ชีวประวัติหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

ในอดีตเมื่อครั้งเยาว์วัย
ซึ่งได้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมาย ทำไปด้วยความไร้เดียงสา รักสนุก
คึกคะนองไม่รู้บาปบุญคุณโทษ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
หารู้ไม่ว่ากรรมที่ท่านได้ก่อไว้นั้น จะส่งผลกลับมาสนองไม่วันใดก็วันหนึ่ง
และเมื่อถึงวันนั้น ท่านต้องชดใช้กรรมที่ตนเองก่อขึ้นมานั้น
อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
แม้ท่านจะอยู่ในเพศบรรพชิต ที่สร้างสมแต่ความดีมาตลอด
เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจเราท่านทุกคนเชื่อว่า
“เวรกรรมนั้นมีจริง เราทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว
เราจะต้องรับผลกรรมนั้น”

พระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๗๑
เวลา ๐๗.๑๐ น. (๔ฯ ๘ ปีมะโรง) ณ ตำบลม่วงหมู่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี
เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวน ๑๐ คน
ซึ่งเกิดจากโยมมารดาเจิม และโยมบิดา แพ จรรยารักษ์

ชีวิตในเยาว์วัย หลวงพ่อได้อาศัยอยู่กับยาย วัย ๘๐ ปี
ณ เรือนทรงไทยหลังใหญ่กลางดงไม้ร่มครึ้มด้วยมะม่วง มะปราง
ขนุน น้อยหน่า และ ละมุด ฯลฯ แผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเสรี
ด้วยเนื้อที่ที่กว้างขวาง ด้านหลังติดกับลำน้ำลพบุรี
ใช้ปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิด
เรื่องราวจากชีวิตจริงของหลวงพ่อเริ่มต้นจากบ้านหลังนี้

เวลาตีสี่ของทุกวัน ยายจะลุกขึ้นสวดมนต์ภาวนา เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง
ส่วนเด็กชายจรัญ จะลุกขึ้นก่อไฟหุงข้าวให้ยายใส่บาตร
หลังจากนั้นยายหลานจะลงไปพรวนดิน ถางหญ้า
พร้อมเก็บพืช ผัก ผลไม้ เพื่อนำไปขายในตลาด
หากวันใด ที่ผัก ผลไม้ มีมาก ยายหาบไม่ไหว
หลานชายจะแบ่งใส่สาแหรกอีกลูกหนึ่ง หาบไปส่งยายที่ตลาด แล้วจึงไปโรงเรียน

ในวัยที่กำลังเรียนหนังสือ เด็กชายจรัญไม่เคยสนใจเรียนหนังสือเลย
มักชวนเพื่อนๆ ไปยิงนกตกปลา ถูกย้ายโรงเรียนหลายแห่ง
เพราะทางโรงเรียนทนความประพฤติของเด็กชายจรัญไม่ไหว
ทั้งๆ ที่ยายพร่ำสอนแต่สิ่งดีๆ ให้เด็กชายจรัญ
แต่เขากลับไม่เคยรับฟังอย่างใส่ใจเลย

ยายให้เอาข้าวไปถวายพระแทน เพราะยายไม่ค่อยสบาย
ระหว่างทางเจอเพื่อนนักเรียนที่สร้างวีรกรรมหนีโรงเรียนด้วยกันมา
เพื่อนบอกว่า “ยังไม่ได้กินข้าวเลย เด็กชายจรัญ
ก็นึกไปว่าจะเอาไปให้พระทำไม พระก็มีของกินตั้งเยอะแยะแล้ว”
เลยตั้งวงกินกันเองกับเพื่อน พอกลับถึงบ้าน ยายถามก็บอกว่า ถวายแล้ว
วันต่อมาก็ทำอีก บังเอิญ อยู่มาวันหนึ่ง สมภารได้แวะมาเยี่ยมยายที่บ้าน
ความเลยแตก ถูกยายดุด่าและตีด้วยไม้เรียว พร้อมทั้งพูดสั่งสอน
“เอ็งทำแบบนี้ มันเป็นบาปต้องเป็นเปรตปากเท่ารูเข็มรู้ไม๊”

ช่วงเยาว์วัย เด็กชายจรัญเรียนอยู่โรงเรียนวัดพรหมสาคร
ข้ามเรือจ้างเดือนละ ๒๕ สตางค์ ที่ท่าเรือของตาก้อย
ก็โกงไม่ให้เงิน ๒ เดือน แล้วก็เปลี่ยนไปขึ้นท่าเรือของยายนวมก็โกงเงินอีก
ท่าเรือมี ๓ ท่า เด็กชายจรัญโกงเงินหมดทั้ง ๓ ท่า

