เจตนาผิดปิดทางหลุดพ้น (หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต)

เจตนาผิดปิดทางหลุดพ้น (หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต)

ยุคของผู้เขียนมาพักชั่วคราว อยู่ภูจ้อก้อนี้ สนุกฟังเทศน์ทั้งภายนอกภายใจมากมายนัก ที่ว่าพักอยู่ชั่วคราว ก็หมายความว่าที่สมมติกันว่าวินาทีหนึ่งก็ดี นาทีหนึ่งก็ดี ชั่วโมงหนึ่งก็ดี วันคืนหนึ่งก็ดี เดือนหนึ่งก็ดี สองพันห้าร้อยยี่สิบสี่ก็ดี เป็นเวลาน้อยนักไม่หยุดยั้งล่วงไปล่วงไป จะว่าวันเวลาล่วงไปก็ถูก จะว่าชีวาล่วงไปตามสมมติก็ถูก แต่ปรมัตถ์มิใช่สัตว์มิใช่ชีวิต ไม่มีใครๆ ล่วงไปไหน ส่วนวันคืนก็ไม่ล่วงไปไหน เอกรัตตินทิวัง มีแต่กลางคืนกับกลางวันเท่านั้น พูดกลับไปกลับมาเพื่อมิให้ติดอยู่ในการพูดกลับไปกลับมาทั้งสมมติและปรมัตถ์ แต่ก็ตรงกันข้าม สิ่งที่ติดก็คอยแต่จะติด เช่น ยางขนุนและยางมะตอย เป็นต้น สิ่งที่ไม่ติดก็ไม่ค่อยอยากติด เช่น น้ำค้างบนใบบัว ปลายเหล็กแหลมไม่เก็บพันธุ์เมล็ดผักกาดไว้ นกบินในอากาศไม่มีรอย มีดเฉือนน้ำไม่มีแผล

ธรรมะในทางพระพุทธศาสนาเป็นธรรมลุ่มลึกและสูงยิ่งกว่าศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น ผูกขาดอยู่ทุกกาลไม่ได้พูดเข้าข้างตัว พูดเข้าข้างธรรมตามเป็นจริงของธรรม มิได้พูดเข้าข้างตัวตามความสำคัญว่าตัวเป็นเจ้าธรรม ยอมยกธงขาว ยอมให้ธรรมอยู่เหนือตัวเสมอๆ ไม่ตีตนเสมอธรรมเลย ฉะนั้น พระบรมศาสดา จึงเคารพธรรมถือว่าธรรมทรงอยู่ก่อนพระองค์ ถ้าธรรมไม่ทรงมีอยู่ก่อนพระองค์แล้ว พระองค์ก็ไม่สามารถจะรู้ธรรมได้ ศาสนาอื่นๆ รู้ได้ปฏิบัติได้เพียงแค่เหตุผล แต่มิใช่ทางเหตุผลไปทางโลกุตตระ มีแต่ตามความประสงค์ของกิเลสไปทางวัตถุนิยมเป็นอัตตาธิปไตยเข้าข้างตนเข้าข้างกิเลส อย่างลึกบ้างอย่างโลดโผนสุกเอาเผากินเจอก้างเต็มโลก ฉะนั้นสมณะทั้งสี่จึงไม่มีในศาสนาอื่นๆ นอกจากศาสนาพุทธคือ โสดา สกทาคา อนาคา อรหันต์ แต่พากันบัญญัติเอาแบบเข้าใจผิดบ้าง แบบหัวดื้อหัวแข็งสารัมภะแข่งดีบ้าง ประมาทบ้าง

ฉะนั้น ในมหาปรินิพพานสูตร พระบรมศาสดาจึงยืนยันตามธรรมาธิปไตยว่า สมณะในที่อื่นนอกจากพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีสมณะทั้งสี่ดังกล่าวนั้นเลย เพราะศาสนาอื่นประพฤติพรตมุ่งลาภอามิสที่ตนหวัง ข้อวัตรปฏิบัติทั้งปวงจะเด็ดเดี่ยวสักเพียงไรก็ตาม เจตนาไม่นอกเหนือไปจากมุ่งลาภภายนอกที่ตนหวัง จึงปิดหนทางอันจะออกจากชาติชรา พยาธิมรณะ ไปได้เสียแล้ว เพราะผู้ต้นศาสนาทั้งหลายเหล่านั้น ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไปได้เพียงโลกิยวิสัย อย่างสูงก็พรหมโลกเท่านั้น ด้วยกำลังเผาฌาณโลกีย์ไม่สามารถเป็นธรรมเบื่อหน่ายคลายเมา คลายกำหนัดได้ พอได้เป็นนิสัยได้เท่านั้น

แม้ผู้นับถือศาสนาพุทธ แต่เจตนาเป็นเจ้าเรือนมุ่งปัจจัยสี่เป็นเจ้าใหญ่นายโตของเจตนา เป็นเจ้าเป็นจอมอยู่ ก็ไม่สามารถจะบรรลุพรหมจรรย์เบื้องต้นได้ในปัจจุบันชาติ คือพระโสดาบันได้เลย จะเดินจงกรมภาวนาตลอดคืนตลอดวัน อดข้าวอดอาหารจนขุมขนผมหล่นก็ตาม ไม่ขึ้นถึงโสดาได้ ทั้งนี้ เพราะเหตุใดเล่า เพราะเหตุมุ่งลาภ มุ่งอามิสภายนอกปิดประตูแล้ว แต่พอเป็นนิสัยในชาติภพต่อๆ ไปนั้นได้อยู่ ข้อนี้นักปฏิบัติควรโอปนยิโกน้อมเข้ามาในใจตน ตรวจดูเจตนาของตนให้แยบคายทั้งนั้น เว้นไว้แต่ไม่ต้องการพระอริยะในชาตินี้ชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือจนถึงที่สุดโดยด่วนเท่านั้น ผู้ไม่ต้องการโลกุตตระกับผู้นอนใจในสงสาร กับผู้หวังอามิสเป็นเจ้าหัวใจก็อันเดียวกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://muangput.com/webboard/index.php/topic,63.0.html

. . . . . . . . .