เล่าเรื่อง หลวงปู่แหวน สุจิณโณ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)

เล่าเรื่อง หลวงปู่แหวน สุจิณโณ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)

อำนาจความรักอย่างใหญ่ยิ่งจริงใจใสสะอาดเคยปรากฏงดงามแล้วแก่จิตใจ ที่เคยได้ฟังเล่าจากผู้ประสบผลงดงามอย่างชื่นใจที่สุดคือ ญาติโยมผู้หนึ่งเคยได้ยินกิตติศัพท์มหัศจรรย์ของ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่

ที่เล่าขานกันว่า นายทหารอากาศเคยเห็นท่านลอยอยู่บนฟ้า ขณะที่ขับเครื่องบินผ่านวัดดอยแม่ปั๋ง ญาติโยมผู้นั้นตื่นเต้น อยากที่จะได้ไปกราบนมัสการท่านที่สุด เช่นเดียวกับผู้ที่ชอบอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย วันหนึ่งก็ได้ไปกราบหลวงปู่ท่านสมปรารถนา ช่วงนั้นท่านยังไม่ชรานัก ยังเดินเหินพูดจาปราศรัยได้สะดวกดีมาก

ญาติโยมผู้นั้นกลับมาเล่าอย่างชื่นอกชื่นใจว่าหลวงปู่ท่าน น่ารักที่สุด ยิ้มก็น่ารัก เสียงก็น่ารัก โดยเฉพาะนัยน์ตาในแว่นสี่เหลี่ยมขาวใสของท่าน ทำให้ญาติโยมผู้นั้นเล่าว่ากลับมาได้ ๕-๖ วันก็ต้องเดินทางไปดอยแม่ปั๋งกันอีก

ทั้งที่สมัยนั้นการเดินทางเข้าไปให้ถึงวัดดอยแม่ปั๋งไม่ได้สะดวกสบายเช่นทุกวันนี้ ต้องแล่นรถเลียบเหวไปอย่างที่ทำให้ผู้หญิงทั้งหลายตัวเกร็งไปตามกันด้วยความอดเสียวไส้ไม่ได้

แต่ก็เทียวไปเทียวมานับไม่ถ้วนในช่วงนั้น มีเหตุผลอย่างเดียวคือคิดถึงนัยน์ตาหลวงปู่ท่าน คิดถึงเสียงที่น่ารักชอบกลของท่าน รักท่านจนไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเดินทางที่นับว่าไกลมากบ่อยๆ แรกๆ ก็เล่าเช่นนี้ ต่อมาเล่าถึงจุดสำคัญที่สุดในการไปกราบหลวงปู่ท่านครั้งแรก นำมาเล่าไว้ใน “แสงส่องใจ” เล่มนี้

เพื่อประกอบเหตุผลที่กล่าวไว้ว่าความรักมีอิทธิพลมาก รักใครชอบใคร โดยเฉพาะยิ่งเป็นพิเศษจะยิ่งเชื่อไปเสียทุกอย่างที่ใครคนนั้นพูด ใครคนนั้นบอก หรือแม้กระทั่งใครคนนั้นยุ ความรักความชอบมีอิทธิพลทั้งทางดีและทางไม่ดี ถ้าเป็นทางดีก็แสดงว่าผู้เป็นที่รักเป็นคนดี

หลวงปู่แหวนนั้นเป็นที่กล่าวถึงกันแทบทุกคนที่ได้ไปกราบ หรือแทบทุกคนแม้ไม่เคยได้กราบองค์ท่านเลย แต่แทบทุกคนก็พากันกล่าวถึงท่านอย่างมั่นใจ ว่าท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแน่ ญาติโยมคนหนึ่งที่ไปกราบท่านนับครั้งนับหนไม่ถ้วน ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวเล่าว่า คิดถึงนัยน์ตาหลังแว่นกระจกขาวใสสี่เหลี่ยมของท่าน

เรียกภาษาพูดไปก็คือรักหลวงปู่ท่านมากเสียแล้ว เพราะหลวงปู่ท่านเป็นคนดี เป็นพระดี ดีจริงๆ ด้วย ดีด้วยธัมมะจนดังกล่าวแล้วว่า ผู้ที่รู้จักท่านหรือเพียงได้ยินชื่อเสียงท่าน ก็มั่นใจจริงจังว่าท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแน่

ความรักท่านจึงมีผลดีงามสถานเดียว บรรดาผู้มีท่านเป็นที่รักมากมายทั้งหลายจึงปลอดภัย ทั้งยังจะได้รับความดีงามยิ่งด้วยคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่จากท่านได้อีกด้วย คนดีให้ได้แต่ความดี ความมีคุณมีประโยชน์ ตรงกันข้ามกับคนไม่ดีแน่นอน

ใครทั้งหลายที่มีบุญได้พบหลวงปู่แหวนท่าน ได้ฟังธัมมะจากท่าน คงจะไม่ปล่อยให้ธัมมะนั้นหายเงียบไปเฉยๆ คงจะได้ประโยชน์เป็นคุณแก่จิตใจไม่มากก็น้อย แต่สำหรับญาติโยมที่นำมากล่าวถึง ความเมตตาที่หลวงปู่ท่านให้นั้นใหญ่ยิ่งที่สุด เป็นธรรมสูงที่สุด เป็นคุณเป็นประโยชน์สูงสุด

ครั้งแรกที่ได้กราบหลวงปู่ท่าน ประโยคแรกที่ท่านพูดด้วยก็คือ “อตีตาธัมเมา อนาคตาก็ธัมเมา ปัจจุบันเท่านั้นธัมโม เอาละ พอ” คำว่า “พอ” ของท่านทำให้ท่านพูดเรื่องอื่นต่อไป โดยไม่เกี่ยวข้องกับธัมมะเลยในครั้งนั้น

