ธรรมบรรยาย คุณประโยชน์ของธรรม

ธรรมบรรยาย คุณประโยชน์ของธรรม

เป็นธรรมะที่บรรยายโดยพระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) ในโอกาสต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีต

ทุกวันนี้คนกลับนำเอากิเลสมาเป็นสติ นำเอามาเป็นพื้นฐานของชีวิต มาเป็นกาลีบ้านกาลีเมือง เป็นอกุศลกรรม คนบ้านนั้นจึงวุ่นวายอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าบ้านใดมีพื้นฐานด้วยกุศลกรรม บ้านนั้นจะเจริญรุ่งเรืองด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา คนบ้านนั้นจะมีสติปัญญาแก้ไขปัญหาได้อย่างแน่นอน
เมื่อสมัยที่พระพุทธองค์ประทับที่เมืองอาฬาวี อาฬวกยักษ์ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลพระพุทธองค์เชิงขับไล่ว่า “จงออกไปเถิดสมณะ”
พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดีละท่าน” แล้วก็ได้เสด็จออกไป อาฬวกยักษ์ได้กราบทูลว่า “ขอจงเข้ามาเถิดสมณะ” พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ดีแล้วท่าน” แล้วก็ได้เสด็จเข้ามา เรียกว่าเชิญเข้ามาก็มา เชิญออกไปก็ออก ทำอย่างนี้ถึง ๓-๔ ครั้ง แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงย่อท้อ อดทนและในครั้งที่ ๔ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูกรท่าน เราตถาคตจักไม่ออกไปละ ท่านจงกระทำกิจที่ท่านจะพึงกระทำเถิด”
อาฬวกยักษ์กราบทูลว่า “ดูกรสมณะ ข้าพเจ้าจะถามปัญหากับท่าน ถ้าว่าท่านจะไม่พยากรณ์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะควักดวงจิตของท่านออกโยนทิ้งเสีย จักฉีกหัวใจของท่าน หรือจักจับที่เท้าทั้งสองของท่านแล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคงให้จงได้”

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เราตถาคต เรายังไม่มองเห็นบุคคลที่จะพึงควักดวงจิตของเราตถาคตออกโยนทิ้ง จะพึงฉีกหัวใจของเราตถาคต หรือจะพึงจับเท้าทั้งสองแล้วขว้างไปที่ยังฝั่งแม่น้ำคงคาได้ ในโลกพร้อมทั้งมารโลก พรหมโลก ในบรรดาหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ดูกรท่าน ท่านหวังจะถามปัญหา ก็จงถามเถิด อย่าประดักประเดิดแต่ประการใด”
ต่อจากนั้น อาฬวกยักษ์ถูกถามพระพุทธเจ้าต่อไปด้วยคำถามที่ว่า “อะไรหนอเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจของคนในโลกนี้ อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ อะไรเล่าเป็นรสยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวถึงชีวิตของบุคคลผู้เป็นอยู่อย่างไรว่าประเสริฐสุด”
พระพุทธองค์ตรัสตอบด้วยคาถาว่า “ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อันประเสริฐสุดของคนในโลกนี้ นี่แหละท่านสาธุชนโปรดจำไว้ต้องมีศรัทธา ถ้าท่านมาเจริญพระกรรมฐานต้องมีศรัทธา ธรรมะที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความสัตย์นั่นแหละ เป็นรสอันประเสริฐและยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด”
อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า “คนข้ามโอฆะได้อย่างไรหนอ คนย่อมข้ามอรรณพได้อย่างไร คนย่อมล่วงทุกข์ได้อย่างไร และคนย่อมบริสุทธิ์ได้อย่างไร”
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “คนข้ามโอฆะด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร และความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา”
อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า “คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ ทำอย่างไรจึงจะหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงอย่างไรหนอ ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้ คนละโลกนี้ ไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจะไม่เศร้าโศก”
พระพุทธองค์ตรัสตอบทันทีโดยบอกชื่อธรรมะพระอรหันต์ทั้งหลาย เพื่อบรรลุนิพพาน เป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาเป็นเครื่องสอดส่อง ฟังอยู่ด้วยดี ย่อมได้ปัญญาและมีวิจารณ์ คนผู้มีธุระทำเหมาะสม ไม่ทอดธุระ เป็นผู้มีความเพียร ย่อมหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้
บุคคลใดอยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มีธรรมะ ๔ ประการนั้นคือ สัจจะ ทมะ ธิติ จาคะ ผู้นั้นแหละละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก ถ้าว่าเหตุแห่งการได้ปัญญา ยิ่งไปกว่าทมะก็ดี เหตุแห่งการหาทรัพย์ได้ยิ่งไปกว่าขันติก็ดี มีอยู่ในโลกนี้แล้วไซร้ เชิญท่านถามสมณะพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูเถิด”
อาฬวกยักษ์กราบทูลว่า “ทำไมหนอ ข้าพระองค์จึงมีต้องถามสมณะพราหมณ์ เป็นอันมากในบัดนี้เล่า วันนี้ ข้าพระองค์ได้ทราบชัด ถึงประโยชน์อันเป็นไปในภพหน้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาอยู่เมืองอาฬวี ก็เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์โดยแท้ วันนี้ ข้าพระองค์ทราบชัดถึงพระทักขิไนยบุคคลผู้เลิศ ที่บุคคลถวายทานแล้ว เป็นทานที่มีผลมาก ข้าพระองค์จักนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรม ซึ่งเป็นธรรมดี ขณะที่พระองค์เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง”
สรุปข้อธรรมจากอาฬวกยักษ์ หัวข้อธรรมที่พึงนำมาประพฤติปฏิบัติแบ่งเป็น ๒ หมวด คือ
หมวดที่ ๑ มี ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ธิติ และจาคะ
หมวดที่ ๒ มี ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ
อธิบายหัวข้อธรรมบางประการ
๑. คำว่า สัจจะ แปลว่า ความสัตย์ซื่อต่อกัน มีลักษณะ ๓ อย่างคือ
๑) สัจจะ มีลักษณะเป็นความจริง ไม่หลอกไม่ลวง เป็นของจริง
๒) สัจจะ มีลักษณะเป็นความตรง มีความประพฤติทางกาย ทางวาจาและทางใจ ซื่อตรงไม่คดโกงหรือบิดพริ้วเบี่ยงบ่ายจากความถูกหรือความเที่ยง
