อนุสาสนีปาฏิหาริย์ โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

อนุสาสนีปาฏิหาริย์
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

:: คำปรารภ ::

หนังสือฉบับนี้ สร้างถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชาและอาจริยบูชา เนื่องในวโรกาสที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อมีชนมายุครบ ๗๒ พรรษา เพื่อแจกจ่ายให้แก่ ศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า ตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่ว่า พระพุทธศาสนา มีแต่ให้กับช่วย โดยไม่หวังผลตอบแทน

ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่จะปลุกคนให้ตื่น เสกคนให้เป็นงาน ด้วยการเทศนาอบรมสั่งสอนประชาชน โดยไม่จำกัด เชื้อชาติ ศาสนา และฐานะ มุ่งหวังแต่เพียง ให้เขามีความสุข เกิดปัญญา แก้ไขปัญหาชีวิตได้ อันเป็นที่มาของชื่อหนังสือฉบับนี้ ปวงข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งมีรายชื่อหลังปกหนังสือนี้ เป็นผู้มีความเคารพและศรัทธาเชื่อมั่น ในปฏิปทาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ จึงได้ร่วมกันจัดพิมพ์ถวาย คำสอนนี้จะเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ในอนาคต

เนื้อหาของหนังสือนี้ ล้วนเป็นคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซี่งข้าพเจ้าได้รวบรวมและเรียบเรียง มาจากการฟังหลวงพ่อโดยตรงบ้าง จากเทปบันทึกเสียงบ้าง จากหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติและพุทโธโลยีบ้าง โดยจะคัดเอาเฉพาะส่วนที่ น่าสนใจ น่าจดจำ และประทับใจ เท่านั้น ซึ่งคำสอนในเรื่องเดียวกัน อาจมีหลายสำนวน หลายนัยแล้วแต่ว่าท่านจะสอนใครหรือพูดให้ใครฟัง อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าคงจะไม่สามารถรวบรวมคำสอนที่มีอยู่มากมายออกมาได้ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะ หลวงพ่อจะสั่งสอนประชาชนทุกวันๆ ละอย่างน้อยสองรอบ

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบัน แต่ข้าพเจ้ามีโอกาสไปฟังหลวงพ่อเพียงสัปดาห์ละวันเท่านั้น ดังนั้น ข้าพเจ้าคงรวบรวมเท่าที่สติปัญญาจะเก็บแยกแยะออกมาได้ และเท่าที่จดบันทึกได้ทัน อีกทั้งมีเวลาอันจำกัดที่จะต้องออกมาให้ทันถวายหลวงพ่อ เพื่อให้ท่านแจกวันขึ้นปีใหม่ การจัดวางเนื้อหาคำสอน จะยึดแนวทางที่หลวงพ่อสอนเป็นหลัก ซึ่งข้าพเจ้าจัดเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้หมวดครูบาอาจารย์ ยกเอามาเพียง ๔ องค์ เท่าที่หลวงพ่อพูดถึงบ่อยๆ

เนื้อหาของหนังสือนี้ ล้วนเป็นคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซี่งข้าพเจ้าได้รวบรวมและเรียบเรียง มาจากการฟังหลวงพ่อโดยตรงบ้าง จากเทปบันทึกเสียงบ้าง จากหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติและพุทโธโลยีบ้าง โดยจะคัดเอาเฉพาะส่วนที่ น่าสนใจ น่าจดจำ และประทับใจ เท่านั้น ซึ่งคำสอนในเรื่องเดียวกัน อาจมีหลายสำนวน หลายนัยแล้วแต่ว่าท่านจะสอนใครหรือพูดให้ใครฟัง อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าคงจะไม่สามารถรวบรวมคำสอนที่มีอยู่มากมายออกมาได้ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะ หลวงพ่อจะสั่งสอนประชาชนทุกวันๆละอย่างน้อยสองรอบ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบัน แต่ข้าพเจ้ามีโอกาสไปฟังหลวงพ่อเพียงสัปดาห์ละวันเท่านั้น ดังนั้น ข้าพเจ้าคงรวบรวมเท่าที่สติปัญญาจะเก็บแยกแยะออกมาได้ และเท่าที่จดบันทึกได้ทัน อีกทั้งมีเวลาอันจำกัดที่จะต้องออกมาให้ทันถวายหลวงพ่อ เพื่อให้ท่านแจกวันขึ้นปีใหม่

การจัดวางเนื้อหาคำสอน จะยึดแนวทางที่หลวงพ่อสอนเป็นหลัก ซึ่งข้าพเจ้าจัดเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้

หมวดครูบาอาจารย์ ยกเอามาเพียง ๔ องค์ เท่าที่หลวงพ่อพูดถึงบ่อยๆ

หมวดกรรมฐาน (กัมมัฏฐาน) จะแจกแจงตามลักษณะการปฏิบัติคือ ยืน เดิน นั่ง เวทนา กำหนด พร้อมกับคำสอนที่เกี่ยวข้อง เช่นเรื่องกรรม เป็นต้น ผู้ที่ผ่านการปฏิบัติที่วัดอัมพวัน จะเข้าใจยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติก็จะได้ข้อคิดสะกิดใจ ชวนให้เข้ามาศึกษา ส่วนคฤหัสที่เปิดสำนักอบรมกรรมฐาน ก็จดจำนำไปใช้ได้

หมวดครอบครัว เป็นคำสอนเกี่ยวกับ พ่อแม่ลูก สามีภรรยา และตัวเอง

หมวดความรู้คู่ความดี เป็นคำสอนเกี่ยวกับ ความดี หน้าที่การงาน และสังคม

หมวดปกิณกธรรม เป็นคำสอนที่หลากหลาย ที่ข้าพเจ้า ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะลงหมวดใดดี

หมวดรู้ไว้ใช่ว่า เป็นสมุนไพรรักษาโรคที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเมตตาแนะนำแก่ญาติโยมที่มีปัญหาเจ็บป่วยมาขอความช่วยเหลือ ซึ่งเราท่านทั้งหลายสามารถหามาทานได้อย่างปลอดภัยและไม่ยุ่งยาก

หมวดบทสวดมนตร์ เน้นเฉพาะ ถวายพรพระ หรือ ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหากา ฯ อาจกล่าวได้ว่า บทสวดมนตร์นี้ เป็นเอกลักษณ์ของ พระเดชพระคุณพระราชสุทธิญาณมงคล (จรัญ) ฐิตธมฺโม เหมือนกับ ชินบัญชรคาถา เป็นเอกลักษณ์ของ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ซึ่งในฉบับนี้ จะไม่มีเรื่องอานิสงส์ของการสวดมนตร์ คงมีเฉพาะบทสวดมนตร์ กับ ประวัติความเป็นมา ให้อนุชนรุ่นหลังได้ภูมิใจเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม บางคำสอน ผู้รวบรวมอาจจะบันทึกไว้คาบเกี่ยวคร่อมหมวดหมู่บ้าง หรือผิดหมวดหมู่ไปบ้างก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แต่ก็ไม่เสียอรรถรสใดๆ อีกทั้งพยายามจะคงสำนวนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เราคุ้นเคยไว้ให้มากที่สุด

จากภาษาธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเดชพระคุณหลวงพ่อนำมาแจกแจงเป็นภาษาพูด ที่เข้าใจง่าย ไม่ว่าท่านจะมีพื้นฐานการศึกษาระดับใดก็ตาม จะเข้าใจได้ทันที และจดจำนำไปเป็นประโยชน์สำหรับการดำรงตนอยู่ในสังคม ที่มีแต่ความขี้เกียจ ขี้โกง ขี้อิจฉา ขี้ริษยา ได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เป็นคำสอนที่ ไม่ได้พูดให้เชื่อ แต่พูดให้คิด ขอทุกท่านโปรดนำไปพิจารณา อย่างเช่น เหนือฟ้า ยังมีฟ้า แต่ มีอะไร เหนือกฎแห่งกรรม หรือ เงินทอง คือ อสรพิษ ไม่ใช่ของเราอย่าไปเอา ถ้าเอาไป จะต้องเป็นพิษเป็นภัย อย่างแน่นอน และ ถ้าได้มาโดยไม่ชอบธรรม มันจะทำร้ายทีหลัง เป็นต้น

ปวงข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายกุศลผลบุญครั้งนี้ แด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ และขออุทิศส่วนกุศลนี้ แด่คุณพ่อคุณแม่ เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณทุกท่าน ขอพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณพ่อคุณแม่ เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณทุกท่าน จงมีความสุข ขออำนาจและอานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยอันศักดิ์สิทธิ์ และเมตตาบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ โปรดดลบันดาลให้ ปวงข้าพเจ้าทั้งหลาย จงมีความสุข ความเจริญตลอดไป

สุดท้ายขอกราบขอบพระเดชพระคุณ พระครูปัญญาประสิทธิคุณ รองเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน พระครูสมุห์ธีรวัฒน์ ฐานุตตโร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติธรรม สวนเวฬุวัน พระชูเกียรติ กิตติธโร พระธเนศ หิตกาโม พระปกาศิต ฐิตสีโล ที่เมตตาอุปถัมภ์และแนะนำการจัดทำในครั้งนี้ และขอขอบคุณคุณวิเชียร สุขสถาวรพันธุ์ คุณพี่สุนีย์ (เหลือง) บุญคล้าย คุณเสรี ปิ่นทอง และคุณวันวิสาข์ ชูชนม์ ที่ให้การสนับสนุนด้วยดีโดยตลอดและขอขอบคุณกรรมการทุกท่าน ตลอดจนท่านที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ขอประกาศอนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ด้วย

ชินวัฒก์ รัตนเสถียร
ผู้รวบรวมและเรียบเรียง
๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔

:: สารบาญ ::

หมวดที่

๑. ครูบาอาจารย์
๑.๑ หลวงพ่อดำ (หลวงพ่อในป่า)
๑.๒ หลวงพ่อเดิม
๑.๓ หลวงพ่อสด (หลวงพ่อวัดปากน้ำ)
๑.๔ ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมธีรราชมหามุนี

๒. กรรมฐาน
๒.๑ สติปัฏฐาน ๔
๒.๒ ยืน
๒.๓ เดิน
๒.๔ นั่ง
๒.๕ กำหนด
๒.๖ เวทนา
๒.๗ กรรม
๒.๘ ทั่วไป

๓. ครอบครัว
๓.๑ พ่อ-แม่-ลูก
๓.๒ สามี-ภรรยา
๓.๓ ตนเอง

๔. ความรู้คู่ความดี
๔.๑ ความดี / บุญ-ทาน
๔.๒ หน้าที่การงาน
๔.๓ สังคม

๕. ปกิณกธรรม
๖. รู้ไว้ใช่ว่า
๗. บทสวดมนตร์

:: หมวดที่ ๑ ครูบาอาจารย์ ::

๑.๑ หลวงพ่อดำหรือหลวงพ่อในป่า

หลังจากที่คิดจะสึกแล้วไม่ได้สึกจนได้ของดีจากหลวงพ่อเดิมติดตัวมา อยู่ต่อมาทราบว่ามีพระเก่งสามารถยึดเหรียญได้ก็ดั้นด้นไปหาถึงขอนแก่น ให้ผู้ใหญ่บ้านแถวนั้นพาไปพบพระธุดงค์รูปหนึ่ง ซึ่งแขวนกลดอยู่ใต้ต้นไทร ไม่ทราบอายุอานามท่าน เพียงแต่คุณลุงผู้ใหญ่บ้านเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ท่านเห็นหลวงพ่อในป่ามาปักกลดที่นี่ทุกปีๆ ละครั้งๆ ละประมาณเดือน แล้วก็ไป ตั้งแต่คุณลุงผู้ใหญ่ยังเป็นเด็กแก้ผ้า จนถึงวันนี้ (วันที่เล่า) คุณลุงผู้ใหญ่อายุแปดสิบกว่า หน้าตาผิวพรรณของหลวงพ่อดำก็ยังเหมือนเดิม เมื่อหลวงพ่อจรัญเข้าไปนมัสการแนะนำตัวเองว่าอยากเรียนวิชายืดเหรียญ หลวงพ่อดำท่านก็นิ่ง ไม่ลืมตา จนกระทั่งหลวงพ่อจรัญเปลี่ยนคำแนะนำตัวใหม่ หลวงพ่อดำจึงเริ่มพูด……………

เมื่อหลวงพ่อจรัญได้ตอบคำถาม หลวงพ่อในป่าแล้ว หลวงพ่อดำก็พูดต่อว่า

“อย่าลืมนะเรียนหมดเลย เรียนเลยไปหมด รู้มากไป คุณรู้มากคงใช้ไม่ได้เลย !”

“เธออย่าลืมนะว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร สอนทุกข์และวิธีดับทุกข์”

“ท่านสอนอะไรอีกรู้ไหมคุณ” ไม่ทราบครับ

“เอาละจะบอกให้ สอนไม่ให้เบียดเบียนตน สอนไม่ให้เบียดเบียนคนอื่น พร้อมกับไม่ทำให้คนอื่น เดือดร้อนด้วย….. หาที่มาของทุกข์ให้ได้ ศึกษาข้อนี้ในตัวเรา มีอะไร มีทุกข์ หาที่มาของทุกข์แล้วปฏิบัติ วิธีปฏิบัติอย่างไรหรือ ศีล สมาธิ ปัญญา”

ขณะที่ฟังหลวงพ่อดำสอน หลวงพ่อจรัญก็นึกไปด้วย และคิดว่าเพียงแค่นี้เองหรือนึกว่าจะมีอภิหารมากกว่านี้ ก็เลยโดนหลวงพ่อในป่าชี้หน้า แล้วกล่าวต่อว่า

“คุณมันอย่างนี้เรียนเลยไปหมด ไอ้ที่จะทำไม่ทำ เสือกผ่าไปเอาที่ไม่ได้ความ ไอ้ที่ได้ไม่เอา ไปเอาที่ไม่ได้ ไอ้ที่จริงไม่ชอบ ไปชอบเอาที่ไม่จริง” หลวงพ่อจรัญบอกว่าอยากฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อดำก็ลืมตา ชี้หน้าว่า “ความขลังของพระอาจารย์ แต่ย้อนกลับเป็นความคลั่งของศิษย์คือเธอ ” แล้วหลวงพ่อจรัญก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ติดตามหลวงพ่อดำไป หลวงพ่อดำท่านนั่งนิ่งสักครู่ แล้วลืมตาพูดว่า” คุณ รอให้คุณอายุ ๔๕ ก่อนนะ แล้วค่อยมาพบเราอีกครั้ง (ขณะนั้นราวปี พ.ศ. ๒๔๙๒ – ๓ อายุ ๒๒ พรรษา) อายุเธอยังน้อยนัก ยังไม่แน่นอน ยังหละหลวมอยู่อย่างนี้จะรับได้อย่างไร รับได้ต้องเป็นคนประเภท หนึ่งไม่ใช่สอง มีสัจจะ มีเมตตาสามัคคีแล้วหรือยัง สัจจะก็ไม่มี จะเกิดเมตตาได้อย่างไร แล้วเมตตาไม่มี จะเกิดความสามัคคีได้ทั้งใจทั้งจิตหรือ จะเกิดรูปนามได้หรือ”

ในการไปพบหลวงพ่อดำอีกครั้ง ต้องปฏิบัติได้และแก้ปริศนาธรรมได้ ส่วนการไปพบนั้น เป็นสัจจะและความลับ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เมื่อครบกำหนด จึงได้ไปพบหลวงพ่อดำที่ เขาภูคา จังหวัดน่าน

ปริศนาธรรมของหลวงพ่อในป่า

อยาก เรียนรู้ ถามหญิงคันหูกถูก
อยาก ทำถูก ถามเด็กเลี้ยงควาย
คนสามบ้าน กินน้ำบ่อเดียว
เดินทางเดียว ไม่เหยียบรอยกัน
“นะ” อยู่หัว สามตัวอย่าละ
“นะ” อยู่ที่ไหน ตามเอามาเป็นของเรา ให้เข้ามาอยู่ที่ตัวเรา ฯ

๑.๒ หลวงพ่อเดิม แห่งวัดหนองโพธิ์

เมื่อหลวงพ่อจรัญ อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อเดิมแห่งวัดหนองโพธิ์ เป็นเวลา ๖ เดือน ตราบจนหลวงพ่อเดิมท่านละสังขาร คติธรรมคำคมที่หลวงพ่อจรัญจดจำไม่เคยลืมคือ

