พระสมเด็จวัดระฆัง

พระสมเด็จวัดระฆัง

พระสมเด็จวัดระฆัง คือพระที่หลวงปู่โต หรือบรรดาสานุศิษย์ของพระคุณท่านสร้างขึ้นมาต่อหน้าท่านที่วัดระฆัง โดยอยู่ในการควบคุมของท่าน ซึ่งทราบจากประวัติการบอกเล่าจากหลาย ๆ ที่ว่าแทบทุกวันจะมีการตำโขกมวลสารต่าง ๆ และอัดเป็นองค์พระกันที่หน้ากุฏิของท่าน เมื่อตากแห้งดีแล้วก็นำขึ้นไปเก็บไว้ที่หอสวดมนต์ของท่าน ซึ่งท่านจะนั่งสวดมนต์ภาวนาปลุกเสกพระของท่านทุกวัน

แม่แบบหรือแม่พิมพ์พระก็มีมากมายหลายแบบ มีทั้งที่ช่างจากวังหลวงบ้าง วังหน้าบ้าง วังหลังบ้าง ชาวบ้านผู้มีฝีมือในการแกะพิมพ์บ้าง ลูกหลานของท่านบ้าง ช่วยกันแกะแม่พิมพ์ถวาย ถ้าเป็นชาวบ้านแม่พิมพ์ก็เป็นไม้ธรรมดา ถ้าเป็นช่างหลวงแม่พิมพ์ก็เป็นไม้ที่แข็งแรงทนทาน หรือใช้หินอ่อนบ้าง หินลับมีดโกนหรือหินทรายบ้าง เครื่องแกะสลักก็มีมาตรฐาน ก็จะได้แม่พิมพ์ที่สวยงาม มาตรฐาน

ดังนั้นพระสมเด็จวัดระฆังจึงมีมากมาย ซึ่งจากการบันทึกย่อประวัติหลวงปู่โตและพระสมเด็จของท่านมีรายละเอียดไว้พอสมควรทีเดียว

บันทึกย่อของหลวงปู่คำ วัดอัมรินทร์

ประวัติของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จโตมีคนบันทึกและแต่งไว้ 2-3 คน แต่มาเขียนเอาสมัยหลังก็มี สถานที่เกิด วันเดือนปีเกิด ไม่ตรงกันสักฉบับ ฉบับที่คนให้การเชื่อถือคือของพระยาทิพย์โกษา (สอน โลหนันท์) ซึ่ง วันเดือน ปี เกิด พอเข้ากับบันทึกที่หลวงปู่คำ วัดอัมรินทร์ ซึ่งเคยรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จโตแทบจะทุกวัน เพราะไปช่วยท่านทำพระสมเด็จนั่นเอง บันทึกย่อนี้มีใจความว่า

“พ่อโตบวชพระเมื่อ พ.ศ.๒๓๕๐ เกิด ชาตะ ๒๓๓๐ บวชพระ ๖๕ พรรษา มรณะ ๒๔๑๕ บวชเณร ๘ พรรษา บวชตั้งแต่เป็นเณร พ.ศ.๒๓๔๒”

ตัวอักษรดำใหญ่เป็นบันทึกเพิ่มเติมภายหลังว่า “แต่ เป็นบันทึกของหลวงปู่คำ เขียนไว้ถี่ถ้วน เป็นที่เชื่อได้ เป็นประวัตอันแท้จริงของขรัวโตวัดระฆัง แล้วมาลอกต่อเมื่อปู่คำได้มรณภาพ ไปแล้ว ๔ ปี ในราว พ.ศ.๒๔๒๕ แล้วบันทึกนี้ตกอยู่ที่พระครูปลัดมิศร์ และนายพึ่ง ลูกนายเหลี่ยมบ้านช่างหล่อ ได้ไปขอปลัดมิศร์มาลอกเอาไว้ในราว ๒๔๓๙ แล้วนายจอม องค์ช่างหล่อ มาลอกครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒๔๔๓ นายจอมเป็นหัวหน้ากองโรงกษาป ได้ลอกมาจากบ้านช่างหล่อ หลังวัดระฆัง เป็นหลานนายพึ่งปฏิมาปกร เคยเป็นเจ้ากรมกษาปหรือช่างสิบหมู่สมัยนั้น ต่อมา หลานนายจอมได้ลอกมาไว้เป็นครั้งสุดท้าย พระคุณท่านได้เป็นพระวิปัสสนาสูง จะหาพระองค์ใดมาเปรียบมิได้”

