้องไปคอรัปชั่นแล้วก็ได้ไปนอนในตาราง นี่พูดกันเป็นคำสั้นๆ ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ ไอ้ความสุขยิ่งหลอกลวงเท่าไรก็ต้องใช้เงินมากเท่านั้น ความสุขที่แท้จริงมันไม่ต้องการเงิน มันสุขกันแล้วเมื่อกำลังทำงาน หรือว่าเงินเหลืออยู่เยอะเอาไปใช้อะไรก็ได้ ความสุขหลอกลวงมันกระหายต่อกิเลสมันก็ต้องเอาเงินไปซื้อหาเหยื่อของกิเลส สถานเริงรมย์จึงเต็มไปทั้งโลก เพื่อว่าจะให้คนโง่เหล่านี้ไปซื้อหาเป็นความเพลิดเพลินนั้น แล้วโลกก็ยิ่งไม่มีสันติสุข ไม่มีสันติภาพ มีแต่ความปั่นป่วนของบุคคลผู้ที่จะมีกิเลสอันนั้น ความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน ก็จำไว้ด้วย ถ้าต้องใช้เงินก็เป็นความสุขหลอกลวงเสมอ ถ้าความสุขที่แท้จริง คือ ความพอใจ เมื่อรู้สึกว่าปฏิบัติธรรมะคือ หน้าที่ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่านิพพานนั้นให้เปล่าอย่ากลัวนิพพานกันนักเลย เป็นของให้เปล่า เมื่อนิมนต์พระไปสวดเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน พระจะสวดบทนี้เสมอ เจ้าของบ้านจะฟังหรือไม่ฟังก็ไม่รู้ ทุกคราวที่เจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน พระจะต้องสวดประโยคนี้เสมอว่า ระทามูทานิมุติง ปุญญานา นิพปัญจิตีรา นี่นิพพานมาบริโภคกันอยู่เปล่าๆ เสียก็ตาม เมื่อได้ปฏิบัติตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะมาถึงนี้ก็เรียกว่าได้นิพพานมาบริโภคเปล่าๆ นิพพานไม่คิดสตางค์ อย่าได้กลัวนิพพานเลย เอาอย่างน้อยๆ เอาอย่างน้อยๆ เป็นครั้งเป็นคราวเป็นระยะๆ จะหล่อเลี้ยงชีวิตให้เย็นเป็นชีวิตเย็น ขอบคุณพระนิพพานที่ธรรมชาติให้ เวลาใดเราไม่มีกิเลสอยู่ในใจเมื่อนั้นเป็นนิพพาน พอกิเลสมาก็ร้อนเป็นไฟ เป็นวัฏสงสารอยู่พักหนึ่งแล้วกิเลสก็ดับไป ก็เป็นนิพพานนี่มันสลับกันอยู่กับวัฏสงสารอย่างนี้ ส่วนที่เป็นนิพพานช่วยให้เรานอนหลับ ช่วยให้เราพักผ่อน ถ้าไม่มีอันนี้จะเครียดจนเป็นบ้า จนเป็นโรคประสาท เป็นบ้าหรือตาย นี่ขอบคุณพระนิพพานน้อยๆ คราวละน้อยๆ ที่ธรรมชาติมีให้ ที่จะให้นอนหลับสนิทไม่ต้องละอายแมวไปทีหนึ่งก่อน และก็จะได้มีอัตภาพ มีชีวิตดี มีสุขภาพดี มีอนามัยดี เพราะการนอนหลับสนิท พักผ่อนสนิท นี่หวังว่าสมาชิกแผ่นดินธรรมทั้งหลายจะได้รู้จักสิ่งนี้คือ นิพพานที่ให้เปล่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านิพพานให้เปล่าแล้วก็ให้เปล่าจริงๆ ด้วย คือ พอใจในขณะที่ได้ทำหน้าที่ หน้าที่ชื่อว่าธรรมะ ธรรมะชื่อว่าหน้าที่ เพราะทุกเวลาทำหน้าที่ทำการงาน พนมมือให้หน้าที่เสียทีหนึ่งก่อน เข้าไปในห้องทำงานหรือราชการอะไรก็ตามพนมมือให้แก่หน้าที่ แสดงความเคารพหน้าที่ บูชาหน้าที่ก็ทำงานสบายใจ ทำงานได้สนุก เบิกบานในการงาน ชาวนาเอาควาย เอาไถมาแล้วก็พนมมือเสียก่อน พนมมือให้ควายให้ไถอย่าระอาเลย นี่เป็นหน้าที่ เป็นหน้าที่ เป็นธรรมะแล้วก็หน้าที่ไถนา ชาวสวนคนค้าขายอะไรก็ตามเมื่อเข้าไปในที่ทำงานก็ต้องพนมมือให้แก่เครื่องใช้ไม้สอยที่จะทำงานช่วยให้ทำงานด้วยความเคารพ ให้มันเคารพทั้งทางกาย ให้มันเคารพทั้งทางจิต เรียกว่าเคารพหน้าที่ เคารพธรรมะซึ่งเป็นหน้าที่ ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาผุนผันตัดสินด้วยอำนาจกิเลส ถ้ามีความสงสัยอะไรขึ้นมาจงสำรวมสติสัมปชัญญะให้เป็นสมาธิ แล้วก็ถามเหมือนกับถามพระพุทธเจ้า มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขอให้ถามพระพุทธเจ้า คือ ตั้งจิตให้ดีสำรวมจิตให้ดีว่านะโมหรืออะไรก็ตาม สำรวมจิตให้เป็นสมาธิด้วยอานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้า-ออกให้จิตเป็นปกติแล้วตั้งปัญหาถามขึ้นมาคำตอบนั้นจะเป็นเสมือนหนึ่งคำตอบที่มาจากพระพุทธเจ้า นี่เรียกว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ถามพระพุทธเจ้าก่อนอย่าพึงตัดสินอะไรลงไปพรวดพลาดมันจะเป็นกิเลสทั้งนั้น นี่เรียกว่าธรรมชาติมีอยู่อย่างนี้ ธรรมชาติมีให้อย่างนี้ เป็นพุทธบริษัททั้งทีมีปัญหาอะไรให้ถามพระพุทธเจ้าก่อน ทำจิตให้สะอาด สว่าง สงบ แล้วตั้งปัญหาขึ้นมา คำตอบนั้นจะถูกต้อง เพราะว่ามันมาจากพระพุทธเจ้า คือ สติปัญญาที่ถูกต้อง สติปัญญาที่แท้จริง แล้วในที่สุดนี้ก็เป็นอันว่าทุกคนพอใจในสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ทุกคนคงจะรักหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่ด้วยความรู้สึกเป็นสุขตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ ครั้นครบวันหนึ่งแล้วก็พอใจตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเอง การยกมือไหว้ตัวเองเท่ากับไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสร็จหมดเลย ยกมือไหว้ตัวเองเท่านั้นแหละ จะเหมือนกับไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยเสร็จ เพราะการทำหน้าที่ถูกต้องนั้นมันเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในนั้น ยกมือไหว้ตัวเองที่ทำอะไรได้ถูกต้องเท่ากับไหว้หมดเลย ไหว้พระพุทธ ไหว้พระธรรม ไหว้พระสงฆ์ ไหว้ครูบาอาจารย์ บิดามารดาอะไรหมด เขาสอนกันให้ไหว้กัน 3 ครั้ง 4 ครั้ง อาตมาว่าไหว้ครั้งเดียวพอ คือไหว้ตัวเอง

ถ้าไหว้ตัวเองได้คือไหว้หมดเลย มันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในความดีของตัวเองที่ทำให้ไหว้ตัวเองได้ ท่านทั้งหลายคงจะไหว้ตัวเองได้ทุกวันๆ การบรรยายที่ก็เป็นเรื่องที่แสดงว่าเรื่องแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา หรือว่ายิ่งกว่านั้นก็คือถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ตามหลักของธรรมชาติ ธรรมะคือหน้าที่ จงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาสำหรับให้ทำประโยชน์ ให้มีประโยชน์ให้โลกนี้มีประโยชน์โดยที่มีมนุษย์ทำหน้าที่ หวังว่าคงจะจัดจะทำให้มันเป็นอย่างนี้ ให้มันเป็นอย่างที่ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือทำหน้าที่ทุกหน้าที่นับตั้งแต่หน้าที่ของคนขอทานขึ้นไปถึงหน้าที่ของเทวดาบนสวรรค์ ขอให้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง แล้วปัญหาจะไม่มีเหลือ นั่นแหละคือความหลุดรอด เป็นวิมุติคือหลุดพ้นจากทั้งปวง การบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้วขอฝากความหวังว่าให้ท่านทั้งหลาย คงจะประพฤติตนให้เจริญงอกงามได้ ก้าวหน้าในทำนองคลองธรรมของพระศาสดามีความเป็นสุขอยู่ทุกทิภาราตรีกาลเทอญ

http://www.vcharkarn.com/varticle/32696

แผ่นดินธรรม – แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งศาสนา โดย ท่าน พุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – อิทัปปัจจยตา
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องสนใจคือว่าถ้ามันถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว มันเป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้ เป็นสิ่งที่มีเหตุผลที่ควรจะทำให้เป็นไป ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติในที่นี้ก็คือธรรมชาติสร้างมนุษย์มาให้มีทั้งกายและใจ หรือตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือมีรูปและมีนามเป็นสิ่งที่ประกอบกันเป็นชีวิตอัตภาพหนึ่งๆ โดยหลักพระพุทธศาสนาก็คือหลักของธรรมชาติ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ความจริงของธรรมชาติหรือทรงทราบความลับของธรรมชาติ ทรงนำมาเปิดเผย ทรงนำมาแสดงให้มนุษย์ทั้งหลายได้รับทราบและปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ พระองค์ได้ตรัสโดยหลักกลางๆ ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา คือ การที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามเหตุ เป็นไปตามปัจจัย เดี๋ยวนี้สิ่งทั้งปวงนั้นมันมี 2 เรื่อง คือ เรื่องกายและเรื่องใจ เราก็จะต้องทราบทั้ง 2 เรื่องประพฤติกระทำให้ถูกต้องทั้งสองเรื่องจึงจะเป็นไปได้ ดังนั้นการจะแยกหน้าที่ออกเป็น 2 เรื่อง คือหน้าที่สำหรับกายและหน้าที่สำหรับใจจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล หรือยิ่งกว่าเหตุผลคือถูกต้องตามความจริงของธรรมชาตินั่นเอง เมื่อธรรมชาติสร้างมาให้มนุษย์มีทั้งกายและใจ มนุษย์จึงมีหน้าที่ที่จะทำความรอดให้เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ หรือว่ามนุษย์ก็มีหน้าที่ที่จะพัฒนาทั้งทางกายและทางใจ