ทุกๆ ปี ปีละ ๒ ครั้ง ยายจะจัดให้มีการเทศน์มหาชาติขึ้นที่บ้าน
ลูกๆ หลานๆ ก็มาพร้อมหน้ากัน ยายจะนิมนต์พระมา ๓ รูป
ขึ้นเทศน์ ๓ ธรรมาสน์ เทศน์โต้ตอบกันเรียกว่า “เทศปุจฉาวิสัชนา”
เด็กๆ จะพากันวิ่งซุกซน ยายจะจับผูกขาล่ามไว้กับเสาเรือน
เป็นการบังคับให้ฟังเทศน์ เด็กชายจรัญเป็นหนึ่งในจำนวนเด็ก
ที่ถูกผูกขาล่ามเชือกไว้ด้วย

ตอนมัธยม ๒ เด็กชายจรัญชวนเพื่อนไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทย
ที่ร้านยายกุ่ม (ใส่ไข่ ๕ ไม่ใส่ ๓ สตางค์) ทั้งที่ไม่มีเงิน
เมื่อกินอิ่มแล้วก็ออกอบายให้เพื่อนๆ เดินกลับไปก่อน
แล้วเด็กชายจรัญจึงแอบหยิบสตางค์ของลูกค้าคนอื่น
ที่อยู่ในชามเก็บสตางค์ของแม่ค้า
แล้วโยนกลับลงไปให้เกิดเสียงเหมือนว่าจ่ายเงินแล้ว
ทำอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง โดยที่แม่ค้าไม่ทราบในกลโกงของเด็กชายจรัญเลย

เด็กชายจรัญได้รับเงินค่าจ้าง ๑ บาท จากพวกขี้เหล้า
ในการนำเต่าจำนวน ๗ ตัวไปต้ม เข้าจัดการก่อไฟแล้วตักน้ำใส่หม้อ
ยกตั้งบนเตาจนน้ำเดือด แล้วจึงนำเต่าใส่ลงไปในหม้อน้ำที่เดือดนั้น
เต่าทั้งหมดต่างพากันดิ้นตะกุกตะกัก ทุรนทุราย
จนหม้อแตกออกเป็น ๒ เสี่ยง น้ำในหม้อไหลลงเตาจนไฟดับ

เต่าทั้ง ๗ ตัว ต่างตะเกียกตะกาย หนีตายกันสุดชีวิต
เข้าไปที่กอไผ่ใกล้ๆ นั้น เด็กชายจรัญวิ่งตามเพื่อจะจับเต่ากลับมาต้มอีก
แต่เขาต้องตกตะลึง เพราะภาพที่เขาเห็น
คือ เต่าเหล่านั้นใช้ขาหน้าสองขาปาดน้ำตา ที่ไหลพรากๆ ออกมา
เหมือนกับคำเปรียบเปรยที่ว่า “ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า”

ไม่น่าเชื่อเลยว่า เต่าจะต้องไห้เป็น
เขาจึงเปลี่ยนใจไม่คิดจะจับเต่ามาต้มอีก
เต่าทั้ง ๗ ตัว มองหน้าเขาอย่างอาฆาตแค้น
แล้วจึงพากันคลานหนีหายเข้าไปในกอไผ่
เมื่อเด็กชายจรัญไปบอกกับพวกขี้เหล้าทั้งหลายให้รู้
ก็จะขอเงินค่าจ้าง ๑ บาทคืน พวกเขาไม่ยอม
ในที่สุดต้องไปขโมยปลาเกลือตากแห้งของป้า
ที่ตากอยู่นอกชานเรือนมาปิ้งให้แทน

ต่อมาวันหนึ่ง เด็กชายจรัญ ได้ถอดปืนออกเป็น ๓ ท่อน
เอามุ้งพันแล้วห่อด้วยเสื่อ แล้วโกหกยายว่า จะไปเรียนพิเศษ
แต่ที่จริงแล้ว เด็กชายจรัญนัดกับครูฉั้ว
ครูใหญ่โรงเรียนวัดแจ้งพรหมนคร เพื่อจะยิงนกให้พรรคพวกครูฉั้ว
ที่หนองสาหร่าย เด็กชายจรัญมีอุบายในการยิงนก
โดยการนำปืนวางไว้บนแพหยวกกล้วย แล้วลอยตัวตามน้ำ
และนำผักตบชวามาพรางตัวอีกทีหนึ่ง

