หลักพื้นฐานการมีธรรมะและการบำเพ็ญหน้าที่ โดย พุทธทาสภิกขุ

หลักพื้นฐานการมีธรรมะและการบำเพ็ญหน้าที่ โดย พุทธทาสภิกขุ

หน้าที่ 1 – เคารพธรรมะ
ถึงครูบาอาจารย์ผู้มีหน้าที่ช่วยบริหารการศึกษาทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดี ในการมาของท่านทั้งหลาย ในสถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ เพื่อแสวงหาความรู้ ทางธรรมะ เพื่อการประกอบอาชีพของตนให้มีความก้าวหน้ามั่นคงยิ่งๆขึ้นไป อาตมาขอแสดงความยินดีที่ท่านมีหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าเทียบกับวรรณะในอินเดียแล้วถือว่าเป็นวรรณะพราหมณ์ เทียบคู่ได้กับวรรณะกษัตริย์ ที่มีหน้าที่คุ้มครองให้ในทางจิตวิญญาณ และวรรณะกษัตริย์ที่มีหน้าที่คุ้มครองทางด้านวัตถุ บริหาร ร่างกาย ทรัพย์สมบัติ อาตมาขอให้นึกถึงเกียรติอันสูงสุดนี้ คำว่า ครู นี้หมายถึง หนัก บุคคลที่ควรหนัก คือควรเคารพ ในการค้นคว้าสรรพศาสตร์ คือผู้ที่เปิดประตู ครอบแห่งความโง่เขลา เร่าร้อน แล้วเปิดไปสู่โลกภายนอกที่สะอาด สว่าง สงบ เย็น ถึงว่าเป็นผู้ที่เปิดประตูในทางวิญญาณ ผู้นำในทางวิญญาณให้ก้าวหน้า ให้ถูกทาง ดังนั้นเราควรจะพอใจในการทำหน้าที่ครู ไม่ใช่สร้างสอนกันไปวันๆ หรือเป็นเพียงอาชีพหากินเท่านั้น

เดี๋ยวนี้การศึกษาในโลกนี้บ้าบอจริงๆ คือสอนให้ ฉลาด อย่างเดียว แต่ไม่มีอะไรควบคุมความฉลาด ให้มันเดินไปในทางที่ถูกต้องคนเหล่านั้นก็ใช้ความฉลาดเพื่อการเห็นแก่ตัวกันไปหมด แทบจะทุกคนในโลก ผู้บริหารชาติก็เห็นแก่ตัว นายจ้างก็เห็นแก่ตัว ลูกจ้างก็เห็นแก่ตัว ประชาชนก็เห็นแก่ตัว ที่เกิดอาชญากรกันไปทั้งโลก เป็นปัญหาขึ้นมาทั้งโลก ทำลายธรรมชาติกันทั้งโลก ก็เพราะเห็นแก่ตัว เพราะความฉลาดควบคุมไว้ไม่ได้ การศึกษาที่ถูกต้อง ต้องควบคุมความฉลาด การศึกษาก่อนนั้นมันรวมกับศาสนา แต่เดี๋ยวนี้มันแยกออกจากกันเลย บ้าๆบอๆ แยกศาสนาออกจากการศึกษา ก็เลยต้องไปตามก้นเขา มีผลอย่างนี้ ต่อให้ฉลาดในทุกทาง ไปเที่ยวโลกพระจันทร์ได้ มันก็เหมือนไปเที่ยวสวนหลังบ้าน มันมีสันติภาพไม่ได้ ท่านทั้งหลายก็ดูเอาเองว่า สันติภาพ มันอยู่ตรงไหน มุมโลกไหน เห็นแต่การเบียดเบียนเพราะมันเห็นแก่ตัวยิ่งขึ้นๆ ยิ่งมีความเจริญขึ้นเพียงใด มันก็เห็นแก่ตัวยิ่งขึ้น เจริญทางวัตถุนี่แหละ ยิ่งเห็นแก่ตัว เพราะมันไม่เจริญทางด้านจิตใจ ยิ่งมอมเมา มืดมัว เอร็ดอร่อยไปตามเรื่องของมัน แม้แต่ครูบาอาจารย์ก็พลอยเป็นไปด้วย เพราะว่ามันไม่มีความถูกต้อง มันมีความเจริญที่ไม่ถูกต้อง มันมีการศึกษาที่ไม่มีอะไรมาควบคุมความฉลาด อาตมาเคยตะโกนไปครั้งหนึ่งว่า นี่คือการศึกษาหมาหางด้วน ที่สอนแต่ให้ฉลาด แต่ไม่มีอะไรมาควบคุมความฉลาด ขอให้เห็นให้ถูกต้องเถิดสำหรับผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการศึกษา ถ้าการศึกษามีทั้งความฉลาด และความถูกต้องคือเครื่องบังคับความฉลาด ปัญญาที่ไม่มีธรรมะมาคุ้มครองพวกคุณนั้น มันจะไปทางเห็นแก่ตัว