อาตมามองเห็นว่าแผ่นดินทองเป็นความรอดทางกาย ทางวัตถุหรือทางกายภาพ แผ่นดินธรรมเป็นความรอดทางใจ ทางจิต ทางวิญญาณ ดังนั้นเราจะได้พิจารณากันถึงเรื่องแผ่นดินทั้งสองและอีกทางหนึ่งก็พึงทราบให้ตลอดไปว่าธรรมชาติสร้างมนุษย์มาสำหรับอยู่กันเป็นหมู่ อาศัยซึ่งกันและกันเนื่องอยู่แก่กันและกันอย่างเป็นหมู่ ดังนั้นเราจึงไม่อาจจะรอดอยู่ได้เพียงคนเดียว เราจะอยู่เป็นสุขได้คนเดียวโดยลำพังคนเดียว ใครๆ ก็พอจะมองเห็นว่าถ้าเขาให้เราอยู่คนเดียวในโลกจักรวาลนี้ ให้เป็นทรัพย์สมบัติของเราคนเดียว เราก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ความสุขไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ได้ในเมื่อแต่เป็นสุขอยู่เพียงคนเดียว ดังนั้นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองเรื่องนี้เป็นเรื่องของสังคม คือของคนทุกคน การที่จะพิจารณากันถึงความรอดหรือการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอย่างไรนั้นจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรมหรือธรรมชาตินั่นแหละเป็นหลักพื้นฐาน สิ่งที่เรียกว่าธรรมในความหมายของธรรมชาตินั้นก็มีอยู่ 4 ความหมายขอพูดอีกครั้งเผื่อว่าบางคนยังไม่ทราบ ว่าคำว่าธรรม ธรรมในภาษาบาลีนั้นเป็นคำเดียวกับคำว่าธรรมชาติ เขียนแต่เพียงว่าธรรม แต่ความหมายจริงๆ คือคำว่าธรรมชาติ ธรรมะหรือธรรมะมี 4 ความหมาย ซึ่งหมายถึงตัวธรรมะชาติทั่วๆ ไปนั้นก็เรียกได้ทั่วไปโดยภาษาบาลีว่า ธรรมนิพรตของธรรมชาติที่มีอยู่ในธรรมชาติทั้งปวง ไอ้กฎอันนี้ก็เรียกว่า ธรรม ทีนี้สิ่งที่มีชีวิต มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ หน้าที่ทั้งหมดนี้ก็เรียกด้วยภาษาบาลีว่า ธรรม ครั้นทำหน้าที่แล้วก็มีสิ่งที่ 4 เกิดขึ้นคือ ผล ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็เรียกว่าธรรม ขอให้สังเกตดูว่าคำว่าธรรมคำเดียวนั้นมีความหมายครอบจักรวาลหรือยิ่งกว่าจักรวาล คือหมายถึงทุกสิ่งที่มันมีอยู่ ถ้าเรียกเป็นภาษาวัดที่ชวนให้ง่วงนอน ธรรมะในฐานะที่เป็นธรรมชาตินี้เรียกว่า สภาวธรรม ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติก็เรียกว่าสัจธรรม ธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตก็เรียกว่า ปฏิปฏิธรรม ธรรมะที่เป็นผลของการทำหน้าที่ก็เรียกว่า ปฏิเวธรรม แต่เดี๋ยวนี้เราอย่าพูดกันด้วยภาษาบาลีซึ่งไม่คุ้นเคย พูดกันในภาษาไทยธรรมดาว่า ธรรมชาติตัวกฎของธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ตัวผลที่เกิดจากหน้าที่ ทั้ง 4 อย่างนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์ตายตัวของธรรมชาติสำหรับมนุษย์จะต้องรู้และปฏิบัติตามให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นั้นๆ ไม่มีทางที่จะไปฟื้นธรรมชาติมีทางเดียวคือทำให้ถูกตามกฎธรรมชาติ ทีนี้ก็ดูว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรม ธรรมที่มีถึง 4 ความหมายนั่นความหมายไหนสำคัญที่สุด มันสำคัญด้วยกันทั้ง 4 ความหมาย แต่ว่าความหมายที่สำคัญที่สุดคือความหมายที่ 3 ที่เรียกว่า หน้าที่ในตามกฎของธรรมชาติ จึงควรจะกำหนดไว้เป็นหลักตายตัวว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั่นแหละคือหน้าที่ การปฏิบัติธรรมคือหน้าที่ เรายึดถือในคำว่าธรรม ในฐานะเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ แต่แล้วก็พลอยทำให้ศักดิ์สิทธิ์เลยเถิดไปจนไม่รู้ว่าอะไรที่แท้จริงที่เป็นตัวธรรมที่เกี่ยวข้องกับเราเลยยึดถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนได้แต่ละเมอเพ้อฝัน สิ่งที่เรียกว่าธรรมที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ก็คือคำว่าหน้าที่ หน้าที่ในโรงเรียนสอนเด็กว่า ธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นี่มันต้องขออภัยที่เรียกว่ามันหลับตาพูด หากเพราะว่าคำว่าธรรมหรือสิ่งที่เรียกว่าธรรมเค้ารู้จักแต่เค้าสอนกันเค้าพูดคำๆ นี้กันแต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าเกิดโน่น คำว่าธรรมมีใช้ในภาษาอินเดียในยุคโบราณกันอยู่ทั่วไปแล้วเรียกว่า ธรรม ในความหมายที่เป็นระบบ หน้าที่ที่จะต้องรู้และปฏิบัติแม้ในครั้งพุทธกาลก็ยังเรียกสิ่งนี้ว่า ธรรม คือจะมีการถามกันว่าท่านชอบใจธรรมของใคร เท่ากับถือสมมุติฐานว่าท่านถือศาสนาไหนนั่นเอง แต่เขาไม่ผูกขาดเป็นอำนาจอะไรกันมากมาย เรียกกันกลางๆ ว่าธรรม ท่านชอบใจธรรมะของใคร ชอบใจธรรมะของนิคันตนาตบุตรหรือชอบสมานะโคดมอย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่ถือพระพุทธศาสนาก็กล่าวว่าข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระสมานะโคดม คนเหล่านั้นพูดว่าธรรม ซึ่งหมายถึงระบบปฏิบัติที่จะช่วยเขาให้รอดได้ ระบบปฏิบัติที่จะช่วยเขาให้รอดได้ก็เรียกธรรมหนึ่งๆ ของพระศาสดาองค์นั้นของศาสดาองค์นี้ มีการทำหน้าที่ที่ไหนก็เรียกว่ามีธรรมะที่นั่นและที่สำคัญที่สุดมันต้องมีธรรมะที่เนื้อที่ตัว เดี๋ยวนี้เอาธรรมะไว้ที่วัด ตัวเองอยู่ที่บ้าน แล้วก็มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิธีรีตอง ไม่ใช่เป็นระบบปฏิบัติเพื่อจะกำจัดปัญหาโดยตรง คำว่าธรรมก็เลยเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยแม้ว่าจะยึดถือกันมาก เคารพบูชากันมากแต่ก็ด้วยความไม่รู้ว่าธรรมนั้นคือหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติอยู่กับเนื้อกับตัว ขอพูดกันอย่างเป็นกันเองว่า ธรรมนี้คือการทำหน้าที่ที่ถูกต้องอยู่ ธรรมอยู่ที่ไหนมีธรรมะอยู่ที่นั่น ถ้าในโบสถ์หรือในวัดในโบสถ์ไม่มีการปฏิบัติหน้าที่ดับทุกข์ ในโบสถ์มีแต่เสี่ยงเซียมซี มีแต่พิธีรีตองของร้องอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ในโบสถ์ตรงหน้าพระประธานนั้นไม่มีธรรมะมีแต่เสี่ยงเซียมซี แล้วในท้องนาที่คนเขาไถนานั่นกลับมีธรรมะ เพราะว่าเขาทำหน้าที่เพื่อความรอดแห่งชีวิต นี่พูดอย่างนี้ก็คล้ายกับจ้วงจาบผู้อื่น แต่มันก็จำเป็นที่จะต้องพูดเพื่อให้เข้าใจกันเสียที ชาวนาทำนาก็มีธรรมะของชาวนา ชาวสวนทำสวนก็มีธรรมะของชาวสวน พ่อค้าแม่ค้าทำการค้าอย่างสุจริตก็เรียกว่ามีธรรมะของพ่อค้าแม่ค้า ต่อให้เป็นทนายความถ้าเขาทำหน้าที่อยู่อย่างสุจริตเขาก็มีธรรมะของทนายความ ข้าราชการทำราชการก็มีธรรมะของราชการ กรรมกรทั้งหลาย แจวเรือจ้าง ถีบ 3 ล้อ กวาดถนน ล้างท่อถนนก็มีธรรมะเต็มรูปแบบของกรรมกร แม้แต่คนขอทานที่นั่งขอทานอยู่ก็มีธรรมะของคนขอทาน แล้วก็ได้ผลตามกฎเกณฑ์ของธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ที่จะช่วยให้รอดเหมือนพระเป็นเจ้าทีเดียว เมื่อคนขอทาน ขอทานอยู่อย่างถูกต้อง ไม่เท่าไรเขาก็พ้นสภาพของคนขอทานเป็นคนธรรมดามีหลักมีฐานมีบ้านมีเรือน พ้นจากสภาพของคนขอทาน นี่ธรรมะช่วยผู้ปฏิบัติในลักษณะอย่างนี้ แล้วเมื่อทำหน้าที่ของความรอดของตนแล้วชื่อว่าเป็นธรรมะเสมอกันหมด นับตั้งแต่ธรรมะของคนขอทาน กรรมกร พ่อค้าแม่ค้า ชาวนา ชาวสวน กระทั่งสูงขึ้นไปจนถึงขั้นพระราชามหากษัตริย์ มหาจักรพรรดิถึงเทวดาพระพรหมในพรหมโลกล้วนแต่ต้องมีหน้าที่เพื่อปฏิบัติให้ดับทุกข์

หน้าที่ 2 – แซนวิสที่ประกบ 2 ข้าง
เมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้วก็ชื่อว่ามีธรรมะอย่างเดียวกัน มีธรรมะเสมอกัน ควรได้รับความยกย่องนับถืออย่างเดียวกัน นี่ธรรมะคือหน้าที่อย่างนี้ เราจะต้องสนใจในตัวหน้าที่ และเอานั่นแหละเป็นตัวธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ทางด้านฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายกาย ก็ช่วยให้รอดทางฝ่ายกาย ธรรมะหรือหน้าที่ทางฝ่ายจิตใจ ก็ช่วยให้รอดทางจิตใจ ชีวิตมีประกบกันอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านร่างกายและจิตใจ เมื่ออยู่ครบทั้งสองด้านจึงจะเรียกว่ามีชีวิต ถ้าปลดออกข้างหนึ่งก็ไม่มีชีวิตก็หมดความมีชีวิต มีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องทั้ง 2 ด้านพร้อมๆ กันไปทางหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่ร่างกาย ทางหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่จิตใจ ทางด้านร่างกายก็ให้ผลในทางร่างกาย มีทรัพย์สมบัติพอตัว มีเกียรติยศชื่อเสียงพอตัว มีมิตรสหายชาวเกลอที่ดีที่งามพอตัว นั้นก็เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จด้านฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายกาย ฝ่ายจิตใจก็มีกิเลสเบาบางลง จนเป็นชีวิตที่ไม่รู้จักเศร้าหมองเร้าร้อนไปด้วยกิเลสใดๆ ยิ่งกว่านั้นอีก หน้าที่ทางจิตใจเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อควบคุมความถูกต้องของหน้าที่ทางฝ่ายกาย ถ้าปล่อยไปทางฝ่ายกาย ทางกายล้วนๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องของกิเลส เพราะว่าที่ตั้งที่เกิดของกิเลสนั้นมันอยู่ที่กาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เราจะรับอารมณ์เป็นรูป เป็นรส เป็นกลิ่น เป็นเสียง เป็นสัมผัส โผฏฐัพพะมันเอียงไปเป็นในทางของกิเลส จึงต้องมีสิ่งควบคุมก็คือ ธรรมะ เราจึงมีธรรมะสำหรับควบคุม ควบคุมกาย ควบคุมทางฝ่ายวัตถุหรือยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ประกอบหน้าที่ทางกายก็ประสบอุปสรรคปัญหาจากภายนอกและจากภายใน ถ้าแก้ไขไม่ได้มันก็เลิก เลิกทำหน้าที่