๑. รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
๒. รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
๓. ผู้ใหญ่ให้อะไรรับไว้ก่อนอย่าจองหอง
๔. มีเสื้อสิบตัวกับมีเสื้อตัวเดียวอย่างไหนจะดีกว่ากัน
๕. หนึ่งอย่าเป็นสอง (พูดจริงทำจริง)

หลวงพ่อจรัญ เป็นศิษย์องค์เดียวและเป็นองค์สุดท้าย ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาคชสาร !!! ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการฝึกกสิณเป็นพื้นฐานก่อน (พ.ศ. ๒๔๙๒) และได้ใช้ประโยชน์ในการสยบช้างป่าระหว่างการเดินธุดงค์กับหลวงพ่อในป่านาน ๒ เดือน (พ.ศ. ๒๕๑๖ อายุ ๔๕ พรรษา ตามที่หลวงพ่อในป่ากำหนดไว้ให้) และครั้งที่สำคัญที่สุดคือ ระหว่างเดินทางกลับจากการปฏิบัติศาสนกิจ กับคณะสงฆ์ที่ทวีปยุโรป (พ.ศ. ๒๕๓๖) เครื่องบินที่โดยสารมาเกิดน้ำรั่วจากเพดานห้องโดยสารที่มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเหตุให้ไฟฟ้ารัดวงจรและเครื่องระเบิดได้ ซึ่งหลวงพ่อจรัญก็ได้ใช้วิชากสิณของหลวงพ่อเดิมแก้ไข (ใช้กสิณดินอุดน้ำ) จนเป็นปกติ เป็นเหตุให้ หลวงพ่อต้องป่วยกระเซาะกระแซะตลอดปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ต่อเนื่องปี ๒๕๓๗ (ท่านที่สนใจเรื่องอิทธิฤทธิ์พึงสังเกต จากปีที่หลวงพ่อศึกษา จนถึงนำมาใช้ ห่างกันถึง ๒๔ ปี และ ๔๔ ปี ตามลำดับ แต่ภาพของหลวงพ่อที่ท่านเห็นเป็นประจำ ก็คือ สอนกรรมฐาน กับ บรรยายธรรม ไม่เน้นอิทธิฤทธิ์หรือเครื่องลางของขลังเลย นอกจากให้พร บอกให้ไปทานข้าว และแจกหนังสือ กลับปรากฏว่า ความศักดิ์สิทธิ์ยังเข้มขลังไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อ เจริญสติกรรมฐานอยู่ตลอดเวลา : ผู้รวบรวม)

๑.๓ หลวงพ่อสด (หลวงพ่อวัดปากน้ำ)

เมื่อหลวงพ่อจรัญ ไปฝึกวิชาธรรมกาย กับหลวงพ่อสด (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้นำความรู้จากหลวงพ่อสดมาใช้ดังนี้

๑. การแจกพระ ให้องค์เดียวไม่มีการขอเอาไปฝากคนอื่น เพราะมีข้อได้ ข้อเสีย กล่าวคือ

ข้อได้ คือได้เงินมาทำบุญ

ข้อเสีย คือเขาไม่รู้จักเรา เอาไปทิ้งหรือ เอาไปขายกิน เป็นบาปเป็นกรรมกับเขา (ข้อนี้หลวงพ่อเคยบอกกับผมไว้นานแล้ว ขอฝากท่านที่มีอาชีพขายพระไว้ด้วย : ผู้รวบรวม)

๒. การแผ่เมตตาช่วยเหลือญาติโยม ยกจิตให้เป็นกุศล มีเมตตาไม่อิจฉาริษยาใคร แผ่ออกไปตามชื่อนั้นๆ ถ้าเขามีกุศลพอ ก็ช่วยได้ ถ้าไม่มีกุศล ก็ช่วยไม่ได้ และที่สำคัญจะช่วยคนไหนก็ให้เขาช่วยตัวเองได้ ถ้าเขาช่วยตัวเองไม่ได้ ไปช่วยเขาก็เสียเวลาเปล่า คนช่วยตัวเองไม่ได้ไม่ต้องสนใจ แผ่อย่างไรก็ออกไม่ได้ (ข้อนี้หลวงพ่อมักจะพูดว่า เราส่งสถานีกรมประชาสัมพันธ์ ผ่าไปเปิดยานเกราะ เราส่งช่อง ๓ ก็ไปเปิดช่อง ๗ หรือ เราแผ่เมตตาไปไม่เคยเปิดประตูรับเราเลย หรือหม้อแบตเตอรี่ แผ่นธาตุเสีย ชาร์จไฟไม่เข้า นั่นคือท่านต้องหมั่นสวดมนตร์ และทำกรรมฐาน เป็นความหมายของคำว่ามีกุศลและช่วยตัวเองได้ : ผู้รวบรวม)

๓. ทำใจให้งอกหมั่นทำบุญทำทาน ก็คือ ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งหวง ยิ่งอด หมดไม่มา เราไม่หวงกัน เราไม่อด หมดก็มา เรื่อยๆ (เป็นความรู้ที่ได้หลังจากที่หลวงพ่อจรัญบอกกับหลวงพ่อสดว่า ข้าวสารหมด มะพร้าวหมด ซึ่งหลวงพ่อสด ก็ไม่ได้ตอบอะไร นอกจาก อือๆ รับรู้เท่านั้น ปรากฏว่า รุ่งขึ้นก็มีผู้ขนข้าวสาร มะพร้าว ใส่เรือเอี้ยมจุ๊น เต็มลำนำมาถวาย : ผู้รวบรวม) ฯ

๑.๔ ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ)

หลวงพ่อได้มาฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาธาตุกับท่านเจ้าคุณอาจารย์ ฯ ราวปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นเวลาหลายเดือนจนได้รับ ฟังเทศน์ลำดับญาณ และประสบการณ์ การสอบอารมณ์ นอกจากนั้น หลวงพ่อยังจดจำคำสอนมาเผยแพร่อีกหลายอย่าง อาทิเช่น

๑. บูชาวงศ์ตระกูล บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง บูชาความรัก
๒. พี่น้องอย่าทะเลาะกัน อย่าแย่งสมบัติกัน ต้องเคารพพ่อแม่
๓. เคารพผู้ใหญ่เคารพครูอุปัชฌาย์อาจารย์
๔. สามีภรรยาอย่าทะเลาะกัน บ้านไหนสามีภรรยาทะเลาะกัน บ้านนั้นเป็นบ้านอัปมงคลสร้างกุศลไม่ได้
๕. คุณหนูมั่นจำ มั่นจด สิ่งใดงามอย่าได้งด คุณหนูมั่นจด มั่นจำ
๖. พวกที่มาบวชน่ะ ถ้าเขาไม่มีศรัทธาอย่าบวชให้นะ ถ้าเขามีศรัทธาบวชให้เลย
๗. นี่เจ้าคุณเอาตำราใช้ให้ถูกต้องนะ จะมีความรู้มากน้อยไม่สำคัญปฏิบัติและสอนตามที่รู้มาก็แล้วกัน
๘. เราทั้งหลายเจริญวัยชันษามาได้ เพราะ พ่อแม่ชุบเลี้ยงเรามา เราได้รับ เรือน ๓ น้ำ ๔ ของพ่อแม่มาทุกคน

เรือน ๓ คือ เรือนครรภ์ เรือนตักที่แม่อุ้มใส่ตักและเรือนที่อยู่อาศัยที่พ่อแม่หาไว้ให้ น้ำ ๔ คือ น้ำนม น้ำคำลูกจ๋าแม่ให้พร น้ำพักน้ำแรงที่พ่อแม่หาเลี้ยงเรา และน้ำใจที่ไม่มีอะไรเทียบได้เลย

๙. ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของวัดและศาสนพิธี

หมายเหตุ : ในยุคแรกๆ หลวงพ่อยังเกี่ยวข้องกับอิทธิปาฏิหาริย์ และก่อนจะข้ามพ้นจุดนี้มาได้นั้น หลวงพ่อท่านพบครูบาอาจารย์มากมาย เช่นหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก (หุงน้ำมันมนตร์) หลวงพ่ออินทร์ (เข้าใจว่าคงเป็นวัดเกาะหงส์ นครสวรรค์ องค์นี้ผมรู้จักท่านเก่งเรื่องน้ำมันรักษากระดูก พี่สาวผมตกสะพานแขนหักก็ได้ท่านรักษา) หลวงพ่อเรือง (เข้าใจว่าคงเป็นพระอธิการเรืองวัดปากคลองบางคู้ เพราะผมมีเหรียญเก่าท่าน) หลวงพ่อจาดจังหวัดปราจีนบุรี หลวงพ่อลี วัดอโศการาม (เรียนวิชา สะเดาะกุญแจ) นอกจากนั้นท่านยังเอ๋ยถึง หลวงพ่อ ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าเรื่องเสกใบมะขามเป็นตัวต่อ (หลวงพ่อท่านเสกผ้าอาบเป็นกระต่ายวิ่งได้) ท่านเจ้าคุณอุบาลีสิริจันโท วัดบรมนิวาส เรื่องการฝากโรคภัยไข้เจ็บไว้ก่อน หลวงพ่อเองก็เคยเล่าไว้ เมื่อคราวท่านรับนิมนต์ไปเทศน์ที่ค่ายจิรประวัติ นครสวรรค์ ท่านอาพาธเมื่อถึงเวลานัดจำเป็นต้องไป (หลวงพ่อไม่เคยเสียสัจจะ) ท่านก็ฝากไข้ไว้ ท่านครูบาศรีวิชัย เรื่องปืนยิงไม่ออก พลุยิงไม่ได้

ทุกวันนี้ แม้เราท่านจะไม่ค่อยได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้ ก็มิได้หมายความว่าท่านลืม เพียงแต่ท่านวางไว้และจะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ก็ขนาดท่านเน้นเฉพาะกรรมฐานและสอนญาติโยม คนก็ยังล้นวัด จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ถ้าไปเน้นเครื่องรางของขลังอีก วันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมงคงไม่พอ : ผู้รวบรวม

:: หมวดที่ ๒ กรรมฐาน ::

เราเจริญกรรมฐานมา ๓๕ ปี เจริญ “อานาปา” มา ๒๐ ปีเศษ มโนมยิทธิ มา ๑๐ ปีเศษ เพ่งกสิณได้ ธรรมกายได้ ทำนองนี้เป็นต้น มันต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้สอนเขาอย่างไร อย่างนี้นักปฏิบัติธรรมโปรดทราบ ต้องสอนตัวเองก่อนอื่นใด ฯ (ข้อความนี้พิมพ์ลงในหนังสือเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ : ผู้รวบรวม)

ถ้าเจริญสมถภาวนา ก็พิจารณาตั้งมั่นในบัญญัติ เพื่อให้จิตสงบ มีอานิสงส์ให้บรรลุ ฌานสมาบัติ ถ้าเจริญวิปัสสนาภาวนา สติพิจารณาตั้งมั่นอยู่ในรูปนาม เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นพระไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีอานิสงส์ให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ฯ

กรรมฐาน ใช้หนี้ ข้าวและน้ำนมแม่ ดีที่สุด และ กรรมฐาน เป็นบุญเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับ ผู้ที่ฆ่าตัวตาย จะได้รับ บุญอื่นส่งไม่ถึง ฯ

๒.๑ สติปัฏฐาน ๔

การบำเพ็ญจิตภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ของพระพุทธเจ้าของเรานี้ วิธีปฏิบัติเบื้องต้น ต้องยึดแนวหลัก สติ เป็นตัวสำคัญ

๑. กายานุปัสนาสติปัฏฐาน โดยวิธีปฏิบัติแล้ว ให้เอาสติเอาจิตเพ่งดูกาย ยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา จะคู้แขน เหยียดขา ต้องติดตามดู มีสติกำหนด

๒. เวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน เวทนาเป็นสภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ บัญชาการไม่ได้ ต้องเป็นตามสภาพนี้และเป็นไปตามธรรมชาติ ทั้ง สุขเวทนา (สุขกาย สุขใจ) ทุกขเวทนา (ทุกข์กาย ทุกข์ใจ) อุเบกขาเวทนา (ไม่สุข ไม่ทุกข์ จิตใจมักจะเลื่อนลอย หาที่เกาะไม่ได้) จุดมุ่งหมายก็ต้องการจะ ให้สติไปพิจารณาเวทนานั้นๆ…..

วิธีปฏิบัติ ต้องใช้สติกำหนด คือตั้งสติระลึกไว้ หายใจเข้าออกยาวๆ จากจมูกถึงสะดือ ถ้าดีใจ กำหนดที่ลิ้นปี่ว่า ดีใจหนอๆๆ ทำไมต้องปฏิบัติเช่นนี้เล่า เพราะความดีใจ สุขกายสุขใจนั้น เดี๋ยวก็ทุกข์อีก สุขเจือปนด้วยความทุกข์อย่างนี้ จึงต้องกำหนด….. ถ้าเสียใจ มีความทุกข์ใจ กำหนดที่ลิ้นปี่ว่า เสียใจหนอๆๆ หายใจลึกๆ ยาวๆ…..

ปวดเมื่อยเป็นเวทนาทางกาย แต่จิตไปเกาะอุปาทานยึดมั่นก็ปวดใจไปด้วย จึงต้องให้กำหนดด้วยความไม่ประมาท วิธีปฏิบัติก็กำหนดเวทนานั้นๆ

ปวดหัวเข่าหรือที่ไหนก็ตาม ต้องตามกำหนด เอาจิตไปสู่จุดนั้นเป็นอุปาทานยึดมั่นก่อน เพราะเราจะก้าวขึ้นบันได ก็ต้องเกาะยึด เราจะก้าวต่อไป ก็ต้องปล่อย นี่อุปาทาน ถ้าใหม่ๆนี้เรียกว่า สมถะ สมถะยึดก่อน แล้วปล่อยไป ก็เป็นวิปัสสนา

สติ เป็นตัวกำหนด เป็นตัวหาเหตุ เป็นตัวแจงเบี้ย บอกให้รู้ถึงเหตุผล สัมปชัญญะ รู้ทั่ว รู้นอก รู้ใน นั่นแหละคือตัวปัญญา ความรู้มันเกิดขึ้น สมาธิ หมายความว่าจับจุดนั้นให้ได้

เวทนาปวดเมื่อย เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติมาก จึงต้องให้กำหนด ไม่ใช่ว่ากำหนดแล้วมันจะหายปวดก็หามิได้ ต้องการจะใช้สติไปควบคุมดูจิตที่มันปวดว่ามันปวดมากน้อยแค่ไหน

อุเบกขาเวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ ใจลอยหาที่เกาะไม่ได้ ส่วนใหญ่จะประมาทพลาดพลั้งในข้อนี้ จึงต้องกำหนด รู้หนอๆๆ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาวๆ ลึกๆ สบายๆ

๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตเป็นธรรมชาติที่คิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไว้ได้เป็นเวลานาน เหมือนเทปบันทึกเสียง จิตเกิดที่ไหน จิตเกิดทางอายตนะธาตุอินทรีย์นี่เอง กล่าวคือ

ตา เห็นรูป เกิด จิตที่ตา
ห ูได้ยินเสียง เกิด จิตที่หู
จมูก ได้กลิ่น เกิด จิตที่จมูก
ลิ้น รับรส เกิด จิตที่ลิ้น
กาย สัมผัสร้อนหรือหนาวอ่อนหรือแข็งที่นั่งลงไป เกิดจิตที่กาย

เกิดทางตา ตาเห็นรูป เห็นอะไรก็ตั้งสติจับจุดไว้ที่หน้าผาก อุณาโลมาปัจฌายเต กำหนดเห็นหนอ สภาวะรูปนั้น สภาพผันแปรกลับกลอกหลอกลวงได้ เยื้องย้ายได้ เป็นเรื่องสมมุติ และเป็นเรื่องทำลายได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน ดับไป คือรูป ต้องกำหนด นักปฏิบัติ อย่าทิ้งข้อนี้

ตาสัมผัสกับรูป เกิดจิต ถ้าชอบเป็นโลภะ ไม่ชอบเป็นโทสะ เราไม่ใช้สติเลยกลายเป็นคนโมหะ รู้ไม่จริง รู้แค่ตาเนื้อ ไม่รู้ตาใน ไม่ได้ดูด้วยปัญญา ดูด้วยโมหะ คนเราถึงได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน….. เห็นหนอก็ต้องส่งกระแสจิตจากหน้าผากออกไป….. ไม่ใช่มานั่งเห็นนิมิต

หูได้ยินเสียง เราก็ตั้งสติไว้ที่หู กำหนดเสียงหนอ หนอตัวนี้ เป็นการรั้งจิตให้มีสติดี

