การเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง โดย พุทธทาสภิกขุ

การเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง โดย พุทธทาสภิกขุ

หน้าที่ 1 – ศาสตร์ของคนตื่น
ท่านสาธุชนทั้งหลาย การแสดงธรรมในวันนี้ ขอกล่าวในลักษณะบรรยายปาฐกถาธรรมหรือธรรมกถา เป็นการสะดวกดีและได้ประโยชน์เต็มที่ แทนที่จะนั่งเทศน์อย่างตามธรรมเนียม ข้อแรกที่สุดนี้ขอแสดงความยินดีในการมาของท่านทั้งหลาย มาสู่สถานที่นี้และในลักษณะอย่างนี้ คือปรารถนาจะศึกษา และขอแสดงความยินดีในการที่ว่าเราได้มานั่งกันกลางดิน ซึ่งไม่มีกี่แห่งนักที่จะนั่งพูดนั่งเทศน์กันกลางดิน ขอให้เข้าใจว่าเป็นการต้อนรับท่านทั้งหลายด้วยสถานที่อันสูงสุดศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าพระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้กลางดิน เพราะว่าพระพุทธเจ้าสอนกลางดิน พระพุทธเจ้าอยู่กลางดิน พระพุทธเจ้านิพพานกลางดิน เคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วว่า ท่านประสูติกลางดินต้นไม้สาละ ท่านตรัสรู้กลางดินโคนต้นโพธิ์ ท่านสอนกลางดินทั่วๆไปไม่ว่าที่ไหนแม้โรงธรรมที่อยู่ที่วัดก็เป็นกลางดิน กุฏิของท่านก็พื้นดิน แม้ในที่สุดท่านนิพพานก็กลางดิน ขอให้สนใจกลางดินเมื่อได้นั่งกลางดิน ขอให้มี พุทธานุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้า เอามือประคองแผ่นดินในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับพระพุทธองค์อย่างนี้ เราจะได้มีจิตใจที่มีปิติปราโมทย์มากกว่าธรรมดา มีพุทธานุสติมากกว่าธรรมดา เป็นจิตใจที่พร้อมที่จะเข้าถึงธรรมะ ชนิดที่สำเร็จประโยชน์ได้ ขอแสดงความยินดีในการที่ได้มานั่งกันกลางดินในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ก็ขอแสดงความยินดีที่ว่าท่านทั้งหลายสามารถที่จะสวดมนต์มีคำแปลเป็นภาษาไทยได้ ขอนี้ก็มีความสำคัญ คือหมายความว่าได้มีความก้าวหน้าขึ้นไปขั้นหนึ่งจนถึงกับรู้ความหมายของบทที่สวด ถ้าไม่รู้ความหมายของบทที่สวด

ท่านลองคิดดูทีว่ามันจะเป็นอย่างไร มันก็คงจะคล้ายกับนกแก้วนกขุนทองมากกว่า ถ้ารู้ความหายของคำที่สวด มันก็เป็นเรื่องของพระธรรมที่แท้จริงเมื่อเรารู้สิ่งที่เรากำลังสวด ท่านคิดดูให้ดีๆว่ามันต่างกันอยู่เป็นสองอย่าง หากคนพวกหนึ่งมีแต่เชื่อ เชื่อ เชื่อ อย่างเดียว เชื่อในพระธรรม เชื่อในบทสวด เชื่อในนี้ แต่ไม่รู้ว่าว่าอะไร แม้ว่าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าจะเป็นที่พึ่งได้จริง แต่ก็ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า เชื่อว่าพระธรรมมีจริง แต่ก็ไม่รู้จักพระธรรม เชื่อว่าพระสงฆ์ปฏิบัติดีจริง แต่ก็ไม่รู้จักพระสงฆ์ อย่างนี้เราไม่เพียงแต่ เชื่อเชื่อเชื่อ อย่างหลับหูหลับตางมงาย เรารู้ว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นมันคืออะไร มันเป็นอย่างไร มันดีอย่างนั้น เช่นที่สวดมนต์จะเชื่อว่าดีมีประโยชน์ มันก็เชื่อเท่านั้นแหละ มันก็เชื่อๆไปเท่านั้นแหละ แต่ถ้ารู้ว่ามนต์หรือพระธรรมนั้นว่าอย่างไรนี่มันรู้มันไม่ใช่เชื่อ เชื่อมันอย่างหนึ่ง รู้มันอย่างหนึ่ง ถ้าดีแต่เชื่อแล้วไม่รู้ มันก็ท่าจะยังนอนหลับอยู่ ไม่ถูกต้อง เป็นพุทธบริษัทนี่มีความหมายว่าอย่างไร คงจะเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้ว และควรจะเข้าใจกันอยู่ตลอดไปว่าพุทธบริษัทนั้น มีความหมายว่า เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน มีความวิเศษสนใจศึกษาธรรมนี่ไว้เป็นหลักประจำใจเสมอ ทำตนให้เป็นผู้รู้ รู้สิ่งที่ควรจะรู้ แล้วตื่นจากหลับ มีกิเลส อวิชชา ตื่นมาเสียจากอวิชชา หลับด้วยอวิชชานั่นแหละเป็นความหลับ แล้วตื่นขึ้นมาเสีย แล้วก็เป็นผู้เบิกบาน เบิกบานคือไม่มีความทุกข์ในทุกกรณี เบิกบานอย่างยิ่งขึ้นไปก็คือว่า ไม่มีความกระวนกระวาย ไม่ถูกปรุงแต่งให้ดิ้นรน เป็นความสงบอย่างสูงสุด สิ่งที่เป็นความเบิกบานอย่างสูงสุด ดีใจมันก็เต้นเร่าๆไป หัวเราะเร่าๆไป มันก็ถูกกระทำให้จิตใจหวั่นไหว ดีใจก็หวั่นไหว เสียใจก็หวั่นไหว ถ้าจิตสงบที่แท้จริงมันก็ไม่ดีใจ มันก็ไม่เสียใจ ขอให้เข้าใจว่าความสงบนั้นน่ะเป็นความเบิกบานที่แท้จริง ขอให้เราได้มีความสงบซึ่งจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นเป็นผู้เบิกบานนี่พูดเป็นไทยๆฟังง่ายดี แต่คำว่า พุทธะ พุทธะคำเดียวนี่แหละมันแปลว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราเป็นพุทธบริษัทก็ต้องเป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป้นผู้เบิกบาน อย่าให้เป็นคนโง่เขลางมงาย อย่าให้หลับอยู่ด้วยความโง่เขลา อย่าให้ซบเซาอยู่ด้วยความทุกข์ ขอให้สนใจที่จะเป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน ให้พยายามทำอยู่เสมอ รักษาไว้ให้ดีที่สุด ให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันเสียความหมายของความเป็นพุทธริษัท คำว่าพุทธระมันแปลรู้จริงว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน คำว่าไสยยะนั้นมันแปลว่าหลับ ไสยศาสตร์แปลว่าศาสตร์ของคนหลับ พุทธศาสตร์แปลว่าศาสตร์ของคนตื่น หลับคือไม่รู้อะไรตามที่เป็นจริงเมื่อคนหลับ มันก็ฟังไปอย่างงมงายอย่างเป็นพิธีรีตอง เป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล เป็นเรื่องคิดแต่จะพึ่งสิ่งอื่นนอกจากตน ไม่มีหลักว่าตนจะเป็นที่พึ่งแก่ตน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่า ไสยศาสตร์ ศาสตร์ของคนหลับ เมื่อเป็นพิธีรีตองไปแล้ว พอจะพูดอย่างหนึ่ง มันก็ว่า ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย แต่แล้วมันก็เป็นลูกอ่อน ไม่รู้จักโต ลูกอ่อนนั้นมันต้องรู้จักโต คนปัญญาอ่อนนั้นมันต้องค่อยๆกลายเป็นคนปัญญากล้าแข็ง เมื่อเป็นคนปัญญาอ่อนต้องถือไสยศาสตร์อยู่ตลอดไปเลย เหมือนว่าเราเกิดมาเป็นลูกเด็กๆ เรายังไม่รู้ว่าต้องเชื่ออย่างไสยศาสตร์ นับถือสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปไม่มีเหตุผลตามประสาที่เข้านับถือกันมา แต่ถ้าเราโต โตขึ้นมาอย่างนี้ มารับนับถือพระพุทธศาสนาอย่างนี้ ก็ต้องตื่นจากหลับ คือกิเลส ถ้าสละไอ้สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ไปเสีย มาถือเอาพุทธศาตร์ ให้ไสยศาสตร์เป็นมรดกสำหรับคนปัญญาอ่อน ใครปัญญาอ่อนก็เอาไสยศาสตร์ไปก็แล้วกัน ใครปัญญากล้าแข็งพอตัวแล้วก็ถือพุทธศาสตร์ไม่ต้องถือไสยศาสตร์ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ คือถือสิ่งที่เป็นที่พึ่งได้จริง พระพุทธเจ้าท่านนั้นสอนในหน้าที่ เราทำหน้าที่ หน้าที่นั้นแหละเป็นที่พึ่ง ขอให้ดูให้ดีๆ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบหน้าที่ แล้วก็นำมาสอน พระองค์ทำหน้าที่ของพระองค์เสร็จแล้ว แล้วก็สอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ให้รอดตัวได้ด้วย นี่พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ พระธรรมก็คือตัวหน้าที่ที่ทรงค้นพบและนำมาสอน อยู่ในรูปของปริยัติคือสิ่งที่ต้องศึกษาเล่าเรียน อยู่ในรูปตัวบทก็มี อยู่ในรูปการปฏิบัติกายวาจาใจก็มี อยู่ที่ในรูปของผลของการปฏิบัติได้รับความสุขสงบเย็นเป็นมรรคผลนิพพานอยู่อย่างนี้ก็มี อย่างนี้เรียกว่าพระธรรมคือหน้าที่ ทีนี้พระสงฆ์ก็คือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จ พระธรรมไม่เป็นหมัน ถ้าไม่มีใครปฏิบัติหน้าที่ พระธรรมก็เป็นหมันคือไม่ได้ประโยชน์อะไร ต่อเมื่อมีผู้ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ปฏิบัติก็ได้รับประโยชน์ พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้รับประโยชน์แล้วเป็นตัวอย่างที่ดีให้บุคคลอื่นปฏิบัติตามคำสอนสืบๆกันมา ช่วยเหลือกันมา ให้เวลาปฏิบัติได้รับผลของหน้าที่ พระพุทธ พระทำ พระสงนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของหน้าที่ทั้งนั้น ขอให้เข้าใจให้ดีๆ เราจะไม่มีความทุกข์ จะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนี้ เราจะต้องเคารพ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ

ท่านทั้งหลายบางคนอาจจะยังไม่รู้ รู้แต่ว่าเราเคารพพระพุทธเจ้า และก็ไม่รู้ว่าเหนือพระพุทธเจ้าขึ้นไปมีอะไรอีก เหนือพระพุทธเจ้าขึ้นไปก็มีสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ สิ่งนั้นคือพระธรรมหรือหน้าที่ ในความหมายที่เรียกว่าหน้าที่ เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ท่านมีคำถามในใจว่าต่อไปนี้จะเคารพใคร ในที่สุดท่านก็ค้นพบว่า เคารพธรรมะ คือหน้าที่คือสิ่งที่ได้ตรัสรู้นั่นแหละ คือหน้าที่และสิ่งที่ต้องปฏิบัติ หน้าที่คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ได้นั่นแหละคือหน้าที่ ตถาคตก็เคารพหน้าที่และก็ประกาศก้องออกไปว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพธรรมะ คือหน้าที่ นั้นในอดีต อนาคต ปัจจุบัน คิดดูให้ดีว่าเหนือพระพุทธเจ้าขึ้นไปยังมีสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ แต่เราไม่ค่อยจะรู้จักสิ่งนั้น เคารพอยู่แค่พระพุทธเจ้า ก็เลยไม่ได้ทำหน้าที่ แล้วจงดูพระพุทธเจ้าท่านเคารพหน้าที่เหลือประมาณ หน้าที่ของท่านเช่นวันหนึ่งๆ รอบวงวันหนึ่งคืนหนึ่ง เช้าให้พร ก่อนสว่างท่านได้ทวนว่าวันนี้จะไปทางไหน จะไปโปรดสัตว์ทางไหน ก็ได้สังเกตเห็นตลอดวันทั่วๆไปว่าที่นั่นมีนี่ ที่นี่มีนั่น วันนี้เหมาะสมที่จะไปโปรดสัตว์ทางไหน ที่ไปโปรดสัตว์จริงๆแปลว่าไปในนามของการ บิณฑบาต ไปบิณฑบาตจะไปในทางนั้นเพื่อได้พบกับคนที่ต้องการจะพบและจะสอน การไปบิณฑบาตนั้นน่ะเป็นหนทางที่จะพบกับคนที่จะสอน เป็นช้างม้าก็มี เป็นเศรษฐี ข้าราชการ ราชา มหากษัตริย์ก็มี เห็นไหม ที่อื่นที่เป็นข้าศึกกันพระพุทธเจ้าก็ยังเสด็จผ่านไป ให้เกิดการพบปะเทศนาหารือสั่งสอน นี่ท่านก็นึกว่าวันนี้จะไปที่ไหน พอสว่างขึ้นมาท่านก็เสด็จไปที่นั่นในฐานะไปบิณฑบาต ได้พบเจ้าของบ้าน ได้ขึ้นไปนั่งในเรือนเจ้าของบ้าน ได้ฉันอาหาร ได้สนทนา ได้พูดจากันจนเป็นเรื่องเป็นราวที่เป็นประโยชน์ บางทีไปโปรดชาวนาที่กำลังไถนาอยู่ก็มี นี่เรียกว่าไปโปรดสัตว์แท้ๆ ไม่ใช่ที่เข้าใจว่าโปรดสัตว์น่ะคือไปบิณฑบาต ที่จริงการบิณฑบาตน่ะเพื่อเป็นโอกาสให้ได้ โปรดสัตว์ ท่านจึงไปโปรดสัตว์ตามที่ท่านนึกค้นคิดหาไว้ก่อนสว่างไว้ว่าวันนี้จะไปไหน บางทีจนสายจนเที่ยงกว่าจะได้กลับวัด ตอนเที่ยงก็พักผ่อนเพราะแดดร้อนซึ่งเป็นธรรมดา ตอนบ่ายตอนเย็นก็สอนประชาชนที่ไปที่วัด ท่านสอนไม่เห็นแก่พักผ่อน พอค่ำลงก็สอนภิกษุสามเณรที่อยู่ในวัด พอดึกเข้าก็สอนเทวดาและแก้ปัญหาเทวดา เทวดานี่คือพวกราชา มหากษัตริย์โดยสมมติว่าเป็นสมมติเทพหรือเทวดาที่ลงมาจากสวรรค์โดยทรงเป็นอุปปัติเทพก็ตาม เข้ามาในเวลาดึก มันเป็นธรรมเนียมอย่างนั้น เลยดึกไป เทวดากลับแล้ว จึงจะได้พักผ่อนนิดหน่อย พอก่อนหัวรุ่งไปก็เล็งญาณสอดส่องไปว่าวันนี้จะไปที่ไหน ทำอย่างนี้ทุกวันๆ ดูท่านทำหน้าที่ ครบวงจร ทำหน้าที่จริงจังมากกกว่าพวกเรามาก ที่เห็นว่าท่านเคารพหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ท่านจึงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ถ้าท่านไม่ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้าสิ พูดง่ายๆอย่างนี้แหละ แต่ท่านยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพหน้าที่ และสิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าเคารพเราไม่ค่อยสนใจ เราไม่ค่อยรู้จัก เรารู้จักแค่พระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ไม่รู้จักว่าที่อยู่เหนือพระพุทธเจ้าขึ้นไปคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ แล้วเราก็เลยไม่เคารพสิ่งนั้น บางทีไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่าเป็นสิ่งสูงสุดจนพระพุทธเจ้าก็เคารพ ฉะนั้นต่อไปนี้ก็ขอให้สนใจ เข้าใจว่ามันมีสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ เราจงเคารพสิ่งนั้น แล้วจะหมดปัญหา จะดับทุกข์ได้โดยประการทั้งปวง ตัวเองก็จะรอด คนอื่นก็จะรอด ทั้งโลกก็จะรอดถ้าเคารพสิ่งนั้น พระพุทธเจ้าท่านเสด็จโปรดสัตว์ไม่ใช่นั่งรถเที่ยวเหมือนเดี๋ยวนี้ แม้แต่รถก็ไม่มี เกวียนก็ไม่นั่ง เสด็จดำเนินด้วยพระบาท หนทางเป็นโยชน์ๆ เสด็จไปเพื่อโปรดสัตว์ วันที่จะปรินิพพานอยู่แล้ว วันนั้นก็ยังดำเนินเป็นโยชน์ๆทั้งๆที่จะนิพพานอยู่แล้ว ตอนกลางวันก็เดินเป็นโยชน์ๆ ค่ำลงก็นิพพาน กำลังจะปรินิพพานหยกๆแล้วยังมีปริพาชกคนหนึ่งมาทูลถามปัญหาขอให้โปรด จะนิพพานอยู่หยกๆแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายไล่ปริพาชกคนนั้นให้ออกไปอย่ามากวน พระพุทธเจ้าท่านได้ยินบอกว่าอย่าไล่เขา บอกให้เขามา ให้มาพูดมาสอนปริพาชกได้สำเร็จได้บวชเป็นพระอรหันต์ในที่สุด ดูสิ ไม่กี่นาทีจะนิพพานอยู่แล้วยังทำหน้าที่ของท่าน เรียกได้ว่าท่านทำหน้าที่จนวาระสุดท้าย พูดภาษาธรรมดาชาวบ้านก็คือทำงานจนตาย ดูที่ท่านเคารพหน้าที่เถิด สิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าเคารพนั้นคือหน้าที่ ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายทุกคนรู้จักสิ่งนี้ แล้วก็เคารพหน้าที่ ก็จะได้ชื่อว่าเคารพสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเคารพ ดูตัวอย่างพระพุทธองค์ได้ทรงทำหน้าที่พระพุทธองค์อย่างไร เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ให้มากที่สุด ให้สุดความสามารถที่สุดอย่างนั้น ธรรมะ ธรรมะ คำนี้แปลว่าหน้าที่ มีพูดกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ฟังให้ดีๆนะ ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด เขาใช้พูดกันอยู่แล้ว เขาหมายถึงหน้าที่ คือสิ่งสูงสุดที่ถ้าไม่ทำแล้วมันตาย ถ้าไม่ทำหน้าที่แล้วมันตาย หน้าที่ทุกชนิดเรียกว่าธรรมะทั้งนั้น จะเป็นมนุษย์คนแรกที่ว่าพ้นจากความป่าเถื่อนแล้วจะสังเกตเห็นหน้าที่ที่มนุษย์ต้องกระทำ เราจะเรียกมันว่าธรรมะ ธรรมะ ธรรมะ แปลว่าหน้าที่ แต่ตัวหนังสือหรือคำพูด ธรรมะนี้ แปลว่าสิ่งที่ยกชูขึ้นไว้ ทรงขึ้นไว้ ชูขึ้นไว้ในกิริยานั้นเรียกว่าธรรมะ ยกขึ้นไว้ชูขึ้นไว้ไม่ให้พลัดตกลงไป เป็นภาษาอินเดียโบราณตั้งแต่นู้น เรียกว่า ธรรมะ ถ้าเป็นภาษาไทยเราเรียกว่าหน้าที่ หน้าที่นั้นแหละคือสิ่งที่ยกเราขึ้นไว้ไม่ให้พลัดตกลงไปในความทุกข์ เช่นเดียวกับธรรมะ แปลว่าสิ่งที่ทรงผู้ปติบัดไว้ไม่ให้พลัดตกลงไปในความทุกข์ ธรรมะกับหน้าที่เป็นคำเดียวกัน มีความหมายอย่างเดียวกัน แล้วก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำก็คือตาย

หน้าที่ 2 – ทำหน้าที่ทุกอิริยาบถด้วยสัมปชัญญะ
คำว่าธรรมะนี้แล ความหมายมันกว้างขวาง หมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร แบ่งได้เป็น 4 ความหมาย ธรรมะคือธรรมชาติทั้งหลาย ธรรมะคือกฎของธรรมชาติทั้งหลายที่มีอยู่ในธรรมชาติ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติก็เรียกว่าธรรมะ แล้วผลดีที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ก็เรียกว่าธรรมะ พอพูดหมด 4 อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่มียกเว้นอะไร แต่เราเอาอย่างที่ 3 หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั้นน่ะคือ ธรรมะในความหมายที่สำคัญที่สุดที่พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่าสำคัญและท่านเคารพ และคนทั้งหลายทั้งปวงก็เห็นว่าสำคัญ ตั้งแต่มนุษย์คนแรกรู้จักพูดคำนี้แล้ว เขาก็เอาคำนี้เป็นหลัก ยึดถือคำว่าธรรมะเป็นหลัก สอนเรื่องหน้าที่ คนนั้นก็สอน คนนี้ก็สอน คนนู้นก็สอน ข้างนั้นก็สอน ข้างนี้ก็สอน สอนเป็นลัทธิๆเป็นพวกๆไป ล้วนแต่สอนธรรมะทั้งนั้น ไม่ว่าเป็นของพวกไหน แม้ฝ่ายเดียรถีอื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนาก็เรียกว่าธรรมะทั้งนั้น ประชาชนเขาจะไม่ถามกันว่านับถือศาสนาอะไร แต่เขาจะถามกันว่าชอบใจธรรมะของใคร ท่านชอบใจธรรมะของท่านสมณโคดม หรือท่านชอบใจธรรมะของนิครนท่านนาฏบุตร แล้วแต่ครูบาอาจารย์ไหนก็ธรรมะทั้งนั้น ธรรมะนี้คือคำสอนเรื่องหน้าที่ ก็มันหมายถึงส่วนหน้าที่ ก็เลยสอนดีขึ้นๆสูงขึ้นๆ รู้จักหน้าที่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทางจิตใจก็รู้จักสอนหน้าที่ให้เจริญสมาธิภาวนาถึงขนาดเนวะสัญญานาสัญญายะตะนะสูงสุดในทางสมาธิอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านได้เล่าเรียนศึกษาเรื่องเหล่านี้ที่เขาสอนกันอยู่แล้ว แต่ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังสอนต่อๆไปจนถึงชั้นโลกุตตะระ เป็นมรรคผลนิพพาน เป็นหน้าที่สูงสุด ธรรมะจึงเป็นหน้าที่อย่างที่ เป็นคำกลางหมายถึงหน้าที่ทุกอย่างทุกประการที่ช่วยให้รอด