หรือเห็นความเห็นตัวเป็นเจ้าโลก ครอบครองโลก ดังที่กล่าวไป ถ้ามีแต่คนเห็นแก่ตัว มันจะเป็นอย่างไร ไม่เห็นแก่ธรรมะ ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง ถึงว่าถ้าประชาชนเห็นแก่ตัว เลือกได้ผู้แทนที่เห็นแก่ตัว ก็จะได้รัฐบาลที่เห็นแก่ตัว มันก็เป็นอย่างนี้ขอให้คิดดูเถิด ความเห็นแก่ตัวนี้เป็นภัยร้ายกาจ ที่นำไปสู่ความยุ่งยาก ปัญหา คนเห็นแก่ตัวมันขี้เกียจ ไม่ทำงาน มีแต่เรียกร้องสิทธิ ไม่ทำหน้าที่ มันเอาเปรียบอย่างหน้าชื่นตาบาน และมันยังอิจฉาริษยาที่จะทำประโยชน์ของตนเอง และทำลายประโยชน์ของผู้อื่น เราสร้างคุกสร้างตารางกันไม่ไหว ยังสร้างศาลกันก็ไม่พอ โรงพยาบาลบ้าก็ยังไม่พอ ก็เพราะความเห็นแก่ตัวมันมากขึ้น มันเพิ่มขึ้นในโลก เหนือสุดสิ่งอื่นใดที่จะมาช่วยแก้สิ่งเหล่านี้ก็คือ ธรรมะ มีความถูกต้อง ที่มีรากฐานอยู่กับการศึกษา ถ้าการศึกษาไม่ถูกต้อง ประชาชนจะมีธรรมะไปไม่ได้หรอก

ดังนั้นขอให้ดูว่า การศึกษานั้นมีความสำคัญมากน้อยเท่าไร มันเป็นรากฐานของความถูกต้องและสันติภาพ ผู้ที่มีหน้าที่จัดการสิ่งนี้ ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ประเสริฐ เลิศ สูงสุด ขอให้ทำสมตามหน้าที่ ให้มันเป็นไปด้วยธรรมะ เรียกว่า ธรรมมิกะ คือประกอบไปด้วยธรรมะ อยากจะขอพูดเรื่องธรรมะกันสักหน่อย ครูในโรงเรียนเป็น ตัวสอนผิด สอนธรรมะ ธรรมะคืออะไร สอนว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เอาแต่หลับตาพูดแต่ไม่เคยรู้เรื่อง ตัวธรรมะแท้ๆ นี้มีความหมายว่า หน้าที่ หน้าที่ คือduty ภาษาอินเดียโบราณแปลว่าหน้าที่ ธรรมะคำนี้ เป็นคำที่เกิดก่อนพระศาสนานั่นอีก ถ้าธรรมะในภาษาบาลี มีความหมายว่า ยกขึ้นไว้ ยกหน้าที่เอาไว้ ให้ปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ คือช่วยให้รอด ไม่ให้ตาย แต่เราใช่เป็นว่า ธรรมะคือคำสั่งสอนขพระพุทธเจ้า อย่างนั้นเรียกว่ารู้แคบๆ ไม่รู้จริง คำว่าธรรมะเกิดก่อนพระศาสนา แล้วก็รู้ขึ้น รู้มากขึ้น รู้กระทั่งว่าทางจิตวิญญาณ รู้มากขึ้นจนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หลุดจากความทุกข์ทั้งปวง ไม่มีอะไรสูงสุดไปกว่านั้นแล้ว ธรรมะช่วยให้รอด คำว่ารอดนี้รู้ไว้เถิดว่ามีรอดสองทางคือ รอดทางกาย คือรอดตาย และรอดทางจิต คือไม่เป็นทุกข์ เพราะถ้ารอดทางกายอย่างเดียวแต่เป็นทุกข์ อย่างนี้ตายดีกว่า มันต้องรอดทั้งทางกายและทางจิต มันจึงไม่มีความทุกข์ ธรรมะนี้ถูกต้องเพื่อความรอด คำว่าถูกต้อง นี้ก็มีความหมายว่า เป็นประโยชน์ ไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่เป็นโทษแก่ใคร และตลอดวิวัฒนาการของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนเข้าโลง ต้องช่วยตนเองและผู้อื่นด้วย นี่ค่อนข้างจะยาวสำหรับบทนี้ ธรรมะคือระบบการปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการทั้งตนเองและผู้อื่น ธรรมะคือการปฏิบัติที่เป็นระบบ ที่มีหลายๆอย่างรวมกันเป็นระบบ จึงเรียกว่าระบบการปฏิบัติ ที่ถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องก็จะไม่มีประโยชน์อะไร ที่ถูกต้องแก่มนุษย์ และความรอดของมนุษย์ทั้งทางกายและทางจิต ทั้งสองรอด มันถึงจะมีค่า ถูกต้องตั้งแต่ออกจากท้องแม่จนเข้าโลง จนมีความสุขทั้งตนเองและผู้อื่น ถ้าจะบอกว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ธรรมะคือหลักปฏิบัติเพื่อความรอดและถูกต้อง ทำตามกฎของธรรมชาติแล้วก็รอด คำว่าธรรมะ ในภาษาไทย แปลว่า หน้าที่ ในภาษาบาลีก็แปลว่าธรรมะ แต่พวกฝรั่งก็พยายามจะแปล คำว่าธรรมะ แต่ก็แปลมา 30 คำก็ยังไม่หมดความหมายของคำว่า ธรรมะ จนฝรั่งยอมแพ้ ยอมใช้คำว่าธรรมะ ตามภาษาอินเดีย ที่แปลได้ 4 ระดับ จะแปลว่า ธรรมชาติ โดยตรงเลยก็ได้ หรือจะเป็นตัวกฎของธรรมชาติ กฎคือสัจจะ ก็ได้ หรือจะเป็นหน้าที่ตามกฎ อันนั้นก็เรียกว่าธรรมะก็ได้ พอได้ผล ก็เรียกว่า ผลของธรรมะก็ได้ มันเลยเป็น 4 ความหมาย ธรรมชาติก็ดี กฎของธรรมชาติก็ดี หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติก็ดี ผลของหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติก็ดี นี่คือความหมายธรรมะ คุณลองไปคิดดูเถิด ทั้ง4 ความหมายมันก็เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ คำทั้งหลายที่มีในโลก ตอบได้คำคำเดียวคือคำว่าธรรมะ ในตัวคนๆหนึ่ง ใครก็ตาม มันมีตัวธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วมันก็มีกฎของธรรมชาติ ที่ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องเป็นไปอย่างนั้น อย่างนี้ ถ้าไม่เป็นไปอย่างนั้น อย่างนี้ มันก็ตาย มันคือกฎของธรรมชาติ และมันเป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ แขน ตับ ไต ไส้ พุง มันก็ทำงาน ทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เซลล์ ล้านๆเซลล์ มันก็ต้องทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ถ้ามันไม่ทำหน้าที่มันก็ตาย จึงเป็นคนออกมา เป็นความสุขบ้าง เป็นความทุกข์บ้าง ดังนั้นดูความหมาย ความหมายอันไหนสำคัญ ก็คือความหมายที่3 นั่นคือ ธรรมะคือหน้าที่ เกี่ยวข้องที่สุด เกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรง มนุษย์ต้องมีหน้าที่ ตอนที่พระพุทธเจ้าเพิ่งจะตรัสรู้ใหม่ๆเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสว่าต่อไปนี้จะเคารพอะไร แล้วก็ตรัสว่า เคารพธรรมะ เคารพหน้าที่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เคารพหน้าที่ พระพุทธเจ้าสูงสุดยังต้องเคารพหน้าที่ เหนือพระพุทธเจ้าก็ยังมีสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ นั่นคือหน้าที่ แล้วท่านก็ปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ตกลงในพระทัยของท่าน ท่านจึงเป็นบรมครู ท่านทั้งหลายก็เป็นลูกครู ศิษย์ครู สังกัดบรมครูกันบ้าง อย่าสังกัดกระทรวงศึกษาธิการกันนักเลย สังกัดบรมครู บรมพุทธเจ้ากันบ้าง เอาอย่างท่าน คือ เคารพหน้าที่ หน้าที่ของพระพุทธเจ้าคือ ช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากความทุกข์ มันก็คือความหมายของครูนั่นแหละ ครูช่วยให้คนทั้งหลายพ้นจากปัญหา พ้นจากความทุกข์ ให้สนใจกันบ้าง