๓) สัจจะ มีลักษณะเป็นความแท้ ไม่ปลอม ไม่เหลาะแหละในกิจกรรมอันเป็นหน้าที่ชัดเจน
สัจจะซึ่งมีลักษณะดังกล่าวนี้ ผู้ครองเรือนพึงตั้งหรือกำหนดใน ๕ สถานนี้คือ
๑) ตรงต่อหน้าที่ คือปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มตามหน้าที่
๒) ตรงต่อการงาน คือตั้งใจทำงานให้ดี
๓) ตรงต่อวาจา คือรักษาคำมั่นสัญญา
๔) ตรงต่อบุคคล คือประพฤติดีต่อคนอื่น
๕) ตรงต่อความดี คือยึดมั่นอยู่ในความประพฤติปฏิบัติ อีกประการหนึ่งก็คือ สัจจะคือความจริงใจ ซึ่งหมายความว่า ความเป็นคนมีจิตใจแน่วแน่ มุ่งมั่นในสิ่งที่ตนปรารถนา แล้วก็ทำตนเห็นผล เช่น เป็นนักเรียนเรียนวิชาใดก็เรียนจนได้ความรู้จริงในวิชานั้น ผู้รักษาศีลประการใดก็ตั้งใจรักษาศีลประภทนั้นให้จงได้ ให้ได้จริง หรือผู้เป็นนักบวชที่ดีจริง เป็นต้น ไม่ใช่บวชปลอม เดี๋ยวนี้บวชปลอมกันมาก
คุณธรรม คือ สัจจะ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตทั้งทางโลก ทางธรรม จึงกล่าวได้ว่า ใครก็ตามที่ขาดสัจจะในใจเสียอย่างเดียว เอาดีไม่ได้เลย จะเล่าเรียนก็ไม่จริงจัง จะรักใคร ๆ ก็รักไม่จริงจัง จะแต่งงานกับใครก็ไม่จริงจัง จะเป็นพลเมืองของประเทศใดก็ไม่จริงจัง จะปฏิบัติธรรมก็ไม่จริงจัง เป็นต้น คนประเภทนี้จะเอาดีได้อย่างไร ในทางตรงกันข้าม คือ คนที่มีสัจจะ คุณธรรม คือสัจจะนั่นเอง จะเป็นหลักประกันประจำตัวให้คนอื่นเชื่อถือไว้วางใจ จะทำการสิ่งใดก็เจริญ เพราะได้รับการสนับสนุนจากคนทั้งหลาย
ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ จิตใจที่มีสัจจะ อันอบรมดีแล้ว คือ การเจริญพระกรรมฐานดีตลอดมา คือมีความจริงใจจนติดเป็นนิสัยมั่นคง ความจริงใจนั้นจะเป็นเหตุ ทำให้จิตใจมีพลัง ฟันฝ่าอุปสรรคเหมือนกระสุนที่ถูกยิงไปด้วยพลังอย่างสูง ย่อมแหวกว่ายเจาะไชเอาชนะสิ่งที่ขวางหน้าไปจนได้ และเพราะค่าที่สัจจะเป็นกำลังส่งจิตใจให้บรรลุเป้าหมายได้ แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุพระอรหันต์สัมมาสัมโพธิญาณ ก็ด้วยสัจจะนี้
ดังนั้นสัจจะท่านจึงจัดไว้เป็นบารมีอย่างหนึ่งในบารมีสิบประการที่พระโพธิสัตว์จะขาดเสียมิได้ เรียกว่า พระโพธิสัตว์บารมี
วิธีตั้งสัจจะไว้ในใจมี ๒ วิธีคือ
๑. สัจจะธิษฐาน คือ อธิษฐานด้วยใจ ตั้งใจให้แน่วแน่ว่าตนมีความปรารถนาอย่างนั้น โดยทั่วไปนิยมตั้งสัจจาธิษฐาน ต่อจากได้ไหว้พระสวดมนต์ประจำวัน หรือได้ทำบุญสุนทานแล้ว ดังจะเห็นได้จากคำถวายทานต่าง ๆ ซึ่งมักจะมีคำสัจจานิษฐานลงท้ายเสมอ เช่น “อาสวกฺขยาวหํ นิพฺพานํ โหตุ” หรือ “นิพฺพานปัจฺจโย โหตุ” ซึ่งแปลว่า ขอให้ผลบุญนี้ทำให้ตนสิ้นกิเลสาสวะ บรรลุพระนิพพานเถิด ความปรารถนาเหล่านี้ บางคนเข้าใจว่าเป็นคำอ้อนวอนแบบศาสนาอื่นอ้อนวอนพระเจ้า แต่ความจริงไม่ใช่ ที่ถูกแล้วเราปฏิบัติตามคุณธรรม คือ สัจจะนี้ นั่นเอง