ดังนั้นจึงมีความรู้ในทางฝ่ายธรรมะช่วยให้มีจิตใจที่ประกอบไปด้วยกำลัง สติปัญญา สามารถทำงาน ได้อย่างถูกต้องโดยลำดับและสำหรับจะกำจัดอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นกับการงาน รู้จักต่อสู้กับปัญหาหรือความทุกข์ยากลำบากทุกชนิดที่มันเกิดขึ้นในขณะที่ทำการงาน ผู้มีการงานในทางโลกก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในทางธรรมช่วยประกบและกำกับกันอยู่เพื่อให้เกิดกำลัง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวเพื่อจะให้ทนอยู่ได้ต่ออุปสรรคนานาชนิดที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ดังนั้นเรียกว่ามันเป็นคู่กัน ความถูกต้องทางกายกับความถูกต้องทางใจเรียกว่าเป็นธรรมะเสมอกัน ธรรมะแปลว่าหน้าที่ หมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้องคำว่าถูกต้องนั้นช่วยยึดหลักให้ถูกต้อง ไอ้ความถูกต้องเดี๋ยวนี้เขามีวิพากย์วิจารณ์กันทางวิชญาบ้าง ตรรกะวิชญาบ้าง จนไม่รู้ว่าจะถูกต้องกันอย่างไร เถียงกันเท่าไรก็ไม่ยุติว่าถูกต้องคืออย่างไร ดีงามคืออย่างไร เพราะว่ามันเอาหลักอย่างอื่นมาเป็นหลักวินิจฉัย พุทธศาสนานี้ยึดถือตามหลักธรรมชาติ ว่าถ้ามันไม่ก่อให้เกิดทุกข์แล้วก็ถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดทุกข์แล้วมันก็ถูกต้อง ก่อให้เกิดทุกข์แล้วมันก็ไม่ถูกต้อง เห็นชัดๆ กันอยู่อย่างนี้ไม่ต้องถามใคร นี่ขอให้ฝืนใจกันสักหน่อยเถิด ความถูกต้องนั้นไม่ต้องเถียงกันหรอก ถ้ามันก่อให้เกิดความทุกข์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายก็ตามเรียกว่าไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามันก่อให้เกิดประโยชน์ที่ควรปรารถนาแก่ทุกฝ่ายหรือแม้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ถูกต้องอยู่เอง เราจะต้องมีหน้าที่ที่ถูกต้อง เมื่อเป็นอันธพาลเขาก็เรียกว่าเขามีหน้าที่ที่จะปล้นที่จะขโมยไปตามแบบ อย่างนี้ไม่เรียกว่าหน้าที่ ถ้าจะเรียกว่าหน้าที่ก็เป็นหน้าที่ของอันธพาล หน้าที่ที่ผิด เพราะว่าหน้าที่ชนิดนั้นทำให้เกิดความทุกข์ทำให้เกิดปัญหาขึ้นแก่ทุกฝ่าย แล้วผู้ปฏิบัติเช่นนั้นเองในที่สุดก็ไปนอนในตารางอย่างนี้จะเรียกว่าถูกต้องอย่างไร หน้าที่ที่ถูกต้องทำให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ฝ่ายผู้ปฏิบัติด้วย ฝ่ายผู้ที่อยู่ด้วยกันด้วย อยู่ร่วมโลกกัน เรามีหน้าที่ที่จะทำให้เกิดความถูกต้องทั้งทางฝ่ายกายและฝ่ายจิต นี่แหละเป็นเหตุให้มีหลักยึดถือ แผ่นดินทองสำหรับกายและแผ่นดินธรรมสำหรับจิต และทั้งสองแผ่นดินประกบกันเข้าก็เป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง มีคนเขาล้ออาตมาว่ามีคนเขาต้องปฏิบัติสองด้าน เขาล้อว่าเหมือนขนมปังแผ่นหนึ่งทาเนย 2 หน้าแล้วเขาก็หัวเราะ มันไม่เป็นอย่างนั้น อย่ากลัว อย่ากลัว แต่มันจะเป็นอีกอย่างหนึ่งคือเป็นแซนวิสที่ประกบ 2 ข้าง ขนมปังที่ประกบแซนวิสมี 2 ชนิด ข้างหนึ่งเป็นชนิดหนึ่ง อีกข้างหนึ่งเป็นชนิดหนึ่ง มันก็ยิ่งอร่อย มันไม่ใช่ขนมปังแผ่นเดียวทาเนย 2 หน้า ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเขาล้ออย่างนั้น จะตอบได้ว่าเหมือนกับแซนวิสพิเศษประกบด้วยขนมปัง 2 ชนิด 2 หน้า มันก็ยิ่งมีรสดีหรือว่ามีรสถึงที่สุดเท่าที่มันจะดีได้ ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจผิดว่าเราจะปฏิบัติทั้ง 2 อย่างพร้อมกันไม่ได้ หรือต้องปฏิบัติคนละทีคนละคราว หรือบางทีก็เอาไว้คนละตอน ตอนต้นของชีวิตปฏิบัติกันแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุ ตอนปลายของชีวิตยังจะปฏิบัติของจิตใจ ทำไม่ได้ นั่นแหละคือทำไม่ได้ เพราะว่าชีวิตนี้มันประกอบอยู่ด้วยสิ่งทั้งสองอยู่ตลอดเวลา ชีวิตประกอบไปด้วยร่างกายและจิตใจทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกันตลอดเวลามันก็ต้องการความถูกต้องทั้งสองฝ่ายนี่อยู่ตลอดเวลา ทางฝ่ายกายก็เป็นเหมือนกับว่าโครงสร้าง ทางฝ่ายจิตก็เหมือนกับสิ่งที่อาศัยอยู่ข้างใน เราจะต้องมีความถูกต้องทั้งส่วนเปลือกนอกและทั้งส่วนเนื้อใน ต้องมีความเหมาะสมแก่กันและกัน

หน้าที่ 3 – สวรรค์ที่สะอาด
ดังนั้นจึงต้องมีธรรมะแนวเดียวกันทั้งทางกายและทางจิต ที่นี้ก็จะพิจารณากันถึงฝ่ายกายเป็นข้อแรกคือ แผ่นดินทอง การปฏิบัติถูกต้องทางฝ่ายกายนั้นมันมาจากความถูกต้องของทางฝ่ายจิต อย่านึกว่าเราจะสร้างแผ่นดินทองไปได้โดยไม่ต้องอาศัยแผ่นดินธรรมกำกับอยู่ มิฉะนั้นแล้วแผ่นดินทองมันจะกลายเป็นสวรรค์ที่สกปรก มันจะต้องเป็นสวรรค์ที่สะอาด คือมีความผาสุกสะดวกสบายแล้วก็ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้องคือธรรมะ เดี๋ยวนี้คำว่า สวรรค์ สวรรค์นี้ถือเอาความหมายผิด กลายเป็นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยกามอารมณ์ เมื่อมีกามอารมณ์มากมันก็มีกิเลสมาก ในสวรรค์ก็มีความเศร้าหมองมาก มีกิเลสมาก ในเมื่อรุ่มหลงอยู่ด้วยกามอารมณ์ สวรรค์ที่แท้จริงนั้นคือ ความถูกต้อง เมื่อรู้สึกว่ามีความถูกต้องเป็นที่พอใจของตน ยกมือไหว้ตัวเองได้ ยกมือไหว้ได้ขอให้จำคำนี้หน่อย นั่นแหละคือ สวรรค์ที่สะอาด สวรรค์ที่สะอาดไม่สกปรกด้วยกามอารมณ์ ความเป็นไปตามอำนาจของกิเลสนั้นเป็นสิ่งเศร้าหมอง ต้องเป็นสวรรค์ที่สะอาดเป็นสวรรค์ที่ไม่ประกอบไปด้วยอบายมุขหรือสิ่งเสพติดใดๆ ดูให้ดีเถิดกามอารมณ์นั้นเป็นสิ่งเสพติดยิ่งกว่าสิ่งใดๆ แต่ก็ว่ามันชอบใจกันมันก็เลยไม่ประณามกัน ที่จริงมันควรจะถูกประณามยิ่งกว่ายาเสพติดใดๆ การเสพติดทางกามอารมณ์หรือว่าการเสพติดทางอบายมุข ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่นเล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตรเกียจคร้านทำการงาน เหล่านี้เป็นธรรมชาติเป็นสวรรค์ชนิดที่สกปรก แต่เพราะเหตุที่มีความยั่วยวนมากจึงมีสมาชิกมาก คนตามปกติก็พร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสวรรค์ชนิดนี้ มีปัญหาอยู่ทั่วไปหมด มันก็ไม่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพราะว่าไปทำสิ่งเสพติด และตกเป็นทาสของสิ่งเสพติด การเป็นทาสของสิ่งเสพติดนั้นมิใช่ประสงค์ของธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นต้องการจะปลดปล่อยให้พ้นไปจากปัญหานานาประการ จะต้องพ้นปัญหาในทางด้านวัตถุฝ่ายกาย แล้วก็เรียกว่า อาศัยอยู่ในแผ่นดินทอง ต้องเป็นแผ่นดินที่สร้างขึ้นมาด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวคือ ความเห็นแก่กิเลส ฟังให้ดีๆ ว่า ไอ้คำว่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวนั้นคือความเห็นแก่กิเลส มีกิเลสเป็นตัวแล้วก็เห็นแก่กิเลส อย่างนี้เรื่องมันก็ไปคนละทาง

ในความถูกต้อง ต้องไม่เป็นความเห็นแก่ตัว แต่เป็นความเห็นแก่ทุกคนหรือทุกฝ่ายตามที่ธรรมชาติสร้างมาให้อยู่ด้วยกัน ธรรมชาติสร้างมาให้อยู่ด้วยกันมากไม่ใช่ว่าให้มาอยู่กันตามลำพัง ของใครของมัน นั่นแหละไอ้ความที่ต้องเห็นแก่ผู้อื่นและไม่เห็นแก่ตัวนั้นมันมีอยู่อย่างนี้ จุดหมายปลายทางของแผ่นดินทองก็คือทุกคนสะดวกสบายในทางฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายกาย มีความมุ่งหมายเป็นโลกพระศรีอาริยเมตรัยอยู่เบื้องหน้า หมายความว่าทุกคนปฏิบัติดี เกิดมีบุคคลดี บุคคลดีหลายคนเป็นครอบครัวที่ดี ครอบครัวดีหลายครอบครัวเป็นหมู่บ้านที่ดี หมู่บ้านที่ดีหลายหมู่บ้านก็เป็นเมืองหรือเป็นจังหวัดที่ดี หลายบ้านเมืองที่ดีก็เป็นประเทศชาติที่ดี ถ้าหลายประเทศชาติที่ดีก็กลายเป็นโลกที่ดี ทุกโลกดีก็เป็นจักรวาลที่ดี นี่อาศัยความถูกต้อง เรามีหลักที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่เกิดมาเพื่ออยู่ร่วมกันมากๆ นี่แหละข้อนี้แหละที่ว่าไม่ค่อยจะสนใจ ถูกกิเลสชักนำไปให้เห็นแก่ตัว เกิดมีคนคิดว่าเราไม่ต้องทำงานอะไร ถ้าใครเขาทำเราเสมอเราดีกว่า ไม่ต้องทำให้เหน็ดเหนื่อย คนประเภทนี้ไม่รู้ว่าเราจะต้องอยู่ด้วยกันมากๆ และเขาก็ไม่รู้ว่าไอ้คนอื่นนั้นมันก็เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายของเรา คนทุกคนมีปัญหาเหมือนกัน มีความทุกข์เหมือนกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน ต้องต่อสู้กับความทุกข์ตามธรรมชาติ ถ้าได้ร่วมมือกัน การต่อสู้กับธรรมชาติมันก็ง่ายขึ้น ทุกศาสนาเลยสอนให้รักผู้อื่น ไปค้นดูเถิดว่าทุกศาสนามีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ รักผู้อื่นทั้งนั้น จะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดูอะไรก็ตามที่เป็นระบอบของศาสนาหรือที่พึงของศาสนาหรือแม้แต่เป็นเพียงวัฒนธรรม ก็ต้องมีความหมายเป็นรักผู้อื่น เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาเบียดเบียนนั้นมันมาจากความไม่รักผู้อื่น พระศาสดาทุกพระองค์มองเห็นความจริงข้อนี้ พระศาสดาทุกพระองค์จึงบัญญัติความรักผู้อื่นเหมือนกันหมด เดี๋ยวนี้เรามาตั้งต้นที่จะแก้ปัญหาของชีวิตนั้นก็จะต้องกระทำให้แต่ละชีวิตแต่ละหน่วย แต่ละหน่วยนั้นมันถูกต้อง จึงมีหลักเกณฑ์สำหรับยึดถือตรงกันหมดทุกคนว่ามันมีความถูกต้องอย่างนี้ก็เลยสามารถร่วมมือกันได้ สร้างความถูกต้อง คนโบราณรวมจุดหมายปลายทางไว้เป็นศาสนาของพระศรีอาริยเมตรัย บางคนเห็นเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ความจริงเป็นเรื่องของสติปัญญา ในศาสนาพระศรีอาริยเมตรัยนั้นมีลักษณะกล่าวไว้มากมายแล้วแต่ที่สำคัญก็คือความรักผู้อื่น มีรายละเอียดว่าพอลงจากบ้านเรือนมาสู่ท้องถนน จำไม่ได้ว่าใครเป็นใครเหมือนกันหมด มีแต่ผู้เป็นมิตรชูมือสะล่อน ถามว่าจะให้ช่วยอะไร ต้องการอะไร บอกมาจะให้ทำอะไร เหมือนกันไปหมดจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พอกลับมาถึงบ้านแล้วจึงรู้ว่าอ้าวนี่บ้านของเรา นี่ภรรยาของเรา สามีของเรา ลูกของเรา พอออกไปนอกถนนมันก็เหมือนกันไปหมด มีผู้ที่หวังดีรักใคร่พร้อมที่จะช่วยเหลือสะล่อนไปหมด หรือเขียนไว้ว่าทุกมุมเมืองมีต้นไม้ที่เรียกว่า กาลปะตะรูมะ ภาษาโบราณกาลปะตะรูมะ คือ ต้นกาลปะพฤกษ์ ใครขาดแคลนอะไรไปเอาได้ที่นั่น หรือไม่มีคนจน มีลักษณะเหมือนกับสังคมสงเคราะห์ที่พร้อมที่จะช่วย แต่มันก็ตอบอยู่ในตัวแล้ว ก็ทุกคนชูมือสะล่อนกันไปหมด ให้ช่วยอะไรบอกมา อย่างนี้แล้วมันจะจนได้อย่างไรเล่า จะขาดแคลนอะไรได้อย่างไร ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็จะมีแต่มือที่ชูขึ้นมาว่าจะให้ช่วยอะไร ช่วยอะไรเรียกว่า ศาสนาพระศรีอาริยเมตรัย

