เรื่องของสมเด็จโตวัดระฆัง

เรื่องของสมเด็จโตวัดระฆัง

มีการคุยกันถึงท่านไว้ในกระทู้วัดปทุมวนาราม ผมขอเชิญคุยกันต่อในกระทู้นี้ครับ เรื่องของท่านสนุกครับ หลายเรื่องที่เกี่ยวกับท่าน ฟังราวกับปริศนาธรรมหรือนิทานเซนของทางฝ่ายมหายาน แต่เป็นเรื่องของพระเถระทางเถรวาทเมืองไทยเรานี่เอง พูดภาษาฝรั่งสมัยนี้ต้องบอกว่าท่านเป็น unconventional wisdom (ไม่ใช่ conventional wisdom)

สมเด็จโตท่านมีชื่อว่าชอบถวายธรรมะกระทุ้งในหลวง ร.4 อย่างแยบยลลึกซึ้ง (และบางทีก็กระทุ้งแรง) สองท่าน 1 พระองค์กับ 1 รูปนี่ท่านทันกันครับ

นอกจากกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแล้ว กับคนอื่นท่านก็มีวิธีสอนที่กระตุกให้ธรรมะซึ้งกับไปถึงใจหรือกระแทกใจทีเดียว ที่ผมจำได้ก็ตอนที่เทศน์ให้ยายแฟงฟัง คุณนายแฟงเป็นแม่เล้าครับ รวยขึ้นมาจากการเปิดซ่องหาเงินจากหยาดเหงื่อแรงกายสาวๆ ลูกเล้า จนรวยแล้วแกก็สร้างวัด ปากชาวบ้านเรียกว่า วัดใหม่ยายแฟง ชื่อจริงๆ ว่า วัดคณิกาผล แปลว่าผลจาก “หญิงอาชีพพิเศษ” แกถามสมเด็จโตว่า ทำบุญสร้างวัดใหม่ทั้งวัดนี้จะได้อานิสงส์เท่าไหร่ สมเด็จท่านตอบว่าราวสักสลึงเฟื้องหนึ่ง เพราะท่านรู้นี่ครับว่าเงินที่แกเอามาทำบุญเอาหน้านั้นยายแฟงแกไปขูดมาจากลูกเล้าแก

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด สมเด็จโตท่านจุดไต้กลางวันแสกๆ กลางแดดส่องจ้า 2 หนในชีวิตท่าน (ซึ่งไปละม้ายกับเมธีกรีก ไดโอนีซุส โดยไม่ได้นัดหมาย) หนแรก เมื่อในหลวง ร.4 ยังทรงพระชนม์อยู่ วันหนึ่งสมเด็จโตก็จุดไต้เดินดุ่มๆ เข้าไปในวังหลวง ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเข้าก็รับสั่งว่า ขรัว- รู้แล้ว รู้แล้ว ท่านก็ทิ่มไต้กับกำแพงวังดับไต้เสีย เพราะท่านตั้งใจจะมาเตือนพระสติในหลวง โดยท่านเกรงว่าจะทรงลุ่มหลงมัวเมาในกามคุณจนเกินพอดี จึงทำอุบายจุดไต้เข้าไปในวังเหมือนหนึ่งว่า ในพระราชวังนั้นมืดมิดเป็นกลางคืนไปหมด ไม่มีกลางวันเลย

อีกหนหนึ่ง จะเป็นเมื่อในหลวง ร.4 สิ้นพระชนม์แล้ว ร. 5 เสด็จขึ้นครองราชย์แต่ยังทรงพระเยาว์ยังว่าราชการด้วยพระองค์เองไม่ได้ หรือในช่วงปลายรัชสมัย ร.4 อย่างไรนี่แหละจำได้ไม่แน่ สมัยนั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยยวงศ์ท่านมีอำนาจมาก ถ้าเป็นตอนที่ ร.4 สวรรคตแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาท่านก็เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอยู่เองเลยละครับ ตอนนั้น ใหญ่มาก จนมีการเกรงว่า สมเด็จเจ้าพระยาท่านจะฮุบเอาอำนาจไว้เสียเองหรือเปล่า เพราะในหลวงพระองค์ใหม่ก็ยังพระเยาว์มากและประชวรอยู่ด้วย วันหนึ่งสมเด็จโตก็จุดไต้กลางวันแสกๆ อีก เดินไปที่ทำเนียบท่านสมเด็จเจ้าพระยาเลยทีเดียว พอไปถึงท่านก็ขอบิณฑบาตว่า ทุกวันนี้แผ่นดินมืดมัวนัก ขอบิณฑบาตท่านสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้านเมืองให้ช่วยดูแลด้วย ท่านสมเด็จเจ้าพระยาฟังพระมาขอบิณฑบาตอย่างนั้นก็รู้ความนัยเลยเหมือนกัน ก็กราบเรียนสมเด็จโตว่าขอให้พระคุณท่านไว้ใจ ตราบใดที่กระผมยังอยู่จะไม่ยอมให้แผ่นดินมืดมนลงได้เป็นอันขาด สมเด็จโตท่านก็ขอบใจ อนุโมทนา ให้ศีลให้พรแล้วก็ดับไต้กลับวัด

ความที่ท่านมีความคิดลึกซึ้งไม่เหมือนชาวบ้านอย่างนี้แหละครับ บางทีคนธรรมดาเรานึกไปไม่ทันท่าน หรือคิดไม่เหมือนท่าน เลยมีเสียงบางเสียงว่าท่านสติไม่ค่อยดี พอรู้ไปถึงท่านท่านก็ไม่ว่าอะไร เป็นแต่พูดลอยๆ ออกมาประโยคหนึ่งว่า “เมื่อขรัวโตดีก็ว่าขรัวโตบ้า เมื่อขรัวโตบ้าก็ว่าขรัวโตดี” …. ท่านหมายความว่า บางทีท่านพูดหรือทำอะไรที่ค้านสามัญสำนึกคนทั่วไป แต่ถูกต้องตามธรรมะขั้นสูง คนที่ไม่เข้าใจก็หาว่าท่านบ้า แต่เวลาที่ท่านยอมๆ ตามๆ สามัญสำนึกคนปุถุชนธรรมดาทั่วไป ซึ่งถ้ามองในแง่โลกุตระนั้นต้องบอกว่าเหลวไหลไม่มีแก่นสารนั้น คนทั่วไปก็เห็นว่าเป็นปกติ ไม่บ้า…

ใครจะร่วมแจมเรื่องสมเด็จโต ขอเชิญครับ

ขอขอบคุณ : http://www.vcharkarn.com/vcafe/5545

. . . . . . . . .