จำไว้ง่ายๆว่าเห็นหน้าที่ที่ทำให้เกิดความรอดนั้นแหละคือธรรมะ รอดชีวิต รอดจากกิเลส รอดจากความทุกข์ก็เรียกว่าธรรมะ การประพฤติการกระทำที่ทำให้เกิดความรอดนั้นเรียกว่าธรรมะทั้งนั้น ดังนั้นธรรมะจึงแปลว่าหน้าที่ทั้งหมดที่ช่วยให้มนุษย์รอด ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่อะไร เราจะต้องรู้สิ่งนี้ รู้จักสิ่งนี้ ไม่งั้นเราจะตาย ลองไม่ทำหน้าที่สิ มันก็ตาย ในร่างกายนี้มันก็มีธรรมชาติ ธาตุดินน้ำลมไฟในธรรมชาติ ก็มีกฎของธรรมชาติ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มันก็มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาเพื่อดับทุกข์ มันก็มีผลเป็นความสงบสุขอยู่ที่เนื้อที่ตัว เราก็มีหน้าที่โดยธรรมชาติ หู ตา มือ ตีน มันก็ทำหน้าที่ตามธรรมชาติ ไม่ทำมันก็คือตาย ถ้าท่านรู้เรื่องวิทยาศาสตร์กันบ้าง นักวิทยาศาสตร์เขาก็บอกกันว่า ตัวเซลล์ที่ตัวเล็กที่ดูด้วยตาไม่เห็นนั้นน่ะ ที่มันมีอยู่ทั่วไปในร่างกายมนุษย์เป็นล้านๆตัวนั่นน่ะ ทุกตัวทำหน้าที่ ถ้ามันเกิดไม่ทำหน้าที่ขึ้นมาเมื่อไร คนก็ตายเมื่อนั้น ขอบใจที่มันทำหน้าที่ หน้าที่เพื่อให้ชีวิตรอดอยู่ได้ หรือว่าอย่างหยาบๆที่สุดคือเราต้องทำหน้าที่กินข้าว อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ ทำทุกอย่างเพื่อให้รอด นี่ก็เป็นหน้าที่ชั้นนอก

ชั้นหยาบที่สุด คือมันทำของมันเองโดยไม่ต้องบังคับว่า จะต้องหายใจ ฉีดโลหิต เห็นไหม นี่มันทำหน้าที่ทั้งนั้น ชีวิตรอดอยู่ได้เพราะหน้าที่ หน้าที่ก็คือชีวิตนั่นเอง ยิ่งกว่าเป็นคู่ชีวิตอีก สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกัน มันอยู่ได้โดยหน้าที่ในร่างกายมัน ในตัวมัน มีการทำหน้าที่ตัวมันก็เที่ยวหาอาหารกิน ทำหน้าที่ต่อสู้ สืบพันธุ์ มันก็รอดอยู่ได้ แม้แต่ต้นไม้ต้นไร่ที่มันรอดอยู่ได้ ก็โดยหน้าที่ มันทำหน้าที่ทั้งวันทั้งคืน ใครเรียนวิทยาศาสตร์ก็จะรู้ว่ากลางคืนนี่มันทำหน้าที่คลายคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ตลอดคืน มันหล่อเลี้ยงต้น มันทำให้ต้นงอกงามกลางวันนี่มันรับแสงแดดแล้วคายออกซิเจนตลอดวัน คายคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดคืน ทำงานทั้งวันทั้งคืน ต้นไม้มันขยันเป็นอย่างนั้น เมื่อคนเรามันขี้เกียจจะไม่อายต้นไม้บ้างหรือ ให้เห็นว่า ชีวิตนั้นมันอยู่ได้โดยหน้าที่ ไม่มีหน้าที่ก็คือตาย ธรรมะแปลว่าหน้าที่ ทุกอย่างที่จะช่วยให้รอดนั้นขอให้ทำให้มันเป็นธรรมะทั้งหมดไม่ว่าหน้าที่อะไร หน้าที่ที่ทำอยู่แล้วนั่นแหละ แต่คนโง่มันไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ ไม่รู้ว่าหน้าที่คือธรรมะ มันไม่รู้ แต่ถ้ามันคิดสักหน่อย มันก็จะรู้ว่าหน้าที่คือสิ่งที่ช่วยให้รอด ตรงกับคำว่าธรรมะนั่นเอง แล้วมันก็จะได้มีสติสัมปชัญญะทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน เมื่อ ทำหน้าที่ทุกอิริยาบถด้วยสัมปชัญญะ ท่านจงจำคำนี้ไว้เถิด ว่าจะทำหน้าที่อะไร จงตั้งสติสัมปชัญญะ และทำให้ดีที่สุด ที่สุดที่จะดีได้ มันก็จะได้ธรรมะทุกอิริยาบถ พูดแล้วมันไม่น่าเชื่อ แต่คนมีปัญญาเขามองเห็น เขายิ่งกว่าเชื่อเสียอีก จะทำอะไร อ้าวจะทำนา ก็นี่เมื่อทำด้วยสติสัมปชัญญะให้ถูกต้องที่สุด พอใจที่สุด ถูกต้องพอใจตลอดเวลาที่ทำนา การทำนาก็เป็นการปฏิบัติธรรมะ จะทำสวนก็ได้ ค้าขายก็ได้ จะทำราชการก็ได้ จะเป็นกรรมกรก็ได้ แม้ที่สุดคือนั่งขอทานก็ได้ ขอให้ทำหน้าที่ขอทานให้ดีที่สุด มันก็จะรอดได้เหมือนกัน จะกวาดถนน ล้างท่อ แจวเรือจ้าง ถีบสามล้อ จะทำอะไรก็ขอให้ตั้งใจว่าได้ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง มีสติสัมปชัญญะทำ แล้วมันจะเป็นธรรมะขึ้นมา รู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ เมื่อพอใจมันก็สุขแล้ว ความสุขนี้เกิดมาจากความพอใจ ต้องทำให้รู้สึกว่าถูกต้องพอใจ มันจึงจะเป็นธรรมะ เดี๋ยวนี้มันไม่รู้ มันก็ไม่ได้ทำให้มีความถูกต้องและรู้สึกพอใจไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่จะทำนา ถ้ามันรู้ว่าเป็นธรรมะ ทำถูกต้อง ทำแล้วพอใจ มันก็จะเป็นที่พอใจทุกครั้ง ทุกคืบที่ไถนา ทุกเวลาที่จะดำนา จะเก็บเกี่ยวข้าวหรือจะทำอะไรก็ตาม ทุกอิริยาบท ทุกการเคลื่อนไหวนั้นเป็นธรรมะไปหมด นั่นมันดีอย่างนั้น แล้วก็จะพอใจและเป็นสุข แต่คนโง่มันทำไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่าธรรมะคือหน้าที่ ถ้ามันรู้ว่าธรรมะคือหน้าที่ มันก็จะมีสติสัมปชัญญะ เอาการงานนั่นแหละเป็นอารมณ์ของสมาธิ เพ่งอยู่ที่การงาน เป็นอารมณ์ของสมาธิ แล้วมันก็เป็นธรรมะขึ้นมาทันที การประกอบอาชีพทุกชนิดก็เป็นธรรมะขึ้นมาทันที มันก็ มีธรรมะขึ้นมาในการประกอบอาชีพ เรื่องชีวิต ทีนี้จะบริหารชีวิตให้มันง่ายขึ้นมา ในการบริหารชีวิตอยู่ที่บ้านที่เรือน ตื่นขึ้นมาจะต้องล้างหน้า ถูฟัน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ อาบน้ำ กินข้าว ล้างถ้วยล้างจาน กวาดบ้านถูเรือน หน้าที่เหล่านี้ถ้าทำด้วยสติสัมปชัญญะถูกต้องและพอใจมันก็จะกลายเป็นธรรมะหมด แต่คนโง่มันทำไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นธรรมะ มันก็ล้างหน้าถูฟันลวกๆอย่างนั้น ไม่คิดจะทำให้ดี จะไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะมันก็ไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ มันก็ทำอย่างขอไปที ไม่ได้ทำด้วยสติสัมปชัญญะ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะให้ดีที่สุด ถูกต้องและพอใจจนมีความสุขตลอดเวลาที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ อย่างนี้ผู้มีปัญญารู้ธรรมะทำได้ แต่คนโง่ทำไม่ได้ แล้วก็ทำอย่างลวกๆต่อไปตามเดิม แม้จะอาบน้ำก็รู้ว่าเป็นหน้าที่ต้องทำให้ดี ตักน้ำรด มีสมาธิเห็นน้ำรด ถูขี้ไคลก็มีสมาธิอยู่ที่ขี้ไคล ขี้ไคลนี่แหละเป็นอารมณ์ของสมาธิ ถูให้หลุดออกไป ล้างให้ออกไปด้วยความถูกต้องพอใจมันก็มีความสุขตลอดเวลาที่อาบน้ำ แต่คนโง่มันทำไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่าหน้าที่คือธรรมะ มันไม่รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าหน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือสิ่งที่ช่วยให้รอด มันจะกินข้าวก็กินอย่างตะกละ มันจะกินอย่างกิเลสตัณหากิน ไม่อร่อยก็โมโห อร่อยก็หลงใหล ไม่ถูกใจก็ด่าคนนั้นดุคนนี้ มันไม่รู้ว่าการกินอาหารนั้นเปนธรรมะเป็นหน้าที่ต้องทำด้วยสติสัมปชัญญะ ถูกต้องที่สุดพอใจที่สุขเป็นสุขที่สุด อร่อยก็เช่นนั้นเอง ไม่อร่อยก็เช่นนั้นเอง ไม่ถูกปากก็เช่นนี้เอง ไม่หวานตามที่ควรจะหวานก็อย่างนี้เอง มีจิตใจปกติตลอดเวลาที่กินอาหาร มีสติสัมปชัญญะในการตักใส่ปาก ในการเคี้ยวการกิน ตลอดเวลา ก็เป็นธรรมะ มีความถูกต้องและพอใจตลอดเวลาที่กินอาหาร เป็นความสุขตลอดเวลาที่กินอาหาร แต่คนโง่มันทำไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าจิตใจของมันไปอยู่ที่ไหน ทีนี้จะมาล้างถ้วยล้างชาม กวาดบ้านถูเรือน ล้างส้วมก็ได้ มันต้องรู้หน้าที่ มีสติสัมปชัญญะ ล้างถ้วยล้างชาม จิตมุ่งอยู่ที่ของสกปรก จิตอยู่กับจานของสกปรกนั้นเป็นนิมิตแห่งสมาธิ เป็นอารมณ์แห่งสมาธิ ล้างให้หลุดออกไป มีสมาธิตลอดเวลาที่ล้างถ้วยล้างจาน กวาดบ้านถูเรือน ถ้ากวาดบ้านก็ปลายไม้กวาดปัดขยะออกไปนั่นแหละเป็นอารมณ์ของสมาธิ มันก็เป็นสมาธิสงบตลอดเวลาที่ล้างถ้วยล้างจานกวาดบ้านถูเรือน มันก็เลยได้ความสุขตลอดเวลาที่ทำ ทีนี้ไม่ว่าจะไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร ทำให้จิตเป็นสติสัมปชัญญะมีอารมณ์เป็นสมาธิอยู่ในสิ่งนั้นๆทุกอย่างทุกสิ่งไป แม้ที่สุดแม้ว่าจะดำเนินชีวิตรอบด้าน คบหาสมาคมกับคนรอบด้านก็มีสติสัมปชัญญะทำ ปฏิบัติให้ดีต่อทิศทั้ง 6 ต่อบิดามารดา ปฏิบัติให้ดีที่สุดต่อบุตรภรรยา ปฏิบัติให้ดีที่สุดต่อทิศเบื้องซ้ายมิตรสหาย ปฏิบัติต่อกันและกันดีที่สุดต่อทิศเบื้องขวาครูบาอาจารย์ ปฏิบัติต่อกันดีที่สุดทิศเบื้องบนนั่นคือพระเจ้า พระสงฆ์ เจ้านาย หรือผู้บังคับบัญชา ผู้ที่อยู่เหนือก็ปฏิบัติดีที่สุดทิศข้างล่างกรรมกร ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา มีสติสัมปชัญญะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นทุกทิศๆให้ถูกต้องที่สุด มันก็มีความถูกต้องและพอใจ เป็นความสุขมาจากทุกทิศทุกทาง

พุทธบริษัทจึงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ด้วยเหตุอย่างนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจว่านี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ และพวกเราไม่รู้จักและไม่สนใจ สิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพเป็นหน้าที่ เป็นสิ่งที่จะช่วยให้รอด ถ้าไม่ทำหน้าที่แล้วพระเจ้าที่ไหนจะมาช่วยไม่ได้ ให้พระเจ้ามาเป็นฝูงๆก็ช่วยคนที่ไม่ทำหน้าที่ไม่ได้ ถึงพวกนั้นมันพูดว่าพระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ทำหน้าที่ มันจนปัญญากันแล้ว ก็ต้องพูดอย่างนั้น ก็ถูกแล้ว พระเจ้ามันช่วยไม่ได้ถ้าคนไม่ทำหน้าที่ ถ้าคนมันทำหน้าที่ ไอ้หน้าที่นั้นแหละมันกลายเป็นพระเจ้า แล้วช่วยเลย ทำหน้าที่ถูกต้องพอใจทุกหน้าที่ มันก็กลายเป็นพระเจ้าแล้วก็ช่วย หน้าที่นั่นแหละคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หน้าที่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาสอน พระธรรมก็คือตัวหน้าที่นั่นเอง พระสงฆ์คือผู้ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จ เมื่อเรามีการทำหน้าที่ถูกต้องสำเร็จบริบูรณ์แล้ว เราก็มีใจความ ความหมายแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่กับเนื้อกับตัว หน้าที่นั่นแหละกลายเป็นพระเจ้าที่ช่วย หรือเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ช่วย ขอให้พุทธบริษัทสามารถดำรงตนอยู่ในลักษณะอย่างนี้ เคารพในสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพไม่ว่าในกรณีไหน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจงเคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเคารพ คือทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องและพอใจ มันก็จะมีแต่ความสุขไปทุกๆอิริยาบถโดยไม่ต้องเพิ่มงานอะไร ทำนาอยู่เท่าไหร่ ทำสวนอยู่เท่าไหร่ ค้าขายอยู่เท่าไหร่ ทำอะไรอยู่เท่าไหร่ แต่ก่อนไม่ได้ทำให้เป็นธรรมะ เดี๋ยวนี้ทำให้มันเป็นธรรมะเสียให้หมด คือ ทำด้วยสติ สัมปชัญญะ ถูกต้องที่สุด พอใจที่สุด จริงใจที่สุด เป็นสุขที่สุด ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว ไม่ต้องตกแต่งอะไรแปลกใหม่อีกแล้ว ที่มีอยู่ก็ทำให้มันเป็นธรรมะไปเสียให้หมด จะกินข้าว จะอาบน้ำ จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จะล้างถ้วยล้างจาน กวาดบ้านถูเรือนอะไรก็ตาม ให้มีสติสัมปชัญญะให้ถูกต้องที่สุด ให้เป็นธรรมะ ธรรมะ ธรรมะ ไปหมด ให้กลายเป็นความถูกต้องและก็พอใจ พุทธบริษัทเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตามพระพุทธเจ้าด้วยลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ก็ดูต่อไปสักหน่อยว่าทำไมมันจึงทำไม่ได้ คราวนี้เพราะมันเป็นกิเลส มันมีความเห็นแก่ตัว