หลวงปู่มหาเจิม วัดสระมงคล อ.กำแพง แสน จ.นครปฐม

หลวงปู่มหาเจิม วัดสระมงคล อ.กำแพง แสน จ.นครปฐม

“พระครูภาวนาปัญญาดิลก” หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า “หลวงปู่เจิม ปัญญาพโล” เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งของนครปฐม ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระที่เคร่ง ครัดพระธรรมวินัย ใส่ใจปฏิบัติกัมมัฏฐาน

เป็นยอดพระเกจิแห่งยุคอีกรูปหนึ่ง มีสมาธิจิตใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยว สมาธิมั่นคง

ปัจจุบันอายุ 96 พรรษา 76 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระมงคล อ.กำแพง แสน จ.นครปฐม

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า เจิม วรรณโมฬี เกิดเมื่อวันที่ 12 ต.ค.2459 ตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ณ บ้านหนองแหน ต.เมืองใหม่ อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา

การศึกษาของท่านในวัยเด็ก ต้องศึกษากับวัดที่อยู่ใกล้บ้าน โดยเรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พออ่านออกเขียนได้เท่านั้น

จากนั้นได้บรรพชาเมื่อปีพ.ศ.2470 อายุได้ 12 ปี กับหลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสวัดแสนภุมมาวาส ได้อยู่กับท่าน 1 ปี

ในปีพ.ศ.2471 จึงเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ และอยู่จำพรรษาที่วัดบรมนิวาส ปทุมวัน โดยคุณย่าอิ่ม รัดสกุล เป็นผู้นำมาฝากฝังกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) และได้ญัตติเป็นธรรมยุต กับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์นั่นเอง

เริ่มศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งบาลีและนักธรรม

ในปีพ.ศ.2477 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสามารถสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ในปีเดียวกัน

ครั้นเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อปีพ.ศ.2480 ณ พระอุโบสถ วัดบรมนิวาส มีพระพรหมมุนี (อ้วน ติสโส) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูพินิจวิหารการ (ขำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวินัยธร (ดำ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พ.ศ.2484 พระมหาเจิมได้ออกปฏิบัติธรรม เดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือ จำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ก่อนย้ายไปจำพรรษาที่วัดป่าโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียง ใหม่

พ.ศ.2488 ย้ายจำพรรษาที่วัดทิพย์วนาราม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พ.ศ.2490 เดินทางกลับมาอยู่ภาคกลาง พ.ศ.2491 ได้ไปจำพรรษาที่อ่าวหมูกับพระอาจารย์น้อย เกสโร 1 พรรษา จากนั้นเดินทางลงไปจำพรรษาที่ปักษ์ใต้ โดยได้ไปอยู่กับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่จ.ภูเก็ต

พ.ศ.2499 กลับมาจำพรรษาที่วัดแสนภุมมาวาส อันเป็นบ้านเกิด พ.ศ.2503 จำพรรษาที่วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย กับหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ต่อมา ท่านได้มาอยู่ที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 เขตบางกอก น้อย กรุงเทพฯ เพื่อรักษาอาการอาพาธ และมาพักฟื้นอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

พ.ศ.2533 ท่านได้รับนิมนต์ให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

ทั้งนี้ วัดสระมงคล มิได้เป็นวัดที่มีเสนาสนะพร้อมสมบูรณ์ แม้จะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก แต่สภาพพื้นที่วัด ใครที่เดินทางไปอาจหาไม่เจอได้ เพราะห่างจากถนนใหญ่พอสมควร ป้ายใหญ่บอกทางก็ไม่มี ถนนคดเคี้ยวเหมือนจะนำไปสู่หมู่บ้านต่างจังหวัดที่กันดาร จนนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีอารามอยู่ในพื้นที่นี้

ทั้งนี้ หลวงปู่เจิมได้สร้างคุณูปการแก่วัดเป็นอันมาก ก่อสร้างถาวรวัตถุของวัด อาทิ สร้างหอสวดมนต์, ศาลาการเปรียญ สำหรับหมู่กุฏิของวัด มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม อยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่ง

ด้านเครื่องรางหรือวัตถุมงคลที่หลวงปู่เจิมท่านสร้าง ล้วนแล้วแต่ทรงคุณอันวิเศษ และเป็นที่เสาะแสวงหาของบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องเป็นอย่างมาก

การจัดสร้างวัตถุมงคล บ่อยครั้งที่มีลูกศิษย์และสาธุชนที่เลื่อมใสหลวงปู่เจิมจะเข้ามากราบขออนุญาตบอกว่า อยากได้วัตถุมงคลของท่านไปบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล

แต่หลวงปู่เจิมเพียงยิ้มรับและไม่เคยอนุญาตให้จัดสร้าง ซึ่งที่ผ่านมามีนักสร้างพระไปขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลนับสิบราย แต่ท่านไม่เคยอนุญาตให้ใครเลยสักรายเดียว

แต่ในที่สุด ท่านอนุญาตให้จัดสร้างเพียงครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย จากนั้นให้เลิกสร้างโดยเด็ดขาด นี่เป็นข้อแม้ของหลวงปู่เจิมในการอนุญาตให้ศิษยานุศิษย์ สร้างวัตถุมงคล เมื่อปีพ.ศ.2549 ประกอบด้วย พระยอดธง เหรียญเสมา เหรียญรูปไข่หันข้าง รูปหล่อลอยองค์ รูปหล่อยืน และพระปิดตาจัมโบ้ผสมผงเกศาหลวงปู่เจิม

หลวงปู่เจิมให้เหตุผลไว้ว่า สาเหตุที่อนุญาต ให้จัดสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ เพื่อหาปัจจัยสมทบทุนสร้างพิพิธภัณฑ์บริขารของท่าน ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูง

แต่ถึงแม้วัตถุมงคลของหลวงปู่เจิม จะมีพุทธคุณเข้มจนได้รับความนิยม แต่ท่านไม่เคยอวดโอ่ มีแต่พร่ำสอนอย่าดำรงชีวิตด้วยความประมาท อย่ายึดมั่นถือมั่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น ขณะยังมีชีวิตขอให้ทุกคนหมั่นประกอบแต่กรรมดี ละเว้นทำชั่ว

ในจำนวนผู้ที่เข้ามากราบหลวงปู่เจิมนั้นมีทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชาวบ้านทั่วไปจนถึงเศรษฐีระดับประเทศ ที่มากราบขอพรเป็นประจำคือนายเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดง อดีตมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของไทย ที่เพิ่งถึงแก่กรรม

ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น นายเฉลียวแวะเวียนไปสนทนาธรรม รวมทั้งฝึกปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เจิมเป็นประจำ พร้อมทั้งร่วมเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการสร้างพระมหาเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของวัดสระมงคลอีกด้วย

ด้วยล่วงเข้าสู่วัยชราอายุกว่า 96 ปีแล้ว ทำให้สุขภาพร่างกายย่อมเสื่อมถอยไปตามวัย บ่อยครั้งที่หลวงปู่เจิมมีอาการอ่อนเพลีย ต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลเป็นประจำ

แต่ครั้นเมื่อมีสาธุชนเดินทางมาที่วัดสระมงคล ท่านคงยังเมตตาให้ได้เข้าพบเพื่อกราบนมัสการสนทนาธรรมจากท่านอยู่เสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://muangput.com/webboard/index.php/topic,152.0.html

. . . . . . . . .