หลวงปู่บุดดา ถาวโร สอนศิษย์

หลวงปู่บุดดา ถาวโร สอนศิษย์

โสดาของทายก
คณะอุบาสกอุบาสิกาและทายกของวัดหนึ่งได้พร้อมใจกันมากราบหลวงปู่ ด้วยความปีติใจที่มาปฏิบัติค้างคืนที่วัด ๑ คืน หลวงปู่ได้เมตตาให้ธรรมะกับคณะทายกนี้ว่า
“มาวัดก็เป็นโสดาเต็มวัด เต็มโบสถ์ เต็มศาสนา พอออกจากวัดก็เป็นบ้านกู ของกูหมด
เออ ! โสดาหายหมด วิ่งมาวัดหมด โสดาเฉพาะมาอยู่วัดคืนเดียว วันเดียว พอกลับไปบ้านเป็นคนหมด”

ระวังจะโดนม้าเตะ
หลวงปู่ท่านเมตตาให้ธรรมะกับชาวบ้านที่ตั้งใจมาขอหวย ชะรอยคนกลุ่มนี้คงจะเป็นนักพนันตัวยง หลวงปู่ได้เทศน์ว่า
“คนดีต้องหนีบ้าซิ !
บ้ากับบ้า ก็ไปต่อยกันซิ
สนามมวยต่อยกัน ไม่รู้จักเจ็บจักตาย
สนามม้าก็เหมือนกัน
สร้างเสร็จหมดเงินตั้งแสนตั้งล้าน
มีทุนเท่าไร ไปทุ่มเทในสนามม้าหมด
เราบอกมันตรง ๆ ไม่เชื่อหรอก
ไปสนามม้าบ่อย ๆ ระวังม้าเตะนะ !
ถุงขาดนะ กระเป๋าขาดนะ เงินหมดเลย เหลือแต่ร่างกาย”

ห่วงและหวง
มีโยมคนหนึ่งมาทำบุญที่วัดกลางชูศรีเจริญสุข แล้วก็ไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ยื่นกระป๋องแป้งให้ แล้วบอกให้โยมคนนั้นให้เอาไปโรยให้หมาขี้เรื้อนในวัดตัวหนึ่ง แล้วท่านก็บอกว่า
“หมาตัวนี้ มันเคยเป็นคนสร้างวัดมาก่อน มันเคยเป็นเจ้าของวัด มันรักวัดมาก ใครมาทำให้วัดสกปรกมันจะเห่า”
ขนาดเป็นหมาก็ยังรักวัดอยู่ ห่วงและหวงวัด หญิงคนนั้นก็เลยคิดว่า หลวงปู่คงให้สติว่า
“เวลาทำบุญ ก็อย่าห่วงบุญของตนเอง”

สำนึกบาป
หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังว่า ขณะมี่ท่านนั่งปฏิบัติยู่ในถ้ำ ก็มีตะขาบตัวหนึ่ง ไต่ขึ้นภายในสบง ผ่านเอว แล้วผ่านหลังท่านขึ้นไป ท่านจึงต้องกลั้นลมหายใจ ปิดหู ปิดตา ปิดปากหมด เจ้าตะขาบจึงเข้าไม่ได้
หลวงพ่อสงฆ์เห็นหลวงปู่นั่งหลับตา มีตะขาบตัวใหญ่มาก ขึ้นไปขดอยู่กลางศีรษะของท่าน หลวงพ่อสงฆ์ต้องเอาผ้าอาบของท่านหย่อนลงให้ตะขาบไต่ขึ้นผ้า แล้วจึงเอาไปปล่อย พอรุ่งเช้า หลวงปู่ท่านไปดูที่หน้าถ้ำ เห็นมันกัดตัวมันเองจนขาดเป็นท่อน ๆ กองอยู่ที่ปล่อยนั่นเอง
“สงสัย ตะขาบมีนคงจะสำนึกบาป มันก็เลยกัดตัวมันเองจนตาย”