อีกหน้าเป็นบันทึกของหลวงปู่คำต่ออีกว่า “พิมพ์พระสมเด็จทรงนิยมที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จัก

พิมพ์ที่ ๑ ทรงพระประธาน มี ๕ พิมพ์ ๆ คะแนน ๑ พิมพ์

พิมพ์ที่ ๒ ทรงชายจีวร มี ๑๕ พิมพ์ ๆ คะแนน ๒ พิมพ์

พิมพ์ที่ ๓ อกร่องหูยานฐานแซม มี ๓ พิมพ์ ๆ คะแนน ๑ พิมพ์

พิมพ์ที่ ๔ เกศบัวตูม มี ๔ พิมพ์ ๆ คะแนน ๑ พิมพ์

พิมพ์ที่ ๕ ปรกโพธิ์มีพิมพ์ที่ไม่แตกมี ๕ พิมพ์ ๆ คะแนน ๑ พิมพ์

พิมพ์ที่ ๖ ฐานคู่มีพิมพ์ที่ไม่แตก มี ๓ พิมพ์ ๆ คะแนน ๑ พิมพ์

พิมพ์ที่ ๗ เส้นด้าย มี ๑๕ พิมพ์ ๆ คะแนน ๒ พิมพ์

พิมพ์ที่ ๘ สังฆาฏิ มี ๗ พิมพ์ ๆ คะแนน ๑ พิมพ์

พิมพ์ที่ ๙ หน้าโหนกอกครุฑ มี ๑๖ พิมพ์ ทั้งพิมพ์ใหญ่

พิมพ์ที่๑๐ พิมพ์ทรงเจดีย์ มี ๒ พิมพ์ ๆ คะแนน ๑ พิมพ์

เมื่อพระคุณท่านได้มรณภาพแล้ว รวมพิมพ์พระที่ไม่แตกชำรุดได้ ๑๖๔ พิมพ์ เป็นพิมพ์สมเด็จที่นิยมและไม่นิยม ๘๑ พิมพ์ นอกนั้นเป็นพิมพ์พระอย่างอื่นเสีย ๘๓ พิมพ์ แล้วที่แตกหัก ๘ ถาดทองเหลืองเต็ม ๆ และพิมพ์ไกเซอที่เสด็จยุโยป ๓๐๐ องค์ ๆ พิมพ์เป็นพระได้แจกให้พระเจ้าไกเซอ ต่อมาได้ทำพิมพ์เศียรบาตรขึ้นมาแทนพิมพ์ไกเซอ เพราะใครก็อยากได้พิมพ์ไกเซอ เลยเอาพิมพ์เศียรบาตรแทน ต่อมาคนได้เชื่อว่าพิมพ์นี้เป็นพิมพ์ไกเซอ แต่ความจริงไม่ใช่ พิมพ์ไกเซอองค์พระนั่งบนบัว.” จบบันทึกของหลวงปู่คำเพียงเท่านี้

ทีนี้ เมื่อพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังที่ไม่แตกชำรุดมีถึง 164 พิมพ์เช่นนี้ ถ้ารวมทั้งที่แตกไปแล้วมันจะมีกี่ร้อยพิมพ์ก็ไม่รู้ได้ แต่เอาเฉพาะที่ยังไม่แตกไว้เป็นหลักฐานแค่นี้ก็มากพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าพระสมเด็จวัดระฆังนั้นมีมากมายเหลือเกิน ที่ท่านเอาไปแจกตอนบิณฑบาตนั้นจะหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ซึ่งมันก็กระจัดกระจายไป ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ผู้คนก็อาจไม่ได้ให้ความสำคัญจนรักษาไว้อย่างหวงแหน เพราะมันไม่มีราคาค่างวดอันใดให้เหลือแล ก็น่าจะสาบสูญไปกับการเวลา ที่เหลือมากก็อยู่กับเจ้านายหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพนับถือท่านมาก ๆ ก็จะเก็บพระของท่านแต่ละชุด ๆ ไว้มากพอทีเดียว พระเหล่านี้ในภายหลังก็ถูกแจกจ่ายออกมาสู่บุคคลภายนอกบ้าง ในช่วงที่พระสมเด็จเริ่มหายากขึ้นแล้ว

