อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร

1. บุญและบาปสิ่งใดๆ ใจถึงก่อนใจเป็นรากฐาน
ใจเป็นประธาน มันสำเร็จที่ใจ

2. ตัวบุญคือใจสบาย เย็นอกเย็นใจ ตัวบาปคือใจไม่สบาย ใจเดือดใจร้อน

3. เราไม่อยากเป็นกรรมเป็นเวร เราต้องตัด ตัดอารมณ์น่ะหละ
ให้อยู่ในที่รู้ อยู่ตรงไหน แล้วเราก็เพ่งอยู่ตรงนั้น

4. ปัญญาคือ ความรอบรู้ในกองทุกข์สังขาร

5. ถ้าคนเราไม่ได้ทำ ไม่ได้หัดไม่ได้ขัด ไม่ได้เกลา
ที่ไหนเล่า จะมีพระอรหันต์ในโลก

6. ให้สติกำหนดที่ผู้รู้ อย่าส่งไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา
ข้างบน ข้างล่าง อดีต อนาคต กำหนดอยู่ที่ผู้รู้แห่งเดียวเท่านั้นแหละ

7. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ใจ ในใจ

8. จำไว้พุทโธ ธัมโม สังโฆ ทำอะไรๆ ก็พุทโธ
กลัวก็พุทโธ ใจไม่ดีก็พุทโธ ขี้เกียจก็พุทโธ
ท่านให้พิจารณามูลกรรมฐานก่อนม๊ด เวลาบวชพิจารณาเพราะเหตุใด
เพื่อไม่ให้หลงถือทิฐิมานะอหังการ ถือว่าเป็นตัวเป็นตน
เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา มันจึงหลง

9. เราต้องปฎิบัติอย่างฝากตาย

10. ศีลห้านี้ คือ ขาสอง แขนสอง ศีรษะอันหนึ่ง
เรารักษาห้าอย่างนี้ไม่ให้ไปทำโทษห้า
คือ อันใดเล่า ปาณานั้นก็โทษ อทินนานั่นก็โทษ
กาเมนั่นก็โทษ มุสานี่นก็โทษ สุรานั่นก็โทษ
พระพุทธเจ้าให้เว้น เวรมณี คือ ละเว้น

11. อยากสวยให้ถือศีล อยากรวยให้ทำทาน อยากมีปัญญาชาญให้ภาวนา

12. จิตของเราสงบเป็นสมาธิ มันรู้สึกสบาย ส – บ๊ – า – ย เย็นอก เย็นใจ
หายทุกข์ หายยาก หายรำบากรำคาญ

13. ผู้รู้ไม่ใช้ของแตกของทำลายของตายของดับ

14. ถ้าใจเราดีแล้ว ทำอะไร๊ก็ดี ไปไหนๆ ก็ดี ทำการทำงานก็ดี
ทำราชการก็ดี ครอบครัวก็ดี พี่น้องก็ดี ชาวบ้านร้านตลาดก็ดี ประเทศชาติก็ดี

15. ความสุขอันใดเสมอจุดสงบไม่มี

16. ธรรมของพระพุทธเจ้าแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น
อยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่ที่ไหนอื่น

17. กรรมดีกรรมชั่ว ผู้นี้เป็นผู้กำเอาเป็นผู้ทำเอา
ไม่เห็นมีกรรมมาจากต้นไม้ภูเขาเหล่ากา
ไม่เห็นมีกรรมมาจากฟ้าอากาศ
มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรมเท่านี้แหละ

18. เราเกิดมามีกรรมฐานห้ามาพร้อม
ทีนี้กับคนแก่พระกรรมฐานขาดไปองค์หนึ่งทันตา ฟันไงล่ะ
เด็กมันเกิดมาฟันยังไม่เกิด พระกรรมฐานขาดไปองค์หนึ่ง
คนแก่ฟันหลุดหมด พระกรรมฐานก็ขาดไปองค์หนึ่ง

19. วิธีอื่นไม่มีจะตัดบาปตัดกรรมตัดเวร นอกจากเรานั่งสมาธินี้

20. มโนกรรม คือ ความน้อมนึกระลึกกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป
เราจะรับผลของกรรมนั้นสืบไป

21. บุญ คือ ความสุข บุญ คือ ความเจริญ บุญ คือ คุณงามความดี
มันตรงไหนล่ะ เงินเขาก็ไม่ได้ว่าเขามีความสุข
ถามดูซิ เงินเจ้ามีความสุขไม๊ เขาเฉย ไม่ใช่เรอะ
นี่แหละ ถ้าใจเราไม่สงบมันก็ไม่มีความสุขล่ะ ถ้าใจเราไม่มีความดีก็ไม่มีซี้

22. อยากรู้อะไร ตามที่เป็นจริง ให้น้อมเข้ามาภายในโอปะนะยิโก
เพราะอะไรๆ มันเกิดมาจากภายใน

23. สิ่งทั้งหลายทั้งหมดเกิดจากดวงใจของเรา มโนความน้อมนึก

24. สมุทัย คือ มหาสมุทร จมในมหาสมุทร คือ หลงสมมติ

25. เมื่อจิตสงบนิ่งแล้วเราอย่าไปหา ไปหาแล้วมันเป็นตัณหา

26. เรานั่งอยู่นี่มันเกิดกี่ภพกี่ชาติแล้ว
ภเว ภวา สัมภวันติ มันเที่ยวก่อภพน้อยๆ ใหญ่ๆ อยู่ มันห้ามไม่ได้
เรานั้งสมาธินี้เพื่อห้ามไม่ให้มันเกิด

27. เราทำอย่างนี้เรียกปฏิบัติบูชา
บูชาพระพุทธเจ้าอย่างเลิศ อย่างประเสริฐที่สุด
บุญอันใดจะเท่าเรานั่งสมาธิภาวนาไม่มี

28. ถ้าหยุดหาเสียเมื่อใด มาตั้งใจปฏิบัติธรรม ก็เห็นธรรมเมื่อนั้น

29. เวลานี้เราเข้าใจอย่างอื่นว่าเป็นศาสนา
ไปเรียนอย่างอื่นไม่ใช้โอปะนะยิกธรรม ไม่น้อมเข้ามาหาตัวเราก็ไม่เห็นซี่

30. เพ่งดูนโม อาการสามสิบสองเพ่งให้เห็นแจ่มแจ้งภควา
ผู้จำแนกแจกธรรม แจกเข้าแล้วมันก็ไม่มีคน
อันนั้นเป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ เป็นฟัน เป็นผิวหนัง
เป็นตับไต ไส้น้อย ไส้ใหญ่
อาหารเก่า อาหารใหม่ มันไม่ใช่ตัวตนนี่ มันไม่ใช้คนนี่

31. ธรรมะแปดหมื่นสี่พันไม่ใช่อะไร รวมแล้วได้แก่พระสูตร คือ ลมหายใจเข้า
พระวินัย คือ ลมหายใจออก พระปรมัตถ์ผู้รู้ที่อยู่ข้างใน

คัดลอกจาก… http://goldfish.wimutti.net/tesana/ajfunva01.html

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=20144

. . . . . . .