ด่วนพิเศษ
หลวงปู่ท่านเอาของไปแจกที่ภาคใต้ คราวที่ถูกพายุเกย์ ขณะรถที่หลวงปู่นั่งไปนั้นกำลังแล่นไปตามถนนด้วยความเร็วสูงเกินอัตรา จึงถูกตรวจจับเพราะฐานที่ขับรถเร็ว หลวงปู่นั่งอยู่ในรถได้ยินการโต้ตอบกัน หลวงปู่ท่านก็เลยพูดกับตำรวจว่า
“วิ่งเร็วยังไง ? วิ่งตั้งสองวันแล้วยังไม่ถึงที่แจกของเลย !”
ตำรวจผู้นั้นหัวเราะรับ ทำความเคารพหลวงปู่ แล้วก็ปล่อยรถของหลวงปู่ไป

อดีตเมื่อ ๕๐๐ ชาติที่แล้ว
ดิฉันพาเพื่อนบ้านอายุ ๓๐ ปีกว่า ๆ ไปกราบหลวงปู่ เพราะเห็นว่าเพื่อนบ้านมีทุกข์ เมื่อกราบแล้ว หลวงปู่ก็ชี้หน้าบอกว่า
“โยมนี่ เคยเป็นแม่ของอาตมาเมื่อ ๕๐๐ ชาติที่แล้ว”
หญิงคนนั้นก็ร้องไห้ คงจะเสียใจว่า ตนเองยังไม่เคยได้ธรรมะอะไรเลย ไม่รู้จักธรรมะ และก็อาจจะตื้นตันดีใจ ที่ตนเองเคยเป็นถึงแม่ของหลวงปู่ แต่ตนเองก็ยังวนเวียนอยู่ในความทุกข์ตลอดเวลา เธอร้องไห้ แล้วก็ถามหลวงปู่ว่า
“ดิฉันเคยเป็นแม่หลวงปู่ แล้วทำไมดิฉันจึงยังต้องมีความทุกข์อยู่อย่างนี้เจ้าคะ”
หลวงปู่ตอบว่า
“ก็มัวแต่ไปอาศัยท้องคนอื่นเกิดบ้าง แล้วก็ให้คนอื่นมาอาศัยเกิดบ้าง ก็เป็นอย่างนี้แหละ”

ไม่ติดอะไรเลย
มีคณะทัวร์มากันหลายคันรถ มากราบขอพรหลวงปู่ คณะนี้มีทั้งพระและโยมมาด้วยกัน ตอนหนึ่งหลวงปู่ได้ให้ธรรมะว่า
“อยู่บ้านอย่าติดบ้านนะ
อยู่วัดอย่าติดวัดนะ
อยู่ถ้ำก็อย่าติดถ้ำนะ
ติดที่ไหน ? เป็นกิเลสที่นั่น”

กรรมฐานอย่าเลือกกิน
มีพระปฏิบัติธุดงค์กรรมฐานกลุ่มหนึ่ง มากราบหลวงปู่เพื่อขอโอวาท หลวงปู่ก็ให้โอวาทในตอนหนึ่งว่า
“พระกรรมฐานอย่าเลือกกิน
จะกินแล้ง กินแห้ง กินหวาน กินคาว
มันก็เป็นอาหารทั้งนั้น
ข้าวเจ้าจะไปเลือกทำไม ?
ข้าวเหนียวจะไปเลือกทำไม ?
กินข้าวสุกต่างหาก อย่ากินข้าวดิบ
เดี๋ยวกินเจ เดี๋ยวกินเนื้อ
เดี๋ยวกินอย่างโน้น กินอย่างนี้
นั้นกินตามสมมติ
กินอาหารตามมีตามได้ ไม่ใช่กินผัก กินเนื้อ”

สามีของข้า ใครอย่าแตะ
มีหญิงคนหนึ่งมาหาหลวงปู่ด้วยความกลัดกลุ้มใจ ทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส เนื่องด้วยสามีแอบไปมีเมียน้อย ก็มากราบหลวงปู่ แล้วก็เล่าให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่ก็พูดว่า
“คนไทยนี่ อะไร ๆ ก็ไม่เสียดายหรอ ในโลกนี้ ให้หมดนะ อามิสน่ะ !
แต่มีข้อแม้ว่า…
ผัวดิฉันนะ ! ใครแตะไม่ได้นะ !
เอาตายเชียวนะ ! จะไปนิพพาน
จะเอาผัวไปด้วย ปัทโธ่ !
เขาไปนิพพาน เขาเอาผัวเอาเมีย
ไปด้วยที่ไหนกัน ?
เขาเอาธรรมะไปต่างหากล่ะ ! “

http://www.prommapanyo.com/smf/index.php?topic=566.0

. . . . . . . . .