ประวัติย่อ หลวงพ่อจรัญ

ประวัติย่อ หลวงพ่อจรัญ

ท่านเป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัวชาวนาสิงห์บุรี
ยายขอไปอยู่เป็นเพื่อนตั้งแต่เด็กๆ เมื่อตาลาบวช
ท่านเกเรมาก มีปัญหากับโรงเรียน ถูกไล่ออกหลายครั้ง ช่วงมัธยม ไม่มีโรงเรียนที่สิงห์บุรีแห่งไหนยอมรับให้เรียนอีก ยายต้องส่งมาให้อยู่กับปู่ที่เป็นคุณหลวงในกรุงเทพฯ

พ่อของท่านเป็นลูกคุณหลวงที่ไปหลงรักลูกสาวชาวนา จึงถูกย่าตัด แต่เมื่อยายฝากให้มาอยู่ด้วยเพื่อต่อโรงเรียนมัธยม ปู่ย่าก็ไม่ปฏิเสธ และด้วยความเป็นคนมีน้ำใจ ตามที่ยายอบรมสั่งสอน เฆี่ยนตีเมื่อท่านเกเร ในที่สุดปู่ย่าป้า และลูกพี่ลูกน้องต่างรักท่าน

ท่านได้ไปเป็นศิษย์ดนตรีไทยของคุณหลวงประดิษฐ์ไพเราะ
คุณหลวงประดิษฐ์ไพเราะอุตส่าห์ปรารถนาดี นำท่านไปฝากฝังต่อจอมพลป. เมื่อคุณหลวงสนับสนุนให้่ท่านสอบเข้าเรียน ร.ร.นายร้อยตำรวจ
เจอรุ่นพี่วางอำนาจบาตรใหญ่ ท่านทนไม่ได้ ชกรุ่นพี่ แล้วลาออกจาก ร.ร.นายร้อยตำรวจ กลับบ้านไปตั้งวงดนตรีไทยรับงาน ได้รับความสำเร็จ คนหาเยอะ

อายุครบบวช บวชให้ยาย ทั้งที่ท่านเกลียดพระสงฆ์มาแต่ไหนแต่ไร เพราะมักเจอพระทุศีล บวชเข้ามาอาศัยผ้าเหลืองหากิน
เมื่อบวชครบพรรษา ก็เตรียมตัวสึก แต่พอถึงวันกำหนดสึก อารมณ์เศร้าหมองไม่ผ่องใส ยายบอกว่าถ้าไม่ปลดโปร่งก็ไม่ควรสึก
นิมนต์พระที่วัดอินทร์บุรีเตรีนมสึก แล้วเลื่อนถึง 3 ครั้ง จนสมภารบอกว่าไม่สึกให้แล้ว อยากสึกให้ไปสึกวัดอื่น
ท่านออกเดินทาง ตั้งใจไปนมัสการพระพุทธชินราช แล้วจะนิมนต์พระที่นั่นสึกให้ ระหว่างทางบนรถไฟ พบโยมกำลังมุ่งไปนมัสการหลวงพ่อเดิมอายุ 103 ปี ตามโยมไปนมัสการหลวงพ่อด้วย หลวงพ่อมอบวิชาคาถาต่างๆให้จนหมด รวมทั้งคาถาที่ไม่ได้สอนศิษย์ซึ่งเลื่อนสมณศักดิ์ก้าวหน้าเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ท่านมอบวิชาคชศาสตร์ที่ท่านรับถ่ายทอดมาเป็นลำดับที่ 5 ให้หลวงพ่อจรัญแต่เพียงผู้เดียว แม้ต่อไปหลวงพ่อจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฝึกช้างศึก แต่จะเป็นประโยชน์กับหลวงพ่อในเรื่องอื่น