ซึ่งอย่างอื่นก็มีอีกมากแต่ว่าเอาใจความสำคัญว่า ความรักผู้อื่นอย่างเป็นมิตร เมตรัย แปลว่า รากฐานแห่งความเป็นมิตร เกื้อกูลแก่การเป็นมิตร เมตตาคือ เมตตามาจากคำว่ามิตร ประกอบท้ายศัพท์เป็นเมตรัยยะ เกื้อกูลแก่การเป็นมิตร พระศรีอาริยะอย่างเลิศอย่างประเสริฐที่สุด ดังนั้นการที่จะสร้างแผ่นดินทองต้องนึกถึงหลักธรรมะก่อน คือทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันมีปัญหาอย่างเดียวกันมีหัวอกอย่างเดียวกัน ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นเช่นนั้น หรือถ้าจะถือพระเป็นเจ้าก็ต้องพูดว่าพระเป็นเจ้าสร้างมาสำหรับความเป็นอย่างนั้น เมื่อมองเห็นว่ามันเป็นเพื่อนยาก เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากด้วยกันแล้ว มันก็ง่ายที่จะสัมพันธ์กันที่จะไม่เบียดเบียนกัน ที่จะให้อภัยแก่กัน แล้วก็ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ ปัญหาของคนหมู่มากก็คือว่า มันทักกันไม่ได้ ทักท้วงกันไม่ได้ แนะนำกันไม่ได้ ขอร้องกันไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีกิเลสของตน เขาก็ไม่รู้ว่าตัวจิตแท้นี้ธรรมชาติสร้างมาให้สำหรับร่วมแรงร่วมใจกัน ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ ดึงกันและกันให้ออกไปจากความชั่วได้ ถ้าแก้ปัญหาข้อนี้ไม่สำเร็จมันก็ไม่ทาง ไม่มีทางที่สร้างแผ่นดินของพระศรีอาริยเมตรัยขึ้นมาได้ ผู้ที่เป็นบิดามารดาควรจะอบรมลูกเด็กๆ ทารกที่เกิดมาให้รู้จักรักผู้อื่นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วปัญหามันจะน้อย ปัญหาเลวร้ายทั้งหลายมันจะหมดไป

หน้าที่ 4 – ธรรมะสำหรับแผ่นดินธรรม
ถ้าทุกคนรู้จักรักผู้อื่นมาตั้งแต่เป็นทารกเป็นเด็กจนเติบโต มันเป็นการรวมคนทุกคนเป็นคนคนเดียวกัน โดยหลักการอันนี้เพราะความรักกันทุกอย่างมันจะง่ายไปหมด คือจะร่วมแรงกันทำอะไร จะสร้างอะไรมันก็กลายเป็นของง่ายไปหมด แล้วก็เกิดความถูกต้องขั้นพื้นฐานคือ ทางกายขึ้นมาโดยครบถ้วน นี่เรียกว่ามันอาศัยธรรมะคือ ความถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเป็นเครื่องอำนวยความสำเร็จ เรียกว่า แม้จะสร้างแผ่นดินทองก็ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะเบื้องต้น ธรรมะสำหรับแผ่นดินทอง ทีนี้ก็จะพูดถึงธรรมะที่สูงขึ้นไป ธรรมะสำหรับแผ่นดินธรรม คือในโลกจิตใจ โลกทางจิตใจไม่ใช่โลกทางวัตถุ อย่างที่พูดไปแล้วข้างต้นว่าเรามีทั้งกายและทั้งใจ ในโลกหนึ่งเป็นโลกของร่างกายของวัตถุ อีกโลกหนึ่งเป็นโลกของจิตใจ ดวงจิต ดวงวิญญาณ ธรรมะในชั้นนี้มันก็เป็นเรื่องทางจิตใจ ไม่ใช่เรื่องทำมาหากินประกอบความเป็นอยู่ในทางฝ่ายร่างกาย แผ่นดินธรรมควบคุมแผ่นดินทอง แต่ก็ไม่วายที่จะต้องอาศัยแผ่นดินทองเป็นพื้นฐาน อาศัยธรรมะที่สูงขึ้นไปในการสร้างแผ่นดินธรรม เพราะว่ามันเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ สูงกว่าเรื่องทางกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังตรงกันคือทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติอยู่นั่นเอง มีความถูกต้องแล้วก็ทำได้ง่าย หมายความว่าถ้ามันถูกต้องตามกฎของธรรมชาติแล้วมันทำง่ายในการที่จะปฏิบัติธรรม เพราะมีความง่ายในการปฏิบัตินั้นแหละมันก็มีความสุข ความสนุกเมื่อปฏิบัติ อย่าได้เชื่อตามที่คนบางคนเขาพูดว่า ปฏิบัติธรรมะนั้นมันเป็นความทุกข์ทรมานเจ็บปวดอดกลั้น อดทนมากเกินไป พระพุทธเจ้าก็ได้สอนไว้เองว่าการปฏิบัติธรรมะนั้นมีความสุข สนุก พอใจพร้อมกันไปในตัว ถ้ารู้จักว่าธรรมะคืออะไร ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติในข้อนี้ดำรงจิตให้ถูกต้องได้โดยกฎของธรรมชาติอันเกี่ยวกับจิตแล้วก็จะต้องศึกษากันบ้างตามสมควรเพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดและลึกซึ้ง

ถ้าเรื่องนี้ไม่ละเอียดไม่ลึกซึ้งก็ไม่ต้องเกิดพระพุทธเจ้า ถ้ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ไม่ต้องเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก แต่เพราะเหตุที่เรียกธรรมะฝ่ายจิตนี่เป็นเรื่องลึกซึ้ง จึงจำเป็นที่จะต้องมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลกเป็นผู้ชี้ทาง พระองค์ก็ได้ทรงค้นพบความลับของธรรมชาติเกี่ยวกับเรื่องจิต ถ้าทำอย่างไรมีผลอย่างไร ทำอย่างไรมีผลอย่างไรจะบังคับจิตได้ ทำอย่างไรจะอบรมจิตให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงกับว่าไม่รู้จักไอ้ความเป็นทุกข์ นี่จะต้องพูดว่าจิตที่ดีมันก็ตั้งอยู่บนร่างกายที่ดี คือ แผ่นดินธรรมนั้นมันจะต้องตั้งอาศัยอยู่บนแผ่นดินทองที่มีความถูกต้องเรียบร้อยกันทุกอย่าง ถ้าเป็นแผ่นดินทองของอันธพาลก็ใช้ไม่ได้ มันขัดขวางกันโดยสิ้นเชิง คำว่าแผ่นดินทองก็หมายถึง วิญญูชน ของสัตบุรุษ ผู้รู้ความจริงของธรรมชาติ ตามที่มันเป็นจริงอย่างไร ไม่ใช่ว่าเราเองด้วยอำนาจของกิเลส มันต้องมีปัญญาพอสมควรแล้ว รู้จักประพฤติกระทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นี่เป็นรายละเอียดที่ต้องศึกษากันอีกนัยหนึ่ง แต่ถ้าจะสรุปสั้นๆ แล้วก็คือ ถูกต้องทางกายทางวาจาเรียกว่า ศีล ถูกต้องทางจิตเรียกว่า สมาธิ ถูกต้องทางความคิดนึก ความรู้สึก ความเชื่อเรียกว่า ถูกต้องทางปัญญา แม้จะอยู่ที่บ้านก็ต้องรู้เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าไม่มีความถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางจิตหรือทางปัญญาพอสมควรแล้ว สร้างแผ่นดินทองก็ไม่สำเร็จ อย่าว่าแต่สร้างแผ่นดินธรรมจะต้องรู้เรื่องความถูกต้อง ความถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่เป็นเรื่องของร่ายกายและวาจา วาจานี้มันเป็นส่วนของร่างกาย ปากนี่มันอยู่กับร่างกายจึงจัดเป็นฝ่ายกาย แต่จะแยกออกมาว่าเป็นฝ่ายวาจาด้วยก็ได้ มีการกระทำทางกายถูกต้อง ทางวาจาถูกต้อง เรียกว่า ศีล รู้เรื่องธรรมชาติชนิดที่เที่ยงแท้ไม่ลำเอียง เราจะฝืนกฎธรรมชาติไม่ได้ มีแต่จะต้องทำให้คล้อยตามธรรมชาติ เรื่องศีลนี้ก็อย่าได้เข้าใจว่า ผู้ใดผู้หนึ่งปฏิบัติขึ้นมาเอง บัญญัติขึ้นมา ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาตามความพอใจของตน ผู้ที่จะบัญญัติศีลข้อใดข้อหนึ่งแม้เป็นครั้งแรกที่สุดก็มองเห็นความจริงของธรรมชาติ ปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นแก่หมู่มนุษย์นั่นแหละมันทำให้เกิดเป็นระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายหรือศีลธรรมอะไรขึ้นมา ศีลข้อที่ว่าไม่ประทุจร้ายชีวิตและร่ายกายของผู้อื่นมาเป็นข้อแรกเห็นไหม ศีล 5 ศีลข้อแรกไม่ประทุจร้ายชีวิตและร่างกายของผู้อื่นนี่มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาและก่อปัญหาใดๆ หมด เมื่อมนุษย์ได้เกิดขึ้นมาในโลกแล้ว มันก็มีการทำร้ายผู้อื่นเป็นปัญหาข้อแรก แล้วต่อมาก็มีศีลข้อที่สอง จะไม่ประทุจร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ทีนี้ต่อมาก็จะไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น นี่ศีลปานา อทินนา กาเม พ่อแม่ทั้งหลายช่วยเข้าใจความหมายให้ดีๆ สอนลูกเด็กๆ ให้มีความเข้าใจครบถ้วน อย่าเพียงว่าไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เราต้องให้ความหมายกว้างไกลไปถึงว่าไม่ประทุจร้ายโดยวิธีใดๆ ศีลข้อที่หนึ่ง ไม่ประทุจร้ายชีวิตร่างกายของผู้ใดโดยวิธีใดๆ นี่หมดเลยไม่มีข้อแก่ตัว ศีลข้อที่สอง ไม่ประทุจร้ายทรัพย์สมบัติของผู้ใดโดยวิธีใด โดยวิธีใดก็ตามเรื่องฉ้อฉนตะบัดอะไรชนิดที่ว่าถ้าจะยาก มันเป็นการประทุจร้ายทรัพย์สมบัติ สิทธิในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นทั้งนั้น ข้อที่สามนี้ว่า ไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น ข้อนี้อธิบายกันผิดๆ หนังสือสอนเด็กบางเล่มเขียนผิดจนเด็กๆ ไม่ต้องถือศีลกาเมว่าศีลข้อกาเมนี้เด็กๆ ไม่ต้องมี ไม่ต้องถือนั่นมันเข้าใจผิด ตัวศีลแท้ๆ ว่าไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น กาเมสุ แปลว่า ของรักของใคร่ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องชู้สาว เรื่องเพศ เด็กๆ ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ แต่เขาก็มีความรัก ไอ้ของที่เขารัก เช่น ตุ๊กตา เป็นต้น หรือของใช้ไม้สอยอะไรที่เขารัก ในฐานะเป็นของรัก เด็กคือ ไม่ควรจะไปทำให้เขาเจ็บใจ โดยไปย่ำยีของที่เขารัก เด็กทารกก็ต้องถือศีลข้อนี้ นี่พ่อแม่ช่วยอธิบายให้ลูกเข้าใจว่ามันต้องถือศีลข้อกาเมด้วยเหมือนกัน อย่าไปแตะต้องประทุจร้ายของที่เด็กอื่นเขารักให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ ข้อนี้มันไม่ใช่ฆ่า ไม่ใช่ขโมย แต่มันเป็นการทำให้เจ็บใจเพราะของรักของเขาถูกละเมิด นี่มันเป็นปัญหาที่ค่อยๆ มีมากขึ้นๆ และศีลข้อถัดไปก็อย่าประทุจร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่นในการโกหกเป็นพยานเท็จ ในบาลีมุ่งพยานเท็จ นี่คือประทุจร้ายความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรม มีความเป็นธรรม อย่าได้ไปประพฤติประทุจร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่นแม้โดยวาจา ศีลข้อห้าข้อสุดท้าย อย่าได้ประทุจร้ายสติสัมปรดีของตนเอง ทุกคนเกิดมาตามธรรมชาตินั้นก็มีความรู้สึกคิดนึก มีสติสัมปรดีเพียงพอที่จะทำอะไรได้ถูกต้องในระดับนี้ แต่ถ้าว่าประทุจร้ายสติสัมปรดีของตนเอง เช่น ดื่มน้ำเมา เป็นต้น ดื่มของเมา เป็นต้น สติสัมปรดีก็เสียไปหมด เมื่อสติสัมปรดีเสียไปหมดแล้วก็มีแต่จะทำอะไรเสียไปหมด อย่าได้ประทุจร้าย หากสติสัมปรดีของตนจงเว้นเสียสิ่งที่มีผลชนิดนี้

