ไหว้สาครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล

ไหว้สาครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล

ท่านพระครูสิริศีลสังวร (ครูบาน้อย เตชปัญโญ)
“มีสติอยู่กับตัวนะ ทำอะไรก็ให้มีสติ” เสียงพระเถระอายุกว่า 60 พรรษา แต่ยังดูท่านยังแข็งแรงมากยังคงแว่วอยู่ในหัวผม

เสียงพระเถระ ที่ชาวบ้านพร้อมใจกันเรียกท่านด้วยความเคารพว่า “ครูบา” นั้นเปี่ยมด้วยความเมตตา ผมเองได้ยินชื่อของ “ครูบา” ครั้งแรกทางหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่าท่านสามารถเข้า นิโรธกรรมตามแบบของครูบาศรีวิชัย ได้ ซึ่งการเข้านิโรธกรรมครั้งแรกนั้นเป็นเข้า เพื่อต่ออายุ ครูบาผัด (พระครูพิศิษฏ์สังฆการ หรือครูบาผัด ผุสฺสิตธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาส ซึ่งในขณะนั้น (ปี พ.ศ. 2537) กำลังป่วยหนัก ถึงขนาดที่แพทย์ที่ทำการรักษาอยู่บอกลูกศิษย์ลูกหาให้ทำใจ การเข้านิโรธกรรมของท่านในครั้งนั้นทำให้อาการป่วยของครูบาผัดดีวันดีคืน หลังจากนั้น”ครูบา” ท่านก็เข้านิโรธกรรม ทุกปีเป็นประเพณีทุกปี

ท่านพระครูสิริศีลสังวร หรือครูบาน้อย เตชปัญโญ เป็นเจ้าอาวาสต่อจากครูบาผัด อาจารย์ของท่าน ปัจจุบันท่านอายุ 60 พรรษา 38 นามเดิม ประสิทธิ์ กองคำ เกิดเมือวันเสาร์ที่ 10 กุมพาพันธ์ พ.ศ. 2494 แรม 4 ค่ำ เดือน 3 (เหนือ) ปีขาล ที่บ้านศีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ มีเรื่องเล่ากันว่าในวันที่ท่านเกิดท่านมีสายรกพันรอบตัว ซึ่งตามความเชื่อของคนโบราณในภาคเหนือเล่าขานกันสืบมาว่าจะได้บวชเป็นพระสืบทอดพระพุทธศาสนา ท่าเข้าพิธีบรรพชาเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2507 โดยมีท่านพะครูอินทรสธรรม (ครูบาอิ่นแก้ว อินทรวังโส) วัดกู่เสือ อ.สารถี จ.เชียงใหม่เป็นพระอุปัชฌาย์

และได้เข้าพิธีอุปสมบท ในขณะอายุครบ 20 ปี เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2517 ณ.พัทธสีมา วัดพญาชมพู โดยมีพระครูพุทธาทิตยวงศ์ (ครูบาอุ่นเรือน อินทรโส) วัดป่าแคโยง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา เตชปญฺโญ แปลว่า ผู้มีปัญญาเป็นเดชครูบาน้อย ศึกษาในพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ที่สำนักเรียนวัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน รวมทั้งฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจากหลวงพ่อครูบาผัด และครูบาพรหมมา พรหมจักโก ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน อีกทั้งยังได้ศึกษาวิชาธรณีศาสตร์และพระคาถาต่างๆ จากพระครูจันทสมานคุณ (หลวงปู่หล้า ตาทิพย์) วัดป่าตึงอ.สันกำแพงจ.เชียงใหม่ด้วยศึกษาอักขระภาษาล้านนาวิทยาคมด้านเมตตานิยมตำรับตำรายาสมุนไพรจากหลวงพ่อพระครูมงคลคุณาธร (ครูบาคำปัน นันทิโย) วัดหม้อคำตวง อ.เมือง เชียงใหม่

ท่านได้ศึกษาวิธีการทำตะกรุดกาสะท้อน และตะกรุดหัวใจพุทธคุณ 108 จากครูบาผัดและด้วยวัตถุมงคลทั้งสองนี้ก็มีประสบการณ์อย่างโชคโชน แต่เท่าที่ผมสังเกตุดูจากปฏิปทาของครูบาน้อยผมสังเกตุได้อย่างหนึ่งว่า ท่านเมตตาต่อลูกศิษย์ที่เข้าไปกราบท่านมาก ทั้งเจิมรถ ปลุกเสกวัตถุมงคลก่อนมอบให้นำกลับไปบูชา ซึ่งคำหรือภาษาทีท่านใช้ปลุกเสกนี้เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) ซึ่งทำให้ผมนึกถึง หลวงปู่แช่ม วัดดอนยายหอมซึ่งท่านก็มักจะอวยพรเป็นภาษาไทยเหมือนกัน ผมเคยกราบเรียนถามหลวงปู่แช่มว่า คาถาซึ่งเป็นภาษาบาลี กับ ภาษาไทย นั้นอย่างไหน “ขลัง” กว่ากัน