ตลอดเวลาที่พำนักที่วัดหลวงพ่อเดิม ท่านรบเร้าให้หลวงพ่อเดิมสึกให้ตลอด หลวงพ่อเดิมก็ผลัดว่าไว้พรุ่งนี้ พอรุ่งขึ้น หลวงพ่อก็บ่ายเบี่ยงว่าไม่มีฤกษ์ แล้วก็สอนคาถาใหม่ๆไปเรื่อยๆ
ในที่สุดหลวงพ่อจรัญก็หมดกำลังใจจะสึก ทำใจว่าคงต้องครองสมณเพศไปตลอดแล้ว (หลวงพ่อท่านอื่นๆที่พอ ล้วนบอกว่าชีวิตท่านไม่มีวันได้สึก)
หลังจากกลับไปอยู่ที่วัดอินทร์บุรีได้พักหนึ่ง ท่านพยายามปรับปรุงวิถีชีวิตของโยมที่มาถืออุโบสถศีลในวันพระ แต่ก็ไม่ได้บำเพ็ญอะไรให้เป็นประโยชน์ มาถือศีลแล้วก็คุยกันหมดไปวันๆ
ท่านเริ่มสอนกรรมฐานที่นี่ แต่เมื่อสมภารแม้จะไม่ขัด แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนอะไร นอกจากให้ท่านมาเรียนปริยัติที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เพื่อจะได้กลับไปสอนพระเณรรุ่นต่อๆไปตามประเพณี
แต่ที่วัดมหาธาตุฯท่านได้เรียนกรรมฐานกับพระมหาโชฏก พร้อมๆกับหลวงพ่อสด ที่มาเรียนทั้งที่ท่านเองพรรษาอาวุโสกว่าท่านผู้สอน แต่่ท่านออกปากกับหลวงพ่อจรัญว่า ท่านรู้ว่ายังมีของดีกว่าวิชชาธรรมกายที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียงที่วัดปากน้ำ

เมื่อหลวงพ่อจรัญถามหลวงพ่อสดว่า แล้วทำไมหลวงพ่อสดไม่สอนกรรมฐานอย่างที่ได้เรียนพร้อมกับท่านให้เหล่าศิษย์ที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อสดตอบว่า เขาไม่เอากัน
ทุกวันนี้ยังมีแนวหน้าบ้่าบิ่นจากวัดธรรมกาย ปฏิเสธเรื่องนี้ แถมยังมีบางรายว่าร้ายท่านเจ้าคุณโชฎกผู้สอนกรรมฐาน ที่ท่านสิ้นอายุสังขารเพียงวัยสี่สิบเศษ
หลวงพ่อจรัญน่านับว่าได้สอนกรรมฐานช่วยคนไทยมากที่สุดในบรรดาพระคุณเจ้าที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ท่านจะมาโกหกเรื่องนี้ทำไม
พิจารณาจากการติดวัตถุระหว่างวัดธรรทกายกับทางหลวงพ่อจรัญ สาธุชนท่านที่มีปัญญา คงพิจารณาอะไรๆเองได้

หลังจากเพิ่มพูนวิชาความรู้ได้พอสมควรแล้ว ทางคณะสงฆ์ก็แต่งตั้งให้หลวงพ่อจรัญไปเป็นเจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงที่เป็นวัดโบราณ แต่ทรุดโทรมมีเพียงหลวงตาบวชอาศัยผ้าเหลืองอยู่ไปวันๆประจำพรรษาเพียง 2 รูป
เป็นที่มาที่ท่านได้สอนกรรมฐานให้ปัญญาแก่สาธุชนชาวไทยน่าจะมากที่สุึดในยุคปัจจุบัน ณ วัด อัมพวัน มาจนถึง ณ ปัจจุบัน ที่ท่านสูงพรรษามาก ไม่สะดวกจะออกพบปะญาติโยมทั่วๆไปดังเช่นเมื่อก่อน แต่เหล่าศิษย์ผู้ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามรอยท่าน พร้อมที่จะช่วยเหลือสาธุชนคนพบทุกข์ทั้งหลายต่อไปตามกำลังความสามารถ

มีเรื่องราวน่าสนใจ(และฟังสนุก แม้เด็ก 10 ชวบ ก็ชอบฟัง)ของท่านอีกมาก ลองขวนขวายหาหนังสือหรือชุดแผ่นที่มีชื่อว่า มักลีผล นารีผล และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ที่อาจารย์ราชภัฏนำมาถ่ายทอดในแบบธรรมนิยาย จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตท่านเป็นอย่างมาก

ขอบคุณข้อมูล : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=0af8c62abaee423e

. . . . . . . . .