หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เมตตามาโปรดในนิมิต

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เมตตามาโปรดในนิมิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

ปฐมกาล (นิทานธรรม)

…..กาลอันเป็นมงคลครั้งแรกของบุรุษผู้หนึ่ง ปรากฏขึ้นเมื่อได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ณ สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ก่อนที่ท่านจะละสังขารไม่ถึงปี การที่ได้กราบท่านในครั้งนั้น นับว่ามีความเป็นพิเศษมาก เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ใกล้ชิดท่าน เมื่อแรกที่ท่านลงจากรถตู้และกำลังครองผ้าจีวรอยู่นั้น บุรุษผู้นี้ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า หากลูกมีบุญวาสนาพอที่จะได้เจริญรอยตามพ่อแม่ครูอาจารย์บ้าง ขอให้หลวงตาได้โปรดหันมามองที่ลูกด้วยเทอญ ทันใดนั้นหลวงตาท่านได้หันมามองหน้าทันทีทั้งที่เขานั่งอยู่ห่างมากพอสมควร จึงเป็นความปีติครั้งแรก

ต่อมาก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับ บุรุษผู้นี้ก็ยังอธิษฐานจิตว่า ขอให้มีโอกาสได้สัมผัสผ้าเหลืองของพระอรหันต์ด้วยเถิด สุดท้ายเขาก็ได้ประคองหลวงตาขึ้นนั่งบนรถเข็น และได้สัมผัสทั้งผ้าเหลืองและกายเนื้อของท่าน ด้วยการประคองและจับขาของท่านวางบนที่วางเท้า นั่นนับว่าเป็นมงคลอันสูงสุดครั้งแรกในชีวิตของเขา

…..ต่อมา เมื่อหลวงตาได้ละสังขารแล้ว ขณะที่บุรุษผู้นี้กำลังนั่งภาวนาในตอนเช้าของวันหนึ่ง จิตได้ระลึกถึงองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน พลันจิตผุดขึ้นมาว่า อยากจะได้พระธาตุของท่านทั้งสองมาสักการะบูชา พอตอนสายของวันนั้น ปรากฏว่า คุณปรัชญา จิตต์ปรัชญา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัว ได้อัญเชิญอังคารธาตุของหลวงตามหาบัวมาให้ถึงบ้าน ทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์บุรุษผู้นี้ก็ได้รับพระธาตุของหลวงปู่มั่นจำนวน 1 องค์ จากคุณศรุต จันทสกุลเดชา ซึ่งเป็นญาติธรรมที่กรุงเทพฯ และหลังจากนั้น 7 วัน พระธาตุของหลวงปู่มั่นก็ได้กลายเป็นผลึกใสคล้ายเพ็ชร พร้อมกับขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

ธรรมนิมิตครั้งแรก

…..เมื่อเวลาได้ล่วงเลยมาถึงช่วงกลางเข้าพรรษาปี 2555 หลังจากบุรุษผู้นี้ได้รับพระธาตุของหลวงตามหาบัวมาเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง ไม่นานนัก หลวงตาท่านก็ได้มาโปรดบุรุษผู้นี้ในนิมิต (แยกจากความฝัน) โดยท่านได้แสดงปริศนาธรรมและการเข้าสู่พระนิพพานของท่าน ท่านแสดงท่านั่งลอยขึ้นจากพื้น กายห่มผ้าเหลืองสว่างไสว มีพาหนะบางอย่างรองรับ ท่านค่อยๆลอยขึ้นทางทิศตะวันออก ตามองมาที่บุรุษผู้นี้ด้วยความเมตตา เมื่อลอยขึ้นไปสูงราวดวงอาทิตย์เวลาเก้าหรือสิบนาฬิกา ท่านจึงสงบนิ่งอยู่ขณะหนึ่งแล้วบอกว่า “เราจะไปแล้วนะ” บุรุษผู้นี้จึงก้มลงกราบท่านด้วยความปีติยินดี จิตตื่นแลกายซาบซ่านอิ่มเอิบ จนต้องตื่นขึ้นมานั่งภาวนาและพิจารณาธรรมต่อจนถึงรุ่งเช้า การมาแสดงธรรมในครั้งนี้ ก็เพื่อแสดงปริศนาธรรมและเน้นย้ำให้บุรุษผู้นี้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง หากปรารถนาเป็นชาติสุดท้าย ซึ่งเป็นภาพนิมิตที่ติดตรึงตาตรึงใจมาตราบเท่าทุกวันนี้

ธรรมนิมิตครั้งที่สอง

…..ต่อมาเมื่อบุรุษผู้นี้ได้เข้าสู่กระแสธรรมชั้นต้นแล้ว กล่าวคือ ก่อนปีใหม่ (2556) ราว 1 สัปดาห์ หลวงตามหาบัวได้มาโปรดในนิมิตอีกครั้ง ครั้งนี้ท่านบอกเป็นปริศนาธรรมว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในสถานที่ที่บุรุษผู้นี้กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น ในอนาคต จะมีสิ่งเกิดขึ้น ท่านเอ่ยขึ้นว่า “60 คน” บุรุษผู้นี้มีความสงสัย ท่านจึงเอ่ยต่อมาว่า “10 คน” ครั้งที่สองนี้ จิตของเขาจึงผุดรู้ขึ้นมาว่า “อ๋อ…จะมีพระอรหันต์เกิดขึ้น 10 องค์” ส่วน 60 คนนั้น เมื่อนำมาพิจารณาในภายหลัง ก็น่าจะหมายถึงอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปถึงอนาคามีกระมัง ต่อมาท่านได้เนรมิตให้เห็นภาพของสุภาพสตรีวัยกลางคนสองท่าน กำลังเดินจงกรมอยู่ด้านหน้าศาลา พร้อมกับมีเด็กผู้หญิงวัยสิบกว่าขวบ 1 คนกำลังเดินตามหลัง จิตของเขาผุดรู้ขึ้นมาว่า “โอ้จะมีพระอรหันต์เป็นสุภาพสตรีด้วยสามท่าน เป็นเด็กหญิงรวมอยู่ด้วย 1 คน”

…..ปัจจุบัน ณ สถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนั้น มีเด็กผู้หญิงมาปฏิบัติธรรมและร่วมเดินจงกรมจนสว่างแทบทุกครั้ง หลวงพ่อบอกว่า เธอมีอินทรีย์แก่กล้ากว่าผู้ใหญ่เสียอีก และมีสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษได้เข้าสู่กระแสธรรมเป็นอริยบุคคลระดับต่างๆแล้วหลายท่าน และกำลังไต่ระดับอริยบุคคลอีกก็หลายคน