การกำหนดจิต ไม่ต้องประเมินผล ไม่ต้องวิจัย เพราะมันจะเป็นวิปัสสนึก ถ้าเราไม่กำหนดเราจะขาดสติ ถ้ากำหนดก็เป็นตัวฝึกสติ นักปฏิบัติต้องกำหนดทุกอิริยาบทในการฝึก เป็นการดัดนิสัยให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของผู้มีปัญญา การกำหนดที่เลยเป็นอดีตไปแล้ว ต้องกำหนดอยู่อย่างเดียว คือรู้หนอที่ลิ้นปี่

๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมในธรรมหมายความว่า เรามีสติปัญญาจะรู้แยกจิตของเราว่า คิดเป็นกุศลหรืออกุศล ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

เรามานั่งเจริญกรรมฐานแก้ไขปัญหา กำหนดรู้หนอๆ คือ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะเรายังไม่รู้จริง รู้หนอๆๆ หายใจลึกๆ ยาวๆ เดี๋ยวรู้เลยว่า ที่เราทำเป็นกุศลหรืออกุศล เป็นผลจากการกระทำทางกาย วาจา ใจ รู้หนอ อ๋อรู้แล้วไปโกรธทำไม ไปโกรธรูป โกรธนาม หรือไปโกรธใคร ตัวโกรธไม่ใช่อยู่ที่คนโน้น อยู่ที่เรา อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจ อยู่ที่จิตเก็บความโกรธไว้ ท่านจะมีแต่ความเศร้าหมองใจ ท่านจะไม่เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้แก้ปัญหาไม่ได้เลย เพราะสร้างปัญหา ด้วยโทสะ ด้วยผูกเวร ผูกพยาบาท การปฏิบัติเป็นการแก้ปัญหา ปัญญาเห็นอารมณ์เรา ดูอารมณ์จิตของเราดูจิตใจของเราต่างหาก อย่างนี้เป็นต้น ฯ

* ถ้าทบทวนอารมณ์ก็ต้องไปกำหนดอย่างนี้ หายใจยาวๆ นั่งท่าสบายอยู่ตรงไหนก็ตาม อยู่บนรถก็ได้ ทบทวนชีวิต ทบทวนอารมณ์ว่าอารมณ์ลืมอะไรไปบ้าง เลยก็หายใจยาวๆ มีประโยชน์มาก ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ ดวงหทัยเรียกว่า เจตสิก อาศัยหทัยวัตถุอยู่ที่ลิ้นปี่ วิธีปฏิบัติ อยู่ตรงนี้นะ หายใจลึกๆ ยาวๆ เข้าไว้ คิดหนอๆ เพราะทางปัญญา อยู่ตรงจมูกถึงสะดือของเรานะ สั้นยาวไม่เท่ากันอย่างนี้ฯ

* การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ทางสายเอกของพระพุทธเจ้านี้ ถ้าทำได้

ระลึกชาติได้จริง ระลึกได้ว่าเคยทำอะไรดีอะไรชั่วมาก่อน ไม่ใช่ระลึกว่าเคยเป็นผัวใครเมียใคร รู้กฎแห่งกรรม จะได้ใช้หนี้เขาไป โดยไม่ปฏิเสธทุกข้อหา

* กำหนดอยาก กำหนดโน่น กำหนดนี่ มันจะมากไปเอาแต่น้อยก่อน เพราะเดี๋ยวจะกำหนดไม่ได้ เอาทีละอย่าง เดี๋ยวก็ได้ดีเอง แล้วค่อยกำหนดต้นจิตทีหลัง ต้นจิตคือตัวอยาก อยากหยิบหนอๆ นี่ต้นจิตเป็นเจตสิกเอาไว้ทีหลัง ค่อยเป็นค่อยไปก่อน ค่อยๆ ฝึกให้มันได้ขั้นตอน ให้มันได้จังหวะก่อน แล้วฝึกให้ละเอียดทีหลัง ถ้าเรากำหนดละเอียดเลย ขั้นตอนไม่ได้ ก็เป็นวิปัสสนึกไป เลยพองยุบก็ไม่ได้ ฯ

* การศึกษาภาคปฏิบัตินี่ยากมาก คือ อารมณ์หลายอย่างมาแทรกแซงเรา ก็ขอเจริญพรว่า ให้กำหนดทีละอย่าง ศึกษาไปทีละอย่าง ทีนี้มันฟุ้งซ่าน ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกแซงตลอดเวลา เพราะไม่ได้ปฏิบัติมานาน เช่น มีเวทนากำหนดทีละอย่าง ยิ่งปวดหนักๆ เดี๋ยวมันจะเกิดอนิจจัง ไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์จริงๆ นะ ทุกข์นี่คือตัวธัมมะ เราจะพบความสุขต่อเมื่อภายหลัง แล้วเวทนาก็เกิดขึ้น สับสนอลหม่านกัน ไอ้โน่นแทรกไอ้นี่แซง ทำให้เราขุ่นมัว ทำให้เราฟุ้งซ่านตลอดเวลา เราก็กำหนดไปเรื่อยๆ ทีนี้ถ้าปัญญาเกิดขึ้นเป็นขั้นตอน มันก็จะรู้ในอารมณ์นั้นได้อย่างดีด้วยการกำหนด มันมีปัญหาอยู่ว่า เกิดอะไรให้กำหนดอย่างนั้น อย่าไปทิ้ง อริยสัจ ๔ แน่นอน เกิดทุกข์แล้ว หาที่มาของทุกข์ เอาตัวนั้นมาเป็นหลักปฏิบัติ แล้วจะพบอริยสัจ ๔ แน่นอนโดยวิธีนี้ อันนี้ขอเจริญพรว่า ค่อยๆปฏิบัติ กำหนดไปเรื่อยๆ พอจิตได้ที่ ปัญญาสามารถตอบปัญหาสิบอย่างได้เลยในเวลาเดียวกัน เดี๋ยวคอมพิวเตอร์สามารถจะแยกประเภท บอกเราได้ อารมณ์ฟุ้งซ่านต้องเป็นแน่เพราะเราเพิ่งปฏิบัติไม่นาน ฯ

* กำหนดได้เมื่อใด สติมีเมื่อใด สามารถจะระลึกเหตุการณ์ในอดีตได้โดยชัดแจ้ง จากคำกำหนดว่า คิดหนอ มีประโยชน์มาก ถ้าเราสติดี ปัญญาเกิด ความคิดของกรรมจะปรากฎ แก่นิมิตให้เราทราบได้ว่า เราจะใช้กรรมวันพรุ่งนี้แล้ว และเราก็จะได้ประโยชน์ในวันพรุ่งนี้แล้ว นี่อดีตแสดงผลงานปัจจุบัน ปัจจุบันแสดงผลงานในอนาคต….. ที่เรารู้สรรพสำเนียงเสียงนก กำหนดเสียงหนอ อ๋อนกเขาร้องด้วยเหตุผล ๒ ประการ มันบอกได้อย่างนี้ เราเดินผ่านต้นไม้ สติดี สัมปชัญญะดี ต้นไม้จะบอกอารมณ์แก่เราได้ ว่าขณะนี้เป็นอย่างไร ฯ

* บางทีเราไม่รู้ตัวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น เราก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ถ้าเรามีสติเราก็กำหนดตรงลิ้นปี่ รู้หนอๆๆ พอสติดีปัญญาเกิด เราก็รู้อะไรขึ้นมาเหมือนกัน อันนี้ไม่ใช่วิธีฝึก แต่เป็นวิธีปฏิบัติ ที่เกิดเฉพาะหน้า ฯ

* กรรมฐาน ต้องทำซ้ำๆ ซากๆ เพิ่มๆ เติมๆ คิดหนอบ่อยๆ ถ้าโกรธก็กำหนด เสียใจก็กำหนด ดีใจก็กำหนด อย่าประมาทอาจองต่อสงครามชีวิต เดี๋ยวจะปลงไม่ตก ฯ

* มันจะมีความสงบได้แค่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่เรากำหนดได้ในปัจจุบันหรือไม่เท่านั้น แล้วปัญญาจะเกิดเองตามลำดับ แล้วความคุ้นเคยก็จะมาสงบต่อในภายหลัง ฯ

* ที่จะเน้นกันมากคือ เน้นให้ได้ปัจจุบัน สำหรับพองหนอ ยุบหนอ เพราะตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาก ถ้าทำได้คล่องแคล่ว ในจุดมุ่งหมายอันนี้ รับรองอย่างอื่นก็กำหนดได้ ฯ

* การกำหนดไม่ทัน วิธีแก้ทำอย่างไร กำหนดรู้หนอ รู้หนอ ถ้ามันงูบลงไปต้องกำหนด ไม่อย่างนั้นนิสัยเคยชินทำให้พลาด ทำให้ประมาทเคยตัว ฯ

* สติ เป็นตัวกำหนด เป็นตัวหาเหตุ เป็นตัวแจงเบี้ย บอกให้รู้ถึงเหตุผล สัมปชัญญะ รู้ทั่ว รู้นอก รู้ใน นั่นแหละคือตัวปัญญา ความรู้มันเกิดขึ้น สมาธิ หมายความว่าจับจุดนั้นให้ได้

* เวทนาปวดเมื่อย เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติมาก จึงต้องให้กำหนด ไม่ใช่ว่ากำหนดแล้วมันจะหายปวดก็หามิได้ ต้องการจะใช้สติไปควบคุมดูจิตที่มันปวดว่ามันปวดมากน้อยแค่ไหน

* อุเบกขาเวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ ใจลอยหาที่เกาะไม่ได้ ส่วนใหญ่จะประมาทพลาดพลั้งในข้อนี้ จึงต้องกำหนด รู้หนอๆๆ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาวๆ ลึกๆ สบายๆ

* อย่างคำว่า เห็นหนอๆๆ นี่นะมีประโยชน์มาก อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล จะเห็นอะไรก็ตั้งสติไว้ จนกว่าเราจะได้มติของชีวิตว่า เป็นปัจจัตตังแล้ว มีความรู้ในปัญญาแล้ว เราเห็นอะไร ปัญญาจะบอกเอง แต่การฝึกเบื้องต้นนี่ ต้องฝึกกันเรื่อยไป ถึงญาติโยมกลับไปบ้าน ไปยังเคหะสถาน หรือจะประกอบการงานของโยม ก็ไม่ต้องใช้เวลาว่าง ใช้งานนั่นแหละเป็นกรรมฐาน ฯ

* บางคนนั่งกรรมฐานตลอดกระทั่งได้ผลสมาบัติ ไม่มีนิมิตเลย บางคนนิมิตไหลมาเป็นไข่งู ไหลมาเป็นภาพยนต์เลย กำหนดเห็นหนอ อย่าไปดูมัน เห็นหนอๆๆ ไม่หาย กลับภาพจริงครั้งอดีตชาติ รำลึกชาติได้ นิมิตจะบอกได้ในญาณ ๔ ฯ

* หนอนี่รั้งจิตให้มีสติ หนอตัวนี้สำคัญ ทำให้เรามีสติ ทำให้ความรู้ตัวเกิดขึ้น โดยไม่ฟุ้งซ่านในเรื่องเวทนาที่มันปวด แล้วเราก็ตั้งสติต่อไป ฯ

* ถ้าวันไหนฟุ้งซ่านมาก ไม่ใช่ไม่ดีนะ ดีนะมันมีผลงานให้กำหนด แล้วก็ขอให้ท่านกำหนดเสีย ฟุ้งซ่านก็กำหนดตั้งอารมณ์ไว้ให้ดีๆ กำหนดฟุ้งซ่านหนอๆๆ หายใจยาวๆ ตามสบาย สักครู่หนึ่งท่านจะหายแน่นอน บางคนดูหนังสือปวดลูกตา อย่าให้เขาเพ่งที่จมูก ต้องลงไปที่ท้องหายทุกราย บางทีปวดกระบอกตา ดูหนังสือไม่ได้เลย ร่นลงมา กำหนดที่ท้อง ก็จะว่องไวคล่องแคล่วขึ้น แล้วจะหายไปเอง ฯ

* ทวาร ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่มาของ นรกสวรรค์ จึงต้องกำหนดจิต
ทวาร ๓ ทวารกาย ทวารวาจา ทวารใจ เป็นที่มาของ บุญบาป จึงต้องสำรวม ฯ

* ตัวกำหนดจิตสำคัญมาก จะทำงาน เขียนหนังสือก็กำหนด จะกินน้ำก็กำหนด จะเดินก็กำหนด จะหยิบอะไรก็ตั้งสติไว้ โกรธก็เอาสติไปใส่ เสียใจก็เอาสติไปใส่ ให้รู้ว่าเสียใจเรื่องอะไร โกรธเรื่องอะไร เราจะรู้ด้วยตัวเองว่า เราสร้างกรรมอะไร และจะแก้ปัญหาอย่างไร ฯ

* ถ้าเราโกรธ เราไม่สบายใจ กลุ้มอกกลุ้มใจ อย่าไปฝากความกลุ้มค้างคืนไว้ อารมณ์ค้าง เช้าขึ้นมาทำงานจะเสียหาย หายใจยาวๆ แล้วกำหนดตรงลิ้นปี่ ว่า โกรธหนอๆๆๆ รับรองหายโกรธ โกรธแล้วไม่กำหนด ฝากความโกรธเก็บไว้ในจิตใจ ตายไปลงนรกนะ….. ในทำนองเดียวกัน กำหนดเสียใจหนอๆๆๆ หายใจยาวๆ ร้อยครั้งพันครั้ง ความเสียใจจะหายไปเลย ดีใจเข้ามาแทนที่ สร้างความดีต่อไป ฯ

๒.๖ เวทนา

* ผู้ปฏิบัติธรรมที่มีเวทนา ไม่เคยกำหนด ปล่อยมันไปตามเรื่องตามราว อย่างนี้ใช้ได้หรือ ? เลยรู้ไม่จริงในเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ต้องไปอรรถาธิบายวิชาการให้ฟัง ฯ

* ถ้าเจริญกรรมฐานไม่ปวดไม่เมื่อยแล้ว จิตไม่ออก ใช้ไม่ได้ มันต้องสับสนอลหม่าน จะต้องปวดเมื่อยไปทั่วสกลกาย นั่นแหละได้ผล ฯ

* เวทนา ต้องฝืนต้องใช้สติไปพิจารณา เกิดความรู้ว่าปวดขนาดไหน ปวดอย่างไร แล้วก็ภาวนากำหนดตั้งสติไว้ เอาจิตเข้าไปจับ ดูการปวด การเคลื่อนย้ายของเวทนา เดี๋ยวก็ชา เดี๋ยวก็สร่าง บังคับมันไม่ได้ ฯ

* กำหนดเวทนา ถ้าหากว่า พองหนอ ยุบหนอ แล้วเกิดเวทนา ต้องหยุด พองยุบไม่เอา เอาจิตปักไว้ตรงที่เกิดเวทนา เอาสติตามไปดูซิว่ามันปวดแค่ไหน มันจะมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่ปวดหนอแล้วหายเลย ไม่หาย….. พอยึดปวดหนอ โอ้โฮยิ่งปวดหนัก ตายให้ตาย ปวดหนักทนไม่ไหวแล้ว จะแตกแล้ว ก้นนี่จะร้อนเป็นไฟแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว ตายให้ตาย กำหนดไปๆ สมาธิดี สติดี เวทนาเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ซ่า ! หายวับไปกลับตา….. ขอให้ท่าน อดทนฝึกฝนในอารมณ์นี้ให้ได้ เวลาเจ็บป่วย ท่านจะได้เอาจิตแยกออกเสียจากป่วยเจ็บ จิตไม่ป่วยไม่เป็นไรนะ ฯ

* แต่เรื่องวิปัสสนานี่มีอย่างหนึ่งที่น่าคิด คือ ปัญญาที่จะเกิดขึ้นได้นั้น มันมีกิเลสมากมายหลายอย่าง ที่เกิดขึ้นในตัวเราทั้งหมด เราจะรู้กฎแห่งกรรมความเป็นจริง จากภาพเวทนานั้นเอง….. ปัญญาที่จะเกิดนั้น เกิดขึ้นโดยความรู้ตัว โดยสติสัมปชัญญะ ภาคปฏิบัติจากการกำหนดนั่นเอง เวทนาที่ปวดเมื่อยนั้น มันปวดตามโน้นตามนี้ เราก็หยุดเอาทีละอย่าง อย่างที่อาตมากล่าวแล้ว กำหนดเวทนาให้ได้ กำหนดได้เมื่อใด มากมายเพียงใด ซาบซึ้งเพียงนั้น มันเกิดเวทนาอย่างอื่นขึ้นมาก็เป็นเรื่องเล็กไป….. บางครั้งอาจนึกขึ้นได้ว่า ไปทำเวรกรรมอะไรไว้ ไม่ต้องไปคำนึงถึงกรรมนั้นเลย ข้อปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีอารมณ์ฟุ้งซ่านไปอยู่ในกรรมนั้น ก็ด้วยการกำหนดเวทนานั้นเอง ฯ

