หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เล่าเรื่อง “การเสกพระ”

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เล่าเรื่อง “การเสกพระ”

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
เล่าเรื่อง

“การเสกพระ”

เรื่องมีอยู่ว่า … ตอนท้ายชีวิตของ หลวงพ่อปาน (วัดบางนมโค จ.อยุธยา)
หลวงพ่อปานทำรูปของท่าน แล้วมีรูป “ยันต์เกราะเพชร”
ทำหลายพันผืน สำหรับแจกบรรดาพุทธบริษัทที่มีความต้องการ

หลวงพ่อปานไม่ได้สั่งพิมพ์เอง
เป็นนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์
คนนี้เรียน คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า กับหลวงพ่อปาน
ทำจนมีผล ทำคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า จนเป็น “ฌาน”

คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ ลูกหลานทั้งหลาย ถ้าใครจำได้นะ
ถ้าใครจำคาถาได้ ทำให้เป็นสมาธิ ทำให้เป็นฌาน มีผล ๒ อย่าง คือว่า
ถ้าเป็นฌานแล้ว … ลาภสักการจะเกิดไม่ขาดสาย
ขึ้นชื่อว่าความขัดข้องใด ๆ ไม่ค่อยจะมี
หากว่ามีขึ้นมา ก็มีการชดใช้
หมายความว่า … หาทัน นี่เป็นประการ ๑

ประการที่ ๒ คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า นี่เป็น “พุทธานุสสติกรรมฐาน”
มีผลยันให้ถึง พรหม หมายความว่า บันดาลให้เกิดเป็น “พรหม” ได้
แต่ถ้าหากใช้ “ฌาน” อันนั้นไปเจริญ “วิปัสสนาญาณ” ก็ไป … “พระนิพพาน” ได้

ฉะนั้น คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปาน
จึงไม่ใช่เป็นคาถาที่ปรัมปรา หรือไร้ผล
มีผลในชาติปัจจุบัน แล้วก็มีผลในชาติสัมปรายภพ

หากว่าบรรดาลูกหลานทั้งหลาย
ทำคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปาน จนเป็น “ฌาน” ได้
ทุกคนก็จะไม่มีความยากจน เวลาตายก็มีความสุข
อยากจะไปนิพพานก็ไปได้
มีผลเสมอกัน เป็นคาถาของชาวบ้านโดยตรง

คราวนี้มาว่ากันถึงเรื่อง “ผ้ายันต์”
ในเมื่อนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายตราใบโพธิ์
มาถวายหลวงพ่อปานจำนวนหลายพันผืน เมื่อเขาพิมพ์มาแล้ว
หลวงพ่อปาน ก็สั่ง “หลวงพ่อเล็ก (เกสโร)” ให้เอาผ้ายันต์ไปเสก

หลวงพ่อเล็กนำมาเสก ๓ เดือน
ถือว่าครบไตรมาสพรรษาหนึ่งพอดี

“หลวงพ่อเล็ก” นี่เราทราบกันอยู่ว่า ท่านได้ “สมาบัติ ๘” (รูปฌาน ๔ เเละ อรูปฌาน ๔)
แต่ว่ายิ่งไปกว่านั้น สำหรับ วิปัสสนาญาณ นี่ … จะได้อะไรฉันไม่ทราบ
ฉันไม่หลอกสิ่งที่จะรู้กันได้
ถ้าเราได้ถึงไหน … เราก็รู้กันว่าคนอื่นเขาได้ถึงเพียงนั้น ที่เลยไปเราไม่รู้
ตอนนั้นฉันก็ยังทรง “สมาบัติ ๘” เหมือนกัน
แต่ว่าไม่ได้ฝึก “อภิญญา” ครบถ้วน
เลยกลายเป็นพระไม่ใช่อภิญญา นี่ฟังให้ดีนะ

สมาบัติ ๘ ก็อาศัย “กสิณ” กองใดกองหนึ่งเป็นพื้นฐาน
ไม่จำเป็นต้องใช้กสิณทั้งหมด ๑๐ อย่าง ใช้กสิณกองใดกองหนึ่ง เป็นพื้นฐาน
ยกเอารูปขึ้นมาตั้ง แล้วก็เพิกกสิณนั้นเสีย แล้วใช้ “อรูปฌาน” ขึ้นมาแทน
ถ้าทำได้ทั้ง ๔ อย่างก็เรียกว่า ทรงอรูปฌาน ๔ ได้ เป็น ฌาน ๘ ไป
นี่ฟังกันไว้เท่านี้นะ