ธรรมนิมิตครั้งที่สาม

นิมิตรอบแรก

…..ต่อมาอีกไม่นาน หลังจากบุรุษผู้นี้ได้เร่งบำเพ็ญเพียรอย่างหนักอยู่กับหลวงพ่อเกือบตลอดทั้งปี เมื่อกลับจากการธุดงค์สัญจรไปโปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญาณในช่วงวันปีใหม่ที่ผ่านมาแล้ว ปรากฏว่า ในราวตีสามกว่าๆของคืนวันที่ 3 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา บุรุษผู้นี้ได้นิมิตว่า เขาได้ว่ายข้ามฝั่งแม่น้ำอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่งคล้ายกับดินแดนในประเทศอินเดีย โดยมีภรรยาเป็นผู้ร่วมว่ายติดตามไปด้วย ทั้งคู่ได้ว่ายน้ำข้ามไปท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คน พอว่ายไปถึงอีกฝั่ง ปรากฏว่า มีผู้คนจำนวนมากกำลังเข้าแถว ต่างถือถาดข้าวตอกดอกไม้สีเหลืองและเครื่องสักการะ เพื่อไปกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นเทวรูปสตรีนางหนึ่งคล้ายในศาสนาฮินดูของอินเดีย เทวสถานแห่งนี้ตั้งอยู่เชิงเขาติดกับริมฝั่งแม่น้ำ ในจิตของบุรุษผู้นี้บอกตัวเองว่า… “เราได้เลยพ้นจากจุดพวกนี้ไปแล้ว เพราะเราได้เดินตามรอยบาทของพระอรหันต์และพระตถาคตแล้ว”… ขณะเดียวกันจิตหนึ่งกลับผุดสงสารภรรยาว่า “เธอยังมีความลุ่มหลงและยังศรัทธาเหล่าเทพอยู่หนอ” เพราะเห็นเธอกำลังถือถาดดอกไม้ไปยืนเข้าแถว พร้อมกับตะโกนเรียกให้บุรุษผู้นี้ไปกราบไหว้ด้วยกัน แม้จิตของบุรุษผู้นี้จะรู้ดีว่า “เธอทั้งหลายกำลังหลงอยู่นะ” แต่ด้วยจิตอันเป็นเมตตาต่อเธอ บุรุษผู้นี้จึงยอมเดินไปเข้าแถวกับเธอด้วย แต่ในจิตของเขาได้บอกเทพองค์นั้นว่า….. “เราได้ละสังโยชน์ในเรื่องการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือลัทธิใดๆ ที่อยู่นอกเหนือคำสอนของพระตถาคตแล้วนะ เราไม่ได้กราบไหว้อ้อนวอนขอพรจากท่านจริงๆนะ แต่เรายอมเอาดอกไม้มาให้ท่านนี้ เพื่อเป็นแต่เพียงกิริยามารยาทที่ต้องการรักษาน้ำใจภรรยาของเราไว้ และมิได้มีเจตนาจะดูหมิ่นชิงชังท่านแต่อย่างใด”….. ทันใดนั้น ถาดดอกไม้ได้ร่วงหล่นจากมือของบุรุษผู้นี้ ลอยไปตกอยู่หน้าเทวรูป ทำให้เทวรูปสตรีผู้นั้นถึงกับแสดงสีหน้า ด้วยอาการจำยอมน้อมรับเอาโดยไม่ขัดขืน บุรุษผู้นี้จึงยิ้มให้กับเธอ และภาพสีหน้าแววตาของเทวรูปสตรีผู้นี้ ก็ยังติดตรึงตาของเขามาจนกระทั่งบัดนี้

…..หลังจากนั้น บุรุษผู้นี้ได้เดินปลีกตัวออกไปบนเนินเขา เห็นบุรุษแขกผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาพร้อมกับโวยวายเสียงดังว่า บุรุษผู้นี้ทำบางอย่างไม่ถูกต้อง พร้อมกับเรียกร้องเอาปัจจัยสิ่งของบางอย่าง เพื่อไม่ให้เขาร้องเรียกพรรคพวกมาช่วย บุรุษผู้นี้จึงจำยอมมอบบางสิ่งให้ แล้วเขาก็เดินจากไป ในใจของบุรุษผู้นี้รำพึงรำพันพร้อมกับพูดออกไปว่า “โอ้…คนมันพาล มาปล้นคนมีศีลกันดื้อๆอย่างนี้เชียวหรือ น่าจะตีแผ่ออกไปให้ชาวโลกเขารู้ถึงกลเล่ห์เพทุบายของคนแถวนี้นะ” เสียงรำพึงนั้นได้ยินไปถึงแขกอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขาขอร้องว่า “ท่านอย่าทำเลย” บุรุษผู้นี้จึงละวางเรื่องนี้ แล้วได้เดินย้อนกลับลงมาเจอภรรยาที่รออยู่ริมตลิ่งข้างล่าง บุรุษผู้นี้ได้มองข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งในจิตบอกว่า “เราจะว่ายข้ามไปอีกฝั่งที่สวยงามโน้น” พอจะก้าวเดินลงน้ำได้ไม่ทันไรก็ปรากฏว่า ตัวเองมายืนอยู่อีกฝั่งอย่างรวดเร็ว มองหาภรรยาก็ไม่เจอเสียแล้ว