สมัยก่อนโน้นการค้าขายพระยังไม่มี แผงพระวัดราชนัดดาและท่าพระจันทร์ก็ยังไม่มี พระสมเด็จก็จะอยู่กับบุคคลต่าง ๆ ตามที่กล่าวแล้ว อาจจะมีการอวดกันบ้างเมื่อคนชอบสิ่งเดียวกันจรมาพบกัน และมีการแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งก็มักเป็นคนขั้นสูง ส่วนชาวบ้านร้านตลาดก็คงมีไม่มากพอที่จะอวด เพราะรักษาไว้ไม่ดีก็เสื่อมสูญไปก่อนที่พระจะดัง พอพระดังขึ้นมาก ๆ ในสมัยหลัง ก่อนและหลัง พ.ศ. 2500 ไม่มากนัก คนที่มีพระสมเด็จไว้อวดกันก็เหลืออยู่ไม่มากนัก

เมื่อมาถึงยุคที่ ตรี ยัมปวาย ได้รวบรวมประวัติสมเด็จโตและการสร้างพระสมเด็จขึ้น และรวบรวมพระสมเด็จถ่ายรูปลงหนังสือนั้น จึงมีพระสมเด็จไม่มากพอ คือมีให้เห็นไม่กี่พิมพ์เท่านั้นเอง ต่อมาเมื่อมีกรุพระสมเด็จวัดนั้นบ้างวัดนี้บ้างแตก ก็มีพระสมเด็จพิมพ์ต่าง ๆ ทะลักสู่ตลาดพระเครื่องมากขึ้นให้ได้ชมและเลือกหาบูชากันในราคาแพง ๆ จนที่สุดก็มีกลุ่มที่เห็นว่าพระสมเด็จเป็นที่สนใจของบุคคลระดับสูง มีกำลังซื้อมาก ก็เข้ามาจัดระดับความสำคัญของพระสมเด็จให้เป็นพิเศษขึ้นไปอีก ก็กลายเป็นกลุ่มที่เข้ามาการันตีว่าพระเด็จองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม เมื่อสังคมให้ความเชื่อถือคนกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ พระสมเด็จของจริงแท้เลยเหลืออยู่เพียงไม่กี่พิมพ์ โดยเขาเอาพิมพ์ที่แกะโดยหลวงวิจารณ์เจียรนัย ที่แกะพิมพ์โดยหินลับมีดโกน เป็นพิมพ์ยอดนิยม นอกนั้นก็ลดหลั่นลงมา ขึ้นอยู่ว่ามาจากกรุวัดไหน ก็ต้องเป็นกรุของวัดที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันมาก่อน จึงจะจัดให้เป็นของแท้ ของมีราคา

ดังนั้นพระสมเด็จของแท้ที่ไม่มีชื่อเสียงก็หามีราคาค่างวดใด ๆ ไม่ ถึงแม้จะวางอยู่บนแผงพระแบกะดินก็หามีคนรู้จักไม่ ก็ตีเก๊ไปเสียสิ้น จึงโชคดีไปตกอยู่กับคนที่มีตาในบ้าง คนที่รู้จักของเก่าบ้าง ได้เก็บพระเหล่านั้นไปในราคาเหมือนได้เปล่า แต่ถึงกระนั้นเมื่อนำไปเสนอตลาดพระก็ยังไม่มีราคาอยู่นั่นเอง เพราะเป็นพระนอกพิมพ์ที่เขากำหนดกัน เขาไม่เล่นกัน ก็คำว่าเล่นนี่แหละ ทำให้ของดีกลายเป็นของนอกสายตา คนที่แสวงหาก็จะแสวงหาแต่ของที่เล่นกัน เพราะเอาไปปั่นเป็นเงินทองได้ แต่คนที่แสวงหาความศักดิ์สิทธิ์ของพระสมเด็จก็ไม่รู้จะหาแบบไหน เพราะความรู้ในพระสมเด็จจริง ๆ นั้นกลับหาได้ยาก เพราะที่เขาเผยแพร่กันในหนังสือและนิตยสารต่าง ๆ นั้นมันก็อยู่ในวงพานิชกันทั้งนั้น