หลวงพ่อเล็กได้ “ฌาน ๘” (สมาบัติ ๘) เลยกว่านั้น … ฉันไม่รู้
เมื่อได้รับผ้ายันต์มาแล้ว ก็มานั่งเสก
เสกด้วยอำนาจของสมาธิ เข้าฌานสมาบัติ ๓ เดือน
เวลากลางคืน เสกกี่ชั่วโมงไม่ทราบ แต่ว่าไม่ใช่ว่าตลอดวันตลอดคืน
อย่านึกว่าตลอดวันตลอดคืน ๓ เดือน ไม่ลุก ไม่กินข้าวไม่กินปลา
นี่มันก็เกินคนไป ว่ากันตามแบบปกติ

ฟังเรื่องของพระนะ พอครบ ๓ เดือน
วันออกพรรษา หลวงพ่อเล็กเรียกฉันเข้าไป บอกให้แบกผ้ายันต์
ฉันคนเดียวมันแบกไม่ไหว ก็เอาไอ้เพื่อนอีก ๓ คน
มาช่วยกันแบกผ้ายันต์ มาถวาย “หลวงพ่อปาน”
ยังไม่ทันจะถึงเลย ห่างอีกประมาณสัก ๑๐ วาได้กระมัง

“หลวงพ่อปาน” เห็นเข้า ท่านโบกมือโบกไม้บอกว่า …
ไม่เอา ๆ ยังไม่เสร็จ ยังไม่เสร็จ ยังใช้ไม่ได้
นี่ท่านร้องไป ก็เป็นอันว่า … ไม่เอาเข้าไปให้ท่าน เอากลับ

ตอนนี้ “หลวงพ่อเล็ก” กลับมา ก็นึกในใจว่า …
นี่เราทำขนาดนี้ … ยังใช้ไม่ได้ ใครที่ไหนจะยิ่งไปกว่าเรานะ
เราเข้าถึง “สมาบัติ ๘” นี่ท่านบ่นนะ
เราเข้าถึง “สมาบัติ ๘” แล้วก็คลายสมาธิลงมาพิจารณา “วิปัสสนาญาณ”
จนกระทั่งอารมณ์จิตเป็นแก้วทั้งหมด เป็นแก้วประกายพฤกษ์ทั้งหมด
แล้วเราจึงเข้าสมาธิใหม่ จัดเป็น “โลกุตตรญาณ”
แล้วเราก็อธิษฐานจิต นี่ยังใช้ไม่ได้ ก็ใครจะเสกยิ่งไปกว่านี้ ท่านบ่นให้ฟัง

ท่านก็บอกว่า … เอา ในเมื่อ ท่านใหญ่ (หมายถึง หลวงพ่อปาน)
บอกว่าใช้ไม่ได้ ฉันก็จะทำให้ใหม่
ตอนนี้ ท่านไปทำใหม่ ๗ วัน
ท่านทำยังไงบ้างฉันไม่ทราบ เวลาท่านทำ ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับจิตใจของท่าน
พอครบ ๗ วัน ท่านมาเรียกพวกฉันไปให้ไปแบกมาให้หลวงพ่อปาน

ตอนนี้เอง พอแบกมา
“หลวงพ่อปาน” เห็นแต่ไกล ก็กวักมือกวักไม้บอก …
เออ ๆ เอามา ๆ ๆ อย่างนี้ซิมันถึงจะใช้ได้
เก่งคนเดียวน่ะ … มันใช้ไม่ได้
มันต้องให้คนอื่น เขาเก่งกว่า
เก่งคนเดียว … ใช้ไม่ได้
ทำอย่างนี้ … ใช้ได้
เมื่อเข้าไปถึง หลวงพ่อเล็ก ก็กราบ หลวงพ่อปาน
ฉันก็กราบ เพื่อนฉันก็กราบ

ฉัน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ถาม “หลวงพ่อเล็ก” ว่า
หลวงพ่อขอรับ ตอนก่อนหลวงพ่อเสกยังไง … หลวงพ่อปานจึงว่า ใช้ไม่ได้
“หลวงพ่อเล็ก” บอกว่า ตอนก่อนฉันเข้า “สมาบัติ ๘”
แล้วใช้ “วิปัสสนาญาณ” เต็มที่
คลายจิตออกมาถึง อุปจารสมาธิ อธิษฐาน …
แล้วก็เข้า “สมาบัติ ๘” ใหม่
เท่านี้ ๓ เดือน ไม่ได้ขาดเลยทุกคืน คืนละ ๓ ชั่วโมง
ท่านใหญ่ (หลวงพ่อปาน) บอกว่า … ใช้ไม่ได้

หลวงพ่อปาน ท่านก็ออกมาบอก …
ยังงี้ใช้ไม่ได้ดอกคุณเล็ก (หลวงพ่อเล็ก) คุณเล็กอย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ
คือว่า ถ้าเราทำอะไร ถ้าเก่งคนเดียว … มันใช้ไม่ได้
ไอ้เราเองน่ะมันไม่ดีพอ ต้องให้คนอื่นเขาดีบ้าง