เพื่อรอคอยให้นกลงมากินน้ำ ในขณะที่บนบก
ชาวบ้านหลายคนคอยไล่นกไม่ให้นกลงมากินหนองน้ำที่หนองอื่น
แต่ต้องลงมากินที่หนองน้ำที่เด็กชายจรัญดักรออยู่
พอมีฝูงนกบินลงมากินน้ำเป็นจำนวนมาก
เด็กชายจรัญ ก็ยืนขึ้นครึ่งตัวถือปืนยืนนิ่งเสมือนหุ่นไล่กา
เพื่อให้ฝูกนกเหล่านั้นตายใจ เหล่าฝูกนกหารู้ไม่ว่า
ขณะที่พวกมันกำลังบินวนอยู่เป็นสายนับร้อยๆ ตัวนั้น
มีคนคอยจ้องจะเอาชีวิตพวกมันอยู่ ทันใดนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้น เปรี้ยง ! ๆ
เหล่านกร่วงตกลงมาเป็นฝูง ตายนับร้อยตัว โดยฝีมือของเด็กชายจรัญนั่นเอง

นกบางตัวที่ยังไม่ตาย เขาก็วิ่งไล่ตามไปจับหักคอแล้ว
ใส่ตะข้องท่ามกลางเสียงเชียร์ของชาวบ้านที่มุงอยู่
บังเอิญมีนกโชคร้ายตัวหนึ่ง ยังไม่ตายแต่มันปีกหัก
จึงตกลงบนคันนา และวิ่งหนีสุดชีวิต
จึงเป็นเหยื่อให้เด็กชายจรัญวิ่งไล่ตาม
เพื่อจะจับหักคอให้ตายสมใจ และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้น
เจ้านกตัวนั้นตกใจ และโกรธมาก จึงหันมาจิกมือเขาเต็มแรง
จนเลือดพุ่งกระฉูด ด้วยความเจ็บและแค้น
เด็กชายจรัญ จึงจับเจ้านกหักคอถลกหนังหัว
เจ้านกร้องลั่นและสิ้นชีวิตอยางเจ็บปวดและทรมานเป็นที่สุด
โดยที่เขาไม่รู้ว่ากรรมที่เข้าได้สร้างขึ้นมานั้น จะตามมาถึงในวันข้างหน้า

วันฉลองสนามบิน จ.สิงห์บุรี ตอนนั้นหลวงสรรพประสาทเป็นผู้ว่าราชการ
ด็กชายจรัญ ได้ขอเงินยายจำนวน ๑๐๐ บาท
เพื่อนำไปซื้อเครื่องแบบลูกเสือใส่ไปงานฉลองสนามบิน
และยายได้ให้เงินเพียง ๑๐ บาท แต่พอยายเผลอก็เดินตัวเบา
ซ้ายย่างหนอ…ขวาย่างหนอ… แอบไปหยิบเงินใต้หมอนจำนวน ๕๐๐ บาท
ไปซื้อเครื่องแบบลูกเสืออย่างสมใจ พอยายถามก็ไม่ยอมรับ
พร้อมทั้งสาบาน “ถ้าขโมยจริงของให้ฟ้าผ่า”….(แต่ไม่ตาย)

จากผลกรรมนั้น ได้เกิดขึ้นกับหลวงพ่อจรัญ
เมื่อหลวงพ่อกำลังเทศน์โปรดญาติโยมอยู่ที่กุฏิหลังปัจจุบัน
ตอนบ่ายสี่โมงเย็น ได้เกิดสายฟ้าสีเขียวและสีแดงวิ่งมาชนกัน
แล้วผ่าลงมาที่ตัวของหลวงพ่อ ปรากฏว่าจีวรไหม้หมด
แต่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ร่างกายของหลวงพ่อไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ เป็นเพราะแรงที่สาบานกับยายไว้ตั้งแต่อดีต