หน้าที่ 2 – ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เถิด
ท่านพระพุทธเจ้าทำหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทำหน้าที่สูงสุด ทุกกระเบียดนิ้ว ดูว่าท่านพระพุทธเจ้า ท่านเคารพหน้าที่อย่างไร ทำหน้าที่วันคืน วันคืน จนนาทีสุดท้ายก่อนปรินิพพาน ก่อนรุ่งขึ้น ก็ใคร่ครวญว่าวันนี้จะไปที่ไหน ทำอะไรที่ไหน จนตกลงพระทัยแล้วว่าวันนี้เมื่อสว่างแล้วจะไปที่นั่นจริง ไปในฐานะบิณฑบาต ไปพบโอกาส สนทนา โปรดบุคคลนั้น จนสำเร็จ จนบรรลุธรรมะ ไปในฐานะที่เรียกว่า บิณฑบาต คือไปโปรดสัตว์ ไปเสี้ยมไปสอนบุคคลนั้นให้สำเร็จประโยชน์ ตามที่ท่านปรารถนาไว้ เที่ยงก็พักนิดหน่อย พอบ่ายก็สอนคนที่ไปหาถึงวัด จนเย็น พอค่ำลงก็สอนภิกษุ สามเณรประจำวัด กระทั่งพอเที่ยงคืนก็สอนเทวดา แก้ปัญหาเทวดา ก็ทำอย่างนี้ พระมหากษัตริย์ ก็มาตอนเที่ยงคืน เช่น พระเจ้าอชาตศัตรูถือคบเพลิงไปเฝ้าพระพุทธตอนเที่ยงคืน หลังจากเที่ยงคืนแล้วก็พักนิดหน่อย แล้วก็หาบุคคลที่จะไปพบต่อในรุ่งเช้า ทำตามวงจรอย่างนี้

พวกท่านทำงานอย่างนี้บ้างหรือเปล่า เขาเรียกท่านว่า ศาสดาเท้าเปล่า อย่าเข้าใจว่าท่านมีร่ม มีรองเท้า ท่านไม่มีทั้งร่มและรองเท้า นับประสาอะไรที่มีกล้องเหมือนพระสมัยนี้ และท่านเดินด้วย ท่านไม่มีพาหนะ ไม่นั่งรถเทียมม้า เทียมเกวียน หรือเทียมด้วยสัตว์ ท่านไม่นั่ง ไปไหนก็เดิน เดินเท้าเปล่า ทำหน้าที่ด้วยการเดิน ไปไหนก็ได้ อยากไปแคว้นไหน ก็ไปแคว้นนั้น ไปทั่วทุกแคว้น ท่านทำอย่างนี้จนวันสุดท้าย ตอนกลางวันยังเดินอยู่เป็นโยชน์ๆ พอค่ำลงก็นิพพาน วันสุดท้ายยังไม่เท่าไร แต่จนถึงนาทีสุดท้าย พอค่ำลงมีการตระเตรียมเพื่อนิพพานที่นี่ ก็มีนักบวชในศาสนาอื่นมาทูลถามปัญหา พระสาวกก็ขับไล่ แต่ท่านพระพุทธเจ้าก็ทรงห้าม และอนุญาตให้ทูลถาม ซึ่งนักบวชก็มีองค์ความรู้พอที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พอโปรดเสร็จท่านก็เข้าฌานไปเรื่อย แล้วก็เสด็จเข้าปรินิพพาน เหมือนกับปิดสวิตช์ไฟ ท่านทำงานอย่างนี้ ส่วนเราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเคยทำงานอย่างนี้บ้างรึเปล่า การทำงานด้วยความเสียสละ ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสงบสุข ท่านพระพุทธเจ้าพูดคำว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มาสองพัน สามพันปีมาแล้ว หน้าที่คือสิ่งสูงสุดที่ท่านเคารพ ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ แต่คนสมัยนี้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่เงินเดือน ไม่ใช่ประโยชน์เพื่อศาสนา เป็นหน้าที่เพื่อเงิน ขอให้พวกเราสนใจถึงที่สุดว่าทำหน้าที่เป็นหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อเงิน