ถ้าเราเจริญกรรมฐาน เราจะรู้กฎแห่งกรรมได้ตอนมีเวทนา คนไหนอดทนต่อเวทนาได้ กำหนดผ่านเวทนาได้ เราจะได้รู้ว่าทุกข์ ทรมานที่ผ่านนั้น ไปทำกรรมอะไรไว้….. นี่แหละท่านทั้งหลาย ทำให้มันจริง จะเห็นจริง ทำไม่จริง จะเห็นจริงได้อย่างไร ต้องเห็นจากตัวเราออกมาข้างนอก รู้ตัวว่าเรามีเวรมีกรรมประการใด ก็ใช้หนี้ โดยไม่ปฏิเสธทุกข้อหา จิตอโหสิกรรมได้ ยินดีรับเวรรับกรรมได้ โดยไม่มีปัญหาใดๆ ฯ

ปวดหนอนี่เป็น สมถะ ไม่ใช่ วิปัสสนา จำไว้ให้ได้ ปวดหนอนี่ยึดบัญญัติเป็นอารมณ์ เพราะว่ามีรูป มันจึงมีเวทนา เกิดสังขารปรุงแต่งมันจึงปวด ปวดแล้วกำหนด ปวดหนอๆๆ ยิ่งปวดหนัก ถ้าไม่กำหนดเลย ก็ไม่ปวดหรอก แต่วิธีปฏิบัติต้องกำหนด จะได้รู้ว่าเวทนามันเป็นอย่างไร นี่ตัวธัมมะอยู่ที่นี่ ตัวธัมมะอยู่ที่ทุกข์ ถ้าไม่ทุกข์จะไม่รู้อริยสัจ ๔ นะ เอ้าลองดูซิ ถ้าเกิดเวทนา แล้วเลิก โยมจะไม่รู้อริยสัจ ๔ รู้แต่ทุกข์ข้างนอก รู้แต่ทุกข์จร ทุกข์ประจำไม่รู้เลยนะ ทุกข์ประจำนี่ต้องเอาก่อน ปวดหนอๆ นี่ทุกข์ประจำ ปวดหนอๆ โอ๊ยจะตายเลย บางคนนั่งทำไปเหลืออีก ๑๕ นาที จะครบ ๑ ชั่วโมง หรืออีก ๕ นาที จะครบครึ่งชั่วโมงที่ตั้งใจไว้ จะตายทุกครั้งเลย เอ้าตายให้ตาย ตายให้ตาย ปวดหนอปวดหนอ โอ้โฮ มันทุกข์อย่างนี้นี่เอง พิโธ่เอ๋ยกระดูกจะแตกแล้วๆ ที่ก้นทั้งสองนี่ร้อนฉี่เลย เหมือนหนามมาแทงก้น โอ้โฮมันปวดอย่างนี้นี่เองหนอ ปวดหนอๆ กำหนดไป เป็นไรเป็นกัน พอใกล้เวลาครบกำหนดที่ตั้งสัจจะไว้ จะตายเลยนะ ลองดู ลองดู ต้องฝืนใจ ฯ ที่เราทำกรรมฐานนั้นเวทนามันสอนเรา….. เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ปวดหนักเข้าๆ แตกเลย มันมีจุดแตกออกมานะโยมนะ แล้วมันจะหายปวดทันที….. ใครจะทำถึงขั้นไหนก็ตาม ต้องผ่านหลัก ๔ ประการ กาย เวทนา จิต ธรรม ทุกคน ต้องมีเวทนาทุกคน แต่ มีเวทนาแล้วเรากำหนดได้ ตั้งสติไว้ให้ได้ไม่เป็นอะไรเลย และเวลาเจ็บระหวยป่วยไข้จะไม่เสียสติ จะไม่เสียสติเลยนะ และเราทำวิปัสสนานี่มันมีเวทนาหนักยิ่งกว่าก่อนจะตาย เวลาก่อนตายนี่มันจะหนักเหลือเกิน ฯ

…………… ไปวัดกระซิบเบาๆ ฟังเขาสอน

ชีวิตเราเกิดมาไม่ถาวร อย่ามัวนอนหลงเล่นไม่เป็นการ
ไฟสามกองกองเผาเราเสมอ อย่าเลินเล่อควรทำพระกรรมฐาน…..

ไหนๆ เกิดมาชีวิตต้องดับคือตาย ใกล้ตายญาติมิตรบอกให้คิดถึงพระอรหัง
รู้ยากที่สุดคือคุณพระพุทธัง เพราะกำลังเวทนาทุกข์กล้าเอย ฯ

* เวทนา จะเกิดขึ้นเมื่อมี เหตุ ปัจจัย จะห้ามไม่ให้เกิด ก็ห้ามไม่ได้ ครั้นเมื่อหมดเหตุ ปัจจัยก็จะดับไปเอง หมดไปเอง….. บางคนไม่รู้ พอปวดก็เลิกไปเลย ไม่เอาแล้วชอบสบาย รับรองท่านจะไม่รู้กฎแห่งกรรม เดี๋ยวจะว่าอาตมาหลอกไม่ได้นะ อาตมาผ่านมาแล้ว ฯ

* เวทนาคือครู ครูมาสอนไม่เรียนสอบตก (ปวดเลิก เมื่อยเลิก ฟุ้งซ่านเลิก) ท่านจะไม่ได้อะไรเลยนะ ฯ

* หากนั่งครบกำหนดแล้วยังมีเวทนาคาอยู่ อย่าเพิ่งเลิก ให้นั่งต่อไปจนกว่าเวทนาจะเบาบางค่อยเลิก ฯ

* ขอเจริญพรว่า กรรมฐานสามารถรู้เหตุการณ์ และโรคภัยไข้เจ็บได้ ใครเป็นโรคอะไร ใจเข้มแข็ง ตายให้ตาย หายทุกราย ฯ

* ลูกสาวหลวงพ่อ พ่อเป็นจับกัง แม่รับจ้างซักรีด มาอยู่ช่วยงานและปฏิบัติด้วยเป็นเวลา ๑ เดือนเต็มๆ ปฏิบัติกรรมฐานด้วยความอดทนสูง ถึงขนาดตายให้ตาย เขาเป็นโรคโปลิโอ แต่กลับกลายหายได้ พ่อแม่ก็มีงานมากขึ้น ออกจากวัด ไปเป็นเถ้าแก่เนี้ย มีลูกออกมาดีหมด จบการการศึกษาต่างประเทศทุกคนและหน้าที่การงานก็ดีด้วย ฯ

สรุป

ผู้มีปัญญาโปรดฟัง ปฏิบัติอยู่เท่านี้ ไม่ต้องไปทำมาก ยืนหนอ ให้สติกับจิต เป็นหนึ่งเดียว ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ให้ได้ปัจจุบัน พองหนอ ยุบหนอ ให้ได้ปัจจุบัน เท่านี้เหลือกินเหลือใช้ เหลือที่จะพรรณนา ฯ

ส่งกระแสจิตทางหน้าผาก ชาร์จไฟเข้าหม้อที่ลิ้นปี่ จำตรงนี้เป็นหลัก ปฏิบัติ ๗ วัน ยืนหนอให้ได้ เห็นหนอให้ได้ พองหนอยุบหนอ กำหนดให้ได้ เท่านี้ เดี๋ยวอย่างอื่นจะไหลมาเหมือนใข่งู ฯ

การปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ต้องไปสอนวิชาการ เพราะไม่ต้องการให้รู้ และไม่ต้องดูหนังสือ ปฏิบัติโดยเคร่งครัด ให้มันผุดขึ้นในดวงใจใสสะอาดและหมดจด ฯ

เวลาเครียด อย่าทำสมาธิ เลือดลมไม่ดี ห้ามทำสมาธิ ต้องไปผ่อนคลายให้หายเครียด จนภาวะสู่ความเป็นปกติ ถึงจะมาเจริญกรรมฐานได้ การเจริญพระกรรมฐาน การนั่งสมาธิ ต้องเป็นคนที่ปรกติ ถ้าไม่ปรกติ อย่าไปทำ ฯ

ไม่ว่าคนฉลาดหรือคนสติปัญญาต่ำ ก็สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีความศรัทธาที่จะประพฤติปฏิบัติ มีความเพียรพยายาม มีความอดทน มีสัจจะ และดำเนินรอยตามการปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นต้น แต่ เรื่องของบุญวาสนาที่ติดตัวมาแต่อดีต ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ฯ

การเจริญกรรมฐาน ต้องการให้ มีปัญญา แก้ไขปัญหา จำตรงนี้เอาไว้ เพราะกรรมฐาน เป็นวิชาแก้ปัญหาชีวิต เป็นวิชาแก้ทุกข์ ต้องเรียนรู้เอง ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ ฯ

คบหาสมาคมกับคนที่ขยันหมั่นเพียร หลีกเลี่ยงบุคคลที่เหลาะแหละเกียจคร้าน มั่นใจว่า สติปัฏฐาน ๔ นี้ เท่านั้น เป็นทางที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ล้วนปฏิบัติมาแล้วทั้งสิ้น ฯ

เว้นจากการสมาคม กับบุคคล ที่ช่างพูด ช่างเจรจา ชอบคุย ต้องเว้นไป ออกสมาคมกับผู้ที่รักษาความสงบระงับ ฯ

ข้อที่ควรปฏิบัติระหว่างมาเข้าวัดปฏิบัติธรรม

ตัดความกังวล เกี่ยวกับ ครอบครัว คนรัก หน้าที่การงาน ธุรกิจ ฯลฯ
๑. อย่าโทรศัพท์
๒. อย่าอ่านหนังสือ
๓. อย่าพูดคุยกัน
๔. อย่าไปเดินซื้อของ
๕. อย่าไปเดินสำรวจ ดูโน่นมองนี่ ต้องเดินสำรวม
๖. อย่าพะวงหรือจดจ่อกับการซื้ออาหารทำบุญตักบาตร สับสนวุ่นวาย ไม่ถูกต้อง
๗. ทรัพย์สินหรือของมีค่าไม่ควรนำติดตัวมา เป็นภาระ เป็นกังวล ทำให้ไม่มีสมาธิ
๘. พึงระลึกอยู่เสมอว่าเรามาปฏิบัติธรรม ต้องสำรวม กาย วาจา ใจ ต้องเคารพกติกาและสถานที่
๙. ผู้ไม่เคยปฏิบัติหรือเพิ่งมาครั้งแรก ควรตั้งใจปฏิบัติ ๗ วัน มาวันโกน กลับวันโกน

หมายเหตุ : ถ้าท่านปฏิบัติได้ดังนี้ ภาพของนักปฏิบัติธรรมจะดูสวยงามน่าเลื่อมใส และจะได้ผลตามที่ท่านตั้งใจมา แต่ถ้าทำไม่ได้ตามกรอบนี้ ท่านจะเห็นแต่ภาพที่สับสนวุ่นวาย จะไม่ได้อะไรกลับไป นอกจากได้ชื่อว่ามาปฏิบัติที่วัดอัมพวันเท่านั้น ขาดทุน อยู่บ้านกำไรกว่า ? ฯ

๒.๗ กรรม

เหนือฟ้า ยังมีฟ้า แต่มีอะไร เหนือกฎแห่งกรรม ฯ

ผู้ที่เป็นชาวพุทธทุกคน ควรเชื่อและพยายามศึกษา ทำความเข้าใจในกฏแห่งกรรม อาตมาอยากจะกล่าวว่า ชาวพุทธที่ไม่เชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรมนั้น หาใช่ชาวพุทธไม่ ฯ

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลจะได้ดีหรือชั่ว จะได้รับสุขหรือทุกข์ ก็เพราะกรรมหรือการกระทำของตนเองทั้งสิ้น พระพุทธองค์ทรงเพียงบอกชี้ ทางแห่งความดีหรือความชั่วให้เท่านั้น….. ถ้าเราไม่ประกอบกรรมดีด้วยตัวของเราเอง ถึงจะสวดมนตร์อ้อนวอน หรือบูชาท่านด้วยอามิสที่มีค่าเพียงใดก็ตาม ท่านก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งแห่งเราได้ เพียงนับถือ แต่ไม่ปฏิบัติจะได้อะไรหรือ

คนที่เชื่อเรื่องกรรม ย่อมสามารถอดทน ยอมรับความทุกข์ยากลำบาก ความผิดหวัง ความขมขื่น และเคราะห์ที่เกิดแก่ตนได้ ไม่ตีโพยตีพายแต่ประการใด ว่า โลกนี้ไม่มีความยุติธรรมเลย ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำดีแล้วไม่ได้ดี ฯ

จิตใจคนเราจะเหมือนกันทุกคนย่อมเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ เนื่องจาก กฏแห่งกรรม จากการกระทำ ที่ไม่เหมือนกัน ต่างคน ต่างทำบุญ ทำบาป แตกต่างกันมา ฯ

กรรมให้ผลไม่เหมือนกัน ให้ผลทันเวลาและให้ผลในระยะยาวต่อไป ฉะนั้นทุกคนจึงมีโอกาสรับกรรมไม่เหมือนกัน บางคนคิดว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดี ทั้งนี้เพราะความดีที่ทำไว้ครั้งนั้นยังมาไม่ถึง ความชั่วหนักกว่าก็มาให้ผลก่อน ส่วนความดีนั้นเบาก็จะให้ผลในภายหลัง เพราะความดีความชั่ว น้ำหนักไม่เท่ากัน ฯ

หลายคนคิดว่ากฏแห่งกรรมไม่มีจริง จนถึงกับประชดประชันว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ด้วยเห็นว่า คนทำกรรมชั่ว ได้รับผลเป็นคนร่ำรวย เป็นคนมีอำนาจวาสนา มีคนเคารพยกย่อง ตรงกันข้ามกับคนที่ทำงาน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ขยันขันแข็ง กลับต้องมีชีวิตที่ยากลำบาก หรือคนที่ทำงานไม่เป็น คนที่ไม่ทำงาน เลี่ยงงาน แต่ถนัดในการประจบสอพลอ กลับได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งก้าวหน้าดี…..