พระสมเด็จวัดระฆังที่เซียนพระไม่เคยเห็น

เมื่อ ปลายปี 2554 ผมได้พระสมเด็จมาชุดหนึ่ง ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เคยท่องตามแผงพระหลายแห่งก็ไม่เคยพบ จะว่าเป็นของทำขึ้นมาแต่ทำไมมันเก่ามาก เสียงกระทบกันแกร่งมาก เมื่อกล้องส่องดูเนื้อก็ยิ่งเห็นความเก่า ก็มานั่งพิจารณาดูว่าถ้ามีคนทำของเทียมได้ขนาดนี้ทำไมเขาไม่ทำพิมพ์นิยมที่มีราคาหลักล้านเสียเลยล่ะ และเมื่อทำเทียมเพื่อป้อนตลาด เมื่อเราท่องอยู่ตามตลาดพระก็น่าจะพบพระเหล่านี้อยู่เกลื่อน แต่นี่ไม่เคยเลย ต่อมาผมก็ถามคนที่นำมาให้ถึงที่มา เขาบอกว่าเจ้าของเป็นทหารเก่า ยศพันเอก เดี๋ยวนี้อายุ 90 ปีแล้ว อยู่บุรีรัมย์โน่น แกไม่นิยมรับแขก ในละแวกเดียวกันไม่มีใครกล้าไปบ้านแกหรอก เขาว่าแกดุ แต่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นหลานแกแนะนำผมก็เลยเข้าไปหา คุยกันถูกคอก็เลยขอชมและแบ่งมาได้เท่านี้

นั้นคือชุดแรกที่ผมได้มา ต่อมาเมื่อผมต้องการก็ให้เขาไปเอามาให้อีก เขาบอกว่าตาแกก็อยากได้เงินใช้ เพราะเจ็บป่วยก็ต้องใช้เงินรักษาตัว พอทะยอยแบ่งมาได้ ผมก็ได้มาเรื่อย ๆ แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นคุณตาเจ้าของพระนะ เพราะคนที่ไปเอามาให้เขาก็ไม่อยากให้ผมเจอ มันเป็นหม้อข้าวของเขานะครับ

ก็ดูเอาเถอะครับ ตามเนื้อพระ ถ้ามันเก่าจริงก็เอากันตรงนั้นแหละ ไม่ต้องไปหาว่ามันมาจากไหน มันอาจเป็นความลับที่ตาแกบอกใครไม่ได้

แต่ผมสันนิษฐานว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆังที่มาจากวัดพระแก้ว ตาแกเป็นทหาร อายุ 90 ปีนี่ลองคิดย้อนกลับไปช่วง พ.ศ.2523-2525 คือ 30 ปีที่แล้ว แกก็อยู่วัยใกล้เกษียร แกจะได้มาอย่างไรก็น่าจะคะเนกันได้ แต่ให้แกเล่าหัวเด็ดตีนขาดแกก็คงไม่เล่า

