การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์จากคำสอนของสมเด็จโต

การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์จากคำสอนของสมเด็จโต

การปฏิบัติธรรมแบบของสมเด็จโตมีสองขั้นค่ะ เป็นการสอนทั้งทางโลกและทางธรรม ขั้นแรกทางโลกสอนให้ไม่ทุกข์ ขั้นสองทางธรรมสอนให้พ้นทุกข์

ทางโลก
เป็นการตัดกรรมค่ะ คนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรมในอดีตชาติทั้งนั้น ที่ใครๆว่ากรรมตามทันแบบติดจรวดน่ะ ไม่ใช่นะคะ แต่สิ่งที่เกิดมันเป็นผลมาจากวิบากที่สอดคล้องกันกับอดีตเท่านั้น กรรมไม่ดีที่ทำในชาตินี้ก็รอไปใช้วิบากกันในชาติต่อๆไป อาจหมดในชาติเดียวหรือหลายชาติไม่มีใครรู้ได้นอกจากผู้กำหนดกรรม

การขจัดวิบากกรรมจะว่ายากก็ใช่ไม่ยากก็ใช่ มันคือการยอมรับวิบากที่เกิดขึ้นในปัจจุบันโดยดุษฎี วางอุเบกขา เข้าใจว่าทุกข์ที่ได้รับนั้นมาจากกรรมไม่ดีที่เราทำมาในอดีตชาติ แทนอารมณ์ทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและวางเฉยให้ได้ นั่นก็จะเป็นการขจัดวิบากที่เกิดจากเหตุในอดีตชาติให้หมดไป

ส่วนสิ่งดีที่ได้รับก็เป็นเพราะผลบุญที่สะสมมาแต่อดีตชาติ บุญก็ตอบแทนด้วยสิ่งดีๆ แต่ต้องไม่ยึดติดกับสิ่งดีนั้น แล้วก็สร้างความดีต่อไป

สรุปก็คือทำความดีและละความชั่ว เมื่อทุกข์ก็อย่าโทษฟ้าดิน แต่ให้เข้าใจว่าเป็นเพราะตัวเอง สอนตัวเองว่าทุกข์เพราะเราทำมา ถ้าอยากไม่ทุกข์ก็ต้องไม่ทำบาป เมื่อไม่ทำบาปเพิ่ม วิบากก็จะหมดไปในที่สุด ส่วนคนที่มีบุญสะสมมาทำให้ชาติปัจจุบันไม่ทุกข์ก็พยายามทำดีต่อไป เพื่อให้วิบากที่เหลือๆมาจากอดีตชาติหมด เมื่อเข้าใจในการได้มาของผลจากบุญและบาป วางอุเบกขาได้ เราก็ไม่ทุกข์ แยกทุกข์กายกับทุกข์ใจออกจากกันค่ะ การไม่ทุกข์ทางธรรมคือไม่ทุกข์ใจ

คราวนี้ก็รอเข้าขั้นที่สอง

ทางธรรม
เป็นการนำพาตัวเองเข้าสู่ความหลุดพ้นค่ะ สิ่งแรกที่ต้องทำได้คือเข้าให้ถึงธรรม ทำได้โดยการถือศีลบริสุทธิ์และทำสมาธิ ทำสมาธิที่เป็นสมาธิแท้ๆ ความหมายของสมาธิคือใจนิ่ง นิ่งโดยบังคับเอาความคิดไปอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งในแต่ละขณะ ถ้าอ่านหนังสือก็สนใจตัวหนังสือ ถ้านั่งสมาธิก็สนใจลมหายใจ เป็นการกำกับใจไม่ให้ไหลไปกับความยั่วยวนของกิเลส

เมื่อถือศีลทำสมาธิได้ถูกต้อง จิตเราก็จะเปิดรับธรรมได้ง่ายขึ้น เมื่อจิตเปิดรับธรรม เราก็จะรู้ถึงทางสายกลางที่พระพุทธองค์ทรงสอน ทางสายที่จะนำไปสู่พระนิพพาน เมื่อเข้าใจในธรรม เราจะรู้ได้เองว่าควรทำและไม่ควรทำกรรมใด รู้ว่าจะขจัดวิบากได้อย่างไร รู้ว่าจะสะสมบุญอย่างไร

เงื่อนไขของการเข้าสู่พระนิพพานมีสี่อย่างเท่านั้น คือ หมดแล้วซึ่งวิบากทั้งมวล หมดแล้วซึ่งกิเลสทั้งสิ้น หมดกรรมเกี่ยวเนื่องกับทุกผู้ทุกตน และสะสมบุญได้ถึง ได้ครบสี่อย่างตามเงื่อนไข พระนิพพานก็อยู่ที่นั่น

ในหลวงของเราเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดค่ะ ในหลวงทรงได้รับความทุกข์มากมายแต่ทรงวางอุเบกขาได้ ทุกข์ของในหลวงก็เช่นการเห็นคนไทยทะเลาะกัน การที่ทรงประสบอุบัติเหตุจนพระเนตรบอดข้างนึง ทรงทุกข์แต่ก็ทรงเข้าใจว่านั่นเป็นผลแห่งวิบากทั้งสิ้น และไม่ทรงสร้างกรรมไม่ดีเพิ่ม วิบากของพระองค์ก็ถูกทอนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนี้หมดลงแล้ว กิเลสก็ทรงละได้หมดเพราะทรงเข้าถึงธรรมด้วยการปฏิบัติ อย่างที่บอกไว้ตอนต้นค่ะ ถือศีลและทำสมาธิ ทรงทำสมาธิในทุกขณะจิต มีสมาธิกับทุกกรณียกิจที่ทรงทำ กรณียกิจที่ทรงทำก็ล้วนแต่เป็นความดี บุญบารมีของพระองค์ก็เข้าถึงขั้นสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเป็นพระมหาโพธิสัตว์แล้วค่ะ

เหลืออีกหนึ่งเงื่อนไขคือตัดกรรมกับทุกผู้ทุกตนให้ได้หมด เหลืออีกเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ทรงต้องตัดกรรมให้ได้ จุฬาภินันท์บอกไม่ได้แต่รู้มาจากผู้รู้อีกต่อค่ะ เมื่อตัดได้แล้วก็จะทรงเข้าสู่สุขอย่างแท้จริงคือพระนิพพาน

ขอขอบคุณ : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=chularaa&month=02-2010&date=03&group=25&gblog=9

. . . . . . . . .