ควรเข้าใจในเรื่องการให้ผลของกรรม ซึ่งมี ๒ ชั้น คือ การให้ผลของกรรมในชั้นธรรมดา และการให้ผลของกรรมในชั้นศีลธรรม

การให้ผลของกรรมในชั้นธรรมดา เป็นการให้ผลที่ไม่คำนึงถึงหลักความชอบธรรม เช่น นาย ก. โกงเงินหลวงหรือขโมยทรัพย์ของคนอื่นมา ผลก็คือได้เงิน ซื้อบ้านและอยู่บ้านหลังนั้น นี่เป็นการให้ผลของกรรมชั้นธรรมดา การให้ผลของกรรมหาได้หยุดเพียงแค่นั้น แต่ยังจะให้ผลในอนาคตในขั้นศีลธรรมอีก คือ ทำดี จะต้องได้รับผลดี อย่างแน่นอน และถ้าทำชั่ว จะต้องได้รับผลชั่ว อย่างหนีไม่พ้น

กรรมบางอย่างอาจจะให้ผลในชาตินี้ บางอย่างอาจให้ผลในชาติหน้า หรืออาจให้ผลในชาติต่อๆไป เช่นเดียวกับการปลูกพืช พืชบางอย่างให้ผลภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน บางอย่างก็ปี บางอย่างก็หลายปี ไม่เท่ากันแล้วแต่ชนิดของพืช (กรรม : ทั้งดีและชั่ว) การที่ทำความชั่ว แล้วได้ดีมีสุขอยู่ จึงเป็นเพราะกรรมชั่วยังไม่ให้ผล แต่กรรมดีที่เขาเคยทำยังคอยสนับสนุนอยู่ คนที่ไม่เชื่อเรื่องกรรมมักจะมอง แค่ผลของกรรมชั้นธรรมดา

คนที่ทำความชั่วแล้วความชั่วยังไม่ให้ผล ก็คิดว่าตนเป็นคนฉลาด ดูถูกพวกที่เชื่อเรื่องกรรมว่า เป็นคนงมงาย คนทำชั่วได้ดี จึงเปรียบเสมือนคนที่รับประทานขนมเจือยาพิษ ตราบใดที่ยาพิษยังไม่ให้ผล ก็คิดว่าขนมนั้นเอร็ดอร่อยหวานลิ้น

การให้ผลของกรรม มี ๒ ทาง คือ

ผลทางจิตใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้กระทำโดยเฉพาะ ทำแล้วได้รับผลทันที คือความสุขใจ ความปิติ หรือความทุกข์ใจ เศร้าหมองใจ

ผลทางวัตถุ เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับผู้อื่นหรือปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้อง จึงทำได้ยาก คนทำดีจะให้ได้ดี ทางวัตถุ (หวังลาภยศสรรเสริญ) ต้องประกอบด้วยหลัก ๔ ประการ

๑. ทำดี ต้องถูกสถานที่
๒. ทำดี ต้องถูกตัวบุคคล
๓. ทำดี ต้องถูกกาลเวลา
๔. ทำดี ต้องทำให้เสมอต้นเสมอปลาย

การทำความดี เราควรจะหวังผลทางจิตใจมากกว่าวัตถุ บางคนอาจทำความดีจริง แต่ดีไม่ถึงขั้น คือทำดีเพียงเล็กๆ น้อยๆ แล้วหวังผลแห่งความดีนั้น เมื่อไม่ได้รับผลตอบแทนก็หมดกำลังใจ น้อยใจ แล้วก็บอกว่าทำดีไม่เห็นได้ดี คนพวกนี้ เหมือนคนปลูกพืช รดน้ำพรวนดินเพียงเล็กน้อย แต่หวังผลมากมาย เหมือนรดน้ำที่ยอด คิดว่าจะได้ออกดอกออกผลไวๆ ฉันนั้น

คำว่า “ได้ดี หรือ ได้ชั่ว” ในทางโลกและทางธรรม มีความหมายต่างกัน

ทางโลก ได้ดีมักหมายถึง การได้ทรัพย์สมบัติ ได้อำนาจวาสนา ได้ตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น ส่วนได้ชั่ว หมายถึง พลาดหวังจากสิ่งดังกล่าว เป็นอัมพาต สมบัติโดนยึด เป็นต้น

ทางธรรม ได้ดี หมายถึงทำให้จิตใจดี เป็นสุข จิตใจสว่าง สะอาด สงบ ส่วนได้ชั่ว หมายถึง ทำให้จิตใจต่ำลง เศร้าหมอง เลวลง มืดมัว

ถ้าชาติที่แล้ว ปาณาฯ ติดตัวมา ๖๐ % รับรองชาตินี้ จะง่อยเปลี้ยเสียขา เป็นอัมพาต ถูกเขาฆ่า

ถ้าชาติที่แล้ว อทินนาฯ ติดตัวมา ๖๐ % รับรองชาตินี้ จะถูกจี้ปล้น ไฟไหม้บ้าน

ถ้าชาติที่แล้ว กาเมฯ ติดตัวมา ๖๐ % รับรองชาตินี้ จะมีเมียกี่คนมีชู้หมด มีผัวกี่คนเป็นของคนอื่นหมด

ถ้าชาติที่แล้ว มุสาฯ ติดตัวมา ๖๐ % รับรองชาตินี้ จะโดนหลอกลวง โดนโกหก

ถ้าชาติที่แล้ว สุราฯ ติดตัวมา ๖๐ % รับรองชาตินี้ จะเป็นโรคปัญญาอ่อน วิกลจริต ฯ

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ประกอบกิจด้วยอำนาจ โลภะ ตายไปจะเป็น เปรต

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ประกอบกิจด้วยอำนาจ โทสะ ตายไปจะเป็น อสูรกาย (ตกนรก)

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ประกอบกิจด้วยอำนาจ โมหะ ตายไปจะเป็น สัตว์เดรัจฉาน ฯ

บุคคลที่มีพฤติกรรมดังนี้ แม้จากภพนี้ไปแล้ว ย่อมเป็นเปรตในภพหน้า

๑. อิจฉาริษยาคนร่ำรวยและสูงกว่าตน หรือดูถูกดูแคลนคนยากจนหรือต่ำกว่าตน
๒. ตระหนี่ไม่ทำทานและยังกีดกันคนที่ทำทาน
๓. นำทรัพย์สินและของส่วนรวม มาเป็นของตน
๔. ติฉินนินทา กล่าวร้ายพระและครูอาจารย์ของตน
๕. ยุยงสงฆ์และหมู่คณะ ให้แตกกัน
๖. ให้ยาหญิงมีครรภ์ เพื่อทำลายเด็กในครรภ์
๗. แช่งด่าคนที่ทำบุญและทำความดีต่อสังคมและพระสงฆ์
๘. ใช้อุบายทุจริตในการค้า
๙. ต่อพ่อแม่และคนในวงศ์ตระกูลของตน
๑๐. ไม่ยอมให้ทานข้าวด้วยและยังสาบานว่าไม่มีข้าวดังกล่าว
๑๑. ลักขโมยของคนอื่นมากิน แล้วสาบานว่าไม่ได้ขโมย
๑๒. กลางคืนถือศีล กลางวันเป็นพราน
๑๓. เป็นเจ้าเมืองหรือเป็นผู้ใหญ่ เป็นข้าราชการ ที่ชอบกินสินจ้างรางวัล
๑๔. ทำบุญด้วยของเหลือเดน ถวายภัตตาหารด้วยเนื้อหมาและสัตว์ที่มีเล็บ
๑๕. ข่มเหงรังแกคนยากคนจน ตัดไม้ทำลายป่า

อนาคตท่านจะย่ำแย่ เป็นเปรตในอนาคต และจะเห็นทันตาในปัจจุบัน ฯ

อำนาจโทสะ ไม่พอใจคนโน้นคนนี้ ตายขณะนั้นลงนรกไปเลย ทำบุญทอดกฐิน สร้างศาลา ยกช่อฟ้าหน้าบัน ก็ต้องลงนรกไป ผิดหวังแน่นอน ด้วยอำนาจโทสะ

อำนาจโมหะ ตายไปก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน หาสติปัญญาไม่ได้ ตายจากสัตว์เดรัจฉานกลับมาเป็นมนุษย์ ก็ไร้สติปัญญาจะเรียนหนังสือได้ อย่าทำอารมณ์อย่างนั้นเลย แก้ปัญหาปัจจุบันเสียให้ทันท่วงที ฯ

โยมคนหนึ่งเป็นเศรษฐี อายุ ๘๔ ปี รักษาอุโบสถมา ๓๐ ปี ทอดกฐินเก่ง ทอดผ้าป่าเก่ง แต่ ตายเป็นเปรต ไปเที่ยวเข้าเขา เพราะอำนาจโลภะ เอาทรัพย์สมบัติของลูกชายคนโต มาให้ลูกสาวคนเล็ก ลูกเขย (สามีของลูกสาวคนเล็ก) เล่นการพนันผลาญหมด เลยเสียใจ ตรอมใจ ถึงแก่กรรมตายเป็นเปรต ฯ

เมื่อสมัยก่อนเขาเป็นเศรษฐีมีเงิน ขี้เกียจทำบุญ ตายแล้วไม่ได้ไปเกิด เป็นเปรตอยู่ที่ที่นั่น อยู่มา ๑๐๐ กว่าปีแล้ว เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เจ้าของที่ใหม่จะขายก็ขายไม่ได้ ฯ

“หลวงพ่อตายแล้ว (หลวงพ่อขำ) เขาทำศพแล้ว ๕๐ – ๖๐ ปีผ่านไป หลวงพ่อยังต้องไปทวงหนี้เขา อดยากเหลือเกิน พ่อทิดมีเงินมีทอง หมั่นทำบุญทำทานนะ อย่าไปให้ใครกู้อย่างนี้เลย” ท่านบอกว่าสอนลูกสอนหลานนะอย่าทำเลย อย่าขี้เหนียวเลย นี่แหละหลวงพ่อลำบากเหลือเกิน บัดนี้ยังหาที่เกิดไม่ได้เลย ไปเที่ยวทวงหนี้ ทวงแล้วเขาไม่ให้ ก็ตามทวงตลอดไป ฯ (เปรตหลวงพ่อขำ อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ไปเข้าฝันโยมคนหนึ่งที่วัดโพธาราม อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงพ่อของพวกเราบันทึกสัมภาษณ์ และตรวจสอบแล้ว)

ที่วัดอัมพวันก็ยังมี ชื่อหลวงตาเฟื่อง เดี๋ยวนี้ยังอยู่ด้วย ตอนบวชไม่ทำกิจวัตรอะไร ขนแต่ของวัด เข้าบ้าน ตายแล้วเป็นเปรตอยู่ที่วัดนี้ ฯ (เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓)

คนที่เป็นหนี้ (กรรม) เขา ยังใช้หนี้ (กรรม) ไม่หมด สร้างความดีไม่ขึ้น หากินไม่ขึ้น บางคนค้าขายร่ำรวยจริงแต่เก็บเงินไม่อยู่ ทำอย่างไรก็ไม่อยู่ ไม่รู้ออกไปทางไหนหมด อาตมาก็ดูให้ บอกให้มานั่งกรรมฐาน แก้กรรมนี้เสีย ก็ได้ความว่า สร้างเวร สร้างกรรม มามาก ยังใช้ไม่หมด พอใช้เวรใช้กรรมหมด ก็อโหสิกรรมแผ่เมตตา บำเพ็ญกุศลเรียบร้อย ทีนี้เก็บเงินอยู่ละ เป็นเศรษฐีได้ นี่กลายเป็นคนมีเงินมีทองไปแล้ว นี่แหละ ใช้หนี้ใครไม่หมด ไม่เจริญหรอก ทำมาหากินไม่ขึ้น ขอฝากไว้สั้นๆ ฯ

ถ้าท่านอยากหมดเวรหมดกรรม อาตมาตอบสั้นๆ อย่าไปสร้างเวรสร้างกรรมต่อไป แค่นี้พอแล้ว ค่อยๆทยอยใช้ไม่นานก็หมดไปเอง เหมือนกับเราไปขอยืมเงินเขามา ๑,๐๐๐ บาท ถ้าใช้คืนวันละบาทสองบาท ต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าใช้วันละ ๑๐๐ – ๒๐๐ บาท เดี๋ยวมันก็หมดไปเอง ฯ

สร้างความดีจะมองเห็นกรรม สร้างความชั่วจะไม่เห็นอะไรเลย ต้องไปใช้ดอกทบต้นในเมืองนรกฯ

สร้างกรรม เราเป็นคนทำ เราต้องเป็นคนแก้ จะไปให้คนอื่นแก้ไม่ได้ การเจริญกรรมฐาน ทำให้รู้กฎแห่งกรรม ว่าเราเคยทำอะไรไว้ จะได้แก้กรรม (ชดใช้กรรม) ของตัวเอง ไม่ใช่คนอื่นแก้ให้ เราไปขอยืมเงินของเขามาแล้ว ให้คนอื่นรับใช้มันจะถูกต้องไหม คงจะไม่ยุติธรรมกระมัง กฎแห่งกรรม นะท่านทั้งหลาย บางคนด่ากันว่ากัน พ่อบางคนเตะลูกทั้งรองเท้า เป็นเวรกรรม เจริญกรรมฐานไม่ได้หรอก ต้องอโหสิกรรมกันก่อน บางคนด่าสามีทำกรรมฐานไม่ได้ผล เพราะไม่ได้อโหสิกรรมก่อน บางคนคิดไม่ดี กับพ่อ คิดไม่ดีกับแม่ ไม่ต้องทำกรรมฐานนะ ไม่ได้ผล ถ้าไม่อโหสิกรรมก่อนไม่ได้ผล เหมือนเราไปแจ้งความที่โรงพัก ถ้าไม่ถอนแจ้งความ มันก็มีความผิดต่อไป เป็นกฎแห่งกรรมนะ เราต้องถอน เราไปพูดด่าเขาก็อโหสิกรรมถอนคำพูดออกจากการด่าเขาเสีย ถึงจะไม่มีเวรกรรมติดตัวไป อันนี้มีประโยชน์มาก ผู้ที่เจริญกรรมฐานถึงจะรู้ได้ ฯ

บุญกับบาป ลบล้างกันไม่ได้ บุญก็อยู่ส่วนบุญ บาปก็อยู่ส่วนบาป เปรียบเหมือนน้ำกับน้ำมัน หากเราสร้างกรรมดี สร้างบุญกุศลให้มากเข้าไว้ แม้บุญกุศลจะไม่สามารถล้างกรรมชั่วได้ แต่หากบาปกรรมชั่วมีน้อย ก็จะยังตามไม่ทัน เพราะกุศลบารมีมากกว่า เมื่อเราสร้างบุญกุศลเป็นบารมีมากขึ้น เราก็แผ่ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร สร้างบุญกุศลครั้งใด ก็อุทิศทุกครั้งไป หากกรรมชั่วเรามีน้อยก็จะจางไป เพราะส่วนกุศลที่เราอุทิศ จะชดใช้หนี้กรรมไปในตัว เมื่อเราสร้างบุญกุศลมากขึ้น กรรมชั่วถึงไม่จางก็ค่อยห่างออกไป ยังตามไม่ทัน แต่หากหยุดสร้างบุญกุศลและหันมาสร้างกรรมชั่วสร้างบาปต่อไป กรรมชั่วก็จะเข้าใกล้ ติดตามมาทันสนองเร็วขึ้น หากเป็นกรรมหนักก็ยากที่จะหลบหลีกให้พ้นได้ แม้จะสร้างกรรมดีเพียงใดก็ตาม ก็ต้องรับกรรมหนักชาตินี้ไปก่อนจนกว่าจะหมดเวร ส่วนกรรมดีก็จะสนองภายหลังหรือชาติหน้า หรือเมื่อใช้หนี้อกุศลกรรมหมดแล้ว ฯ

(เรื่องนี้หลวงพ่อได้เล่าเปรียบเทียบไว้น่าฟังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า เหมือนเราไปยืมสตางค์เขามาแล้วไม่มีใช้ ก็คือเป็นหนี้เขาต้องชดใช้ทั้งดอกและต้น เราอาจขอทำงานรับใช้เขา เพื่อลดดอก เมื่อเขาเห็นความดีเรามากเข้า เขาอาจไม่คิดดอก อดทนทำความดีให้เจ้าหนี้เห็นยิ่งๆ ขึ้น เขาอาจยกหนี้ให้หมดเลย : ผู้รวบรวม)

กรรม สิ้นสุดที่ อโหสิกรรม ก่อนที่จะแผ่เมตตาออกไป ต้องอโหสิกรรมก่อนนะ ถ้าไม่อโหสิกรรมออกก่อน ท่านจะแผ่ไม่ออก อโหสิกรรมให้ใจสบาย ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่อิจฉาริษยาใคร แผ่เดี๋ยวนั้นถึงเดี๋ยวนั้น แล้วก็มีการตอบรับด้วยนะ อันนี้มันเป็นของใครของมัน อาตมาจะบอกกรรมวิธีแบบวิชาการนั้นคงไม่ได้ เพียงแต่แนะแนววิธีปฏิบัติเท่านั้น จากอำนาจของจิตด้วยการใช้สตินั่นเอง ฯ ถ้าไม่ได้ใช้ในชาตินี้ ก็ต้องใช้ดอกในชาติหน้านะ กฎแห่งกรรมมีจริง แต่ กฎแห่งกรรมที่อาตมาประเมินผลและได้ประสบการณ์มารู้ล่วงหน้าได้ เพราะใช้สติระลึกก่อน เป็นตัวรู้ล่วงหน้า ตัวสัมปชัญญะเป็นตัวผลักดัน ทำให้แก้ไขเหตุการณ์ได้ทันเฉพาะหน้า ที่อาตมารู้นี้ก็เนื่องจากเรา เจริญสมาธิ เจริญสติ อยู่ตลอดเวลา ขอให้ท่านไปพิจารณาด้วยตนเอง ด้วยเจริญกุศลภาวนาไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่าง เวลาที่ท่านทำงานก็ภาวนาไป หูได้ยินเสียงก็ภาวนาไว้ ตั้งสติไว้ตลอดกาล กัมมัฏฐานมีความสำคัญต่อหน้าที่การงาน ฯ