ในมนุษย์มันมีสัญชาตญาณว่าเป็นตัว เราเป็นตัวเรา ทีนี้มันไม่รู้จักศึกษา ไม่รู้จักเข้าใจ ในเรื่องตัวเราเนี่ยมันก็กลายเป็นกิเลส มันก็เห็นแก่ตัว ถ้ามันศึกษาได้ถูกต้อง มันก็กลายเป็นโพธิ มันไม่ต้องเห็นแก่ตัว มันก็เห็นแก่ธรรมะ เห็นแก่ธรรมะมันก็รอด เห็นแก่ตัวมันก็เป็นกิเลส มันก็ยุ่งไปหมด เดี๋ยวนี้เราไม่ได้รับคำสั่งสอนที่ถูกต้อง สัญชาตญาณไม่กลายเป็นโพธิแต่กลายเป็นกิเลส มันก็เห็นแก่ตัว และมันก็เห็นแก่ตัวยิ่งๆขึ้นไปจนกลายเป็นโลภะ โทสะ โมหะขึ้นมา แล้วมันก็ไม่ทำอะไรให้ถูกต้องตามหน้าที่ มันเป็นไปตามอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะไปหมด ก็เกิดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวอยู่คนเดียว มันก็นอนหลับยาก สะดุ้ง หวาดผวา สงสัย วิตกกังวลอยู่เรื่อย มันก็ไม่ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนไม่มีประโยชน์ เห็นแก่ตัวมันทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น เห็นแก่ตัวมันก็คิดแต่จะยึดครองทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ในโลกนี้พอมีความเห็นแก่ตัวหนักเข้าก็เกิดลัทธินายทุน คิดจะผูกขาดคนเดียว เอาคนเดียว รวยคนเดียว มันก็ต้องมีลัทธิเกิดขึ้นมาต่อสู้คือคอมมิวนิสต์ ก็เห็นแก่ตัวเหมือนกัน เกิดการรบรากันไม่มีที่สิ้นสุดจนถีงเดี๋ยวนี้ ต่างฝ่ายต่างสะสมอาวุธที่จะทำลายล้างกัน ทั้งฝ่ายลัทธินายทุนและฝ่ายลัทธิคอมมิวนิสต์ มีระเบิดปรมาณูกันเป็นหมื่นๆลูก ระเบิดหมื่นๆลูกนั้นแหละ เขาคำนวณกันไว้ว่าจะทำลายโลกนี้ให้หมดไปสัก 2-3 หนก็ได้ นั่นน่ะ เขามีอาวุธขนาดนั้นเตรียมไว้ใช้กัน เพราะความเห็นแก่ตัว เกิดโมโหขึ้นมา บังคับไม่ได้เมื่อไหร่ พอใช้อาวุธโลกมันก็วินาศเพราะความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั้นเอง ดังนั้นต้องพยายามเข้าใจว่าศัตรูที่เลวร้ายที่สุดคือความเห็นแก่ตัว มันน่าหัวเราะที่ความเห็นแก่ตัวกลายเป็นศัตรู มันน่าจะเป็นมิตรเป็นสหาย แต่ดันกลายเป็นศัตรูเพราะมันก่อให้เกิดทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดการทำลายล้างโลก ทำลายผู้อื่น ดังนั้นให้ตั้งจิตให้ดี ให้มองเห็นว่าเห็นแก่ตัวหรือไม่ ถ้าเห็นแก่ตัวก็ละเสีย ให้เห็นแก่ธรรมะเถิด เห็นแก่ผู้อื่นเถิด เห็นแก่ความถูกต้องเถิด ขอให้เราทุกคนที่ได้ศึกษา ไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติอะไรก็ตาม จงทำในลักษณะที่จะได้ลดความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัวอย่างเดียวแหละมันจะมีศีลครบทุกข้อ ถือศีลข้อเดียวเอาไหม พอไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่ฆ่าเห็นไหม ไม่เห็นแก่ตัวมันก็ลักทรัพย์ใครไม่ได้ ไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่ละเมิดทางกามใคร ไม่เห็นแก่ตัวมันก็โกหกใครไม่ได้ ไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่กินเหล้าเมายาให้ใครเดือดร้อนรำคาญ ไม่เห็นแก่ตัวอย่างเดียวจะถือศีลได้หมดครบทุกอย่างทุกข้อทุกประการ ฉะนั้นจึงมองไปที่ความเห็นแก่ตัวว่าเป็นต้นเหตุให้ทำบาปทำกรรม ไม่ดีทุกอย่าง ครั้งหน้าควบคุมความเห็นแก่ตัวเถิด มันจะได้ถูกต้องทุกๆประการ จะรักษาศีลกี่ข้อก็เอาความไม่เห็นแก่ตัวเป็นรากฐาน กำหนดอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัวแล้วมันก็ไม่ทำอะไรให้เลวทรามเดือดร้อน และก็ถืออีกข้อหนึ่งเพิ่มว่าทำให้ผู้อื่นสบายใจ อธิษฐานจิตเสมอว่าเราจะทำให้ผู้อื่นสบายใจ วันหนึ่งอย่างน้อยครั้งหนึ่งเสมอ แต่ละวันๆ ในครอบครัวก็ได้ ทำให้ครอบครัวได้สบายใจวันหนึ่งครั้งหนึ่งเสมอ คนนอกก็ได้ ที่ไหนก็ได้ สัตว์เดรัจฉานก็ได้ทำได้ง่ายดี ถือให้เป็นนิสัยว่าวันหนึ่งๆนี้เราจะมีการกระทำช่วยให้สัตว์อื่นผู้อื่นสบายใจ ให้ข้าวแต่นก แต่หนู แต่สุนัข แต่อะไรก็ตาม ให้มันสบายใจ ให้เพื่อนมนุษย์สบายใจก็ได้ ให้พระเจ้าพระสงฆ์สบายใจก็ได้ อยู่แต่ว่าทำผู้อื่นให้สบายใจได้อย่างหนึ่งในวันหนึ่งก็แล้วกัน ทำทุกวันเลย นั่นแหละจะทำลายความเห็นแก่ตัว ถ้าทำได้อย่างนั้นมันจะทำลายไป

หน้าที่ 3 – บูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงเคารพ
เมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่แรกที่เริ่มมีสวนโมกข์ อาตมาไปเมืองนครศรีธรรมราช จะไปตั้งสวนโมกข์อีกแห่งหนึ่งที่นั่น ไปเลือกที่กันที่วัดชานนา มีเนื้อที่เป็นพันตาราง แต่ก็ทำไม่สำเร็จล้มเลิกไป ระหว่างที่พักที่นั่น แม่ชีคนหนึ่งเขาเอาข้าวสวยมาขยุ้มๆไปวางที่ทางมดเดิน แล้วจึงกลับมานั่งฉันอาหารของตน อาตมาถามว่าทำอะไร ทำไมจึงทำอย่างนั้น เขาก็ตอบว่าสมาทานการทำอย่างนี้มาแต่เดิม ปู่ตาย่ายายเขาสอนกันมาอย่างนี้ ต้องให้ผู้อื่นกินก่อน ตัวเองถึงจะกิน เมื่อไม่มีใครให้ก็ให้มดให้แมลง เอาข้าวสุกขยุ้มมือนิดๆไปวางไว้ทางมดให้มดกินก่อนแล้วตัวเองมานั่งกินเอง นี่แสดงว่ามันมีรกรากที่ดี มีการปฏิบัติที่ดีมาแต่ก่อน ในการอธิษฐานจิตว่าต้องทำให้ผู้อื่นสบายใจอย่างน้อยวันหนึ่งครั้งหนึ่งเสมอ ถ้ายังทำกันได้อย่างนี้จิตใจจะไม่เห็นแก่ตัว มันจะรักผู้อื่น มันจะเห็นแก่ความถูกต้อง แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นใครทำ ถ้าไปทำข้าวแบบนั้นบางทีจะมีคนหัวเราะ แต่มันก็มีทางกระทำได้ ทำอย่างไรก็ได้ ให้มันได้ความหมายว่าให้ผู้อื่นสบายใจอย่างน้อยครั้งหนึ่งวันหนึ่งๆเรื่องหนึ่ง ถ้าทำอย่างนี้กันทุกคนในโลกๆนี้ก็คงจะเป็นโลกพระศรีอาริยเมตตรัย ที่มีแต่คนรักซึ่งกันและกัน พร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไปทางไหนมีแต่คนพร้อมช่วยเหลือยกมือขึ้นมาถามว่าจะให้ช่วยทำอะไร