หน้าที่ 5 – คถาคต
บาลีเรียกรวมๆ กันว่า สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี่มาสอนกันแต่เพียงไม่กินเหล้าเมายาอะไรบางอย่างมันไม่พอ มันไม่ถูก บรรดาสิ่งที่ทำให้เกิดความสูญเสียสติสัมปรดี มีความประมาทแล้วอย่าไปแตะต้องเลย เรื่องดูหนัง ดูละคร ดูอะไรชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมาเกิดความประมาทเข้าไปด้วยก็ได้ในศีลข้อนี้ ก็ไม่ต้องถือศีลมากข้อ ศีลเพียงห้าข้อนั้นก็พอที่จะขจัดสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลและแก่สังคมในการที่จะสร้างแผ่นดินทองอันสงบเย็นขึ้นมา จะต้องรู้ใจความของบทธรรมะนั้นๆ แล้วขยายความให้ถูกต้อง อย่าอธิบายกันจนว่าลูกเด็กๆ ไม่ต้องถือศีลข้อกาเม เมื่อได้มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องถือเป็นหลักอยู่ ชีวิตส่วนนี้ ส่วนร่างกายนี้ก็ดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง เรียกว่า ตัวเองติเตียนตัวเองไม่ได้ คำพูดที่มีอยู่เป็นหลัก ต้องใช้คำว่าตัวเองติเตียนตัวเองไม่ได้ควรมีศีล คนจะมีศีลคือคนที่ติเตียนตัวเองไม่ได้ มองดูตัวเองแล้วมันพบแต่ความถูกต้อง ในที่สุดก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ อะไรๆ มันก็ถูกต้องไปเสียหมดทั้งกลางวันกลางคืนทั้งหลับทั้งตื่น ก็พอใจตัวเองยกมือไหว้ตัวเองได้ และก็เป็นสวรรค์แท้จริงขึ้นมาทันที ที่เรียกว่า ทางศีลนำไปสูสวรรค์ มันหมายความอย่างนี้คือ เรายกมือไหว้ตัวเองได้ เป็นสวรรค์สะอาด สวรรค์เต็มไปด้วยกามอารมณ์ อย่างที่พูดๆ กันนั้นเป็นสวรรค์สกปรกอาตมากล้าพูดอย่างนี้ แม้แต่จะเป็นที่นิยมกันทั่วๆไปหมด สวรรค์ที่เต็มไปด้วยกามอารมณ์เป็นสวรรค์สกปรก สวรรค์ที่สะอาดนั้นก็คือ ยกมือไหว้ตัวเองได้ เพราะมองดูตัวเองแล้วเห็นแต่ความถูกต้อง มันมองเห็นแต่ความถูกต้องของตนเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ที่ไหนเป็นสวรรค์ที่นั่น เมื่อนั่น ไม่ต้องรอให้ตายแล้ว สวรรค์นี่จริงเพราะเป็นสันทิฏฐิโก สิ่งที่เป็นของจริงนั้นต้องเป็นสันทิฏฐิโก พระพุทธเจ้าเขาว่าอย่างนั้น คือรู้สึกได้ด้วยตนเอง สัมผัสได้ด้วยตนเอง ประจักษ์แก่ใจตนเอง

ถ้ายังต้องเชื่อตามคนอื่นนั้นนั่งยันยืนยันว่าไม่ใช่คำของคถาคต ต้องรู้สึกได้ด้วยตนเองว่าเป็นอย่างนั้นจริงเรียกว่าสันทิฏฐิโก แล้วก็อะกาลิโก อะกาลิโกไม่ต้องรอเวลาได้ผลทันที ทำที่ไหนได้ผลเมื่อนั้น ทำเมื่อไรได้ผลเมื่อนั้น ทำมากก็มาก ทำน้อยก็น้อยนี่มันเป็นอะกาลิโก เอหิปัสสิโก จะเรียกผู้อื่นมาดูได้ มาดูฉันสิ มาดูตัวฉัน ดูที่เนื้อตัวของฉันไม่มีความลับอะไร ไม่มีความชั่วอะไรที่จะปกปิดไว้ พวกเทวดาทั้งหลายที่ว่ามีหูเป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์ มาดูสิมาสรรหาความผิดของฉันสิ มันไม่มี มันหาไม่พบ อย่างนี้เป็นสวรรค์สะอาด สวรรค์ที่เป็นสันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโกควรมีอยู่ในตน และปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูชน รู้ได้ด้วยตนเอง นี้เป็นสวากขาโตคือคำกล่าวที่ถูกต้อง มีสวรรค์ได้แม้กลางทุ่งนา ในร้านค้า ในที่ไหนก็ตามที่ประพฤติกระทำหน้าที่ ในออฟฟิศราชการถ้ามีแต่ความถูกต้องก็มีสวรรค์อยู่ในที่อย่างนั้นทั่วไปหมด มองดูทีไรแล้วเห็นแต่ความถูกต้องแล้วก็รู้สึกพอใจ นี่ขอร้องสักอย่างหนึ่งว่า ขอให้ประพฤติกระทำจนกระทั่งมองดูตัวเองแล้วรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ ถูกต้องและพอใจอยู่ตรงไหนก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพอใจอย่างนี้ตลอดเวลา ตื่นขึ้นมาก็ทำสิ่งที่ถูกต้องและพอใจ จะกินอาหาร จะอาบน้ำ จะแต่งเนื้อแต่งตัว จะทำการทำงานแม้ที่สุดแม้แต่จะช่วยถูบ้าน ช่วยกวาดเรือน ในจิตก็รู้สึกว่าถูกต้องและพอใจกันไปหมด ไปทำงานที่เป็นงานหลักก็ทำด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ จนเลิกงานกลับบ้านด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ มากินอาหาร ทำกิจประจำวันก็ถูกต้องและพอใจ เวลาจะนอนยกมือไหว้ตัวเองได้ วันนี้ทั้งวันมีแต่ความถูกต้อง เป็นอยู่อย่างนี้แหละเรียกว่า เป็นพลเมืองของแผ่นดินธรรม เป็นสมาชิกของแผ่นดินธรรม ยกมือไหว้ตัวเองได้ทุกคราวที่มองดูตัวเองเป็นสวรรค์อันสะอาด ทีนี้ถ้ามองดูตัวเองแล้วโอ้ชั่งหัวตัวเอง คิดหนาระอาใจแก่ตัวเองที่คือ นรก นรกที่แท้จริง นรกที่นี่และเดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอตายแล้ว แล้วมันกัดกร่อนหัวใจยิ่งนรกที่เขาพูดๆ กันเสียอีก เรื่องนี้อยากจะบอกสักหน่อยหนึ่งว่า เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้าเป็นเรื่องที่เขาพูดกันก่อนพระพุทธเจ้า ในประเทศอินเดียเขาพูดเรื่องนี้กันก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในพลเมืองที่เขาเชื่อเรื่องนรกสวรรค์กันอย่างนี้ ท่านไม่คัดค้าน นี่เป็นคุณสมบัติอันเลิศของพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่งที่พวกเราควรจะเอาอย่าง เมื่อเขาพูดกันอยู่อย่างนั้นว่าเขาเชื่อกันอยู่อย่างนั้น เขาถือกันอยู่อย่างนั้นแล้วเราไม่เห็นด้วยแล้วอย่าไปทะเลาะกับเขา เราอย่าไปหักล้างกับเขา ถ้าเราจะประสมรอยได้ก็ประสมรอย แล้วถ้าเรามีอะไรจะพูดเราก็พูด พระพุทธเจ้าไม่ยกเลิกไอ้นรกสวรรค์ที่เขาถือ เขาพูดกันอยู่ก่อนอย่างนั้น แต่ท่านไปเสริมว่าถ้าอยากไปสวรรค์ก็ทำอย่างนี้สิ ทำอย่างนี้สิ แล้วก็อีกทางอย่าทำอย่างนี้ อย่าทำอย่างนี้ก็ไปนรกชนิดที่เราไม่ต้องการ แต่ว่าสวรรค์ที่อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กันเห็นแล้ว นรกจะอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกันเห็นแล้ว คือ มันจะทำผิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทำผิดเป็นนรกผิดเนื้อผิดตัว ทำถูกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็เป็นสวรรค์และก็อยู่ที่เนื้อที่ตัว ท่านใช้คำว่า มายาทิฐา มายาทิฐากันเห็นแล้ว แต่ก็ไม่ได้ค้านเพื่อให้อย่างนั้นและยังประสมโรงด้วยว่า อย่าจะไปชนิดนั้นก็ทำทาน ทำศีล ทำอย่างนี้สิ ท่านช่วยแนะด้วย แต่ท่านไม่ได้แนะให้มัวเมาอันสวรรค์ที่เต็มไปด้วยกามอารมณ์ นี่สวรรค์ที่แท้จริงนั้น คือ ความรู้สึกพอใจตัวเองจนยกมือไหว้ตัวเองได้ ชื่นใจในตัวเอง เป็นหลักสากล จริยธรรมสากล ศีลธรรมสากลเขาก็พูดกัน ที่พวกฝรั่งเขาก็เคยพูดกันมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่พูด พวกฝรั่งยุคก่อนๆ พูดเรื่องรู้จักตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง บังคับตัวเอง ช่วยตัวเอง ประสบผลสำเร็จแล้วพอใจตัวเอง เป็นหลักธรรมะในรูปกะทัดรัดที่สุด เป็นหลักสากลซึ่งเรารับเอามาถือได้ อาตมาคิดว่าแผ่นดินธรรมนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นผู้ที่รู้จักตนเองว่าธรรมชาติสร้างมาอย่างไร ไว้ใจตนเองว่าสามารถจะแก้ปัญหาได้ และก็บังคับตัวเองให้กระทำอย่างนั้น ครั้นแล้วก็มีความพอใจตัวเอง แล้วก็เคารพนับถือตัวเอง ถ้ามันอยู่ได้อย่างนี้มันก็เป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นของของธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ ไม่เรียกว่าเป็นของศาสนาไหนถ้าเป็นของธรรมชาติ เรารู้เรื่องของธรรมชาติโดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วว่า รู้จักตัวธรรมชาติ รู้จักกฎธรรมชาติ รู้จักหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ รู้จักผลของหน้าที่ สี่อย่างนี้เป็นหลักประกันไม่ผิดได้ ไม่ผิดหรือไม่ให้เกิดโทษขึ้นมาได้ การทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละมันรับประกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดขึ้นมาได้ เมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติในทางที่จะไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความทุกข์ จะมีผลอย่างไรลองคิดดู เรียกเป็นคำอุปมาเรียกว่า เย็น เย็น ที่จริงเย็นคำนี้ไม่ใช่เย็นอย่างแช่น้ำแข็ง แต่มันเย็นทางวิญญาณ เรื่องแผ่นดินธรรมนี่เป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ มันก็มีเย็นตามแบบฝ่ายวิญญาณ ถ้าเย็นอย่างน้ำแข็งเป็นฝ่ายวัตถุ เดี๋ยวนี้มันฝ่ายวิญญาณ มันมีความเย็นอกเย็นใจ เย็นทางจิต เย็นทางวิญญาณ ทุกคราวที่พอใจจนยกมือไหว้ตัวเองได้