ขอเจริญพรว่า การแผ่ส่วนกุศล หรือแผ่เมตตาแก้กรรม จะแก้บทใด อย่าพูดเรื่องนั้น อย่าไปด่าไปว่าจะไม่มีทางแก้ไขได้ จะเป็นการหยิกเล็บเจ็บเนื้อ จะเหลือวิสัย วิธีแก้กรรม อย่าไปผูกใจเจ็บ ให้อโหสิกรรมเสีย ก็จะเป็นสุขทุกฝ่าย ฯ

คำว่าตัวกรรมเห็นชัดคือเวทนา ถ้าเรานั่งเมื่อยแล้วเลิก เดินจงกรมเมื่อยแล้วเลิก รับรอง ทำอีกหมื่นปี ก็ไม่พบกฎแห่งกรรม จากการกระทำของตน ไม่พบแน่ ขอฝากปรารภธรรมไว้ในข้อนี้ ฯ

กรรมครั้งอดีต นั้นต้องแก้ด้วยการเจริญ ทุกขเวทนา มีเวทนาแล้วต้องสู้ เวทนาจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป เราจะรู้ว่าเราทำกรรมอะไรไว้

กรรมปัจจุบัน แก้ด้วยการกำหนดทาง อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ หน้าที่การงาน ให้มันดับไป อย่ามาติดใจและข้องอยู่ แต่ประการใด ไฟราคะ โทสะ โมหะ ก็จบไม่ลุกลามไปถึงอนาคต

การอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ บิดามารดาชาติเก่าครั้งอดีต ก็มีโอกาสมารับส่วนบุญกุศลด้วย เรามีบิดามารดา มาหลายชาติ หลายกัปป์หลายกัลป์ มาชาตินี้ก็มิทราบได้ว่า ใครเป็นบิดามารดาของเรา พระเกจิอาจารย์ท่านเล่าสืบมา บางที บิดามารดา ญาติวงศ์พงศามาเกิด เป็นสุนัข เป็นวัว เป็นควาย ฯลฯ เราก็หารู้ไม่ เพราะล้มหายตายจากไปหลายชาติ หลวงพ่อยกตัวอย่าง ชายหนุ่ม จาก จังหวัดปัตตานี ขึ้นไปรับจ้างทำไร่ไถนาที่จังหวัดพิจิตร ได้พบครอบครัว ที่ในอดีตชาติเขาเคยเป็นพ่อบ้านของครอบครัวนี้ และเมื่อลูกหลานบ้านนี้ทำบุญให้บรรพบุรุษครั้งไร ก็รู้สึกอิ่มท้องตลอดทั้งวัน ทั้งคืน ฯ (ตัวอย่างนี้เป็นประจักษ์พยานของการเวียนว่ายตายเกิด ว่ามีจริง และอานิสงส์ของการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ว่าได้ผลจริง นี่เป็นความโชคดีของผู้ที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา : ผู้รวบรวม)

ท่านทั้งหลายเอ๋ย ที่เราสร้างบุญสร้างบาปกันมาเองนี่แหละ พ่อแม่สร้างความไม่ดีให้กับลูก ทำความไม่ถูกให้กับหลาน เวรกรรมก็จะโอนให้กับลูกของตน ถ้าพ่อมีบุญ แม่มีบุญได้เจริญกรรมฐาน ลูกออกมาก็จะมีบุญวาสนาด้วย ถ้าพ่อมีเวร แม่ซ้ำมีเวร สร้างเวรสร้างกรรมร่วมกันมา ลูกจะมีสมองดีไม่ได้ เสียจริตผิดมนุษย์ ไม่สามารถจะสอนให้เขาดีได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ที่เราสวดมนตร์ว่า “กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโน ยัง กัมมังกริสสามิ กัลยาณังวาปาปะกังวา” ฯ

การผสมเทียม (เด็กหลอดแก้ว) เกี่ยวข้องกับกฎแห่งกรรม อย่างไร พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ยก ตัวอย่างเปรียบเทียบ ได้อย่างแยบยลและเข้าใจได้ชัดเจน ว่า การที่เราจะไปอยู่บ้านหลังใหม่ (เกิดใหม่) ก็ต้องให้บ้าน (ตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์) สร้างเสร็จก่อน (เมื่อตัวอ่อนเริ่มมีปัญจะสาขา คือมือสองเท้าสองสมองหนึ่ง) แล้ว เรา (จิตวิญญาณ) จึงจะเข้าไปอยู่ มิใช่เรายืนอยู่ แล้วให้ช่างมาสร้างบ้านคร่อมตัวเรา การนำเชื้อของผู้ชายคนไหนมาไม่สำคัญ (เป็นส่วนหนึ่งของวัสดุก่อสร้าง) สำคัญอยู่แต่สามีภรรยาคู่นั้น ว่าเขาทั้งสองมี กรรมดีกรรมชั่วติดตัวมา อย่างไร ถ้ามีบุญกุศลติดตัวมาดี ก็จะได้จิตวิญญาณที่ดีมากำเนิด แต่ถ้ามีบาปกรรมชั่วติดตัวมา ก็จะได้สัตว์นรกมาเกิด เป็นความผูกพันที่มีต่อกันมาแต่อดีต ตามมาถึงภพชาติปัจจุบัน (ผู้ที่คิดจะทำต้องพิจารณาให้รอบคอบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับคน เพราะอาจมีปัญหาสังคมตามมา อันเนื่องมาแต่ความผูกพันและความอบอุ่นในครอบครัว)

เหตุเกิดที่อยุธยาขอทานสองคนผัวเมียมีลูกชายออกมาก็ทิ้งให้แม่ (ยาย) เลี้ยง ส่วนตัวเองก็ขอทานเป็นปรกติ จนกระทั่งลูกโต (ชื่ออ้ายจุก) ยายก็พาหลานออกขอทานตามอาชีพของเขา วันหนึ่งผ่านบ้านเศรษฐีใจบุญ แต่ไม่มีลูก ก็ไปยืนขอทาน เศรษฐีกลับต้องชะตาลูกขอทาน ก็ถามขอทานว่าลูกหรือ ขอทานก็บอกว่าไม่ใช่ เป็นหลาน ลูกของลูกสาว แล้วเอ๋ยปากขอเอาไปเลี้ยง ในที่สุดครอบครัวขอทานก็ยกให้ และเศรษฐีสองสามีภรรยานี้ก็รักมากส่งเสียเรียนหนังสือจบแล้วรับราชการตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอย้ายหมุนเวียนจนมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วผู้ว่าคนนี้ยังแวะไปดูถิ่นกำเหนิดของตัวเองและยังแนะนำตัวเองกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องนี้หลวงพ่อเล่าให้ญาติโยมฟังบ่อยๆ เป็นความผูกพันมาตั้งแต่อดีตชาติ ภรรยาเศรษฐีมีเหตุให้ไม่สามารถมีลูกได้ลูกจึงต้องมาอาศัยท้องขอทานเกิด เมื่อเกิดมาลักษณะผิวพรรณก็ไม่เหมือนลูกขอทานทั่วไป พอพบหน้ากันก็ถูกชะตาทันที นี่เป็นเพราะกรรมดีที่สร้างร่วมกันมา ผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต ตัวอย่างนี้ประมาณสี่สิบปีมาแล้ว ฯ

ท่านก็เลือกเอา เฮฮาตอนเป็นพระ ไม่สำรวมสังวรระวัง ไม่อยู่ในโอวาทอุปัชฌาย์ เป็นไปตามกรรมเองนะ ตั้งแต่บวชมาหลวงพ่อไม่เคยเอาจีวรออก นอกเหนือจากสรงน้ำ เหงื่อออกหยดลูกคางก็ต้องห่มจนเคยชิน และสำรวมอยู่เสมอ

พิจารณาปัจจยะปัจเวกขณะอยู่เสมอ ครองสบงทรงจีวรก็มีสติ พิจารณาปฏิสังขาโย อัชมยา ยถาปัจจยังสำรวมอยู่ทุกวัน รับรอง ท่านมีใจเป็นกุศล จิตท่านก็เป็นบุญ ท่านเกิดความสุขในอนาคตแน่ ถ้าท่านพิจารณาปัจจยะปัจเวกขณะ ๔ ประการ ตลอดแล้ว รับรอง สึกหาลาเพศไปแล้ว ท่านจะทำอะไรก็ราบรื่น ประกอบอาชีพอะไรก็ประสบผลสำเร็จ ฯ

ดูก่อนอานนท์ศรีอนุชา บัดนี้เราเป็นนักบวช เป็นหนี้ชาวแว่นแคว้น เป็นหนี้ญาติโยมมากหลาย จงใช้หนี้โยมเขา ใช้ค่าข้าวสุก ใช้ค่าปัจจัย ๔ เขานะ อย่านิ่งดูดาย บริโภคปัจจัย ๔ ของโยมโดยไม่พิจารณา พระสงฆ์ต้องเคร่งครัดในสีลาจารวัตรและพิจารณาปัจจัยทุกครั้งที่ใช้นุ่งห่ม พระแต่ละรูปก็เป็นหนี้โยมแต่ละเม็ดข้าวสุกแล้ว ทำไมไม่ใช้หนี้โยม กุฏิที่อยู่ ที่กินสะอาด ที่ถ่ายสะดวก มาบวชแล้วไม่ใช้หนี้โยม ไม่ช่วยกันกวาด ไม่ช่วยกันทำ ไม่รักษาของประชาชน สงฆ์ก็เป็นหนี้ประชาชน รับรองกินกับนอน ตายแล้วไปเป็นเปรต พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ตายไปแล้วจะไปกินก้อนกรวดก้อนทองแดงในเมืองนรกแน่นอนที่สุด

เดี๋ยวนี้ พระที่วัดนี้ตายไปหลายองค์ กำลังกินก้อนกรวดก้อนทองแดง อยู่ในเมืองนรก ไม่เคยใช้หนี้โยมเลย ใช้หนี้โยมต้องสร้างความดี ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ฯ (ลูกศิษย์รุ่นเก่าเคยเล่าให้ฟังว่า แม่ใหญ่เข้าผลสมาบัติไปเที่ยวแดนนรกเห็นผ้าเหลืองหน้าประตูนรกเต็มไปหมด หลวงพ่อต้องไปตาม เพราะเกรงว่าจะหลงติด ทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า : ผู้รวบรวม)

ถึงโภชนาหารเจริญรุ่งเรืองวิตามินดีก็ตาม แต่ทำไม คนตายในวัยเด็ก ทำไมโดนยิงตาย โดนรถชน โดนอุบัติเหตุ โดนโรคมะเร็งกิน กระทั่งมียารักษาโรคอยู่มากมาย นั่นคือกฎแห่งกรรม จากการกระทำ เป็นกฎอันหนึ่ง ฯ

พระท่านสอนว่า กิจโฉ มนุสสปฏิลาโภ การเกิดเป็นมนุษย์แสนจะยาก ยิ่งมีหน้าตาดียิ่งหายาก ที่สุด บางคนมีศีลมาไม่ครบเกิดมาขี้ริ้วขี้เหร่ บางคนเกิดมาง่อยเปลี้ยเสียขา บางคนตาบอดหูหนวก บางคนแถมยังปัญญาอ่อน บางคนเป็นอัมพาต บางคนมีมาทานดีแต่ชาติก่อน ก็มาเกิดเป็นลูกมหาเศรษฐีมั่งมีศรีสุข แต่เมื่อชาติก่อนเขาได้ทำการเบียดเบียนสัตว์มา ชาตินี้จึงสามวันดีสี่วันไข้ มีเงินก็ช่วยไม่ได้ บางคนไม่ได้สร้างเหตุแห่งปัญญามา ถึงเกิดเป็นลูกเศรษฐี เงินก็ช่วยซื้อวิชาไม่ได้ บางคนบ้านใหญ่ บ้านโตราวกับวัง แต่กินข้าวกับน้ำตาไม่เว้นแต่ละวัน ฯ โลกมนุษย์มีแต่ ขี้เกียจ ขี้โกง ขี้อิจฉา ขี้ริษยา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ทรงแสดงเหตุผลชัดเจน สร้างความดีจะไปสวรรค์ ต้องมาที่โลกมนุษย์ ที่อิจฉากัน ฯ

คนที่ไม่มีธัมมะ ชอบขี้เกียจ ขี้โกง ขี้อิจฉา ขี้ริษยา ชอบประทุษร้ายเขา จะมีแต่ความทุกข์ที่น่ากลัว โดยเฉพาะกับผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีความผิด จนได้รับโทษทัณฑ์ ผู้นั้นต้องถึงความพินาศ โทษที่น่ากลัว คืออิจฉา จะเกิดอาพาธเจ็บป่วยอย่างหนัก ต้องทนทุกข์ทรมาน คนที่ริษยา จิตจะกระวนกระวายและฟุ้งซ่านตลอดชีวิต ฯ

ถ้าเราเกื้อกูลกัน ในวันนี้ จะเป็นญาติกัน ในวันหน้า ถ้าเราเกื้อกูลกัน ครั้งอดีตชาติ ต้องมาเป็นญาติกัน ในวันนี้ ขอฝากทุกคนในที่นี้ด้วย ฯ

ชาติที่แล้วเคยเป็นสามีภรรยา เป็นคู่เวรคู่กรรมกันมา ชาตินี้มาเจอกัน ก็ต้องเป็นคู่เวรคู่กรรมกัน ต่อไป แต่ก็ไม่แยกจากกัน ต้องแก้ด้วยการแผ่เมตตา ฯ

การแก้กรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ การที่ญาติโยมมานั่งเจริญกรรมฐาน แล้วแผ่ส่วนกุศลให้ เจ้ากรรมนายเวร ทุกท่านจะกลับร้ายกลายดี ลูกหลานจะมั่งมีศรีสุข จะประกอบอาชีพการงาน ก็จะมีเงินไหลนอง ทองไหลมา ฯ

นี่แหละเวรกรรมตามสนองอย่างไร กฎแห่งกรรมจะบอกชัด การเจริญกรรมฐานจะแก้ได้ มันจะล้างมลทินได้ ล้างกรรมเก่าที่มีมานานแล้ว จะมีแต่โชคดี มีปัญญา คนที่ไม่เคยอุปถัมภ์ ก็จะมาอุปถัมภ์ คนที่เป็นศัตรูกัน จะกลับมาเป็นมิตร ฯ

๒.๘ ทั่วไป

อาตมาไม่เคยสอนใครไปสู่สวรรค์ นิพพาน แต่สอนกรรมฐานให้ระลึกชาติได้ ระลึกบุญคุณ คนได้ นึกถึงพ่อแม่ นึกถึงตัวเอง และสงสารตัวเอง จะทำแต่สิ่งดีๆ แค่นี้พอก่อน ฯ

โลกียปัญญาคือปัญญาทางโลก โลกุตรปัญญาคือปัญญาทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ โลกุตรปัญญาเป็นการแก้ไขปัญหาชีวิต เข้าสู่จุดมุ่งหมายของกรรมฐานโดยเฉพาะ ฯ

อาตมาขอยืนยันว่า ผีก็เจริญกรรมฐานได้ ไม่จำต้องเป็นคน คนยังไม่สนใจ แต่ผีสนใจก็เป็นที่น่าอนุโมทนา ก็เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จิตมุ่งมาดปรารถนา เข้าสู่ภาวะกลับกลายจากเปรตเป็นเทพธิดาได้ ไม่มีการปฏิสนธิในครรภ์แต่ประการใด เป็นอภินิหารของโอปปาติกะ ที่สร้างคุณงามความดี เกิดเป็นเทวดาก็ได้ เป็นเทพก็ได้ เป็นได้หลายอย่าง เป็นอภินิหารของบุญกุศล ที่ตนได้สร้างมา ฯ

ผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน โปรดใส่ใจในการปฏิบัติ พระกรรมฐานเป็นบุญเขตอันสำคัญ ด้วย ทาน ศีล และภาวนา แต่ ทาน ศีล สู้ไม่ได้ เพราะ เรา บริจาค ทาน เหมือนไปเรือถ่อเรือพาย แต่หากว่ามี ศีล ด้วย เหมือนเราไปรถไวขึ้นหน่อย ถ้าเรามี ภาวนา แล้ว เหมือนเราไปเครื่องบิน ด่วนจี๋ทันท่วงที ถึงพระนิพพานโดยพลัน

บางคนบอกแก่แล้ว ฝึกไม่ได้ ต้องได้ ! ถ้าพยายามและทำสม่ำเสมอ นอนแล้วให้กำหนด นักปฏิบัติไม่ค่อยทำ บอกว่า เพลีย เหนื่อย อ่อนใจ ไม่ใช่ว่า เพลียมาก วันนี้ไม่ต้องสวดมนตร์ แล้ว ไม่ต้องพร่ำภาวนา ไม่ต้องตั้งสติ นอนเลย อย่างนี้ก็ไปไม่ได้ ฯ