ท่านตอบด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยเมตตาว่า “เหมือนกัน ทุกคาถาสำคัญอยู่ที่จิต”

ด้วยคำอธิบายของหลวงพ่อแช่ม ก็คงสามารถนำมาใช้อธิบายในกรณีของครูบาน้อย ฉันใดก็ฉันนั้น

ครูบาน้อย
ตอนแรกขณะที่คุยอยู่บนกุฏิท่านท่านก็ เน้นย้ำเรื่องสติ สติต้องมาก่อนอย่างอื่น ผู้เขียนมีโอกาสเรียนถามท่านถึงตะกรุดกาสะท้อนกับตะกรุดพุทธคุณ108 ว่ามีพุทธคุณด้านใด ท่านมีเมตตาวิสัชชนาว่า “ตะกรุดกาสะท้อนั้นมีพุทธคุณสะท้อนกลับสิ่งที่ไม่ดี ไม่ให้เข้าตัว ส่วนตะกรุดหัวใจพุทธคุณ 108 นี้ ได้แก่ พุทธคุณของพระพุทธเจ้า 56 พุทธคุณของพระธรรมเจ้า 58 พุทธคุณของพระสงฆ์ 14 รวมแล้วเป็น 108 ซึ่งหากใครได้มีตะกรุดหัวใจพุทธคุณ 108 ไว้กับตนกับตัวไว้กับครอบครัวไว้กับวงการกิจกรรมต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ตะกรุดหัวใจพุทธคุณ 108 นี้มีความสามารถคุ้มครองปกป้องอุบัติภัยอุบัติเหตุต่างๆ แก้และป้องกันพวกไสยศาสตร์พวกอวิชชาต่างๆ แก้เรื่องของความรุ่มร้อน ความวุ่นวาย หงุดหงิดได้ด้วย ใครที่ถูกคุณไสยหรือถูกพวกอวิชชาเล่นงาน ก็เพียงแต่เอาตะกรุดนี้ไปติดตัวหรือห้อยคอก็จะสามารถแก้พวกคุณไสย พวกไสยศาสตร์พวกอวิชชาต่างๆ ได้อย่างชะงัดโดยไม่ต้องไปทำพิธีแก้ให้ยุ่งยาก”

ท่านยังสอนให้หมั่นทำแต่ความดี ทำบุญทำทานให้มากๆ อย่าหลงงมงายกับวัตถุ มีจิตใจที่ดีบริสุทธิ์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ผลจากการกระทำดีก็จะส่งผลมาถึงตัวเราเอง

ครูบาน้อยเมตตาเจิมรถเครื่องให้กับลูกศิษย์ท่านหนึ่ง

จากนั้นก็กลาบลาท่านลงมาเดินถ่ายรูปข้างล่าง ครูบาน้อยท่านก็เดินตามลงมาด้านล่างเพื่อเจิมรถให้ลูกศิษย์ ด้วยตัวผู้เขียนป่วยเป็นโรคหลอดเลือสมอง ท่านครูบาน้อยท่านคงเห็น ท่านมีเมตตาถามว่า “ เป็นมานานหรือยัง” ท่านคงถามหมายถึง ตัวผมเดินขัดๆ อย่างนี้มานานหรือยัง

ผมก็กราบเรียน ท่านไปว่า “เป็นมาสามปีแล้วครับ”

ท่านก็บอกว่า “เอ้าหาย” แล้วท่านก็ยกไม้เท้าของท่านมาเคาะที่แขนข้างขวาของผม ทั้งว่าคาถาอยู่นาน

ผมเองก็ตื้นตันกับความเมตตาของท่านที่อุตส่าห์มองเห็นว่าผมป่วย และยังเมตตาช่วยรักษาอีก ผมเองไม่สงสัยเลยว่าทำไมชาวบ้านถึงรักท่านกันมาก คงเป็นเพราะความเมตตาที่ท่านมีต่อทุกคนเสมอกัน

ใครผ่านไปแถวเชียงใหม่ลองแวะกราบครูบาน้อยท่านดูนะครับ วัดศรีดอนมูลนี้อยู่บนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ก่อนเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ วัดจะอยู่ทางฝั่งขวาครับ แล้วท่านจะพบพระที่เป็นที่พึ่งอีกองค์หนึ่ง

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=744437

. . . . . . . . .