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงพ่อเดินทางไปแม่สอนโดยรถยนต์
รถของท่านเกิดอุบัติเหตุตกเหว รถตกไปค้างอยู่บนยอดต้นยาง
ต้องนอนหนาวอยู่ ๑ วัน ๑ คืน หลวงพ่อไต่ขึ้นมาจากเหว
ได้อย่างสะบักสะบอม จีวรขาดวิ่นเหลือแต่สบง
ไปเรียกให้คนช่วย ก็ไม่มีใครช่วย หาว่าเป็นคนบ้าวิกลจริต
พากันขว้างปาจนหัวบวมไปหมด กว่าจะมีคนมาช่วย รถก็ยังอยู่ที่เดิม
พระจรัญได้กำหนดสติรับรู้กรรมที่ท่านต้องมาประสบเคราะห์กรรมในครั้งนี้
เพราะ เมื่อตอนที่ท่านเป็นเด็กชาย แอบไปขว้างหัวชาวบ้านอยู่เป็นประจำ
วันหนึ่งพบคนเมาเดินโซซัดโซเซมา ชื่อตาเถิ่ง
เด็กชายจรัญหมั่นไส้ จึงถีบตาเถิ่งตกลงไปในน้ำที่มีต้นกง
ต้นแสมเต็มไปหมด ตาเถิ่งได้รับบาดเจ็บและนอนจมอยู่ในน้ำ ๑ วัน
กับอีก ๑ คืน ผลกรรมนี้จึงมาตกกับท่านในคราวนี้เองอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

และเมื่อสมัยที่หลวงพ่อยังเป็นเด็กชายจรัญอยู่ ได้รับจ้างอาแป๊ะคนจีน
เชือดคอถอนขนไก่และเป็ดในวันตรุษจีน
เกิดเหตุการณ์ไก่เพศเมียที่ถูกเชือดคอ
แล้วลุกขึ้นมาขันและล้มเสียชีวิต เวลาผ่านไปประมาณ ๑ ชั่วโมง

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ผลกรรมได้ตอบสนอง
ขณะนั้นหลวงพ่อได้เป็นเจ้าอาวาสใหม่ๆ ได้เป็นโรคลำไส้
ปวดกระเพาะมาก ไส้เริ่มเน่า ถ่ายออกมาเป็นเลือดและน้ำเหลืองนานอยู่ ๓ ปี
ลูกศิษย์ได้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช
หมอวินิจฉัยโรคพร้อมทั้งลงความเห็นให้ทำการผ่าตัดหลวงพ่อ
ในวันรุ่งขึ้น พอตอนเช้าตีสี่ หลวงพ่อได้หลอกพยาบาลว่าต้องทำกิจวัตร
คือ การเดินจงกรมทุกเช้า และได้หนีออกจากโรงพยาบาล
แล้วเรียกสามล้อตุ๊กๆ เพื่อไปลงเรือกลับวัด

แม่ของเด็กชายจรัญเลี้ยงไก่ไว้จำนวน ๓๐๐ กว่าตัว
วันหนึ่งเด็กชายจรัญได้ไปยืนดูวิธีการตอนไก่จากหมอ
และได้ทราบว่า ไก่ที่ตอนแล้วจะอ้วนและมีเนื้อเยอะมากขึ้น
ดังนั้น เด็กชายจรัญจึงรีบไปซื้อเครื่องมือ และนำวิธีการตอนไก่
ที่เห็นหมอใช้สว่านเจาะท้องไก่เอาเหล็กดึงไส้ออกมาแล้วเย็บ
หลังจากนั้นก็นำไส้กลับไปใส่ไว้ในท้องเหมือนเดิม
วิธีการตอนนี้ เด็กชายจรัญไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้
ปรากฏว่าไก่ที่เด็กชายจรัญตอนไว้นั้น ไส้ไหลเป็นน้ำเหลือง
ไส้เน่าตายไปวันละหลายๆ ตัว จนหมดเล้า
เหตุการณ์นี้ เด็กชายจรัญถูกแม่ด่าไป ๓ วัน ๓ คืน
ขณะอยู่ที่วัด ต้องฉันน้ำทีละหยด แสบท้องทรมานมาก
ต่อมาลูกศิษย์คือ นายเทียบนอง บุญนาค แวะมาเยี่ยม บอกว่ามียาผีบอก
ให้นำเกลือ ๓ กำ ไข่ไก่ ๑๕ ฟอง โดยใช้เฉพาะไข่แดง นำมาใส่หม้อดิน
ต้มจนเป็นเกลือสตุ แล้วให้เริ่มฉันทีละช้อน
แล้วดื่มน้ำตาม เมื่อหลวงพ่อฉัน พอเกลือตกถึงท้องแล้ว
รู้สึกปวดแสบปวดร้อนมากจนสลบ
พอฟื้นขึ้นมาอีกที ปรากฏว่า อาการปวดท้องได้หายเป็นปลิดทิ้ง
และฉันอาหารได้ตามปกติ

ขอขอบคุณ http://www.dhammajak.net/

. . . . . . . . .