ความจริงนายทหารระดับนายพันนายพลที่โคราชนี่มี 4-5 ราย ที่สะสมพระเก่าแก่ที่ไม่ปรากฎตามท้องตลาด และพวกเซียนพระเจ้้าของแผงพระต่าง ๆ พากันต่อต้านพระวัดพระแก้วด้วยเหตุผลต่าง ๆ ก็ไม่อยากพูดถึง เอาว่าพระเก่าแก่เหล่านี้มีจริง มันมาอย่างไรไม่รู้ แต่พ่อตาของผมซึ่งครอบครองพระเหล่านี้ได้บอกไว้เมื่อ พ.ศ.2538 เมื่อเอามาแบ่งถวายหลวงพ่อดำ เพื่อให้คนบูชาเอาเงินไปสร้างโบสถ์ที่นครศรีธรรมราชว่า ช่วงที่เขาบูรณะวัดพระแก้วมีคนเอามาเร่ขายที่ท่าพระจันทร์ แกเอากล้องส่องดูเห็นเก่าจริง ๆ มีคราบกรุเต็มไปหมด และหลายองค์ก็บิดงอ แกเลยเหมาซื้อมาหมด แต่เก็บเงียบ แกว่ากระโตกกระตากไม่ได้ เดี๋ยวโดนจับฐานลักของโจร ที่แผงพระท่าพระจันทร์ก็โดนค้นและยึดคืนไปหลายเจ้า

ต่อมาผมพบพระเก่าแก่ที่มีสีสรรสวยงาม มีผงทองคำจับพราว ที่สำนักพิมพ์ของพื่อน ถามได้ความว่าเป็นของพระอาจารย์เที่ยง ให้คนบูชาเพื่อเอาเงินไปซื้อที่ดินสร้างสำนัก ผมไปถามหลวงพ่อเที่ยงที่ปราจีน ท่านว่าได้มาจากอาจารย์ซ้วน (ปลัดขิก) ท่านได้มาจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ท่านว่าอาจารย์ซ้วนเอาไปอเมริกาให้คนไทยที่นั่นบูชาได้เงินมาเยอะ และว่าหลวงปู่โง่นท่านก็ได้มาส่วนหนึ่ง ก็เอาไปแจกคนไทยที่อเมริกา ก็ไล่ประวัติไปตันเอาตรงนั้น

ต่อมาผมท่องไปถึงอุดร ไปรู้จักเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาก็มีพระเก่าแก่ชุดนี้หลายร้อยองค์ ถามได้ความว่าเก็บจากท่าพระจันทร์หลังจากบูรณะวัดพระแก้วไม่นาน เรื่องของเรื่องคือเด็กหนุ่มคนนี้อยากได้พระสมเด็จวัดระฆัง ได้พบคุณตาท่านหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องพระสมเด็จชื่อคุณตาวิชิต คุณตาแนะนำว่าใครจะมีปัญญาหาพระวัดระฆัง มันเป็นของเล่นเศรษฐีเค้า เอางี้สิ เราเอาความศักดิ์สิทธิ์วิเศษ ไม่ได้เอามาค้าขาย ให้ไปหาพระที่แตกกรุมาจากวัดพระแก้วที่ท่าพระจันทร์ ไปกระซิบถามเอานะ ราคาไม่แพงหรอก ของเก่าอายุร้อยปี ราคาหลักสิบหลักร้อยต้น ๆ พอหาได้ ชายหนุ่มทำงานพอเงินเดือนออกก็ไปหาพระเหล่านี้มาสะสมไว้ เป็นพระที่เกห่าจริง ๆ ผมเคยถ่ายรูปไว้มากมาย แต่มันหายไปจากคอม ฯ ด้วยอุบัติเหตุลงวินโดว์ใหม่ ก็เลยไม่มีให้ชม

ต่อมาผมลองไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามหาพระชุดดังกล่าวที่ท่าพระจันทร์ เจ้าของแผงพระแผงหนึ่งยอมรับว่าเมื่อก่อนมีจริง แต่เดี๋ยวนี้อย่าหาให้เสียเวลาเลย คนตาดีเขาเก็บไปหมดแล้ว ที่มีคนทำเทียมออกมาก็หมดแล้วเช่นกัน จะทำใหม่มันก็ไม่คุ้ม ค่าสีก็แพง การเกลี่ยสีก็ทำยาก ทำเสร็จมาขายองค์ละไม่กี่ตังค์มันไม่คุ้ม

