เกร็ด คำสอนสมเด็จพระสังฆราช

เกร็ด คำสอนสมเด็จพระสังฆราช

ภัยที่เกิดแก่พระพุทธศาสนา 1

อันตรายที่จะเกิดกับ พระพุทธศาสนานั้นไม่เกิดจากผู้ใดอื่น เกิด จา

กผู้นับถือพระพุทธศาสนาเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักเกิดจากพระภิกษุ สามเณร ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการรักษาเทิดทูนพระพุทธ

ศาสนาให้คุณอันล้ำเลิศดำรงอยู่ ปรากฏเด่นชัดแก่โลก รูปใดไม่ทำหน้าที่ เทิดทูนคุณของพระพุทธศาสนาให้ปรากฏ แต่กลับทำให้เกิด

ความรู้สึกตรงกันข้าม รูปนั้นเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาซึ่งบาปหนักนักหนา ยิ่งกว่าบาปใดทั้งนั้น ชีวิตนี้น้อยนัก อีกไม่นานก็จะพากัน

ทิ้งชาตินี้ไปสู่ชีวิตหน้า ที่ยาวนาน พ้นจะประมาณได้ นับภพชาติไม่ถ้วน ชีวิต หน้าจะสูงจะต่ำจะดีจะชั่วเพียงใดอยู่ที่การทำชีวิตนี้

เป็นพระก็ให้เป็นพระดี ทำหน้าที่สืบพระทุทธศาสนาให้มั่นคงสูงส่งปรากฏแก่โลกยั่งยืนนาน สอนเขาด้วยกาย คือด้วยการปฏิบัติตนดีงาม

ตามพระพุทธบัญญติ สอนเขาด้วยวาจา คือด้วยการพูดที่เป็นธัมมะจริง สอนเขาด้วยใจคือด้วยการอบรมเมตตาให้มีในใจจนแผ่ออกไป

ช่วยเขาได้ เป็นที่พึ่งของเขาได้

เมื่อตั้งใจจริงที่จะเป็นที่พึ่ง เมตตากรุณาย่อมพรั่งพร้อมในใจ เพียงยังไม่ทันได้มีโอกาสให้ผู้ใดพึ่ง ตนเองก็จะเป็นสุขได้แล้วจะมีแต่ความ

พร้อมที่จะทำทุกอย่างอันเป็นการแสดงความ เมตตากรุณาช่วยเหลือผู้อื่นทั้งหลาย ขอให้ตั้งใจจริงว่า จะต้องเป็นที่พึ่งของคนทั้งหลาย

ให้จงได้ แล้วพึงพยายามทำให้ได้อย่างดีที่สุด เท่าที่สติปัญญาความสามารถจะมี นั่นแหละจะได้พบความสุข

ภัย ที่เกิดแก่พระพุทธศาสนา 2

ก่อนอื่นขออนุโมทนา ท่านประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติฯ พร้อมด้วยกรรมการและเจ้าหน้าที่ทุกท่านทั่วประเทศ ที่ปรารภจัดการ

ประชุมครั้งนี้ ให้มีหัวข้อการประชุมว่า ?ภัยที่เกิดแก่พระพุทธศาสนา? นับว่าเป็นการประชุมที่ทันสมัยที่สุด ขณะนี้พระพุทธศาสนากำลังมี

การปฏิบัติพยายามเป็นภัย ที่เป็นที่ห่วงใยกังวลกันอยู่เป็นอันมาก

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้รู้จักพระพุทธศาสนาตามความถูกต้องเป็นจริงจะไม่เป็นห่วงว่า พระพุทธศาสนาจะเป็นอันตราย พระพุทธศาสนาจะ

เศร้าหมองด่างพร้อย ด้วยการปฏิบัติชั่วร้ายใดๆ ของผู้ใด หรือของหมู่คณะใดก็ตาม จะไม่เป็นห่วง

ด้วยเมตตาธรรมประจำใจผู้นับถือพระพุทธศาสนา น่าจะพากันเมตตาบรรดาผู้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดภัยแก่พระพุทธศาสนา เพราะเป็นกรรม

ร้ายที่มีผลร้าย ยิ่งกว่าผลของกรรมร้ายใดทั้งปวง ไม่มีบาปใดกรรมใดจะให้ผลหนักหนาเสมอด้วยบาปด้วยกรรมที่มุ่งทำลายพระพุทธ

ศาสนา หรือมุ่งทำให้พระพุทธศาสนาเศร้าหมอง ในทางตรงกันข้ามไม่มีบุญใด ไม่มีกรรมใดที่จะให้ผลงดงามเสมอด้วยบุญด้วยกรรมที่