โลกพระศรีอารย์เป็นอย่างนั้น ไม่เห็นแก่ตัวโดยเด็ดขาด แล้วก็ยังตั้งใจจะช่วยผู้อื่นให้ได้รับความสุข แม้อย่างเดียวก็ได้แค่แต่ละวันๆทุกวันไป นั่นแหละความถูกต้องที่สุด ไม่เห็นแก่ตัว มันก็เห็นแก่ผู้อื่น พอไม่มีความเห็นแก่ตัวมันก็รักผู้อื่นเอง เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ตัวมันก็รักผู้อื่นไม่ได้ เป็นไว้แต่จะรับมาเป็นเพื่อนทำเลวทำชั่ว เป็นขโมยขโจรด้วยกันอย่างนั้นล่ะก็ได้ มันรักผู้อื่นไม่ได้เพราะมันเห็นแก่ตัว ถ้ามันไม่เห็นแก่ตัวเมื่อไรมันก็รักผู้อื่นทันทีเป็นอัตโนมัติเอง นั่นคือผลความไม่เห็นแก่ตัว ทำลายกิเลสได้ โลภะไม่เกิด โทสะไม่เกิด โมหะไม่เกิด เพราะไม่เห็นแก่ตัว นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน หน้าที่ที่มนุษย์จะเอาตัวรอดได้คือความไม่เห็นแก่ตัว มันก็นอนหลับสนิท มันก็ไม่หวาดเสียว ไม่สะดุ้งกลัว แล้วมันก็ช่วยกันและกันเป็นเพื่อนเจ็บแก่เจ็บตายด้วยกันจริงๆ ไม่ได้พูดแต่ปาก เดี๋ยวนี้มันมักจะพูดกันแต่ปาก เรื่องเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายนั้นแหละสำคัญที่สุด ถ้ามองเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นจริงๆแล้ว มันก็นอนตาหลับกันไปหมด นอนไม่ต้องปิดประตูเรือนรถ สร้างบ้านสร้างเรือนไม่ต้องสร้างประตูก็ได้ เพราะมันไม่มีใครเป็นศัตรูทำร้ายเบียดเบียนอะไร เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันไปเสียหมด บทสวดมนต์ก็มีอยู่ ก็สวดกันอยู่ทุกวันขอให้มันจริงอย่างนั้นเถิด พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราทั้งหลายเป็นสาวกของพระองค์ก็จงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พระพุทธเจ้าเคารพอะไรเราก็จะเคารพอันนั้น พระพุทธเจ้าเคารพหน้าที่คือธรรมะ เราก็เคารพหน้าที่คือธรรมะ นั่นแหละเป็นหน้าที่ ทำให้ดีที่สุด หน้าที่ต่อตัวเองก็ทำดีที่สุด ต่อผู้อื่นก็ทำดีที่สุด หน้าที่ร่วมกันทั้งสองฝ่ายก็ทำดีที่สุด ตามหลักบาลีหน้าที่มีอยู่ 3 ชนิด หน้าที่เพื่อประโยชน์ตนเอง หน้าที่เพื่อประโยชน์ผู้อื่น หน้าที่เพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย รวมเป็น 3 ชนิด การทำหน้าที่อันนี้ให้ดีที่สุดก็คือหมดหน้าที่ จบกิจพรหมจรรย์เป็นพระอรหันต์ คือไม่มีความเห็นแก่ตัว และก็ไม่เกิดกิเลส เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จนเห็นมันเช่นนั้นเอง พูดแล้วมันก็เหมือนพูดเล่น หากความรู้สูงสุดของพระพุทธศาสนาคือตถาตาแปลว่า เช่นนั้นเอง ผู้ใดถึงซึ่งตถาตาเห็นเช่นนั้นเอง ผู้นั้นเป็นตถาคต เป็นพระอรหันต์ ถึงซึ่งความรู้เห็นเช่นนั้นเอง ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่ยินดีให้เหนื่อยให้ยุ่ง ทำจิตสงบ ความทุกข์ความเสียหายความร้ายก็ไม่สนใจให้มันเหนื่อย สงบ จงฟังให้ดีว่า ใครดีใจก็ไม่ใช่ความสงบ ไม่เชื่อก็ลองไปคิดดู ดีใจจนกินข้าวไม่ลงนั่นไง เสียใจก็ไม่ใช่ความสงบ ความสงบอยู่ที่ไม่ดีใจไม่เสียใจ ไม่ทั้งสองอย่างนั่นล่ะคือความสงบ แล้วสบายที่สุด เวลาไหนไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ มันสบายที่สุด มานั่งดีใจหัวเราะอยู่มันก็หอบ มันก็เหนื่อย เหนื่อยก็เพราะดีใจ มันตื่นเต้นทั้งเนื้อทั้งตัว คนที่มันดีใจมันก็ตื่นเต้นมาก เขาว่ากิ้งก่าได้ทองมันก็ยักก็ผงกศีรษะ ถ้าคนได้ทองมันยักทั้งเนื้อทั้งตัว มันก็เหนื่อยมากกว่ากิ้งก่าได้ทอง คราวนี้ลองคิดดูให้ดีว่าอย่าให้มันวุ่น ถูกกระตุ้นไปเสียหมด เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ ได้มาก็ดีใจ เสียไปก็ร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ไม่ใช่ความสงบ ต้องไม่ดีใจต้องไม่เสียใจทั้งสองอย่างจึงจะเป็นความสงบ ละเป็นได้ทั้งบุญและบาป ทั้งดีและชั่ว ทั้งสุขและทุกข์ ไม่มีเรื่องได้ไม่มีเรื่องเสียอยู่ในใจ ข้างนอกมันจะได้จะเสียช่างหัวมัน ใจสงบอยู่เรื่อยไป แม้แต่จะเจ็บจะไข้ก็เช่นนั้นเอง ให้ร่างกายเจ็บไปไม่มีตัวกูที่จะเจ็บ เบญจขันธ์จะเจ็บก็ให้มันเจ็บ ไม่มีตัวกูที่จะเจ็บ มันจะตายก็ช่างหัวมัน ไม่มีตัวกูที่จะตาย มันเป็นเรื่องของเบญจขันธ์ที่จะดับ อย่างนี้แหละที่จะสงบที่สุด สูงสุดชนิดที่เรียกว่า ไม่สุขไม่ทุกข์ พูดแล้วความสุขเมื่อดีใจมันก็ลบล้างในจิตใจ ความทุกข์มันก็ลบล้างในจิตใจ ไม่สุขไม่ทุกข์ดีกว่า ไม่สุขไม่ทุกข์นั่นน่ะคือสุขที่แท้จริง แต่ว่าท่าจะยาก ไม่ค่อยมีใครเข้าใจ แล้วมันก็ท่าจะยากตรงที่มันไม่ใช่ความสุข มันไม่สุขไม่ทุกข์นั่นน่ะจะเป็นความสุขที่แท้จริง เหมือนที่พระอรหันต์ท่านเป็น หนังสือโบราณเขาเขียนไว้ว่าทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ ไม่รู้เขาเขียนกันมาครั้งไหน อ่านพบในสมุดข่อย ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์นี่แสดงว่าคนนั้นรู้มากทีเดียว อัปรีย์แปลว่าไม่น่ารัก ถ้าไปรักเดี๋ยวมันกัดเอา ความดีไปหลงน่ะ มันกัดเอา บ้าดีหลงดีอวดดี บ้าดีหมดดีน่ะมันก็กัดเอา ความชั่วน่ะไม่ต้องสงสัยมันก็กัดเอา ทั้งชั่วทั้งดีน่ะไม่น่ารัก ไปหลงเข้ามันก็กัดเอา เห็นได้กับคนที่บ้าดีอวดดีเมาดีจนหมดเนื้อหมดตัว แต่เราก็ยังสอนคนให้ทำดี อยู่นั้นแหละ แต่ต้องเป็นดีชนิดที่ไม่บ้า ไม่เมา ไม่หลง อย่าบ้าดี เมาดี หลงดี อย่าบ้าสุข หลงสุข เมาสุข อย่าบ้าบุญ เมาบุญ หลงบุญ ระวังให้ดี ให้มันถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องมันก็มืดมัว ไม่ใช่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้ที่รู้ที่ตื่นที่เบิกบานไม่บ้าบุญไม่เมาบุญไม่หลงบุญ ไม่บ้าดีไม่เมาดีไม่หลงดี อย่างนี้เป็นต้น งั้นจึงรู้ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงว่าธรรมะคืออะไร ไม่เพียงแต่เชื่อๆๆว่าธรรมะนั้นเป็นของดี แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ต้องรู้จริงว่ามันคืออะไร จะรู้จริงต้องศึกษาและปฏิบัติดู เพียงแต่ศึกษาและรู้ซึ้ง พอปฏิบัติแล้วจะรู้หมดเลย จะรู้อะไรจริงต้องปฏิบัติสิ่งเหล่านั้น จึงขอท่านทั้งหลายไม่เพียงแต่รู้ธรรมะ ต้องปฏิบัติธรรมะ เพื่อให้มีธรรมะ ถ้ามีธรรมะแล้วจะได้รับผลของการมีธรรมะ ใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์ เรียนเฉยๆไม่สำเร็จประโยชน์ รู้เฉยๆไม่สำเร็จประโยชน์ ต้องปฏิบัติให้มีธรรมะ แล้วธรรมะนั่นแหละจะเป็นประโยชน์