นี่คือความเป็นมาของพระเก่าแก่ที่ชื่อพระวังหน้าบ้าง พระวัดพระแก้วบ้าง แต่ของที่ทำเทียมในท้องตลาดทุกวันนี้มีเยอะมาก ที่ขายกันในเว็บก็เป็นพระทำขึ้นทีหลังเป็นส่วนมาก ที่คนเอารูปลงโจมตีตามเว็บต่าง ๆ ก็เป็นของทำเลียนแทบทั้งนั้น เขาคงหาของมาลงไม่ได้ หรือหาได้ก็ไม่เอามาลง เพราะเขาต้องการโจมตีว่าพระวัดพระแก้วไม่มีจริง ก็เท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องบุญวาสนาของใครของมันนะครับ ช่วยไม่ได้

หลังจากผมศึกษาหาข้อมูลอยู่กว่าปี ทั้งจากตำราและนิตยสารต่าง ๆ จากรูปภาพที่ปรากฎตามเว็บไซด์และหนังสือต่าง ๆ ผมก็พอจะตัดสินได้ว่าพระที่อยู่ในมือผมทั้งหมดที่มาจากคุณตานายทหารเป็นพระสมเด็จฝีมือช่างหลวง เป็นพระยุคปลายที่สร้างขึ้นในวาระสำคัญของบ้านเมืองงานใดงานหนึ่ง มีการระดมช่างฝีมอแกะพิมพ์ขึ้นหลากหลายพิมพ์ บางพิมพ์ก็คล้ายพิมพ์นิยมที่เขาแสวงหากันราคาระดับแสน-ล้าน แต่ก็เป็นเพียงคล้ายคลึง นั่นบ่งถึงว่าช่างแกะพิมพ์คนเดียวกับพิมพ์นิยม เมื่อแกะพิมพ์ลักษณะเดียวกันก็จะมีส่วนคล้ายกัน เหมือนตัวหนังสือของคน ๆ เดียวกันก็ย่อมเหมือนกัน เขาจึงเรียกลายมือ

ถ้าท่านเข้าไปชมในอัลบั้มที่ผมทำไว้ตั้งแต่พิมพ์ช่างหลวง 1 จนถึงพิมพ์ช่างหลวง 25 ท่านจะพบหลาย ๆ พิมพ์คล้ายพิมพ์นิยมมาก และหลาย ๆ พิมพ์ก็คล้ายกันจนแยกแทบไม่ออก นั่นแหละช่างแกะพิมพ์คนเดียวกัน ถ้าช่างคนละคนมันก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

การสร้างพระชุดนี้มั่นใจว่าสร้างกันที่วังหน้าโดยนำมวลสารต่าง ๆ จากหลวงปู่โตวัดระฆังมาสร้าง นอกจากสร้างแบบเนื้อวัดระฆังแล้วก็สร้างแบบพระสีประจำวัน แต่ใช้ปูนกังไส นอกจากมีมวลสารละเอียดผสมในเนื้อปูนแล้วก็ยังนำเม็ดมวลสารเช่นก้อนแป้งกฤติยาคมและเศษพระซุ้มกอแปะตามองค์พระ ดูขึงขังไม่ใช่น้อย และพิมพ์ที่ใช้สร้างพระสีนั้นล้วนเป็นฝีมือของช่างที่สร้างแม่พิมพ์นิยมทั้งสิ้น และบางพิมพ์ก็เป็นพิมพ์เดียวกับพิมพ์นิยมราคาหหายล้านด้วยซ้ำ เพียงแต่ “พิมพ์ใช่แต่เนื้อไม่ใช่” เท่านั้นเอง

เมื่อสร้างพระเสร็จแล้วคงนิมนต์หลวงปู่โตมาปลุกเสก หรือไม่ก็ปลุกเสกในงานใหญ่ที่นิมนต์พระมาจำนวนมาก ที่วัดพระแก้ววังหลวงหรือวังหน้า ที่ใดที่หนึ่ง พวกเราเกิดทีหลังจะมานั่งตัดสินชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็คงเป็นการอวดดีเกินไป แต่เท่าที่ผมให้คนที่สัมผัสพลังได้จำนวน 3 คนจับดู บอกว่ามีพลังสูงมาก มีครูสาวคนหนึ่งอยู่นครสวรรค์ แกจับทีไรสะดุ้งทุกที และไม่กล้าจับอีก บอกว่าพลังแรงจนรู้สึกสะท้านเข้าไปในแขนเหมือนถูกไฟช็อต