หนุ่มสาวบอกว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วเราได้อะไร อันนี้เอามาจากไหน เพราะความเห็นแก่ตัวทำให้เราคิดเป็นอย่างนั้น ขอเพียงแค่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วเงินจะไม่ไปไหน มันจะวิ่งอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรานี่แหละ แถมได้บุญ ได้กุศลสูงสุดด้วย แต่ถ้าเราทำหน้าที่เพื่อเงิน เงินมันก็จะมาอยู่บนหัว เราก็จะเป็นทาสของเงิน ครั้งหนึ่งเราเคยไปแสดงธรรมที่ชุมนุมใหญ่ของครูแห่งหนึ่ง จังหวัดหนึ่ง บรรดาครูตกลงกันไม่ได้เรื่องงบประมาณในหน้าที่ ตะโกนกันฮึมไปหมด จนฟังธรรมกันไม่รู้เรื่อง จนผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาขอร้องให้พอที นั่นคือการทำหน้าที่เพื่อเงิน มันเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องโกหก เป็นเรื่องจริง ประสบมาด้วยตนเอง มาเล่าให้ฟังว่า ครูเขามาเถียงกัน ในวันนั้นมีครูเกือบพันคน จงทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เถิด แล้วเงินมันจะมาอยู่อยู่ใต้ฝ่าเท้า ลูกจ้าง กรรมกร พนักงานบริษัท ที่กรุงเทพฯ มากันเสมอ มากันเป็นประจำ อาตมาก็สอนเขาแบบนี้ ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นลูกจ้างทำงานร่วมกับนายจ้างเพื่อให้โลกสดใสงดงาม ทำงานเพื่อหน้าที่แล้ว นายจ้างเขาจะรักคุณมากกว่าคุณทำงานเพื่อเงินสักอีก ขอให้ทำงานเพื่อหน้าที่ จะทำงานสนุก เป็นสุขตลอดเวลาที่ทำงาน แล้วเงินจะมาที่ฝ่าเท้า แถมได้เยอะกว่าเก่าด้วย และยังได้บุญ ได้กุศลด้วย ขอให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ธรรมะคือหน้าที่ ก็จะไม่มีความเห็นแก่ตัวมาเกี่ยวข้อง ถ้าทำงานเพื่อเงิน เดี๋ยวก็มีคอรัปชั่นเข้ามาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าจะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้วคอรัปชั่น มันไม่รู้จะคอรัปชั่นกับใคร เป็นไปไม่ได้หรอก ฉะนั้นจงทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เถิด จะได้ไม่มีคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง แถมยังเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณได้โดยแท้จริง ลูกศิษย์เดินถูกทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ถูกต้อง ครูจึงเป็นปูชนียบุคคล คือผู้เปิดประตูทางวิญญาณ ครูจึงไม่ใช่ลูกจ้าง รับจ้างสอนหนังสือหากินกันไปวันๆ ถ้าเพื่อเงินแล้ว เงินมันก็ไปอยู่บนหัวหมด

ไม่ใช่เฉพาะครู แม้แต่เป็นทหาร ศาลตุลาการ เป็นพ่อค้า อะไรก็ตาม ขอให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วเงินจะมาอยู่ที่ใต้ฝ่าเท้า ยังจะได้ได้บุญ ได้กุศลมหาศาล ความเห็นแก่ตัวก็ไม่มีที่มนุษย์ มนุษย์ก็จะมีสันติภาพ มิฉะนั้นจะเปิดโอกาสให้ความเห็นแก่ตัวเข้ามาหามนุษย์ มีแต่ความเห็นแก่ตัวจนเป็นบ้า อยู่ตามโรงพยาบาลบ้า ข้อนี้ขอท้า ลองไปดูคนบ้าตามโรงพยาบาลบ้า ไปตรวจดูว่าอะไรเป็นมูลเหตุของความบ้าเหล่านั้น