…..ฝั่งนี้เต็มไปด้วยสวนพฤกษชาติที่สวยงาม มีการจัดสวนลดหลั่นกันไปตามเนินเขาดุจดังในเทพนิยาย เมื่อมายืนอยู่บนฝั่งนี้แล้ว จึงได้พบกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน พร้อมกับเกิดอาการปีติยินดีเป็นล้นพ้น พลันสายตาก็มองไปเห็นเจ้าแขกคนที่เคยกรรโชกทรัพย์มาแล้วที่ฝั่งโน้น เขาเดินเข้ามาหาด้วยอาการที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร การแต่งกายก็สะอาดแลภูมิฐานขึ้น พอเดินมาถึง เขาได้ยื่นย่ามของพระใบหนึ่งมาให้ เสมือนเป็นการขอโทษ บุรุษผู้นี้ได้ยิ้มตอบเพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตใหม่ของเขา และได้ยื่นย่ามใบนั้นถวายหลวงตาต่อ แต่ในใจยังสงสัยแขกผู้นี้อยู่ จึงได้กราบเรียนถามหลวงตาว่า “ทำไมหลวงตาจึงได้โปรดคนพาลพวกนี้ข้าน้อย” หลวงตายิ้มหัวเราะพร้อมกับยื่นย่ามใบนั้นกลับมาให้เขาคล้องคอไว้ บุรุษผู้นี้ถึงกับปีติร้องไห้เพราะได้คล้องสะพายย่ามเสมือนได้เป็นพระแล้ว พร้อมกับได้รำพึงรำพันกับหลวงตาว่า “เหตุใดข้าน้อย(ข้าผู้น้อย) อยากบวชแทบตายแต่ยังไม่ได้ออกบวชเสียที ทีเจ้าคนพาลนี้กับได้ดีแล้ว” หลวงตาเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะว่า “โถ..โถ..น่าสงสาร..” ท่านทั้งหลาย เมื่อบุรุษผู้นี้ได้ยินหลวงตาพูดด้วยความเมตตาเช่นนี้ ถึงกับทำให้เขาเกิดอาการปีติซาบซ่านอย่างเหลือล้น จนทำให้บุรุษผู้นี้ต้องตื่นนอนพร้อมกับลืมตาขึ้นมาจากความฝัน จิตเข้าสู่สภาวะตื่นและสว่างไสวอยู่อย่างนั้น เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว จึงนอนพิจารณาธรรมจากนิมิตนั้น ย้อนกลับไปกลับมาหลายรอบ นานนับสิบนาที จนในที่สุดจิตได้เข้าสู่สภาวะอันเงียบสงบ พร้อมกับได้นิมิตเห็นหลวงตามาสอนธรรมต่ออีกเป็นรอบที่สอง ซึ่งห่างจากรอบแรกเพียงสิบนาที

นิมิตรอบที่สอง

…..ความเมตตาในการมาแสดงธรรมนิมิตในรอบที่สองนี้ หลวงตามาในแบบสบายๆ ไม่ได้ห่มจีวร ท่านกำลังนั่งฉันหมาก เอนกายสบายอยู่บนอาสนะและหมอนสามเหลี่ยม ท่านหยิบจับหมากพลูไป ฉันไป พร้อมกับเอ่ยกับบุรุษผู้นี้ที่กำลังก้มกราบท่านอยู่ ท่านเอ่ยอย่างเป็นกันเองว่า “ให้พิจารณาทุกสิ่งที่อยู่รอบกายเป็นอนิจจังนะ” เขาน้อมรับว่า “ข้าน้อย” ต่อมาบุรุษผู้นี้ได้กราบเรียนถามท่านว่า “ผู้ที่จะก้าวไปสู่อริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ต้องละสังโยชน์ตั้งแต่สามข้อขึ้นไป โดยเฉพาะสีลพตปรามาส คือการไม่อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือการไม่ยึดติดในพระเครื่องแลวัตถุมงคลใช่หรือไม่ขอรับ” ท่านไม่ตอบได้แต่ยิ้มและก็ฉันหมากตามปรกติ บุรุษผู้นี้จึงเอ่ยต่อไปว่า “ตอนนี้ข้าน้อยยังไปเช่าบูชาพระเครื่องมาเก็บไว้อยู่ แต่ไม่ได้ยึดติดหรือลุ่มหลงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพียงแต่มีจุดประสงค์บางอย่างเท่านั้น แล้วข้าน้อยจะปล่อยวางทั้งหมดในไม่ช้าขอรับ” ความจริงบุรุษผู้นี้ได้ละสังโยชน์ข้อนี้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ถามเพื่อเป็นการยืนยันบางอย่างเท่านั้น หลวงตาจึงตอบกลับว่า “ไม่เป็นไร อย่าไปสนใจ จะระดับใดก็ชั่ง ภาวนาไปเรื่อยๆ” และในปัจจุบัน บุรุษผู้นี้ก็ได้หยุดการเช่าบูชาพระเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