มุ่งเทิดทูนรักษาพระพุทธ ศาสนา นี้เป็นความจริง ที่เชื่อไว้ก็จะดีกว่าไม่เชื่อ

อย่าคิดพูดทำอะไรก็ตามที่เป็นการแตะต้องพระพุทธศาสนาในทางชั่วร้าย อย่าประมาทว่าพระพุทธศาสนาก็เท่านั้น ไม่มีอำนาจ ไม่มี

อิทธิฤทธิ์ ไม่มีมือ ไม่มีแขนขา ที่จะทำอะไรใครได้ พระพุทธศาสนาคือพระพุทธเจ้า คือสมเด็จพระบรมศาสดาและสมเด็จพระสัมมา

สัมพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านยิ่งกว่าทรงมีอิทธิฤทธิ์ พระพุทธบารมียิ่งใหญ่เหนืออิทธิฤทธิ์ทั้งปวง ผู้ที่หาญไปแตะต้องด้วยเจตนามุ่งร้าย

ไม่มีทางที่จะพ้นจากผลร้ายแรงของกรรมนั้น

พระเทวทัตถูกธรณีสูบ เพราะแตะต้องพระพุทธเจ้าด้วยเจตนาร้าย ส่วนท่านองคุลีมาลฆ่าคนเป็นพพันสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้

เพราะมีกุศลเจตนา มุ่งจะได้ถึงพระพุทธองค์ ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำของครูอาจารย์ทุกอย่าง เพียงเพื่อให้บรรลุความดีงาม หรือบรรลุ

มรรคผลนิพพาน ตามสเด็จพระพุทธองค์

สองกรณีนี้ ขอให้ยกขึ้นมาพิจารณาให้ดี จะมั่นใจในพุทธบารมี จะมั่นใจในความจริงที่ว่า ไม่มีการทำบาปทำกรรมใดจะให้ผลร้ายแรงหนัก

หนาเท่ากับทำลายพระพุทธศาสนา และไม่มีการทำบุญใดที่จะให้ผลยิ่งใหญ่งดงามเท่ากับการมุ่งเทิดทูนรักษาพระ พุทธศาสนา

ขณะนี้เราทุกคนกำลังมีโอกาสที่ดีที่สุด จะได้ทำบุญทำกรรมที่ดีที่สุด ที่จะให้ผลงดงามยิ่งใหญ่ที่สุดแก่ตนเองก่อนแก่ใครอื่น เพราะพระ

พุทธศาสนากำลังมีภัย จงอย่าเห็นแก่อะไรอื่นทั้งสิ้น จงคิดพูดทำทุกอย่างให้เต็มสติปัญญาความสามารถ เพื่อเทิดทูนรักษาพระพุทธ

ศาสนา ศาสนาประจำชาติของเรา ให้ห่างไกลพ้นภัยจากมารทั้งปวงเถิด

ขออำนวยพร

สรณะคือที่พิึึ่ง

สรณะนั้น แม้ทั่วไปจะแปลว่า ?ที่พึ่ง? แต่ที่จริงมีความหมายเป็นพิเศษ สำหรับผู้นับถือศาสนา สรณะ หมายถึง พระรัตนตรัย คือ

พระพุทธเจ้า
พระธรรม
พระสงฆ์ เท่านั้น

ไม่ได้หมายถึงที่พึ่งอื่น แม้มารดาบิดา ผู้เป็นที่พึ่งมีพระคุณยิ่งใหญ่ของบุตรธิดาก็ยังไม่ใช่สรณะ ยังเป็นสรณะไม่ได้ สรณะ มีความหมาย

สูงพ้นความหมายที่พึ่งทั้งปวง สรณะเป็นที่พึ่งที่ไม่มีบกพร่อง ไม่มีผิดพลาดแม้เล็กน้อยเพียงใด เชื่อถือได้ ปฏิบัติตามได้ ถูกต้องงดงาม

ทุกประการและทุกกาลเวลา

จะกล่าวว่า สรณะเป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลก็ได้ ก็จริง ก็ถูกต้อง เพราะสรณะคือ พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์นั้น เป็นสรณะทุกกาล

ทุกเมื่อ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เลือกเวลา ถึงสรณะเมื่อใด ก็ได้รับคุณแห่งสรณะ คือ คุณแห่งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เมื่อนั้น เป็นคุณที่

บริสุทธิ์แท้จริงปราศจากโทษแม้เล็กน้อยเพียงใด

การถึงเป็นสรณะ คือการเชื่อและปฏิบัติตามอย่างไม่เคลือบแคลงสงสัย ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ คือเชื่อพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามที่พระ

พุทธเจ้าทรงสอน ที่เป็นพระธรรม โดยผ่านพระสงฆ์ที่อัญเชิญมาปฏิบัติ จนได้รับผลด้วยองค์ท่านเองและอัญเชิญมาสอนต่อ

ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ จงเป็นผู้ฉลาดสำนึกให้มั่นคงแน่วแน่ว่า ความสำเร็จยิ่งใหญ่ในการเกิดมาเป็นคน คือปฏิบัติได้ผลในพระพุทธ

ศาสนา เป็นผลที่จักปรากฏแก่จิตใจตนเป็นอันดับแรกและจะแผ่ไปถึงผู้อื่นทั้งหลายได้ ด้วย ผลการปฏิบัติพระพุทธศาสนาที่ปรากฏชัดใน

ใจผู้ปฏิบัตินั้น มีความสำคัญสูงสุด

ถ้าหยุดปฏิบัติพระพุทธศาสนาเมื่อไร ก็อย่ามั่นใจว่าจะเป็นคนดี เป็นพระดี เป็นเณรดี แต่จงมั่นใจว่า ถ้าเป็นคนดีไม่ได้ เป็นพระดีไม่ได้

เป็นเณรดีไมได้ ชีวิตก็มีความหมายไม่ได้ เป็นชีวิตที่เสียเปล่า

อย่าทำชีวิตอันมีค่านี้ให้เสียเปล่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยากและการได้พบพระศาสนาที่สุดประเสริฐ คือพระพุทธศาสนาก็ยิ่งแสน

ยาก จงภูมิใจให้อย่างยิ่งทุกเวลา ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาแล้ว อย่าให้เสียชาติเปล่า

พระรัตนตรัยเป็นสรณะที่แท้จริง

ด้วยมีเหตุผลที่ชัดแจ้ง สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งแห่งพระรัตนตรัยหรือพระ ไตรรัตนะ แก้ววิเศษสุดสาม

องค์นั่นเอง ทรงมีพระปัญญายิ่ง เหนือปัญญาของพรหมเทพและมนุษย์ทั้งหลายทั้งนั้น ด้วยเหตุที่ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ได้ด้วยพระองค์เอง

ซึ่งไม่มีพรหมเทพหรือมนุษย์ใดทำได้มาก่อนทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกเป็นจำนวนไม่ น้อยพ้นจากความเวียนว่ายตายเกิด นั่นก็คือได้พ้นจาก

ความทุกข์อย่างสิ้นเชิงและเด็ดขาด ได้ทรงมีพระพุทธภาษิตไว้ว่า ?ความเกิด เป็นทุกข์? และต้นเหตุที่แท้จริงของการได้ทรงตรัสรู้ก็คือ

ทรงมีพระมหากรุณาพ้นจะประมาณ

เป็นเหตุให้ไม่อาจทรงทนรับรู้ว่า ?ความ เกิดเป็นทุกข์? โดยมิทรงหาทางแก้ไข ทรงยอมรับความทุกข์ยากลำบากลำบนมากมายเพื่อหา

ทางมิให้สัตว์โลกต้องวนเวียน อยู่ในความทุกข์ของความเกิดต่อไปไม่สิ้นสุด และทรงได้เป็นพระผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ด้วยความสำเร็จที่ทรง

สามารถช่วยให้สัตว์ โลกพ้นความทุกข์ของการเกิดได้จริง

มีผลปรากฏตั้งแต่ยังมีพระชนมายุสังขารอยู่ และยังสืบมาจนทุกวันนี้ พระธรรมที่ทรงตรัสรู้และทรงประกาศแล้วแก่โลกยังมีผลจริง ช่วย

สัตว์โลกให้พ้นทุกข์จาการเกิดอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ได้จริง จึงทรงเป็นสรณะที่แท้จริงองค์แรกในพระรัตนตรัย หรือ พระไตรสรณะ

พระไตรสรณะ คือที่พึ่งที่ระลึก หรือพระสรณะ ๓ อันหมายจำเพาะเจาะจงแน่นอนทุกยุคทุกสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงว่า พระไตรสรณะ หรือ

พระไตรรัตนะ หรือ พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เท่านั้น ไม่มีสรณะ ๔ หรือ สรณะ ๕ สรณะ ๖ ฯลฯ เป็นต้น

การใช้คำสรณะจึงควรใช้ให้ถูกตามเป็นจริง

ที่สูงส่งศักดิ์สิทธิ์ ดังที่เห็นชัดอยู่

ไม่มีการกล่าวว่ามารดาบิดาครูอาจารย์หรือบุคคลอื่น

ที่ครบ ๓ คน ว่าเป็นสรณะ ๓ หรือเป็นไตรสรณะ นี้

จึงควรเป็นข้อคิดเตือนสติ โดยเฉพาะผู้เป็นพุทธศาสนิก

นับถือพุทธศาสนาในการใช้คำสรณะที่ยิ่งใหญ่นี้

อย่าให้ผิด อย่างให้พร่ำเพรื่อ

http://www.watpanonvivek.com/index.php/section-table/2012-07-14-12-23-28/2569-2010-07-28-22-39-39

. . . . . . . . .