ค้าขายตั้งแต่เล็ก โตขึ้นไปจะได้เป็นเจ้าของธุรกิจฉันใด การเข้าวัดปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ยังหนุ่ม ยังสาว ย่อมได้มรรค ผล และประโยชน์ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ฉันนั้น ถ้าจะรอให้อายุคราว คุณปู่ คุณย่า แล้ว เข้าวัดปฏิบัติ (สุขภาพและสังขารไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติ) รับรองท่านจะเท่งทึง ขอฝากไว้ ฯ

มาเลยแม่มา มาเลยพ่อมา ตะวันจะสาย สายบัวจะเน่า พายเถิดแม่พาย เดี๋ยวจะสาย สายบัว จะเน่า พายได้อย่างไร โซ่ก็ไม่แก้ ลูกกุญแจก็ไม่ไข (ไม่รู้จักปล่อยวาง) พายติดโซ่ พายได้อย่างไร ไม่ได้อะไรเลยคนพวกนี้

บางคนมาถามว่า “ฉันมีเวร มีกรรมอะไร”
หลวงพ่อตอบว่า “มานั่งกรรมฐานซิโยม จะได้รู้”
โยมตอบว่า “โอ๊ย ฉันไม่มีเวลา ไม่ว่าง”

แต่เวลาไปคุยบ้านเหนือบ้านใต้ดีนัก คุยนินทากันนั่นแหละว่าง ไปสร้างความชั่วว่าง แต่สร้างความดีไม่มีใครว่าง ถูกต้องแล้วน่าเห็นใจ เพราะคนเราจะดีเหมือนกันทุกคนไม่ได้ แล้วแต่วาสนาบารมี คนที่ไม่มีบุญวาสนา มันทำยาก อาตมาก็เห็นใจด้วย คนเราที่จะดึงมาสร้างความดี ดึงยาก เพราะดูเหตุการณ์แล้วคนนั้นไม่มีบุญ ไม่มีวาสนา เขาจึงทำยาก ทำอย่างไรก็ทำไม่ขึ้น และทำไม่ได้ด้วย ฯ

เวลาปากดี ก็ไม่อยาก สวดมนต์
เวลามือดี ก็ไม่อยาก ไหว้พระ
เวลาร่างกายแข็งแรง ก็ไม่อยาก ปฏิบัติธรรม

พอเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ปากเบี้ยว แขนสั่น เดินไม่ไหว อยากจะ ไหว้พระ สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม เป็นไปไม่ได้ ทำบุญเจ็บๆ ก็ได้บุญเจ็บๆ ฯ

ขอให้ญาติโยมโปรดทราบ ที่ว่าตัดปลิโพธกังวลไม่ไปสนใจกับใครนะถูกแล้ว สติจะได้มารวบรวมอยู่ที่จิตเรา ก็ดูชีวิตของเราอย่างนี้ กฎแห่งกรรมจะบอกทุกระยะ เขาบอกเราทุกคนเลย แต่เราไม่สนใจตัวเองนะ โยมไปสนใจข้างนอก ไม่ได้กำหนดเลย ฯ

บวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม บวชกาย บวชวาจา บวชใจ กายกรรม ๓ มโนกรรม ๔ วจีกรรม ๓ เรียกว่ากุศลกรรมบถ ๑๐ ฯ

สติตัวเดียวนี้มันถอยหลังได้ รู้ครั้งอดีตชาติที่ผ่านมาได้เลย เพราะเราสงบแล้ว สตินี่สำคัญมาก สัมปชัญญะรู้ตัวได้ ถอยหลังไปได้เลย แต่วิธีปฏิบัติ ต้องปัจจุบัน ปัจจุบัน อดีตไม่มารื้อฟื้น เรื่องของคนอื่นอย่านำมาคิด กิจที่ชอบทำให้เสร็จไป อนาคตอย่าจับมั่นคั้นให้มันตาย ผิดหวังจะเสียใจตลอดชีวิต ฯ

จับหลับ หมายถึงการหลับอย่างมีสติ อันนี้เป็นคำพูดของคนสมัยเก่า หลับจะมีสติได้อย่างไร มีวิธีปฏิบัติดังนี้ หายใจเข้า หายใจออก ยาวๆ พองหนอ ยุบหนอ ทำอย่างสบาย หายใจสบาย เดี๋ยวมันจะหลับจะเพลินแล้วมันจะเผลอ แล้วมันจะวูบลงไปสู่ภวังค์ บางทีถ้าไปนอนโดยไม่มีนาฬิกาไป แต่เราจะต้องตื่นตี ๔ ถ้าเรานั่งจนชำนาญแล้วนะ เราก็นอนพองหนอ ยุบหนอไป เรื่อยๆ แล้วหลับมีสติดี ถึงตี ๔ จะสะดุ้งตื่นเลย แล้วดูนาฬิกาจะตรงเวลาพอดี ฯ

บางทีเราเขียนหนังสืออยู่บนเก้าอี้ จะพักผ่อน เขียนหนังสือเสร็จแล้ว ก็นั่งสบายๆ หายใจยาวๆ แล้วอธิษฐานจิตว่า ขอหลับ ๕ นาที สำรวมจิตไว้ที่ลูกกระเดือกที่กลืนน้ำลาย ตั้งสติ หายใจยาว ไม่เกินอึดใจ หลับเลย แล้วมันจะวูบไป พอถึง ๕ นาที ตื่นขึ้นมาก็สดชื่น ทีนี้ถ้าง่วงเหลือเกินอยากจะอยู่ต่อไปโดยไม่ง่วง ตั้งสติไว้ที่หน้าผาก แล้วหายใจยาวๆ เดี๋ยวตาแข็งดูหนังสือต่อได้เลย อีกหนึ่งชั่วโมงแล้วค่อยนอน ฯ

ปาก ไม่พูด จิต ไม่คิด จึงจะเป็นสมาธิภาวนา ฯ

คนโง่ เอาจิตไว้ที่ปาก (นึกจะพูดก็พูดมาก พูดอะไรไม่มีเหตุมีผล) คนฉลาด เอาสติไว้ที่ใจ (กำหนดจิตพระกรรมฐาน เป็นการพัฒนาจิต) ฯ

สติตัวต้น ระลึกก่อน สติตัวกลาง รู้ตัว (สัมปชัญญะ) กำหนด สติตัวปลาย คือปัญญา

ชาละวัน เข้าถ้ำคูหา (เหมือนกับกำลังอยู่ในสมาธิภาวนา มีการกำหนด มีสติ) กลายเป็นมนุษย์โสภา แต่ ออกจากถ้ำคูหา (เหมือนกับออกจากสมาธิภาวนาไปแล้ว ขาดการกำหนด ขาดสติ) กลายเป็นกุมภา ฯ (ไกรทอง ซึ่งเปรียบเหมือนกิเลสมาร มาร้องด่ายั่วยุ ขาดการกำหนด เลยโกรธ ขาดสติ จึงถูกฆ่า : ผู้รวบรวม)

หลับตาเห็นข้างใน หมายถึง รู้ตัวเอง คือ มีสติสัมปชัญญะ ลืมตาเห็นข้างนอก ฯ

สมาธิมีความสำคัญอยู่ ๓ ประการคือ

๑. สมาธิทำให้จิตแน่วแน่ เกิดพลังซึ่งจะนำไปใช้ในเรื่องของฤทธิ์เรื่องของปาฏิหาริย์เป็นพลังจิตอย่างหนึ่ง

๒. สมาธิทำให้จิตใส ทำให้มองเห็นอะไรชัดเจน เกื้อกูลต่อการใช้ปัญญา

๓. สมาธิทำให้จิตสงบ ทำให้เกิดความสุข สมาธิอันนี้เพื่อจิตใสใจสะอาด เพื่อขยายปัญญาไปสู่วิปัสสนาได้ ฯ

เหตุที่จิตไม่เป็นสมาธิ

๑. นั่งไม่ถูกวิธี
๒. วิตกกังวล
๓. เหนื่อยมาก
๔. โรคภัยเบียดเบียน
๕. ราคะเกิด
๖. โทสะเกิด
๗. อารมณ์มากระทบอย่างแรง ฯ

เหตุที่จิตไม่สงบ

๑. มีไม่พอ
๒. ใช้เวลาว่างมากเกินไป
๓. ถูกเบียดเบียนจิตใจ
๔. อวัยวะไม่ตั้งอยู่ด้วยความปกติ
๕. โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
๖. ถูกสิ่งแวดล้อมดึงไปในทางชั่ว
๗. ครอบครัวไม่มีความสุข
๘. มัวเมาอบายมุขหาความสนุกในสังคม ฯ

การเจริญพระกรรมฐานเป็นการต่อชะตากรรม (ต่ออายุ) แผ่เมตตา อโหสิกรรม ท่านจะมีโม่งช่วย

โม่งแดง คือ เชื้อชาติช่วย พ่อแม่ช่วย กรรมดีที่ทำดีต่อบิดามารดาช่วยได้

โม่งขาว คือ บุญช่วย บุญกุศลของตนเองที่ได้บำเพ็ญมา

โม่งดำ คือ วิญญาณทั่วไปช่วย มีแต่เสียงไม่เห็นตัว ถ้าเราทำกรรมฐาน อุทิศกุศลให้ เจ้ากรรมนายเวร เปรต สัมภเวสี ต้องมาช่วยเราแน่ๆ

ถ้าใครเจริญกรรมฐานสะสมไว้เป็นหน่วยกิต เวลาสุขมันก็นิ่งไว้ในคอมพิวเตอร์ แต่พอเวลามีทุกข์เดือดร้อน มันจะออกมาช่วยให้เกิดปัญญา แก้ไขปัญหาได้ตามจุดมุ่งหมาย ฯ

คนไม่รู้จักสัมภเวสีนี่เอง ถึงไม่กลัวบาปกัน ถ้ารู้สัมภเวสีแล้ว จะไม่อยากทำบาปเลย ฯ (พ.อ. ชม สุคนธรัต สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ)

อาตมาไม่ออกเครื่องรางของขลัง ที่ต้องลงทุนด้วยตัวเอง นอกจากลูกศิษย์มีจิตศรัทธาทำมาถวาย เราก็แจกไป อาตมาตั้งมหาวิทยาลัยทางจิตคอยช่วยเหลือทุกคน แก้ไขปัญหาให้ทุกท่านด้วยการแจกของจริง คือ กรรมฐาน ไม่ใช่แจกของปลอม อาตมาเป็นเพียงผู้แนะแนว แต่ท่านจะปฏิบัติได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด ก็อยู่ที่ตัวท่านเอง ทำจริงได้จริง ฯ

อย่าดูถูกคน เพราะทุกคนมีดีไม่เหมือนกัน หลวงพ่อได้ยารักษาอหิวาตกโรค จากขอทาน และได้ยา รักษาโรคหัวบิด จากโจร ฯ

ยารักษาจิต มีหลักพระพุทธศาสนา แต่คนไม่สนใจและปฏิบัติ นั่นคือกรรมฐาน นั่นคือวิปัสสนากรรมฐาน แจ้งด้วยปัญญาญาณ รู้รอบในกองการสังขาร จะได้อ่านตัวออก จะได้บอกตัวได้ จะได้ใช้ตัวเป็น จะได้เห็นตัวตาย จะได้คลายทิฐิ จะได้ดำริชอบ จะได้ประกอบกุศล จะได้ผลอนันต์ เป็นหลักฐานสำคัญ เอาตาชั่งขึ้นมาดู เอาตราชูขึ้นมาชั่ง ฯ

ถ้าท่านเจริญกรรมฐานได้ ท่านจะไม่ริษยาใคร คนที่มีจิตเป็นธัมมะ มีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ประทับอยู่ที่ใจ จะเห็นศัตรูเป็นมิตรเรา เขาก็จะเป็นมิตรกับเราต่อไป จะเห็นคนทำชั่วเป็นคนที่ น่าสงสาร อยากจะให้เขาเป็นคนดีจะทำอย่างไร จะไม่เกลียดคนชั่ว ฯ

ขอฝากไว้อย่าไปไล่ผีแบบนั้น (นิมนต์พระมาสวดนักขัตร เอาทรายซัด ราดน้ำมนต์) ต้องแผ่เมตตา (ถ้าผีเข้าจริงนะ) เราต้องแผ่เมตตาไปแบบเจ้าคุณธรรมกิตติ (สมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี) ว่า “เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง” ถ้าเชื่อก็จำไป ขับรถผีช่วยเราหมด ถ้าจะภาวนาเป็นหัวใจ ก็ภาวนาว่า “เมตตา คุณณัง อะระหังเมตตา”

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ต้องการให้มีปัญญาในตัว ไปช่วยลูกช่วยหลาน ช่วยพ่อช่วยแม่ ช่วยผู้อื่นได้ ฯ

กรรมฐานคือการกระทำให้ฐานดี เกาะอยู่ที่งาน อย่าทิ้งงานและหน้าที รับผิดชอบตัวเอง พึ่งตนเอง ช่วยตนเอง สอนตนเองได้ ฐานของท่านจะดี ท่านจะทีปัญญา การเจริญกรรมฐาน ต้องการให้มีปัญญา แก้ไขปัญหา จำตรงนี้ไว้ให้แม่น ฯ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแยกกรรมที่จะเป็นเหตุนำให้สัตว์ไปปฏิสนธิ ๔ ประการ

๑. ครุกรรมหรือกรรมหนัก มีทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล เป็นกรรมที่มีกำลังมาก นำไปสู่การปฏิสนธิ ไม่มีกรรมใดมาขัดขว้างได้

๒. อาสันนกรรมหรือกรรมใกล้ตาย ได้รับอารมณ์ที่เกิดขึ้นตอนใกล้ตาย เช่นเห็นพระพุทธรูป หรือได้ยินเสียงสวดมนตร์

๓. อาจิณณกรรมหรือกรรมที่ทำอยู่เสมอ ถ้าอาสันนกรรมมิได้ให้ผล อาจิณณกรรมก็จะมาให้ผล

๔. กตัตตากรรมหรือกรรมเล็กน้อย ถ้ากรรมอื่นทั้งหมดไม่ให้ผลแล้ว กรรมเล็กๆ น้อยๆ นี้จะมาปรากฏในอารมณ์นำไปสู่การเกิด

ถ้าคนไข้เคยศึกษาธัมมะหรือเคยสนใจธัมมะมาก่อน การพูดเรื่องตายเรื่องเกิด หรือให้สติอะไรก็ได้ แต่ ถ้าคนไข้ไม่ค่อยสนใจธัมมะ ไม่ค่อยจะมีเหตุผล ชอบทำบุญให้ทานอย่างเดียว ไม่ชอบศึกษา หรือกลัวตายเป็นทุนอยู่แล้ว การให้สติดังกล่าว อาจเกิดความตกใจหรือเสียใจว่าต้องตาย จะเกิดความเสียดายชีวิตหรือห่วงสมบัติ เมื่อตายลงมีหวังไปสู่ทุคติ

ชาละวัน เข้าถ้ำคูหา (เหมือนกับกำลังอยู่ในสมาธิภาวนา มีการกำหนด มีสติ) กลายเป็นมนุษย์โสภา แต่ ออกจากถ้ำคูหา (เหมือนกับออกจากสมาธิภาวนาไปแล้ว ขาดการกำหนด ขาดสติ) กลายเป็นกุมภา ฯ (ไกรทอง ซึ่งเปรียบเหมือนกิเลสมาร มาร้องด่ายั่วยุ ขาดการกำหนด เลยโกรธ ขาดสติ จึงถูกฆ่า : ผู้รวบรวม)

หลับตาเห็นข้างใน หมายถึง รู้ตัวเอง คือ มีสติสัมปชัญญะ ลืมตาเห็นข้างนอก ฯ

สมาธิมีความสำคัญอยู่ ๓ ประการคือ

๑. สมาธิทำให้จิตแน่วแน่ เกิดพลังซึ่งจะนำไปใช้ในเรื่องของฤทธิ์เรื่องของปาฏิหาริย์เป็นพลังจิตอย่างหนึ่ง

๒. สมาธิทำให้จิตใส ทำให้มองเห็นอะไรชัดเจน เกื้อกูลต่อการใช้ปัญญา

๓. สมาธิทำให้จิตสงบ ทำให้เกิดความสุข สมาธิอันนี้เพื่อจิตใสใจสะอาด เพื่อขยายปัญญาไปสู่วิปัสสนาได้ ฯ