๒. สัจจะปฏิญาณ คือ การเปล่งวาจา ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายโปรดพินิจพิจารณาด้วย อันออกด้วยวาจาให้คนอื่นได้ยิน เหมือนอย่างเช่น โยมกรวดน้ำต้องพูดให้ได้ยิน เปรตถึงจะได้รับผล ถ้าหากพูดไม่ได้ยิน เปรตไม่รู้เรื่อง ไม่ได้อะไรเลย ตรงนี้ชาวพุทธโปรดพิจารณาด้วย การที่ต้องทำอย่างนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้อื่นด้วย และเพื่อให้เกิดความละอายแก่ใจของตน เมื่อจะพลั้งเผลอ ละเมิด สัจจะนั้น คือความนึกคิดที่ตั้งไว้ในใจนั่นเอง ให้เกิดความรู้สึกละอายใจ
คุณของความมีสัจจะ เช่น
๑. เป็นคนหนักแน่น อดทน
๒. มีความเจริญก้าวหน้าในธุรกิจ
๓. การงานหรือกิจที่ทำนั้นได้ผลดีเป็นพิเศษ
๔. มีคนเชื่อถือ และยำเกรง
๕. ทำความมั่นคงให้เกิดแก่ครอบครัวของตน
๖. ทำดีไม่ท้อถอย
โทษของการขาดสัจจะ เช่น
๑. เหลาะแหละ เหลวไหล
๒. ตกต่ำ หายนะ
๓. ล้มเหลว กิจการล้มเหลวหมด
๔. คนเหยียดหยาม ไม่เชื่อถือ
๕. ความเจริญใจบรรดามีตั้งอยู่ไม่ได้
๖. หาความสุขในครอบครัวไม่ได้
๒. คำว่า ทมะ แปลได้หลายอย่าง แปลว่า ฝึก,ข่ม รวมความแล้วก็คือ การปรับปรุงตัวเองให้ก้าวหน้าเหมาะสมกับการงาน และสังคม นั่นเอง ในทางปฏิบัติ ทมะมีลักษณะ ๓ อย่างคือ
๑. ทมะ มีลักษณะเป็นความฝึก
๒. ทมะ มีลักษณะเป็นความหยุด
๓. ทมะ มีลักษณะเป็นความข่ม
ทมะ มีลักษณะเป็นความฝึก หมายความว่า ฝึกทำงานให้เป็น เพราะในสังคมนั้นมีงานมากมายหลายอย่างต่าง ๆ กัน เช่น งานทำนา งานทำสวน งานช่างไม้ งานช่างเหล็ก งานช่างปูน เป็นต้น ถ้าเราเองเกิดมาในลักษณะเป็นคนทำงานไม่เป็น และเราก็มีชีวิตอยู่ในสังคมทั้ง ๆ ที่เราทำงานไม่เป็นอย่างนี้ ย่อมเป็นอันตรายแก่ตัวเอง และเป็นภาระแก่สังคมอย่างยิ่ง เพราะคนที่ทำอะไรไม่เป็นเลยนั้น จะทำได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง คือ ทำความลำบากแก่คนอื่น เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้มี ทมะ คือ ฝึกหัดอบรมตนเองให้เป็นงาน นำมาหาเลี้ยงชีพเป็น จะฝึกตนได้อย่างนี้ ก็ต้องข่มใจ ฝึกใจตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ คือ พระกรรมฐาน กำหนดอยู่ตลอดเวลารับรองได้ผลแน่ ข่มจิตตึ้งจิตตั้งสติหันเหไปในทางที่ผิดหนักเข้าก็จะนำความลำบากเดือดร้อนกลับมาสู่ตนและครอบครัวตลอดจนสังคม เช่นถ้าตัวเราจะกลายเป็นคนติดสุรา เป็นนักเลงการพนัน เป็นนักเลงเจ้าชู้ เป็นต้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ทั้งนั้น
ถ้าเราไม่รู้จักยับยั้งตัวเอง ความหยุดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในคราวที่เราจะถลำไปสู่ความชั่ว ในคราวผิดพลาด ตัวอย่างเช่นในคราวทะเลาะวิวาทกั้น จะคิดทำทุจริต จะตกไปสู่อบายมุขและจะหันไปสู่ความเป็นคนเลว เมื่อถึงคราวอย่างนั้นก็จะต้องรู้จักหยุดข่มใจตัวเองตั้งสติไว้ รู้หนอ… รู้หนอ… นี่มันชั่วอย่าทำ คิดหนอ… คิดหนอ… อย่าทำ คิดแต่ดี นี่คือข่มใจของตัวเอง นี่คือพระกรรมฐาน ฝึกใจเพื่อตนเองให้กลับไปสู่ทางที่ดี ที่ถูกที่ควร หรือเหมาะสมตามฐานะของตนเองโดยทั่วกกัน
