ปรารภธรรมะให้ฟัง โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ปรารภธรรมะให้ฟัง โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ธรรมต้องอาศัยอยู่กับโลก ไม่มีโลก…ธรรมก็อยู่ไม่ได้
ผู้เห็นธรรม รู้ธรรมก็คือ ผู้มารู้มาเห็นโลกตามความเป็นจริง
แล้วเบื่อหน่ายคลายจากโลกเอง
ถ้ารู้เท่า รู้เรื่อง มันเป็นธรรมทั้งหมด
ผู้ปฏิบัติจะเห็น…ความดีความชั่วของตนตรงนั้นแหละ
เมื่อไม่มีโลกแล้ว ธรรมก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปตั้งไว้ตรงไหน
จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
โลกอันใดธรรมก็อันนั้น
จะเป็นโลกหรือเป็นธรรม อยู่ที่ “ฝึกอบรม” ต่างหาก

การพิจารณากาย – เวทนา – จิต – ธรรม
ให้เห็นเป็นสักแต่ว่านั้น ไม่ใช่ของง่าย
เพราะมันเป็นการลบสมมติบัญญัติของเดิมทั้งหมด
ที่เห็นเป็นสักแต่ว่านั้น
มันเป็นบัญญัติสมมติใหม่ซึ่งเกิดจากสติปัฏฐาน
ถ้าผู้ปฏิบัติพิจารณาได้อย่างนี้
มันก็จะละการถือตน ถือตัว ถือเขา ถือเรา
ให้หมดสิ้นไปจากใจได้ นี้เป็นเบื้องต้นของสติปัฏฐาน

คำสอนของพุทธศาสนาทั้งหมด มาลงอยู่ที่ “สติ” อันเดียว
ตั้งแต่เบื้องต้นก็สอนสติ ที่สุด ก็สอนสติ
อย่าให้จิตอยู่แต่ในอำนาจของกิเลส
ให้จิตอยู่แต่ในอำนาจของสติ
สติเป็นตัวระมัดระวัง อันนั้นแหละเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยแท้
มีสติสมบูรณ์บริบูรณ์ เรียกว่า ถึงศาสนา

สติที่สมบูรณ์จะไม่ต้องควบคุมและรักษา
แต่มันจะมีสติพอดีกับอารมณ์ที่จะมาปรากฏขึ้นที่จิต
แล้วรู้เท่าทันกัน อันเนื่องมาจากที่เราได้อบรมไว้ดีแล้ว
ไม่มีการส่งส่ายออกนอกไปจากอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นที่จิตนั้น
รู้แล้ววางเฉย…
บางทีก็ทำให้เกิดความสลดสังเวชในเรื่องนั้นๆ

เรื่องสติมันต้องเป็นอย่างนั้น คือ มันกลัวอารมณ์ต่างๆ
เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นจะต้องเห็นเป็นโทษ
โดยมากมักเห็นเป็นทุกข์
เมื่ออบรมฝึกฝนอยู่อย่างนั้นนานๆ เข้า สติจึงจะพอดี
ไม่แข็งจนเกินไป แล้วก็ไม่หย่อนยานจนส่งออกไปข้างนอก
สติ สมาธิ ปัญญา สมดุลกันโดยอัตโนมัติเมื่อไรแล้ว
ปัญญาวิปัสสนาจึงจะเกิดขึ้น
คือไม่ว่าจะเห็นหรือรู้อะไรโดยทางอายตนะทั้งหกแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://muangput.com/webboard/index.php/topic,710.0.html?PHPSESSID=qumilbnabtq0v0emi63rilp5b2

. . . . . . . . .