อะไรมันรวมอยู่สิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู” โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

อะไรมันรวมอยู่สิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู” โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

หน้าที่ 1 – ลิ้น กาย ใจ
แต่มันก็ยากว่าเรื่องอะไรดีเรื่องธรรมะนั้นมันยุงไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเพราะธรรมะมันเต็มไปด้วยหลาย
10 เรื่อง หลาย 100เรื่อง เรื่องอะไรเรื่องธรรมะทั้งนั้นเราต้องการธรรมะที่ใช้ดับทุกข์ได้และเราก็ต้องการรู้ตัวธรรมะที่เป็นตัวความทุกข์ด้วยเหตุปัจจัยตามธรรมชาติที่มันก่อให้เกิดทุกข์แต่เดี๋ยวนี้การรู้ธรรมะของเรายังไม่พอเราเลยดับทุกข์กันไม่ได้คนยังเป็นโรคประสาทมากกว่าแมวคนเกือบทุกคนเป็นโรคประสาทไม่มากก็น้อยแต่จะหาแมวที่เป็นโรคประสาทสักตัวหายากลองไปสังเกตดูคนมีธรรมะทำไมเป็นโรคประสาทกว่าแมว
แมวเราถือว่ามันไม่มีธรรมะ

แต่ทำไมมันไม่เป็นโรคประสาทมันนอนหลับง่าย
คนนอนหลับยากจนเป็นโรคประสาทเป็นโรคจิตตายไปเลยมันอยู่ที่ไหนกันทำไมไม่มช่วยพิทักษ์คนอย่าให้เป็นโรคที่ไม่ควรจะเป็นถ้าเป็นแล้วก็น่าระอายแมวพุทธบริษัทเป็นโรคประสาทและก็เสียชื่อพุทธบริษัทหมดเลยผู้ที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัทตัวดีถ้าเป็นโรคเสียชื่อคือมันเป็นไม่ได้แล้วยังทำลายศาสนาด้วยทำให้คนทั้งโลกเข้าใจว่าธรรมะในพุทธศาสนาใช้ไม่ได้จะป้องกันไม่ให้พุทธบริษัทเท่านี้ไม่เป็นโรคประสาทก็ยังทำไม่ได้นีเป็นสิ่งที่เราต้องนึกและก็ตั้งหน้าตั้งตาทำให้จริงสักหน่อยในการให้ได้รับประโยชน์จากธรรมะแห่งพระพุทธศาสนาที่เรานับถืออาตมาอยากจะพูดว่ามีการเรียนธรรมะไม่รู้ธรรมะมีการเรียนทุกหนทุกแห่งเรียนไปอย่างนั้น เรียนอย่างนี้ มีแต่เรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมะ
นี่มันโง่ตรงไหนที่เรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมมักจะเรียนโดยวิธีท่องจำ
เรียนโดยการออกท่าออกทาง มันก็เป็นวิธีเรียนที่ไม่ทำให้รู้ธรรมะได้ทีนี้ขั้นที่ 2
มันรู้ธรรมะแต่แล้วมันไม่มีธรรมะทุกคนที่อยู่ที่นี่คงทะนงตัวว่ารู้ธรรมะข้อนี้ยอมให้ได้เพราะพูดกันเกร่อไปหมดแล้วดูให้ดีมันจะไม่มีธรรมะไอ้ตัวกูรู้ธรรมะมันจะไม่มีธรรมะรู้ธรรมะกันเป็นภูเขาเหล่ากาพูดกี่วันกี่คืนก็ไม่รู้จักจบแต่มันไม่มีธรรมะสักนิดหนึ่งจะหาธรรมะในตัวคนนั้นสักนิดก็ไม่มีคือมันหาไม่ได้มันรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรม ไม่ใช่รู้ธรรมะแล้วมันมีธรรมะ รู้สักแต่ว่ารู้ๆก็มีถ้ามีมันต้องมีคุณธรรมของธรรมะที่จะดับทุกข์ของมนุษย์ได้ทีนี้ก็พูดต่ออีกชั้นหนึ่งว่ามันมีธรรมะแต่ใช้ดับทุกข์ไม่ได้กันซะโดยมากธรรมะงมงายเรียกว่าธรรมะดับทุกข์ไม่ได้ ธรรมะเตลิดเปิดเปิงด้วยการท่องจำด้วยการคิดค้นอะไรก็ตามเสร็จแล้วไม่เอามาใช้ดับทุกข์ไม่ได้แล้วมันก็ยังต้องเป็นโรคประสาทอยู่ดีเหมือนคนมีเครื่องมือเครื่องใช้อะไรในบ้านแต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้
เครื่องมือเหล่านั้นก็เป็นหมันนี่เป็นสิ่งที่น่าเวทนาสงสาน