ท่านทั้งหลายเอ๋ยโปรดพิจารณาตัวเองนี่คือพระกรรมฐานทั้งนั้น แต่ท่านไม่เคยกำหนดจิต สติท่านไม่ดีจะหละหลวมเหลาะแหละเหลวไหลชัดเจน ทมะจึงมีลักษณะเป็นความข่ม หมายความว่า การข่มใจ ข่มตัวอย่าให้กำเริบเสิบสานจนเกินไป ตามปกติตัวของเราถ้าปล่อยไปตามอำเภอใจ ตามยถากรรมก็จะมีความจองหองพองขนขึ้นไปมาก ทั้งในการกินอยู่ การเที่ยวเตร่ หนักเข้าตัวเองก็จะไม่สามารถปรนเปรอให้แก่ตัวเองได้ กลายเป็นคนมีความเป็นอยู่สูงเกินฐานะ ผู้ที่เป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นคนอยู่ในอุปการะของคนอื่นก็นำความเดือดร้อน อิดหนาระอาใจแก่อุปการะเลี้ยงดู ก็แม้ว่าเป็นผู้หาเลี้ยงตัวเอง ก็ไม่วายเดือดร้อน รายจ่ายเกินรายได้ หนักเข้าก็กู้หนี้ยืมสินรุงรังตั้งตัวไม่ติด ยิ่งถ้าเป็นคนมีครอบครัว ก็จะพากันระส่ำระส่ายไปทั้งครอบครัว
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ท่านจึงสอนให้บำเพ็ญทมะ คือ รู้จักข่มตัว คือการเจริญสติข่มตัวเองไว้มิให้เห่อเหิมเกินฐานะตัวเอง จะเสียท่าเสียกาลเวลา
คุณแห่งความมีทมะ เช่น
๑. ทำให้มีความสามารถในการทำงาน
๒. ไม่เป็นที่รังเกียจของคนอื่น
๓. ไม่มีเวรภัยกับใคร
๔. มิตรภาพมั่นคง
๕. ยั้งตัวไว้ได้ เมื่อจะทำผิด
๖. ตั้งตัวได้
โทษแห่งความไม่มีทมะ เช่น
๑ จะตกเป็นกาฝากสังคม
๒. จะตกเป็นอาชญากร
๓. จะจมลงสู่อบายมุข
๔. เต็มไปด้วยการทะเลาะวิวาท
๕. เพื่อนฝูงรังเกียจ
๖. ตั้งตัวได้ยาก
๗. ครอบครัวเดือดร้อน
๓. คำว่า ขันติ แปลว่า ความอดทน เป็นลักษณะความเข้มแข็งของจิตใจในการพยายามทำความดี และถอนตัวออกจากความชั่ว
ที่ว่า อดทน ก็ความอดทนนั้น ขอให้เข้าใจว่า มีความอดทนต่อฝ่ายที่ไม่ดี เพื่อยืนหยัดอยู่ในทางที่ดีให้ได้ ไม่ใช่หมายความว่า ใครตกอยู่ในสภาพเดิมนั้น เสมอไปหามิได้ เช่น เป็นคนยากจนแล้วก็ทนอยู่ในความยากจนอยู่อย่างนั้นหรือ หมากรุก ๖๔ ตา เดินอยู่ตาจนอย่างนั้นตลอดรายการไม่รู้จักเปลี่ยนตาเดิน คนประเภทนี้ไม่ใช่นักกรรมฐาน ไม่พยายามขวนขวายหาทรัพย์ หรือตัวเองเป็นคนขี้เกียจคร้านงานการไม่ทำ แม้จะถูกคนอื่นสับโขกอย่างไรก็ทนเอา อย่างนี้ไม่ใช่ขันติ ไม่ใช่ความอดทนตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา เป็นลักษณะความ “ตายด้าน” ความอดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนมักจะแสดงมารยาทอันไม่สมควรออกมา เช่น เจ็บปวดไม่พอจะร้องก็ร้อง ไม่พอจะครางก็คราง มึอาการกระบิดกระบวนเป็นคนเจ้ามารยา โทโสโมโหง่าย บางคนอ้างความป่วยเป็นเลิศ สร้างความชั่วต่าง ๆ ก็มี แต่ผู้มีขันติย่อมรู้จักอดกลั้น อดทนไม่ปล่อยตัวไปได้เสีย หรือตกไปในความชั่วดังกล่าวนั้น