ขอให้ขึ้นมาถึงขั้นนี้เถิด อย่าเป็นคนปัญญาอ่อนหมกจมอยู่เพียงแค่ประเพณีรีตองเป็นไสยศาสตร์ไปเสียหมด ไหว้พระพุทธเจ้าสักทีก็ขออย่าให้เป็นไสยศาสตร์เหมือนกับไหว้ผีสางเทวดาให้ช่วยคุ้มครองป้องกันอะไร จะไหว้พระพุทธเจ้าก็เพื่อขอบคุณพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้สิ่งที่ดีที่สุด สูงสุด ดับทุกข์ได้ถึงที่สุด ได้เผยแผ่ให้แก่เรา เราเป็นหนี้บุญคุณของท่าน ขอบพระคุณของท่าน สัญญาว่าจะปฏิบัติตามแล้วจึงไหว้พระพุทธเจ้า ไหว้พระพุทธรูป ถ้าอย่างนี้แล้วเป็นพุทธศาสตร์ ถ้าไหว้คุ้มครองอย่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเป็นไสยศาสตร์ ไหว้คนปัญญาอ่อน ใครอยากมีปัญญาอ่อนก็เอาไป ใครอยากมีปัญญาสูงก็เลื่อนชั้นขึ้นมา ไหว้พระพุทธเจ้าในฐานะเป็นผู้ตรัสรู้ในโลกุตตรธรรม สอนสัตว์ให้รู้ตามได้ด้วย ขอบพระคุณท่าน นึกถึงท่านเป็นพุทธานุสติ เลิกแสดงอาการกราบไหว้เคารพนบนอบด้วยการปฏิบัติตามนั่นแหละคือการเคารพบูชาที่แท้จริง คือปฏิบัติตามธรรมะให้ดีที่สุดเท่าที่จะปฏิบัติได้ และก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำหน้าที่อย่างที่ว่ามาแล้ว นั่นแหละคือการปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าที่แท้จริง บูชาพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ยิ่งกว่าบูชาด้วยดอกไม้ของหอมธูปเทียนอะไร ในวันที่ปรินิพพานนั้นน่ะ ในพระคัมภีร์กล่าวไว้เป็นข้อความว่า “เทวดาโปรยดอกไม้มาจากสวรรค์เต็มไปหมดในที่ปรินิพพาน ข้าพเจ้าบอกว่าไม่ต้องการ บูชาอย่างนี้ไม่ต้องการ ต้องการให้พุทธบุตรปฏิบัติบูชา คือปฏิบัติตามและให้ถูกต้องตามที่ได้สั่งสอนไว้อย่างไร นั้นแหละจึงจะเป็นการบูชา” นี่คิดดูเถอะว่าดอกไม้ทิพย์ตกลงมาจากสวรรค์เต็มไปหมดก็ยังไม่เทียบกับบูชา แต่ว่าการปฏิบัติตามที่สอนไว้อย่างไรจึงจะเรียกว่าบูชา พระพุทธเจ้าท่านชอบอย่างนี้ ท่านตรัสว่าปฏิบัติบูชาเป็นบูชาอันแท้จริง สำเร็จประโยชน์ดับทุกข์ได้ เราทั้งหลายจงตั้งอกตั้งใจศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะให้ตรงตามพุทธประสงค์ จะเป็นการทำความรอดให้ตัวเองด้วย จะเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง อย่างสูงสุดด้วย เป็นการสนองพระคุณพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดด้วย มันก็จะได้เป็นพุทธบริษัททั้งเนื้อทั้งตัว เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานโดยแท้จริง ขอให้ท่านทั้งหลายทำให้ใจถึงพระพุทธเจ้าอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มานึกถึงว่านั่งกลางดิน เพื่อว่าจะได้ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน อยู่กลางดิน นิพพานกลางดิน จะเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าถึงพระพุทธเจ้า ทำสัญญากันกลางดินว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการ บูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงเคารพ เราปฏิบัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพนั้นจะเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า ขออย่าได้บกพร่องในหน้าที่ของตนทุกหน้าที่ แม้แต่จะกินข้าว อาบน้ำ จะถ่ายอุจจาระปัสสาระ ล้างถ้วยล้างจาน กวาดบ้านถูเรือนก็ทำด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นธรรมะอันสูงสุดคือถูกต้องและพอใจ นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมอยู่ ทั้งล้างถ้วยล้างจานกวาดบ้านถูเรือน ใช้บูชาพระพุทธเจ้าได้จริงถึงที่สุด คนนั้นก็จะอิ่มอกอิ่มใจตลอดเวลาที่ล้างถ้วยล้างจานกวาดบ้านถูเรือน ไม่กระฟัดกระเฟียดเกียจคร้านการงานทำเหมือนตกนรกทั้งเป็น ถ้าไม่ทำอย่างนั้นมันจะเหมือนตกนรกทั้งเป็นคือทำสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ถ้าใจอย่างนี้แล้วมันจะพอใจถูกต้อง ทำแล้วสนุกสนานไปหมด ที่ยากกว่านั้นก็จะทำได้ดี เป็นสุขสนุกสนานพอใจไปหมด เรียกว่าเป็นผู้เบิกบาน ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกวินาที นี่คือ ความประสงค์มุ่งหมายของการมีธรรมะ เพื่อช่วยให้รอดชีวิตแล้วก็รอดจากกิเลส รอดจากความทุกข์ ไม่มีอะไรมาเบียดเบียน สมกับที่เป็นพุทธบริษัทโดยแท้จริง อาตมาขอกล่าวคำอนุโมทนาพอใจในการกระทำของท่านทั้งหลาย ในการมาที่นี่ครั้งหนึ่งว่าท่านได้ทำถูกต้องแล้ว ขอให้กระทำต่อไป ยิ่งๆขึ้นไป จนกว่าจะถึงที่สุด คือการพยายามให้มีธรรมะ ไม่เพียงแต่รู้เฉยๆ แล้วธรรมะก็จะคุ้มครองและจะช่วยให้รอดทุกอย่าง จะมีกี่รอดก็จะช่วยรอดทุกอย่าง จะมีความสุขสวัสดีตามครรลองแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายอยู่เป็นสุขทุกทิพาราตรีกันเทอญ

http://www.vcharkarn.com/varticle/16387

. . . . . . . . .