ก็เพราะความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น มันหลงทาง มันฆ่าตัวตาย ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าลูก ฆ่าสามี ฆ่าภรรยา ก็เพราะความเห็นแก่ตัว อาการเหล่านี้จะไม่มีกับคนที่ไม่เห็นแก่ตัว เราก็จะเป็นที่พึ่งกันได้จริง เกิดมานี้ก็จะได้รับประโยชน์ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ เป็นปูชนียบุคคล ไม่ใช่ลูกจ้าง อันนี้เป็นไปเพื่อสร้างโลกให้งดงาม เงินเดือนเป็นเพียงการใช้เพื่อค่าใช้สอย ไม่ใช่ค่าจ้าง ร่วมกันสร้างโลกนี้ให้งดงาม โลกก็จะมีสันติภาพ แค่นี้ก็บุญเหลือหลาย ถ้าอุทิศการทำหน้าที่นี้เพื่อเคารพพระพุทธเจ้า เพื่อหน้าที่ เพื่อบูชาหน้าที่ เท่านี้มันก็วิเศษสูงสุดแล้ว สูงสุดจริงๆ มันมีอยู่สองคำพูด อันที่หนึ่งคือ ความสงบเย็น อันที่สองคือ ความเป็นประโยชน์ อาตมาพูดกับฝรั่งก็พูดแบบนี้ เรามีหน้าที่สูงสุดอยู่สองหน้าที่ พอมีแล้วมันมีอานิสงค์ของชีวิตที่สงบเย็น ไม่เป็นทุกข์ แล้วมันยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ใช่สงบเย็นอยู่คนเดียว ความสงบเย็นและความเป็นประโยชน์ มันไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้แล้ว ชีวิตนี้จะไม่มีการกัดเจ้าของ ถ้าไม่มีธรรมะแล้วมันจะมีแต่กัดเจ้าของ เดี๋ยวความรักกัด เดี๋ยวโกรธกัด เดี๋ยวเกลียดกัด เดี๋ยวอิจฉาริษยากัด เดี๋ยววิตกกังวลกัด ชีวิตนี้มีแต่กัดเจ้าของ ถ้ามีธรรมะอย่างนี้แล้วชีวิตจะสงบเย็น เป็นประโยชน์ ไม่มีอาการที่เรียกว่า กัดเจ้าของ เป็นอานิสงค์สูงสุดของธรรมะที่มนุษย์ควรจะได้ คือความสงบเย็นและความเป็นประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยกันสร้างโลกนี้ให้ดีที่สุด ประเสริฐสุด ให้มีแต่สันติภาพ เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น มันเกิดวิกฤติการณ์ทั่วทุกมุมโลก ทุกหัวระแหง มีการเอาเปรียบ เบียดเบียด มีการรบกันอยู่หลายแห่ง แล้วยังมีความคิดที่จะทำลายล้างกันอยู่ในจิตใจ มีกันอยู่ทุกชาติ ที่เรียกกันว่า สงครามบนดิน สงครามใต้ดิน สงครามในใจ มันมีกันอยู่อย่างนี้ เพราะไม่มีธรรมะ ไม่เห็นทางอื่นนอกจากนำธรรมะกลับมา มีการศึกษาถูกต้อง มีจิตใจเหมาะต่อการมีธรรมะ ถ้าไม่ได้ปรับปรุงจิตใจให้เหมาะต่อการมีธรรมะ มันมีไม่ได้ แล้วมันมีใครที่จะปรับปรุงจิตใจเหล่านั้นให้เหมาะสม มันก็คืออาจารย์ทั้งนั้น จึงยกวรรณะพราหมณ์ไว้สูงสุดเป็นวรรณะระดับเดียวกับวรรณะกษัตริย์ ที่ช่วยแก้ปัญหาทางจิตวิญาณ ไม่ใช่แค่สอนหนังสือหากินไปวันๆหนึ่ง อยากจะขอให้ครูบาอาจารย์ทำทุกวิถีทาง กลับไปยังเป้าหมายที่ถูกต้อง ให้กิจการของครูกลับไปยังเป้าหมายที่ถูกต้อง คือเปิดประตูวิญญาณ ยกระดับวิญญาณ ทำให้สัตว์ทั้งหลายเดินไปในทางที่ถูกต้อง มันก็จะหมดปัญหา แล้วโลกนี้ก็จะเป็นหนี้บุญคุณอยู่กับครูบาอาจารย์ ก็จะเป็นผู้สูงศักดิ์ด้วยบุญคุณที่กระทำไป แต่นั่นต้องเป็นครูที่เปิดประตูวิญญาณ เราได้เห็นครูจำนวนมากอุ้มไก่ หรืออุ้มขวดเหล้า