:: หมวดที่ ๓ ครอบครัว ::

๓.๑ พ่อ-แม่-ลูก

ท่านโปรดจำอาตมาไว้ คนแก่ว้าเหว่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่แก่แล้ว ว้าเหว่ตลอดชาติ ลูกไม่มาหา หลานไม่มาสู่ พ่อแม่ก็หมดกำลังใจ พอเห็นลูกมาหา หลานมาสู่ ก็ชื่นอกชื่นใจ ฯ

ผู้สูงอายุ ผู้ปลดเกษียณ ลูกไม่มาหา หลานไม่มาสู่ มันว้าเหว่ คนสูงอายุ จะพบกับการสูญเสียสิ่งต่างๆ มากขึ้น ล้วนแต่เป็นกระบวนการทางธรรมชาติเกือบทั้งสิ้น ถ้าไม่ใช้หลักศาสนา ก็จะกลายเป็นคนจู้จี้จุกจิกขี้บ่น อารมณ์แปรปรวนง่ายๆ เลือดจะไปลมจะมา เป็นต้น ฯ

ขอให้ผู้สูงอายุรักษาสุขภาพพื้นฐาน อายุจะได้ยืนยาวต่อไป

๑. อาหารดี ต้องจำกัดอาหาร อย่าทานมากไปหรือน้อยไป คนไหน ทานมาก นอนมาก ตาย

๒. อากาศดี โปรดหายใจยาวๆ เข้าไว้ ถ้าโกรธต้องรีบกำหนด ถ้าฝากความโกรธไว้ข้ามคืนอายุจะสั้น โรคภัยไข้เจ็บจะมาเบียดเบียน

๓. อารมณ์ดี ดีใจก็กำหนด เสียใจก็กำหนด โกรธใครโมโหใครก็กำหนด ไม่สุขไม่ทุกข์ก็กำหนด

๔. อาภรณ์ดี เสื้อผ้าต้องซักให้สะอาด

๕. ออกกำลัง ตี ๔ ลุกขึ้นมาเลยแตะขาออกไป หมุนแขนให้ได้ ๑๐๐ ครั้ง ฯ

ขอท่านผู้สูงอายุโปรดรักษาตนให้เป็นปกติ ควรยึดหลักทำกรรมฐานเป็นหลักพิจารณาโดยธรรม ๔ มีประการ (หลักแห่งความถูกต้อง เพื่อวัดความถูกต้องที่แน่นอน)

หมั่นระลึกถึงความดี ของท่านที่ทรงคุณความดีระดับสูงไว้เป็นประจำ

หมั่นสร้างความรัก ความปรารถนาดี แก่คนและสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ

หมั่นระลึกเสมอว่า สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ ตามสภาพที่แท้จริง ไม่มีอะไรสวยงามเลย ไม่มีอะไรน่ารักน่าใคร่หลงใหลแต่ ประการใดเลย

หมั่นระลึกถึงสิ่งที่เป็นจริงและความจริงประการสุดท้ายของชีวิตคือความตาย ไว้เป็นประจำ

ผู้สังขารเสื่อม โปรดหาหลักธรรมประจำใจเสียแต่วันนี้ สติและสมาธิ เป็นยอดธัมมะที่คนสูงอายุต้องมีประจำใจไว้ให้ได้ จึงจะเป็นคนสูงอายุ ที่น่าเคารพรัก เป็นหลักให้ลูกหลานได้มีที่พึ่งทางใจ ผู้สูงอายุ ควรสละ หรือแบ่งเวลาให้แก่ธัมมะบ้าง หมั่นศึกษาค้นคว้า ฟัง อ่านธัมมะ สวดมนต์ไหว้พระ ให้มากตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จงรีบปฏิบัติธรรมเสียตั้งแต่บัดนี้

๑. เจริญพระกรรมฐาน
๒. หมั่นให้ทาน มีการใส่บาตรประจำวัน
๓. หมั่นเจริญมรณะสติ ฯ

เตรียมตัวตอนแก่ไม่ทันการ

หลวงพ่อไปพบสามีภรรยาคู่หนึ่ง ยากจนมาก อายุ ๘๒ และ ๗๖ ปีตามลำดับ อยู่ที่อำเภอน้ำหนาว มีอาชีพปลูกกะหล่ำปลีขาย เมื่อเขาเห็นหลวงพ่อ ก็รีบเข้ามาหา หลวงพ่อให้เงินไป ๑,๐๐๐ บาท สามีเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า เขาเกิดมาในตระกูลยากจน หาเช้ากินค่ำ เรียนหนังสือโรงเรียนวัด พออ่านออกเขียนได้ ก็ลาพ่อแม่ออกจากบ้าน แล้วไม่เคยกลับมาหาพ่อแม่เลย และ ไม่เคยส่งเงินให้พ่อแม่เลย

เมื่อตัวเองมีภรรยามีลูก ๗ คน ลูกก็หาเรียนเอง มีงานมีการทำก็แยกย้ายออกไป และก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมเขาและภรรยาหรือส่งเสียเงินทองเลย กฎแห่งกรรมของตาแก่ ทำให้ตกถึงลูก ลูกไม่เอาเงินมาให้ ไม่เคยช่วยพ่อแม่ นี่ชัดเจนมาก ต้องเตรียมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาเตรียมตอนแก่ ฯ

ไม่ได้เตรียมตัวไว้ ต้องพึ่งตนเอง

หลวงพ่อไปธุระแถวบางระจัน ก็เลยแวะเยี่ยมโยมหญิงคนหนึ่ง เป็นอัมพาต ช่วยตัวเองไม่ได้ เหม็นอุจจาระมาก ตั้งแต่เช้ายังไม่ทานอะไรเลย สักพักหนึ่งมีรถ BMW วิ่งเข้ามาจอดที่บ้าน ในรถมีคนห้าคน ทั้งหมดขึ้นมาบนบ้าน หลวงพ่อถามว่า หนูเป็นใคร เขาบอกว่าเป็นลูก เรียนปริญญาโทจุฬา จะไปเผาศพ ญาติของเพื่อน ที่อยุธยา เลยแวะมาหาแม่เพื่อจะบอกว่า เดือนหน้าขอเงินสี่หมื่น ไปพิมพ์วิทยานิพนธ์

หลวงพ่อบอกว่า ไหนๆมาแล้วช่วยซักผ้าให้แม่หน่อย อุจจาระเต็มไปหมด แม่ยังไม่ได้ทานข้าวเลย นี่แม่ของเธอนะ ถ้าเป็นแม่ของหลวงพ่อจะซักให้เดี๋ยวนี้เลย มีวินัยอนุญาตให้ทำได้ นี่แม่เธอนะ เธอทำเธอก็ได้บุญแต่ลูกสาวบอกว่า ไม่ได้ค่ะ ต้องรีบไป

แม่ร้องไห้โฮเลย และบอกหลวงพ่อว่า ลูกคนนี้หมดนาไป ๔-๕ แปลงแล้ว จะมาเอาอีกแปลงหนึ่ง รถ BMW ก็ยังส่งไม่หมด เมื่อย้อนดูตัวแม่ ปรากฏว่า ตนเองก็ไม่เคยซักผ้าให้แม่ และแม่ก็เป็นอัมพาตตาย ไม่เคยอยู่ปฏิบัติแม่ เพียงไปเยี่ยมแล้วก็กลับ

พอมาถึงตัวเองก็เป็นอย่างนี้แหละหนอ ไม่ได้เตรียมตัวเลย ไม่เคยเจริญกุศลภาวนา ไม่เคยสวดมนตร์ไหว้พระ ไม่เคยปฏิบัติกรรมฐานแต่ประการใด จึงเป็นดังที่กล่าวมา การเตรียมตัวนี้ ต้องเจริญกุศลภาวนา ถึงจะรู้กฏแห่งกรรมจากการกระทำ ถึงจะแก้ปัญหาชีวิตได้อย่างแน่นอน ในที่สุด นาก็หมด บ้านก็หมด พ่อแม่ต้องขายเอาเงินแจกลูกไป นี่เป็นกฎแห่งกรรม ฯ

เตรียมตัวก่อนตาย เราเจ็บเสียแล้ว ลูกเอ๋ยช่วยแม่หน่อย ลูกเอ๋ยช่วยพ่อหน่อย ลูกเขาไม่ช่วย ก็เสียใจ ทำใจไม่ได้ เลยไปนรก เตรียมทำใจตั้งแต่บัดนี้ทุกคน ใครทำใจไม่ได้ ก็ฝากความเสียใจ ฝากนรกไว้ในใจของเราคนเดียว

ถ้าเจ็บคราวใดไม่มีใครพยาบาล ก็ทำใจเสียให้ได้ ลูกก็ไม่เห็นหน้า หลานก็ไม่มา ทำใจเถิด เรามาคนเดียว ก็ไปคนเดียว ทำใจเสียก่อน อย่าไปหวังอะไรจากใคร ปวดหนอ ลูกเอ๋ยมาช่วยบีบให้พ่อให้แม่หน่อย ลูกเขาไม่มาบีบก็เสียใจ สมบัติก็ให้เขาไปแล้ว เลี้ยงลูกเอาบุญเถอะ โปรดทำใจ เรารักลูก หวังจะพึ่งลูกคนนี้ แล้วไม่ได้พึ่ง เตรียมทำใจเสียให้ได้ เราช่วยใครไป อย่าหวังผลตอบแทนเลย มิฉะนั้นเราจะเสียใจไปนรก ฯ

เป็นที่น่าเสียใจว่า ความเจริญทางวัตถุ ทำให้คนไทยลืมความเป็นไทยไป ลองหันมุมกลับ มองสิ่งใกล้ตัว ที่บางท่านอาจลืมคำนึงถึงคือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้สูงอายุในปัจจุบัน ไม่ค่อยจะมีใครระลึกถึง เด็กวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า ท่านเป็นหนุ่มเป็นสาวในวันนี้ ก็คือผู้ใหญ่ในวันนี้ และจะกลายเป็นผู้สูงอายุในวันหน้าเช่นกัน โปรดสร้างความดีไว้กับลูก ทำถูกไว้ให้กับหลาน ม้พ่อแม่จะร่ำรวยอย่างไร ลูกต้องมี น้ำใจกับพ่อแม่บ้าง ฯ

บางที พ่อแม่ตาย ปู่ ย่า ตา ยาย ตาย บางคนบอกไม่ฝันเห็นเลย ไม่มีวี่แววเลย อย่างนี้ก็ทำบุญกันใหญ่ ข้อเท็จจริงไม่ใช่ ถ้าเห็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ตายไปแล้ว มาวอบๆ แวบๆ ให้เห็นเสมอ นั่นแหละไม่ดีหรอก เป็นเปรตประจำบ้าน ด้วยอำนาจโลภะของคนที่ตาย ห่วงใยสมบัติ ตายแล้วอยู่ที่นั่น ไม่มีทางไปที่อื่นแล้ว เกาะอยู่ที่นั่น ถ้าหมดห่วง หมดใย ไม่มีโลภะผูกใจไว้แต่ประการใด บุญกุศลดลบันดาล ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เทวสถานได้ทันที ฯ

เป็นที่น่าเสียใจว่า ความเจริญทางวัตถุ ทำให้คนไทยลืมความเป็นไทยไป ลองหันมุมกลับ มองสิ่งใกล้ตัว ที่บางท่านอาจลืมคำนึงถึงคือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้สูงอายุในปัจจุบัน ไม่ค่อยจะมีใครระลึกถึง เด็กวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า ท่านเป็นหนุ่มเป็นสาวในวันนี้ ก็คือผู้ใหญ่ในวันนี้ และจะกลายเป็นผู้สูงอายุในวันหน้าเช่นกัน โปรดสร้างความดีไว้กับลูก ทำถูกไว้ให้กับหลาน แม้พ่อแม่จะร่ำรวยอย่างไร ลูกต้องมี น้ำใจกับพ่อแม่บ้าง ฯ

พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตาย บริจาคทานชั้นสูง ไม่ต้องใช้เงิน ไปบอกลูกสอนหลานด้วยนะ อย่าไปกู้เงินเขามาทำศพ อย่านะ บาป บริจาคทานชั้นสูงเลย เคยเล่นการพนันเลิก เคยเที่ยวผู้หญิงยิงเรือเลิก เที่ยวเสเพลเลิก เล่นไพ่หน้าศพเก็บค่าต๋ง นี่บาป คนไปทำบุญต้องละบาปได้ คนจะไปสร้างความดี ต้องละชั่วได้ ถ้าละบาปไม่ได้ อย่าไปทำบุญ ฯ

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ไม่ต้องไปตามพระอรหันต์ที่ไหนหรอก เหลียวดูพ่อแม่ ในบ้านบ้าง แล้วท่านจะรู้สึกว่า ได้ทำดีตั้งแต่วันนี้แล้ว ฯ

อย่ายืนพูด กับพ่อแม่ อย่าบังอาจ กับพ่อแม่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก ก่อนออกจากบ้านจึง ต้องกราบพ่อแม่ ๓ หนที่เท้า ฯ

ท่านโปรดจำไว้ วันเกิดของลูก คือวันตายของแม่ เพราะวันที่ลูกเกิดนั้น แม่อาจต้องเสียชีวิต การออกศึกสงคราม เป็นการเสี่ยงชีวิต สำหรับคนเป็นพ่อฉันใด

การคลอดลูก ก็เป็นการเสี่ยงตาย สำหรับคนเป็นแม่ฉันนั้น ฯ

ถ้าวันเกิดเลี้ยงเหล้า จดไว้ได้เลย จะอายุสั้น จะบันทอนอายุให้สั้นลง น่าจะสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม ให้พ่อแม่ วันเกิดของเราคือวันตายของแม่เรา ไปกราบพ่อกราบแม่ ขอพรพ่อแม่ รับรองพ่อแม่ให้พรลูก รวยทุกคน ไปเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้อิ่มค่อยไปเลี้ยงเพื่อน ฯ

สอนเด็กว่า วันเกิดของเรา อย่าพาเพื่อนมาให้ พ่อแม่ทำครัวเลี้ยงนะ เธอจะบาป ทำมาหากินไม่ขึ้น เธอต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้อิ่มก่อน แล้วจึงไปเลี้ยงเพื่อนทีหลัง ฯ

อยู่ในท้องแม่ เหมือนท้องแม่เป็นโรงแรม ดูดน้ำเลือด น้ำเหลือง ของแม่ จนอายุครบกำหนดคลอด ดังนั้น ต้องรักแม่ให้มากๆ ฯ

ถ้าวันเกิดเลี้ยงเหล้า จดไว้ได้เลย จะอายุสั้น จะบันทอนอายุให้สั้นลง น่าจะสวดมนตร์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม ให้พ่อแม่ วันเกิดของเราคือวันตายของแม่เรา ไปกราบพ่อกราบแม่ ขอพรพ่อแม่ รับรองพ่อแม่ให้พรลูก รวยทุกคน ไปเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้อิ่มค่อยไปเลี้ยงเพื่อนสอนเด็กว่า วันเกิดของเรา อย่าพาเพื่อนมาให้พ่อแม่ทำครัวเลี้ยงนะ เธอจะบาป ทำมาหากินไม่ขึ้น เธอต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้อิ่มก่อน แล้วจึงไปเลี้ยงเพื่อนทีหลัง ฯ อยู่ในท้องแม่ เหมือนท้องแม่เป็นโรงแรม ดูดน้ำเลือด น้ำเหลือง ของแม่ จนอายุครบกำหนดคลอด ดังนั้น ต้องรักแม่ให้มากๆ ฯ

วิธีใช้หนี้พ่อแม่ไม่ยากเลย จงสร้างความดีให้กับตัวเอง และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะ ทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษ ฯ

ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ

บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอนคำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล (case นี้ หลวงพ่อจะเตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว : ผู้รวบรวม) ฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ฆ่าพ่อตาย แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐาน พอเข้าวัดมันร้อนไปหมด ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอน ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ

คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้ คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร ? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯ

ขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆ น้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ

นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้… ให้… ให้… ฯลฯ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ

หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณนั้น คือหนี้บุญคุณของบิดามารดา ฯ

“หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง” เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบัน เป็นดอกเตอร์ อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วง สร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้ เลยพ่อแม่ ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด ฯ

ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัว ไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไร ต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล ฯ

ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อ จรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้างฯ

ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนต์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว ฯ

คัดลอกจาก…
http://www.jarun.org/v5/th/lgeneralmain06.html

ขอบคุณข้อมูล : http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3285

. . . . . . . . .