ความอดทนต่อความเจ็บใจ หมายความว่า เมื่อถูกผู้อื่นกระทำล่วงเกินให้เป็นที่ขัดใจ เช่น ถูกด่าว่า หรือสบประมาท ผู้ขาดขันติ ย่อมเดือดดาลแล้วทำร้ายตอบ ด้วยการกระทำอันร้ายแรงเกินเหตุ เช่นว่า เหน็บแนมด้วยวาจาหยาบคายหรือก่อความวิวาท ตีรันฟันแทง สร้างเวรกรรมไม่สิ้นสุด เป็นทางนำมาซึ่งความหายนะแก่ตัวและครอบครัว แต่ผู้มีขันติ ย่อมรู้จักอดทนสอนใจตัวเอง หาวิธีแก้ไขให้เรียบร้อย เป็นผลดีด้วยความสงบดังที่กล่าวแล้ว ความอดทนต่อความเจ็บใจนี้เป็นความอดทนต่ออารมณ์ข้างฝ่ายเพลิดเพลิน เช่น ความสนุก การเที่ยวเตร่ที่ไม่เหมาะไม่สมควร
ความอดทนต่ออำนาจกิเลส หมายความว่า ความอดทนต่ออารมณ์ที่น่ารักน่าพอใจ ดูก็ไม่น่าจะต้องใช้ความอดทนอะไร เพราะไม่ทำให้เราลำบาก แต่ที่ต้องใช้ความอดทน เพราะทำให้เราเสียหายได้ คนที่ไม่มีขันติ มักจะทำกรรมอันน่าบัดสีต่าง ๆ ได้ เพราะอยากได้สิ่งที่ตนรัก เช่น รับสินบน ผิดลูกเมียเขา เห็นเงินตาโต รู้มาก เห่อเหิม เมาอำนาจ ขี้โอ่โอ้อวด เป็นต้น ก็การอดทนต่ออำนาจกิเลสเหล่านี้ ว่าโดยย่อ ๆ คือ อดทนต่ออำนาจความอยาก นั่นเอง
คุณแห่งความมีขันติ เช่น
๑. ทำงานได้ผลดี
๒. บำเพ็ญตนเป็นหลักแห่งบริวารชน
๓. ไม่มีการทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน
๔. ไม่ทำผิด เพราะเห็นแก่ความอยาก
โทษแห่งความขาดขันติ เช่น
๑. ทำงานคั่งค้าง จับจด
๒. เสียความไว้วางใจของผู้อื่น
๓. เต็มไปด้วยศัตรู
๔. จะกลายเป็นอาชญากร
๔. คำว่า จาคะ แปลว่า ความเสียสละ หมายถึง ความตัดใจ หรือตัดกรรมสิทธิ์ของตน ตัดความยึดถือเสีย ความเสียสละในคำว่า จาคะนี้มี ๒ นัย คือ สละวัตถุและสละอารมณ์
สละวัตถุ หมายความว่า สละทรัพย์สิ่งของของตนเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น เช่น สละเงินสมทบทำสะพาน สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน ซื้อรถดับเพลิง บำรุงการทหารของชาติ บำรุงศาสนา บำรุงการศึกษา ตลอดจนบริจาคสงเคราะห์ผู้ประสบภัยและผู้ตกทุกข์ได้ยากต่าง ๆ ผู้ครองเรือนย่อมเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสังคม นับตั้งแต่การทำมาหากิน ตลอดการดำรงชีพในแง่ต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ผู้ครองเรือนจึงจำเป็นต้องถือเป็นหน้าที่ ในการบริจาคช่วยเหลือสังคมตามกำลังความสามารถ กล่าวคือ เมื่อสังคมเป็นฝ่ายให้แล้ว เราจะให้อะไรบ้างแก่สังคม คนที่อยู่ในสังคมได้รับประโยชน์ต่อสังคม แต่ไม่อุดหนุนบำรุงสังคม ก็ย่อมเป็นคนที่สังคมรังเกียจ ในฐานะเป็นคนรู้มากและเป็นกาฝากของสังคม สังคมใดมีคนประเภทกาฝากมาก สังคมนั้นย่อมจะมีความมั่นคงน้อย ฉะนั้นหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้มีจาคะทั่วกัน
สละอารมณ์ หมายความว่า เป็นคนรู้จักปล่อยวางอารมณ์ที่เป็นข้าศึกต่อความสงบใจ เช่น ความโกรธเคืองขัดใจกับคนอื่น จะเป็นกับภรรยาสามี กับเพื่อนฝูง หรือกับเพื่อนบ้านก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชาวบ้านจะหลีกเลี่ยงเสียมิได้ แต่การเก็บอารมณ์เหล่านี้ หมักหมมไว้ในใจย่อมนำมาซึ่งความร้าวรานไม่สิ้นสุด และทำให้ตนเองเป็นทุกข์เดือดร้อน เมื่อสั่งสมไว้นาน ๆ หรือมาก ๆ ก็จะเป็นสาเหตุของโรคประสาทได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้มีจาคะ คือให้เสียสละ ปล่อยวางอารมณ์ประเภทนี้เสีย การปล่อยวางอารมณ์อย่างนี้ ก็เป็นจาคะอย่างหนึ่ง