หน้าที่ 6 – นิพพาน ตามธรรมชาติ
นี่มีเหตุอันนี้ทำให้ยกมือไหว้ตัวเองได้ เย็นใจอย่างนี้ก็ได้ในคำว่า ตทังคนิพพาน สงเคราะห์ได้ในคำว่า ตทังคนิพพาน คือ เย็นด้วยเหตุอันนั้น เย็นด้วยเรื่องนั้นๆ ที่เกิดขึ้นยกมือไหว้ตัวเองได้ ชื่นใจตัวเองนั้นจะไม่เรียกว่าเย็น เพราะว่าไฟร้อนคือ กิเลสมันไม่มี มันมีแต่ความถูกต้องของธรรมะ แล้วก็เรียกว่า สามายิกนิพพาน สามายะยิกะแปลว่า ชั่วคราวเป็นนิพพานชั่วสมัย คือว่าพอใจตัวเองได้เมื่อไรก็เป็นความเย็น นิพพานคือเย็นใจครั้งหนึ่งครั้งหนึ่ง เรามีความเย็นชนิดนี้อยู่เป็นหลัก ก็เรียกว่า ทำความพอใจแก่ตนเองได้ด้วยการประพฤติกระทำของตน กิเลส ราคะ โทสะ โมหะนั้นเปรียบเหมือนไฟเป็นของร้อน เมื่อไรไฟไม่มีก็คือเย็น เรียกว่า นิพพาน ตามธรรมชาติ ทุกคนนี่ใครบ้างที่เห็นว่า กิเลสเกิดอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก กิเลสนี้เกิดเป็นคราวๆ ไอ้ที่ว่างจากกิเลสสิจะมีระยะยาวกว่า ใครเกิดกิเลสอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงตายแล้วเป็นบ้าแล้ว ไม่ได้มานั่งกันอยู่อย่างนี้

กิเลสไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลานาทีอย่างนี้ มันมีเวลาที่มันระงับไป คือ ยังไม่เกิด เวลานั้นแหละคือ เวลาที่เย็น เย็นตรงกับคำว่านิพพาน นิพพานแปลว่าเย็น คนที่ไม่รู้จักนิพพานก็กลัวนิพพาน เขาสอนกันมาผิดๆ ว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ว่างเว้องไปหมด ก็กลัวนิพพาน ที่จริงนิพพานเป็น Prositip เป็นสิ่งที่มีได้เอาได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ ถ้าว่าเราไม่มีระยะที่ว่างจากกิเลสเสียเลยร้อนไปด้วยกิเลสเราก็ตายหมดแล้ว หรือเป็นบ้าหมดแล้ว ระยะที่มันว่างจากกิเลสมันมีอยู่พอให้เราเป็นสุขรอดชีวิตอยู่ได้ ควรจะขอบพระคุณของพระนิพพานที่มีมาเป็นระยะๆ น้อยๆ ตัวอย่างนี่ช่วยให้ชีวิตรอดอยู่ได้ มิฉะนั้นเป็นบ้าหมดแล้ว ตายหมดแล้ว คำว่านิพพานแปลว่าเย็น ไม่ค่อยเอามาพูด ไม่ค่อยเอามาสอนกัน พูดกันอย่างย่อๆ พูดกันอย่างลวกๆ ว่า ไม่รู้อยู่ที่ไหน แล้วก็ไป แล้วก็ไม่มีเรื่องมีราวอะไร คำว่าเย็นนี่ภาษาบาลี คือ คำว่านิพพานนั้นเอง เย็นนี้เย็นได้ทั้งทางวัตถุเย็นก็เรียกว่านิพพานของวัตถุ สัตว์เดรัจฉานเย็นก็เรียกว่า นิพพานของสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์เย็นก็เรียกว่านิพพานของมนุษย์ สอนบาลีนิดหน่อยเผื่อว่าบางคนไม่เชื่อ ช่างทองเขาหลอมทองลุกโชนขาว แล้วเขาก็เอาน้ำรด ทองก็เปลี่ยนเป็นสีดำ กิริยานี้เรียกว่า นิพาไปยะ สุวรรณนัง นิพาไปยะ อย่างทองนั้นให้ไปนิพพาน ทองนี้ยังไปนิพพานได้ แล้วคนโง่ก็โง่ โง่ถึงขนาดไหน วัตถุมันยังนิพพานได้ ถ่านไฟแดงๆ พอคีมคีบจากเตามันก็เย็นดำลงเรียกว่า นิพพาน หรือว่าอาหารที่ปรุงอยู่ในครัวกำลังร้อนอยู่กินไม่ได้ต้องรอก่อน อาหารอย่างเช่น ข้าวต้มเย็นแล้ว กินได้แล้ว เด็กก็ร้องตะโกนมาจากในครัวว่าข้าวต้มนิพพานแล้ว มาๆๆ กิน ใช้คำว่านิพพานแม้กระทั่งวัตถุขนาดนี้หมายความว่าเย็น ที่มีเรื่องสัตว์เดรัจฉานที่นำมาจากป่า ฝึกอย่างนั้น ฝึกอย่างนี้จนหมดความเป็นป่า สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นหมดความเป็นป่า หมดอันตรายโดยสิ้นเชิง ก็เรียกว่าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้นิพพาน คำบาลีใช้คำว่านิพพานด้วยเหมือนกัน แล้วเป็นคนทั้งทียังนิพพานไม่ได้ สัตว์ป่ามันยังนิพพานได้ ทีนี้ก็ว่าคนเราร้อนอยู่ด้วยกิเลส ไฟกิเลส กิเลสไม่เกิดมันก็เย็น ถ้ากิเลสมันเกิดมันก็ร้อน เราอยากจะมีชีวิตเย็น เย็นอกเย็นใจ คำนี้ใช้แก่ความเย็นอกเย็นใจคำภาษาชาวบ้าน เมื่อไรใครพูดว่าต้องการความเย็นอกเย็นใจ ถ้าพูดเป็นบาลีก็คือ เขาต้องการนิพพาน เมื่อวันประกวดนางงามให้พระสิทธัตถะเลือก เมื่อพระสิทธัตถะเดินผ่านเจ้าหญิงโคตมคนหนึ่ง หญิงสาวโคตมคนนั้นก็พูดขึ้นว่า บุรุษนี้เป็นลูกของใคร แม่ของเขาจะนิพพาน หมายถึงพระสิทธัตถะที่เดินมา บุรุษนี้เป็นลูกของใคร พ่อของเขาจะนิพพาน บุรุษนี้เป็นสามีของหญิงใด หญิงนั้นจะนิพพาน ใช้คำว่านิพพุโต นิพพุโต นิพพุโต นิพพุตา โนนะสานาตาใช้คำว่านิพพาน นี่มันหมายความว่าไอ้คำว่านิพพานมันหมายความถึงเย็น เย็นอกเย็นใจ เย็นแท้จริง อย่ากลัวนิพพาน นิพพานช่วยเราอยู่ทุกเวลานาที ไม่ให้เป็นโรคประสาท ไม่ให้นอนไม่หลับ ไอ้คนที่มันนอนไม่หลับ เป็นโรคประสาทจนเป็นบ้าเพราะมันไม่รู้จักนิพพานกันเสียเลย เดี๋ยวนี้ก็เป็นกันเสียมากแล้วนะนอนไม่หลับ มันน่าละอายแมว ไอ้แมวมันนอนหลับไม่ต้องกินยานอนหลับ แต่คนนี่ต้องกินยานอนหลับ วันก่อนได้ยินโฆษณาทางวิทยุว่าปีหนึ่งต้องกินหกร้อยล้านตัน ยานอนหลับที่ใช้อยู่ในโลก หกร้อยล้านตันเฉพาะยาซันฟิไรเฟอร์ที่ช่วยให้นอนหลับ นี่คนอย่างนี้แล้วแมวก็ไม่ต้องกินเลย สุนัขไม่ต้องกินเลย มันก็นอนหลับ เพราะมันมีนิพพานตามธรรมชาติ มันรู้จักจัดรู้จักทำให้มีนิพพานตามธรรมชาติ ในแผ่นดินธรรมต้องเต็มไปด้วยคนนอนหลับ ต้องเต็มไปด้วยคนที่นอนหลับนะ ยานอนไม่หลับให้ละอายแมว แล้วมันก็เป็นเรื่องของนิพพานชัดๆ อยู่เลย เรียกว่า นิพพานของสังคมก็แล้วกัน นิพพานของสังคม นิพพานเพื่อสังคม คือความเย็นอกเย็นใจของประชาชนที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมไม่ร้อนอกไม่ร้อนใจ สมัยโบราณเสียอีกเมื่อยังเพิ่งมาจากคนป่า ไม่มีเรื่องร้อนอกไม่ร้อนใจเหมือนคนในสมัยนี้ เพราะว่าสมัยนี้มันติดเหยื่อสำหรับยั่วกิเลสมาเกินไปจนคนไม่มีเวลาพักผ่อน ทั้งที่ขายแพงคนก็อุตส่าห์หาเงินมาซื้อ เพื่อเหยื่อสำหรับกิเลส มายั่วกิเลสให้ลุกเป็นไฟอยู่ทั้งวันทั้งคืน คนสมัยนี้จึงเป็นโรคนอนไม่หลับ เป็นโรคประสาท เป็นโรคบ้า เป็นโรคจิตกันมากมาย ไม่เหมือนกับรุ่นปู่ย่าตายายท่านนอนหลับสนิท นอนง่าย นี่แหละเรื่องทางจิตใจในโลกแผ่นดินธรรม คนต้องหลับสนิท เรื่องนอนหลับหรือพักผ่อนต้องเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างสมบูรณ์ ถ้านอนไม่หลับก็ต้องนึกละอายแมวอย่าว่าอะไรเลย ถ้านอนไม่หลับกระสับกระส่ายอยู่ก็นึกละอายแมวบางทีมันได้ช่วยให้นอนหลับ เพราะว่าแมวมันไม่ต้องกินยานอนหลับ มันก็หลับ สัตว์เดรัจฉานทั่วไปมันไม่รู้จักกินยานอนหลับเพราะมันไม่มีจะกิน แต่มันก็นอนหลับเต็มตามที่ร่างกายมันต้องการ ส่วนคนไปหาเหยื่อมากวน มาล่อกิเลสจนหาเวลาหลับยาก แม้หลับก็สะดุ้ง แม้หลับก็ไม่สนิท เพราะว่ามันมีความรู้สึกผูกพันกันอยู่กับเหยื่อของกิเลส กิเลสทำงานอยู่ใต้สำนึกเรื่อยไป แม้นอนอยู่ทั้งคืนไอ้ความหลับแท้จริงมันก็ไม่มี นี่มันไม่ไหวแล้วเป็นความเสื่อมเสียทางด้านจิตใจ เป็นความเสียหายของโลกในทางวิญญาณ เมื่อทางวิญญาณมันไม่หลับ ทางกายมันก็ไม่หลับ การที่ทำจิตให้หยุดให้หลับในทางวิญญาณ เช่น ทำสมาธิ รู้จักทำสมาธิให้มีความหยุดพักผ่อนทางจิต ในร่างกายก็พลอยได้รับการพักผ่อนไปด้วย ทำสมาธิได้สักชั่วโมงหนึ่งก็เหมือนกับหลับทางร่างกายได้ตั้งหลายๆ ชั่วโมง