จึงได้ถาม “หลวงพ่อเล็ก” ใหม่ว่า …
หลวงพ่อขอรับ ตอน ๗ วันนี่ หลวงพ่อทำยังไงขอรับ
ท่านบอกว่า ในเมื่อฉันใช้ สมาบัติ ๘
ท่านใหญ่บอกว่า … ใช้ไม่ได้
ฉันก็กลับ คราวนี้ฉันไม่เอาละ

ฉันก็ตั้งท่า “บวงสรวงชุมนุมเทวดา”
อาราธนาบารมีพระทั้งหมด ตั้งแต่ …
พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด
พรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหมด
ฉันยกยอดเลย ยกยอด ในเมื่ออาราธนา … เห็นท่านมากันครบถ้วน

แล้วท่านมาทำกัน คืนหนึ่งประเดี๋ยวเดียว
สัก ๑๐ นาที ท่านก็กลับ แล้วท่านก็บอกให้เลิก ฉันก็นอน
ฉันทำมาแบบนี้ถึง ๖ วัน ถึงวันที่ ๗ ทุกท่านมา แต่ไม่มีใครทำ
ท่านบอกว่า … ไม่มีอะไรจะบรรจุแล้ว คุณจะให้ฉันทำอะไร
ฉันก็เลยเลิก ถึงได้ให้พวกเธอแบกมาให้ท่านใหญ่
นี่ท่านเรียก หลวงพ่อปาน ว่า ท่านใหญ่

หลวงพ่อปานฟังแล้ว ก็หัวเราะก๊าก บอก … จริงที่คุณเล็กพูดน่ะ
จริงนะอาจารย์เล็ก ท่านเรียกอาจารย์เล็กบ้าง คุณบ้าง
ที่อาจารย์เล็กพูดนั่นน่ะจริง

พวกเธอจงจำไว้นะ
การที่เราจะ เสกพระ เสกผ้ายันต์ … อะไรต่ออะไรนี่น่ะ
ถ้าเสกด้วยอำนาจกำลังของเราละ … ไม่ช้ามันก็เสื่อม เราน่ะมันดีแค่ไหน
การเสกว่าคาถาต่าง ๆ นี่
ก็เป็นการอาราธนาบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
หรือเทวดา หรือ พรหม … มาช่วย
แต่ว่าคาถาบางอย่าง ก็จะว่าแต่เฉพาะบางจุด

การเสกพระเสกเจ้า หรือเสกผ้ายันต์ เสกอะไรต่ออะไรพวกนี้
ถ้าเราเอาตัวของเราออกเสีย เราไม่เข้าไปยุ่ง
แต่อาราธนาบารมี …
พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด
พรหม หรือ เทวดาทั้งหมด … ท่านมาช่วย
ท่านทำประเดี๋ยวเดียว ๒-๓ นาที มันก็เสร็จ
ดีกว่าเราทำ ๑,๐๐๐ ปี
แล้วเราจะเอาอะไรบ้าง ก็อาราธนาบอกท่าน
บอกว่า ขอให้ใช้ได้อย่างนั้นอย่างนี้

แต่อย่าลืมนะ ถ้าใช้ในทางทุจริต หรือ กฎของกรรมบังคับ
ไม่มีอะไรจะคุ้มครองใครได้ ถ้าหากว่าใครเลวอยู่แล้ว ก็คอยพยุงๆให้เลวน้อยลงไปนิดหนึ่งได้
ถ้าใครดีขึ้นมาหน่อย ก็พยุงให้ดีมากได้
นี่เป็นกฎของ อำนาจพุทธบารมี ธรรมบารมี สังฆบารมี และพรหม และเทวดาทั้งหลาย

ท่านพูดแล้ว ท่านก็ชอบใจ
บอกว่าคุณเล็กทำถูก ตอนก่อนฉันรู้ ไปตั้งท่าเข้าสมาบัติอยู่คืนละ ๒-๓ ชั่วโมง
ฉันนั่งอยู่ที่กุฏินี่ ฉันก็รู้ แต่ที่ฉันไม่บอกไว้ก่อน เพราะจะให้คุณเล็กนี่นะรู้เอง
การทำตัวเป็นคนเก่งเองน่ะ มันใช้ไม่ได้

มันต้องให้พระท่านเก่งซี
พระพุทธท่านเก่ง พระธรรมท่านเก่ง พระสงฆ์ท่านเก่ง พรหมท่านเก่ง เทวดาท่านเก่ง
ของที่เราทำ เราจะไปตามคุ้มครองชาวบ้านชาวเมืองได้ยังไงทุกคน
ถ้าหากพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดี ท่านช่วยคุ้มครอง
ท่านก็มองเห็นได้ถนัด สงเคราะห์เขาได้โดยสะดวก

โพสต์โดย mr.surin เมื่อ: เมษายน 30, 2012 I www.dhammakaya.org

http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=1641

. . . . . . . . .