…..ต่อมา หลวงตาชี้ให้ดูเถาวัลย์ยาวขนาดใหญ่สองเครืออยู่คู่กัน เป็นเถาวัลย์ประหลาดๆ เพราะจะว่าเป็นเถาตำลึงก็ไม่ใช่ เถาหนึ่งมีสีเขียวสด อีกเถาหนึ่งมีสีหม่นแห้งเฉา เมื่อหันไปมองแล้ว หลวงตาท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า “เห็นไหม มันใช้เรามาตลอด” จากปริศนาธรรมสั้นๆนี้ บุรุษผู้นี้ได้พิจารณาตาม ทันใดนั้น จิตของเขาก็ผุดรู้ขึ้นมาว่า “โอ้ อันตัวเราเมื่อถือกำเนิดเกิดขึ้นมาแล้ว มีกิเลสแลอวิชชาเป็นผู้กดขี่ข่มเหง แลหลอกพาใจไปใช้ให้ร่างกายทำโน่นทำนี่อันเป็นความชั่วเลวทราม แม้แต่ตายลงไปแล้วกิเลสเหล่านั้นก็มิได้ตายตามไปกับกายสังขาร มันยังติดตามดวงจิตไปหลอกใช้ในภพชาติใหม่ ชั่งเวียนวนเป็นวัฏฏะสงสารไม่สิ้นสุด กิเลสนี้มันชั่งร้ายและแยบยลนัก”

…..ต่อมา หลวงตาได้ชี้ให้ดูที่กอไผ่กอหนึ่ง เสมือนท่านทราบว่า บุรุษผู้นี้ยังสงสัยว่า ทำไมตัวของเขาผู้ปรารถนาพระนิพพานในภพชาตินี้ ยังต้องมามีครอบครัวคือมีลูกมีเมียอยู่ ทำไมยังไม่ได้ออกบวชสักที ท่านเอ่ยสั้นๆขึ้นมาว่า “ทำไมยังต้องมีเมีย” บุรุษผู้นี้ได้พิจารณาตามท่านจึงเข้าใจว่า “อันตัวเราเวียนว่ายตายเกิดมานับภพไม่ถ้วน จึงมีลูกมีเมียมากมายดุจใบไผ่ที่เกาะกิ่งไผ่ เราก็เหมือนกับกิ่งไผ่ที่ให้ที่พักพิงแก่ใบไผ่ เป็นการอาศัยซึ่งกันและกัน หากเราจะตัดภพตัดชาติกับลูกกับเมียแล้วไซร้ เราก็ต้องเป็นเสมือนกับกิ่งไผ่ที่ตายแล้ว คือการตายจากกิเลสทั้งหลายทั้งมวล ดับภพชาติอวิชชาให้สิ้นซาก เมื่อนั้นเราจึงจะหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งมวลได้ เปรียบเสมือนกับกอไผ่ที่ตายแล้ว ใบไผ่ทั้งหลายก็ร่วงหล่นไปเป็นธรรมดา”

…..ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมเรื่องนี้ ได้แสดงออกมาตามอรรถตามภูมิที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม ปริศนาธรรมทั้งหลาย ผู้มีปัญญาสามารถที่จะแยกแยะออกไปได้ไม่สิ้นสุด แลภาพนิมิตทั้งหลายนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์ทุกองค์ ท่านมักสอนให้นักภาวนาอย่าได้ไปยึดติดในนิมิตเหล่านั้น แต่ท่านให้นำเอานิมิตหรือปริศนาธรรมเหล่านั้น มาพิจารณาเป็นอุบายธรรม โดยใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญด้วยเหตุด้วยผล จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักภาวนา ท้ายสุด เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่านบทความนี้จบลงแล้ว ขอผลานิสงส์ทั้งหลาย จงเป็นปัจจัยให้ท่านมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้ถ่ายทอดนิมิตธรรม
7 มีนาคม 2556


http://phraputpataweetat.blogspot.com/2013/03/180.html

. . . . . . .