หน้าที่ 7 – กฎของธรรมชาติ
นี่มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ได้ละทิ้งกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมากเข้าเท่าไร ปัญหาก็เกิดขึ้นเท่านั้น เกิดขึ้นมากเท่านั้น อาตมาจึงชักชวนว่าเราอยู่ใกล้ๆ ธรรมชาติ เป็นเกลอกับธรรมชาติ ให้เหมือนกับพระพุทธเจ้าเป็นกันเถิด พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน อยู่กลางดิน นิพพานกลางดิน พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นไม้โคนไม้ ตรัสรู้ก็โคนไม้ อยู่โดยมากก็โคนไม้ สอนโดยมากก็โคนไม้ นิพพานก็โคนไม้ นิพพานที่โคนต้นสาละต้นไม้ กระทั่งเกิดตรัสรู้สอนตายก็โคนต้นไม้ นี่ท่านเป็นเกลอกับธรรมชาติมากอย่างนี้ แต่ว่าสาวกของพระองค์อยากไปอยู่บนสวรรค์บนวิมาน มันก็เดินคนละทาง และหารู้ไม่ว่าพวกเทวดาบนสวรรค์เขาก็เตรียมตัวที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์ ซึ่งมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่เป็นเรื่องที่มีอยู่ในพระบาลี

เทวดาองค์หนึ่งถึงคราวต้องจุติคือตายจากเทวดา มันก็เป็นทุกข์ว่าจะไปเกิดที่ไหนดี จะไปสู่สุขคติที่ไหนดีนี้เราจุติอย่างนี้ไปถามเพื่อนเทวดาเขาก็ไม่รู้ ไปถามจอมเทวดา ท้าวตรรกะเขาก็บอกว่าฉันก็ไม่รู้ให้ถามพระพุทธเจ้านี่ในที่สุดเทวดานั้นก็ลงมติต้องกันหมดว่าไปเกิดในเมืองมนุษย์ซึ่งมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาได้ง่ายยิ่งกว่าเมืองเทวดา เทวดาเขาเพิ่งจะมาจุติที่โลกมนุษย์ซึ่งหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ง่าย ไม่เหมือนเมืองเทวดาหาได้ยาก นี่เขาคิดว่าเราเดินสวนทางกันอยู่กับกฎของธรรมชาติ ทางบุญตักบาตรสักช้อนก็เอาวิมานหลังหนึ่ง อย่างนี้มันยิ่งกว่าค้ากำไรเกินควรเสียอีก แล้วมันจะไม่ส่งเสริมกิเลสได้ไง มันก็เป็นส่งเสริมกิเลสผิดธรรมชาติเกินไปให้เราไปลองคิดกันดูเสียใหม่ว่าสุขคตินั้นมันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่แผ่นดินธรรมโว้ยบอกว่าอย่างนั้นมันอยู่ที่นอนหลับสนิทไม่ต้องละอายแมวโว้ยบอกกันเสียอย่างนั้น นี่มีชีวิตที่เย็นเป็นนิพพานสร้างโลกแผ่นดินธรรมขึ้นมาให้ได้ในอัตภาพนี้ ในชีวิตนี้ ในร่างกายนี้ถึงจะเรียกว่ามีโลกพระศรีอาริยเมตรัยกันที่นี่เป็นแผ่นดินทอง แล้วคนที่มีจิตใจประกอบด้วยธรรมะ ไม่หลงใหลในสิ่งใดอยู่ในแผ่นดินธรรม แผ่นดินธรรมมันก็ประกบชีวิต 2 ข้าง ว่าแผ่นดินธรรมและแผ่นดินทองประกบกันเข้าเป็นหนึ่งแล้วนั่นแหละเป็นชีวิตที่ถูกต้อง เป็นชีวิตที่ถูกต้อง เหมือนกับแซนวิสที่ประกอบด้วยขนมปัง 2 ชนิด 2 หน้ามันกินอร่อยกว่า มันไม่ใช่เลอเทอะเหมือนกับขนมปังแผ่นเดียวกัน 2 หน้า มันไม่รู้ว่าเราสามารถจะมีแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองประกอบกันอยู่เป็นหน่วยเดียวเรียกว่า เป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ อยู่ในแผ่นดิน 2 แผ่นดินประกบกัน รวมกันเป็นชีวิต มีความถูกต้องทางร่างกาย เป็นแผ่นดินทองมีความถูกต้องทางด้านจิตใจ เป็นแผ่นดินธรรมแล้วร่างกายกับจิตใจมันเป็นสิ่งเดียวกันอยู่แล้ว มันแยกกันไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่จัดให้มีความถูกต้องทั้ง 2 ฝ่าย นี่เรียกว่าทำถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ที่อำนวยให้ทำได้ถึงอย่างนี้ ก็เพราะไม่รู้ เราก็ไม่คิดจะทำหรือว่าไปหลงใหลในเรื่องกิเลสมากเกินไปก็ไม่อยากจะทำ ขอให้สนใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องตามเรื่องของธรรมชาติ ธรรมชาติมีให้ถึงอย่างนี้ อำนวยให้ถึงอย่างนี้ กลายเป็นผู้ที่หมดปัญหา ชีวิตนี้ไม่มีปัญหา ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ เราเกิดมาแล้วเราเวณคืนไม่ได้ เกิดมาแล้วจะเวณคืนว่าฉันไม่อยากจะประพฤติปฏิบัติมันยุ่งยากลำบากขอเวณคืนก็ไม่รู้จะไปเวณคืนที่ใคร ที่นี้มันก็ต้องทำต่อไปให้รุดหน้า ให้มันถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง เข้าไปในร่องรอยของธรรมะ เป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัว นี่เคล็ดลับ ปัญหาต่างๆ จะหมดไปได้ด้วยการประพฤติความไม่เห็นแก่ตัว นี่จะสร้างแผ่นดินธรรมหรือแผ่นดินทองมันก็รวมอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่เห็นแก่ตัวมันฆ่าใครไม่ได้ ความไม่เห็นแก่ตัวมันลักขโมยใครไม่ได้ ความไม่เห็นแก่ตัวนี้มันประทุจร้ายของรักของใครไม่ได้ ความไม่เห็นแก่ตัวมันจะประทุจร้ายของเป็นธรรมของผู้อื่นไม่ได้ มันจะไม่ประทุจร้ายสติสัมปรดีของตนเอง เช่น ดื่มน้ำเมา เป็นต้น ไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละมันจะมีศีลทุกข้อ ความไม่เห็นแก่ตัวนั้นแหละมันจะเรียก ศีลมาทุกข้อ จะเป็นศีล 5 ของฆราวาสธรรมดา เป็นศีล 8 ของฆราวาสพิเศษ เป็นศีล 227 ของภิกษุ เป็นศีล 311 ของภิกษุณีเท่าไรๆ มันเรียกมาได้ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ดำรงชีวิตชนิดที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีตัวมันก็ไม่เกิดกิเลส เพราะกิเลสมันเกิดโดยเห็นแก่ตัว กิเลสไม่อาจจะเกิดแก่บุคคลผู้ไม่มีความเห็นแก่ตัว เมื่อกิเลสไม่เกิดมันก็เป็นนิพพาน นิพพาน นิพพานไปเสียหมด คือ เย็น เย็น เย็น ไปเสียหมด เดี๋ยวนี้คนมันเห็นแก่ตัวคิดดูสิถ้าเราทำอะไรด้วยความเห็นแก่ตัวจะเป็นอย่างไร ใครเขาถ่มน้ำลายไม่อยากช่วย ถ้าเราทำอะไรด้วยความเห็นแก่ตัว เราจะหาเพื่อนร่วมมือไม่ได้ ถ้าเขาเห็นแก่ตัวก็ไม่อยากจะร่วมด้วย ไม่อยากจะช่วยเหลือ ระวังให้ดีคนที่เห็นแก่ตัวทำอะไรเพราะความเห็นแก่ตัว จะไม่มีใครร่วมมือด้วย จะไม่มีใครเอาด้วย ถ้าว่าทำเพื่อธรรมะ เพื่อผู้อื่น เพื่อส่วนรวมนี่ เพื่อนเขาจะเอาด้วย เพื่อนเขาจะสมัครและร่วมมือด้วย ฉะนั้นเลิกเสียทีเถิดไอ้ความเห็นแก่ตัวเป็นเหตุให้ฆ่า เป็นเหตุให้ขโมย เป็นเหตุให้กาเม เป็นเหตุให้พูดเท็จ เป็นเหตุให้ดื่มน้ำเมาอะไรเหล่านี้ เลิกเถิดมันก็จะหมดเลิกอบายมุขได้เอง ความเห็นแก่กิเลสนี่มันทำให้ทำอบายมุข เป็นประตูอบายรอหน้าอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าในแผ่นดินธรรมนั้นหาความเห็นแก่ตัวไม่ได้ หาความเห็นแก่ตัวมาทำยาหยอดตาก็ไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีเอาเสียจริงๆ นี่เป็นเครื่องวัดว่าไอ้แผ่นดินธรรมนี่เป็นไปอย่างถูกต้องแล้ว ในที่สุดมันก็หมด เรื่องมันก็หมด เรียกว่า สนใจในหน้าที่ธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ ทำหน้าที่ที่ไหนมีธรรมะที่นั่น อย่าเอาธรรมะไว้ที่วัดแล้วตัวเองอยู่ที่บ้านเหมือนคนทั่วๆ ไปคิดว่าต้องมาปฏิบัติธรรมะที่วัด ที่จริงอยู่ที่ไหนทำหน้าที่ถูกต้องมันก็จะมีธรรมะที่นั่น แล้วก็จะมีจิตใจกว้าง ร่วมมือกันได้เพราะว่าการร่วมมือกันก็เป็นหน้าที่เหมือนกัน การที่ต่างคนต่างทำก็เป็นหน้าที่ แต่การร่วมมือกันเป็นหน้าที่ยิ่งกว่า เป็นหน้าที่ที่ยิ่งไปกว่า เราก็ควรจะได้ร่วมมือกัน เมื่อรู้สึกว่าหน้าที่คือธรรมะนั้น หน้าที่คือธรรมะอย่าลืม พอได้ทำหน้าที่ก็พอใจ เพราะมันเป็นธรรมะ พอใจก็ทำงานสนุก นั้นจึงทำงานสนุก งานนั้นก็คือธรรมะ ทำนา ทำสวน ค้าขาย ทำอะไรก็ตามที่เป็นหน้าที่หลักในการทำมาหากิน คือ ทำแล้วพอใจเรียกว่าเป็นการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา สูงขึ้นไปแล้วก็ยิ่งพอใจเรียกว่า มีความพอใจในเมื่อได้ทำหน้าที่ ได้ทำหน้าที่ เหงื่อยิ่งออกมายิ่งเย็นนะ