แล้วมันจะไปเปิดประตูวิญญาณกันได้อย่างไร ช่วยจัดการให้ครูเป็นครู จำเป็นที่สุดที่จะต้องธรรมะเป็นหลักพื้นฐานก่อนที่จะเป็นครู หรือทหาร ผู้ว่าศาลตุลาการ หรือเป็นอะไรก็ตาม ให้อัตภาพในแกนกลางนั้นเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและมีธรรมะก่อน ก่อนที่จะเพิ่มความเป็นครู หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ มีแกนกลางที่ดีก่อน แล้วจะทำอะไรมันก็จะถูกต้องไปหมด ทำหน้าที่อะไรก็ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ มันก็จะสงบเย็น แล้วปัญหาในโลกนี้มันก็หมดไป ถ้ามีกิเลส เบียดเบียนกันอยู่ ปัญหามันก็ไม่หมด มีแต่ปัญหาเพิ่มขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัว เพิ่มมาจากความก้าวหน้าทางวัตถุ ให้หลงอยู่กับความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย มัวเมา ระบบที่ให้หลงใหลทางวัตถุ ระบบอุตสาหกรรม มีของใหม่ ซื้อของใหม่ ทิ้งของเก่า สามารถหลอกยายขี้เหนียวให้ซื้อตู้เย็นใหม่ได้ ระบบที่สร้างความเห็นแก่ตัว แล้วก็ทำลายกันเองในหมู่มนุษย์ อาตมาก็ขอแสดงความหวังว่าครูบาอาจารย์ผู้มีหน้าที่จักการและบริหารการศึกษาถือว่าเป็นกัปตัน ถือหางเสือให้ไปถูกทิศถูกทาง ให้ลดความเห็นแก่ตัว แล้วมันจะไม่เกิดกิเลส ราคะโทสะ โมหะใดๆ กิเลสจะไม่ครองโลก ธรรมะจะครองโลก โลกก็สันติสุข เราจะเป็นปูชนียบุคคลได้จริง นี่คือใจความสำคัญที่ครูบาอาจารย์จะต้องทราบและยึดถือไว้เป็นหลักพื้นฐานรองรับหลักเกณฑ์อื่นๆคือมีธรรมะที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ แล้วบำเพ็ญหน้าที่พิเศษไปตามหน้าที่ของตนแก่การงานนั้นๆ ชีวิตนี้ก็จะมีสุข ให้ถือว่าเป็นโชคดีที่สุดแล้วที่มีหน้าที่อย่างนี้ ได้ทำหน้าที่อย่างนี้ มีการงานอย่างนี้ ให้มีธรรมะ และขอให้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ที่อีกไม่กี่ปีก็ตายกันไปทั้งหมด อย่างถูกต้อง สำเร็จประโยชน์มหาศาลก่อนที่จะจบชีวิต ก็ถือว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา เป็นครูในสังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ที่โรงเรียนก็ถูกต้อง ที่บ้านก็ถูกต้อง ที่คบหาสมาคมก็ถูกต้อง นี่คือทางฝ่ายสังคม ให้มันบอกได้ว่าถูกต้อง นึกถึงตัวเองทุกครั้ง ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ทุกครั้ง พอใจทุกครั้ง เป็นสวรรค์ในใจอยู่ที่นั่น แต่ถ้าเกลียดตัวเองทีไร ก็เป็นนรกทั้งนั้น ขอให้ทำอะไรก็ถูกต้อง ที่ไหน เมื่อไรก็ถูกต้อง และอาตมาขอแสดงความหวังว่าช่วยกันสร้างโลกนี้ให้งดงาม ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ให้โลกนี้เป็นที่ปลอดภัยไม่ทุกข์ทรมาน มีแต่สภาพที่น่าพอใจ น่าเคารพบูชา ขอให้ยกมือไหว้ตัวเองได้ทุกครั้งที่ดูตัวเอง ขอให้สิ่งนี้เป็นจุดมุ่งหมายของท่านทั้งหลาย และให้ได้มีความก้าวหน้าในหน้าที่ทุกทิวาราตรีกาลเทอญ

http://www.vcharkarn.com/varticle/16343

. . . . . . . . .