การจับหาพลังพระนี้ผมทดสอบมาหลายคน บางคนก็เป็นอุปาทาน ไม่น่าเชื่อถือ ถ้าทดสอบบ่อย ๆ ผลออกมาคล้ายกันก็น่าเชื่อถือ มีหญิงสาวอีกคนอยู่ที่อุดร เดี๋ยวนี้เป็นสาวใหญ่วัยเกิน 40 แล้ว ผมพบเธอหลายปีมาแล้ว จิตสัมผัสของเธอแน่นอนมาก แต่ผมไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของเธอแล้ว แม้ของพี่ชายเธอก็ไม่มี อยากติดต่อใจจะขาดแต่ก็ติดต่อใครไม่ได้เลย

อีกคนที่แน่นอนคือองค์ญาณ (ขององค์พ่อเวสสุวรรณ) พระของผมทุกองค์ล้วนผ่านการพิสูจน์จากองค์ญาณทั้งสิ้น ล้วนเป็นพระที่มีพลังสูง เป็นพลังงานของหลวงปู่โต แต่ผมว่าจะให้ท่านนั่งดูผู้สร้างสักวัน ซึ่งมั่นใจว่าท่านสามารถมองเห็น

องค์ญาณเชื่อถือได้แค่ไหน เอางี้ ผมกับองค์ญาณไปวัดป่าแสงทอง อ.บรรพตพิสัย นครสวรรค์ อยู่ 2-3 ครั้ง วัดนี้เป็นวัดร้างที่หลวงปู่พิมพ์พาวัดหนองตางูชอบไปนั่งภาวนา เพราะห่างจากวัดของท่านราว 1 กม. พายเรือถึงกัน ท่านก็หาของดีมาฝังไว้ตามพื้นที่รกร้างในวัดป่าแห่งนี้ เมื่อทางวัดปรับที่สร้างนั่นสร้างนี่ก็พบอยู่เสมอ แต่เมื่อองค์ญาณไปที่วัดนี้ท่านก็สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ดิน ก็จะบอกเจ้าอาวาสว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน เมื่อเจ้าอาวาสให้คนขุดก็พบสิ่งนั้นจริง ๆ เช่นคราวหนึ่งมีงานผ้าป่าหรือกฐิน เขาก็เชิญองค์ญาณไปร่วม องค์ญาณนั่งบนเก้าอี้ใกล้กอสีสุก แล้วท่านก็ขยับเก้าอี้ออกไปอีกมุมหนึ่ง บอกว่านั่งทับพระข้างล่าง ตรงนี้มีหีบไม้ มีพระ มีกำไลหยก ไม่เชื่อลองขุดดู ต่อมาเจ้าอาวาสให้คนขุดก็พบหีบไม้หีบใหญ่พอสมควร ข้างในนอกจากมีพระพุทธรูป เทวรูป ก็ยังมีกำไลหยก และกำไลงาช้างอยู่จำนวนหนึ่ง ต่อมาอีกครั้งท่านเดินไปที่จอมปลวกหลังวัด ท่า่นบอกว่าใต้เนินจอมปลวกมีเขากวางอยู่ ต่อมาเจ้าอาวาสอยากพิสูจน์ก็ให้คนขุดดูก็พบเขากวางจริง ๆ ทำให้ผมมั่นใจว่าญาณของท่านแน่นอน เป็นญาณที่องค์พ่อเวสสุวรรณประทานให้ ดังนั้นพระทั้งหลายที่ผมครอบครองอยู่ท่านบอกว่ามีพลังของหลวงปู่โต ก็ย่อมเชื่อถือได้แน่นอน

ขอขอบคุณ : http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528180

. . . . . . . . .