หน้าที่ 8 – นิพพานไม่คิดสตางค์
ถ้ามีจิตใจชนิดนี้เหงื่อออกมาจะกลายเป็นน้ำมนต์เย็น ถ้าไม่มีธรรมะข้อนี้พอเหงื่อออกมาก็ไปขโมยดีกว่า ไม่อยากไถนา ไม่อยากทำอะไรแล้ว พอเหงื่อออกมาก็ชวนกันให้ไปขโมยดีกว่า แต่ถ้ามีจิตใจอย่างนี้พอเหงื่อออกมาก็ยิ่งเย็น ยิ่งเย็น เย็น เพราะมันเป็นเหงื่อที่ออกมาจากธรรมะ นี่ขอให้ทุกคนพอใจในหน้าที่ เพราะหน้าที่คือธรรมะ แล้วความพอใจนี่เป็นเครื่องทุ่นแรงสูงสุด ยิ่งกว่ารถเท็กเตอร์เป็นสิบตัว ความพอใจในหน้าที่คือ ธรรมะนั้นเป็นเครื่องทุ่นแรงสูงสุดยิ่งกว่าเครื่องทุ่นแรงใดๆ ทำไปด้วยสติปัญญา อย่าทำไปด้วยกิเลสตัณหา พอมีกิเลสตัณหามันก็ร้อน คิดจะทำก็ร้อน ร้อนเมื่อไรก็อยากได้เงิน เมื่อได้เงินก็นำไปเอาของร้อน มันก็ร้อนตลอดสายอย่าทำอะไรด้วยกิเลสตัณหา แต่ทำด้วยโพธิปัญญาคือ ความรู้ที่ถูกต้องเรียกว่า ตัวโพธิปัญญา ในความรู้ที่ผิดๆ เรียกว่ากิเลสตัณหา ความรู้ผิดเรียกว่า มิจฉาทิฎฐิคือกิเลสตัณหา ความรู้ถูกเรียกว่า สัมมาทิฏฐิเป็นโพธิปัญญา ถ้าทำด้วยโพธิปัญญาไม่เหนื่อย จะไม่รู้สึกเหนื่อย จะไม่รู้สึกเครียด มีความพอใจ ถ้าทำด้วยกิเลสตัณหาจะตั้งแต่การกระทำพอคิดจะกระทำ อะไรก็ตาม คือ มันหิว มันหวัง มันหิวอยู่ตลอดเวลา มันก็เหนื่อยซะตั้งแต่ก่อนทำ ทำอยู่ก็เหนื่อย ได้มาแล้วก็ยังเหนื่อย ตะกะในเรื่องกิเลสตัณหา เอาเงินมาเท่าไรก็ซื้อเหยื่อให้กิเลสไม่พอ ดังนั้นมันจึงหิวอยู่เรื่อยมันก็เลยคอรัปชั่น นี่ที่ว่าคอรัปชั่นกันนักเพราะว่ามันเป็นทาสของกิเลสตัณหา อย่าทำงานด้วยกิเลสตัณหาเลย ทำงานด้วยโพธิปัญญา แล้วสิ่งต่างๆ ทางจิตนี่จะสบายจะไม่เครียด การทำงานอย่างเครียดๆ มันตายเร็ว ไม่ต้องมีใครมาแช่งทำงานด้วยกิเลสตัณหา เครียดคัดอยู่นี่มันตายเร็ว ทำงานด้วยสติปัญญา รู้หน้าที่คือ ธรรมะ ธรรมะคือ หน้าที่อันเป็นสุขเมื่อทำงานนี่ฟังยากไหม มันเป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน เข้าใจว่าท่านทั้งหลายไม่ถือหลักว่าเป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน จะถือหลักว่าทำงานได้เงินมาแล้วก็นำไปซื้อหาความสุข อย่างนั้นยิ่งโง่ใหญ่ ไอ้ที่เอาเงินไปซื้อมาไม่ใช่ความสุข เป็นความเพลิดเพลินมาหล่อเลี้ยงตัณหา

ไอ้ความสุขนี่เกิดเมื่อมีความรู้สึกแก่ตัวเองว่ามันถูกต้อง ถูกต้อง ทำงานอยู่รู้สึกเป็นสุข เพราะว่าเป็นความถูกต้อง ความสุขนี้แท้จริง ความสุขที่เกิดอยู่ในขณะที่ทำงานนั้นมันไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องใช้เงินแต่เป็นความสุขจริงให้แก่ผู้นั้น ทำงานได้เงินแล้วไปซื้อหาอาบอบนวดอะไรนั่นเป็นความเพลิดเพลินไม่ใช่ความสุขเพราะเท่าไรก็ไม่พอ ไม่เท่าไรก็ต้องไปคอรัปชั่นแล้วก็ได้ไปนอนในตาราง นี่พูดกันเป็นคำสั้นๆ ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ ไอ้ความสุขยิ่งหลอกลวงเท่าไรก็ต้องใช้เงินมากเท่านั้น ความสุขที่แท้จริงมันไม่ต้องการเงิน มันสุขกันแล้วเมื่อกำลังทำงาน หรือว่าเงินเหลืออยู่เยอะเอาไปใช้อะไรก็ได้ ความสุขหลอกลวงมันกระหายต่อกิเลสมันก็ต้องเอาเงินไปซื้อหาเหยื่อของกิเลส สถานเริงรมย์จึงเต็มไปทั้งโลก เพื่อว่าจะให้คนโง่เหล่านี้ไปซื้อหาเป็นความเพลิดเพลินนั้น แล้วโลกก็ยิ่งไม่มีสันติสุข ไม่มีสันติภาพ มีแต่ความปั่นป่วนของบุคคลผู้ที่จะมีกิเลสอันนั้น ความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน ก็จำไว้ด้วย ถ้าต้องใช้เงินก็เป็นความสุขหลอกลวงเสมอ ถ้าความสุขที่แท้จริง คือ ความพอใจ เมื่อรู้สึกว่าปฏิบัติธรรมะคือ หน้าที่ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่านิพพานนั้นให้เปล่าอย่ากลัวนิพพานกันนักเลย เป็นของให้เปล่า เมื่อนิมนต์พระไปสวดเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน พระจะสวดบทนี้เสมอ เจ้าของบ้านจะฟังหรือไม่ฟังก็ไม่รู้ ทุกคราวที่เจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน พระจะต้องสวดประโยคนี้เสมอว่า ระทามูทานิมุติง ปุญญานา นิพปัญจิตีรา นี่นิพพานมาบริโภคกันอยู่เปล่าๆ เสียก็ตาม เมื่อได้ปฏิบัติตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะมาถึงนี้ก็เรียกว่าได้นิพพานมาบริโภคเปล่าๆ นิพพานไม่คิดสตางค์ อย่าได้กลัวนิพพานเลย เอาอย่างน้อยๆ เอาอย่างน้อยๆ เป็นครั้งเป็นคราวเป็นระยะๆ จะหล่อเลี้ยงชีวิตให้เย็นเป็นชีวิตเย็น ขอบคุณพระนิพพานที่ธรรมชาติให้ เวลาใดเราไม่มีกิเลสอยู่ในใจเมื่อนั้นเป็นนิพพาน พอกิเลสมาก็ร้อนเป็นไฟ เป็นวัฏสงสารอยู่พักหนึ่งแล้วกิเลสก็ดับไป ก็เป็นนิพพานนี่มันสลับกันอยู่กับวัฏสงสารอย่างนี้ ส่วนที่เป็นนิพพานช่วยให้เรานอนหลับ ช่วยให้เราพักผ่อน ถ้าไม่มีอันนี้จะเครียดจนเป็นบ้า จนเป็นโรคประสาท เป็นบ้าหรือตาย นี่ขอบคุณพระนิพพานน้อยๆ คราวละน้อยๆ ที่ธรรมชาติมีให้ ที่จะให้นอนหลับสนิทไม่ต้องละอายแมวไปทีหนึ่งก่อน และก็จะได้มีอัตภาพ มีชีวิตดี มีสุขภาพดี มีอนามัยดี เพราะการนอนหลับสนิท พักผ่อนสนิท นี่หวังว่าสมาชิกแผ่นดินธรรมทั้งหลายจะได้รู้จักสิ่งนี้คือ นิพพานที่ให้เปล่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านิพพานให้เปล่าแล้วก็ให้เปล่าจริงๆ ด้วย คือ พอใจในขณะที่ได้ทำหน้าที่ หน้าที่ชื่อว่าธรรมะ ธรรมะชื่อว่าหน้าที่ เพราะทุกเวลาทำหน้าที่ทำการงาน พนมมือให้หน้าที่เสียทีหนึ่งก่อน เข้าไปในห้องทำงานหรือราชการอะไรก็ตามพนมมือให้แก่หน้าที่ แสดงความเคารพหน้าที่ บูชาหน้าที่ก็ทำงานสบายใจ ทำงานได้สนุก เบิกบานในการงาน ชาวนาเอาควาย เอาไถมาแล้วก็พนมมือเสียก่อน พนมมือให้ควายให้ไถอย่าระอาเลย นี่เป็นหน้าที่ เป็นหน้าที่ เป็นธรรมะแล้วก็หน้าที่ไถนา ชาวสวนคนค้าขายอะไรก็ตามเมื่อเข้าไปในที่ทำงานก็ต้องพนมมือให้แก่เครื่องใช้ไม้สอยที่จะทำงานช่วยให้ทำงานด้วยความเคารพ ให้มันเคารพทั้งทางกาย ให้มันเคารพทั้งทางจิต เรียกว่าเคารพหน้าที่ เคารพธรรมะซึ่งเป็นหน้าที่ ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาผุนผันตัดสินด้วยอำนาจกิเลส ถ้ามีความสงสัยอะไรขึ้นมาจงสำรวมสติสัมปชัญญะให้เป็นสมาธิ แล้วก็ถามเหมือนกับถามพระพุทธเจ้า มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขอให้ถามพระพุทธเจ้า คือ ตั้งจิตให้ดีสำรวมจิตให้ดีว่านะโมหรืออะไรก็ตาม สำรวมจิตให้เป็นสมาธิด้วยอานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้า-ออกให้จิตเป็นปกติแล้วตั้งปัญหาถามขึ้นมาคำตอบนั้นจะเป็นเสมือนหนึ่งคำตอบที่มาจากพระพุทธเจ้า นี่เรียกว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ถามพระพุทธเจ้าก่อนอย่าพึงตัดสินอะไรลงไปพรวดพลาดมันจะเป็นกิเลสทั้งนั้น นี่เรียกว่าธรรมชาติมีอยู่อย่างนี้ ธรรมชาติมีให้อย่างนี้ เป็นพุทธบริษัททั้งทีมีปัญหาอะไรให้ถามพระพุทธเจ้าก่อน ทำจิตให้สะอาด สว่าง สงบ แล้วตั้งปัญหาขึ้นมา คำตอบนั้นจะถูกต้อง เพราะว่ามันมาจากพระพุทธเจ้า คือ สติปัญญาที่ถูกต้อง สติปัญญาที่แท้จริง แล้วในที่สุดนี้ก็เป็นอันว่าทุกคนพอใจในสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ทุกคนคงจะรักหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่ด้วยความรู้สึกเป็นสุขตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ ครั้นครบวันหนึ่งแล้วก็พอใจตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเอง การยกมือไหว้ตัวเองเท่ากับไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสร็จหมดเลย ยกมือไหว้ตัวเองเท่านั้นแหละ จะเหมือนกับไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยเสร็จ เพราะการทำหน้าที่ถูกต้องนั้นมันเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในนั้น ยกมือไหว้ตัวเองที่ทำอะไรได้ถูกต้องเท่ากับไหว้หมดเลย ไหว้พระพุทธ ไหว้พระธรรม ไหว้พระสงฆ์ ไหว้ครูบาอาจารย์ บิดามารดาอะไรหมด เขาสอนกันให้ไหว้กัน 3 ครั้ง 4 ครั้ง อาตมาว่าไหว้ครั้งเดียวพอ คือไหว้ตัวเอง

ถ้าไหว้ตัวเองได้คือไหว้หมดเลย มันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในความดีของตัวเองที่ทำให้ไหว้ตัวเองได้ ท่านทั้งหลายคงจะไหว้ตัวเองได้ทุกวันๆ การบรรยายที่ก็เป็นเรื่องที่แสดงว่าเรื่องแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา หรือว่ายิ่งกว่านั้นก็คือถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ตามหลักของธรรมชาติ ธรรมะคือหน้าที่ จงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาสำหรับให้ทำประโยชน์ ให้มีประโยชน์ให้โลกนี้มีประโยชน์โดยที่มีมนุษย์ทำหน้าที่ หวังว่าคงจะจัดจะทำให้มันเป็นอย่างนี้ ให้มันเป็นอย่างที่ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือทำหน้าที่ทุกหน้าที่นับตั้งแต่หน้าที่ของคนขอทานขึ้นไปถึงหน้าที่ของเทวดาบนสวรรค์ ขอให้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง แล้วปัญหาจะไม่มีเหลือ นั่นแหละคือความหลุดรอด เป็นวิมุติคือหลุดพ้นจากทั้งปวง การบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้วขอฝากความหวังว่าให้ท่านทั้งหลาย คงจะประพฤติตนให้เจริญงอกงามได้ ก้าวหน้าในทำนองคลองธรรมของพระศาสดามีความเป็นสุขอยู่ทุกทิภาราตรีกาลเทอญ

http://www.vcharkarn.com/varticle/32696

. . . . . . . . .