คุณของความมีจาคะ เช่น
๑. ทำความปลอดภัยแก่ตนเอง
๒. ทำความมั่นคงแก่สังคม ประเทศชาติ
๓. เป็นที่นับหน้าถือตาของคนอื่น
๔. ทำความสงบสุขแก่ครอบครัว สังคม
๕. จิตใจเป็นสุข
โทษของการขาดจาคะ เช่น
๑. บั่นทอนความมั่นคงของตน และของประเทศชาติ
๒. ได้รับความครหาติเตียน
๓. ทุกข์ใจ

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายเอ๋ย การเจริญพระกรรมฐานเป็นการแก้ไขปัญหาชีวิตนั่นเอง อาตมาจึงได้เขียนเป็นคำคล้องจองสั้น ๆ ว่า “เสียสละ สัจจะ เมตตา สามัคคี มีวินัย ซึ่งตรงกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าชัดเจนมาก
การเจริญพระกรรมฐานจึงมี ๓ ประการ
๑. ระลึกชาติได้
๒. ท่านจะรู้เหตุผลว่า เราทำกรรมอะไรไว้ อย่าได้สร้างเวรสร้างกรรม สร้างศัตรูต่อกัน ก็ให้มีจาคะแบ่งปันซึ่งกันและกัน เราช่วยเหลือคนโน้น ช่วยเหลือคนนี้ ช่วยเหลือคนนั้น โดยไม่เหลือวิสัย ก็จะเกิดแก้ปัญหา มีแต่มิตรภาพ จะไม่สร้างศัตรู จะสร้างแต่ความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน ความสามัคคีก็เกิดขึ้น ในเมื่อความสามัคคีเกิดขึ้นแล้ว ความเป็นอยู่ก้อยู่ดีกินดี มั่งมีศรีสุข วันเวลาที่ล่วงไปจะสร้างแต่ความดีตลอดกัลปาวสาน
สัจจะ สามัคคี มีวินัย ท่านจะมีจิตใจเป็นปัญญาภาวนา เรียกว่า สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟัง จินตมยปัญญา ปีญญาที่เกิดจากความคิด จากพระกรรมฐาน คิดหนอ… คิดหนอ… เกิดปัญญาจากความคิดดีขึ้น ไม่เสียหายแต่ประการใด ปัญญาจากการคิด จากการฟัง ยังไม่เท่ากับภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญาก็ได้ผลชัดเจน เกิดขึ้นมาในดวงใจใสสะอาด ในเมื่อผุดขึ้นมาในดวงใจแล้ว มันจะออกมา ไหลมาจากปัญญา นั่นคือ ปัญญาแก้ไขปัญหาได้ สามารถจะทำให้จิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์ได้ ก็คือ สัจจะ เมตตา สามัคคี มีวินัย นั่นเอง มีทั้งสัจจะ มีทั้งความเป็นอยู่ของชีวิตดี คือ จาคะ ให้แบ่งปันกัน คือ เฉลี่ยความสุขให้คนอื่นเขา มีอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้
ของกินไม่แบ่งกินแบ่งใช้ก็เน่า เรื่องเก่าไม่เล่ามันก็ลืม และจะเสียค่าเวลาของท่านเหล่านั้น ท่านเสียสละได้ ให้เขาได้เขาก็รักเราสมัครสมานสามัคคีปรองดองกับเรา เรียกว่า ความสามัคคี ความสามัคคีเกิดขึ้นที่ใด ที่นั่นมีวินัย ที่ไหนไม่มีความสามัคคีกัน แตกกันคนละหัวคนละหาง ไม่มีวินัยในหมู่นั้น จะแตกแยกกันไปตลอดรายการ ความเป็นระเบียบ ความมีระเบียบ หมดโอกาสที่จะดีได้

——————————-
ขอบคุณข้อมูล : http://palipage.com/watam/piyapan4/K00043.htm

. . . . . . . . .