รวมทั้งทุกครั้งต่อมาที่ไปกราบท่าน ผู้ที่ท่านเจาะจงให้ธัมมะสำคัญ “อตีตาธัเมา อนาคตาก็ธัมเมา ปัจจุบันเท่านั้นธัมโม พอ” ยังเล่าให้ผู้ที่ควรได้รับรู้ว่าเสียงของหลวงปู่มีอิทธิพลเหนือชีวิตจิตใจมากจริงๆ เป็นคุณประโยชน์แก่จิตใจสูงสุดจริงๆ เพราะทุกครั้งเมื่อจะคิดไปถึงอดีตที่มีทั้งทุกข์มีทั้งสุข เสียงที่น่ารักที่สุดของหลวงปู่ นัยน์ตาที่น่ารักที่สุดของหลวงปู่ ก็จะปรากฏขึ้นในใจ หยุดความคิดถึงอดีตได้อย่างเฉียบขาด

ตามมาด้วยความรู้สึกที่บอกตัวเองว่า “หลวงปู่ท่านห้าม ต้องเชื่อท่าน” จิตใจที่สงบสบายของญาติโยมผู้นั้น เจ้าตัวเล่าว่าส่วนหนึ่งเกิดแต่คำของหลวงปู่จริงๆ ได้ผลชะงัดจริงๆ อดีตไม่ใช่ธัมมะ อนาคตก็ไม่ใช่ธัมมะ ปัจจุบันเท่านั้นธัมมะ หรือ “อตีตาธัมเมา อนาคตาก็ธัมเมา ปัจจุบันเท่านั้นธัมโม”

ผู้ที่รักหลวงปู่ท่าน และไม่เคยได้รับธัมมะนี้จากท่าน ก็ขอฝากไว้ เพื่อให้ได้มีโอกาสดี ได้มีจิตที่สงบสบายไม่วุ่นวาย ที่เป็นยอดปรารถนาของทุกคนแน่นอน

คำทรงสองในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีความลุ่มลึกพ้นจะกล่าวให้ถูกต้องได้ง่ายๆ มีความประณีตและลึกซึ้ง ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดได้ยินแล้วได้อ่านแล้ว จะสามารถเข้าใจได้ถูกต้องถ่องแท้เสมอไป จะเข้าใจพระธรรมคำทรงสอนแห่งองค์สมเด็จพระบรมครูได้ถูกต้อง

ต้องรอบคอบในการคิดในการตีความ คนไม่ใช้ความรอบคอบในการคิดพิจารณาทุกข้อคำที่ทรงสอนไว้อย่างละเอียดประณีตลึกซึ้ง ย่อมยากจะได้ความรู้ถูกที่ล้ำลึกและงดงาม เพราะแต่ละข้อคำที่ทรงสอน ผู้ไม่รอบคอบละเอียดเฉียบแหลมในการคิดการอ่านพระธรรมคำทรงสอน ย่อมยากจะเข้าใจในคำทรงสอนหลายอย่างหลายประการ

ตัวอย่างที่หลวงปู่แหวนท่านสอนญาติโยมคนหนึ่งนั้น คือ “อตีตาธัมเมา อนาคตาก็ธัมเมา ปัจจุบันเท่านั้นธัมโม”

ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา และปฏิบัติพระพุทธศาสนา ย่อมไม่ถือเอาคำสอนจากปากหลวงปู่แหวนอย่างผิดๆ คืออย่างไม่สนใจถึงอดีตเลย อดีตที่ท่านมุ่งให้เห็นว่าไม่ใช่ธัมมะ คืออดีตที่เมื่อคิดแล้วให้ความวุ่นวายความสกปรก เศร้าหมองแก่จิตใจ

แต่แน่นอนเมื่อทรงสอนเช่นนี้ สมเด็จพระบรมครูมิได้ทรงมุ่งให้เห็นคุณงามความดีที่เคยได้รับมาแต่อดีต จากคนนั้นบ้าง จากคนนี้บ้างว่าไม่ใช่ธัมมะ เป็นธัมเมาที่ไม่พึงย้อนไปฝังใจจำและระลึกถึงอยู่

การไม่จดจำรำลึกถึงคุณความดี หรือที่เรียกว่าบุญคุณ
ที่ท่านทำแล้วแก่ตนจะเป็นการก่อให้เกิดธรรมสำคัญของการเป็นคนดีได้อย่างไร

เพราะจะไม่มีกตัญญูกตเวที ไม่มีการรู้คุณที่ท่านทำแล้วแก่ตนและย่อมไม่ได้ตอบแทนคุณท่าน อันคุณธรรมสำคัญทั้งสองนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาทรงกล่าวว่า เป็นเครื่องหมายของคนดี ที่หาได้ยาก

เพราะฉะนั้นอดีตที่ได้รับพระคุณน้ำใจจากใคร ก็ตอบไม่ใช่อดีตที่เป็นธัมเมา นอกจากว่าจะนึกถึงแล้วปฏิเสธว่าเป็นบุญคุณและน้ำใจที่ตนได้รับจากผู้นั้นบ้างผู้นี้บ้างเท่านั้น

การไม่คิดถึงพระคุณที่ได้รับแล้วจากท่าน เป็นคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง การไม่คิดถึงพระคุณท่านนั่นเองที่เป็นความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นบัณฑิต และไม่เป็นที่สรรเสริญของบัณฑิต

: แสงส่องใจ อาสาฬหบูชา ๒๕๔๗
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=15524

. . . . . . . . .