ขอพูดอีกทีว่าเรียนธรรมะกันเกือบตายและก็ไม่รู้ว่ารู้ธรรมะอย่างท่วมหูท่วมหัวแล้วมันก็ไม่มีธรรมะ
มีธรรมะแล้วมันก็ใช้ดับทุกข์ไม่ได้นี่ขอให้ใคร่ควรดูว่าอย่างนี้เป็นความจริงเราจะเฉยไม่ได้เราต้องทำให้มีธรรมะชนิดที่ใช้ดับทุกข์ได้พูดง่ายๆอย่ามีแต่พิธีรีตองอาจจุพูดได้เลยว่าในวัดบางวัดหรือในโบสถ์บางโบสถ์ในนั้นไม่มีธรรมะเลยมีแต่พิธีรีตองมีแต่ประกอบพิธีรีตองมีแต่เสี่ยงเสียมซีไม่มีอะไรเลย อะไรๆมีพิธีรีตองใหญ่โต มโห ลานไม่มีธรรมะเลย คนไปโบสถ์ส่วนใหญ่เป็นโรคประสาทกลัดกลุ้มเข้าไปในโบสถ์หวังว่าจะหายแล้วมันก็ไม่หายเพราะในโบสถ์ไม่มีธรรมะนี่ถ้าอย่างนี้เป็นเรื่องจริงทำยังไงในวัดในโบสถ์จะมีธรรมะใช้ดับทุกข์ได้ท่านทั้งหลายช่วยกันเอาไปคิดดูนี่คือปัญหา

ปัญหามันมีอยู่อย่างนี้เราเรียนธรรมะมันไม่รู้ธรรมะมันรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรมะมันรู้ธรรมะแล้วมันใช้ประโยชน์ไม่ได้เพื่อให้เวลาของท่านไม่สูญหายอาตมาก็จะพยายามที่สุดที่จะทำได้ว่าจะพูดเรื่องธรรมะอะไรกับท่านทั้งหลายให้ได้รู้ธรรมะและมีธรรมะและก็ใช้ธรรมะนั้นดับทุกข์ได้ขอให้ฟังกันดีๆอย่าฟังตามทำเนียมเอาไปพูดกันให้จ้อไปหมดอย่าแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าทำอย่างนี้กี่ปีกี่ปีมันก็ไม่มีอะไร

หัวข้อที่จะพูดก็คือคำสั้นๆว่าอะไรๆมันรวมอยู่สิ่งที่เรียกว่าตัวกูจะเป็นอะไรในส่วนชั่วมันก็เป็นตัวกู
อะไรๆที่เป็นส่วนดีมันก็รู้จักจัดการกับสิ่งที่เป็นตัวกูจะเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมาเพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวกู
จะดับทุกข์ได้ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวกูมันดับหายไปจากจิตข้อนี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาแต่พูดไว้ในภาษาบาลีหรือภาษาที่ฟังยากๆอาตมาพูดด้วยภาษาธรรมดา ภาษาไทย ค่อนข้างหยาบคายเพราะเป็นภาษาธรรมดาๆคำว่าตัวกูๆนั้นหมายถึงความรู้สึกว่าเป็นตัวตนที่รุนแรงเทียบกันดูว่าดีก็พูดว่ากระผมข้าพเจ้าอาตมาบ้าง

แต่ถ้ามันข้น มันร้ายระอุมันไม่พูดอย่างนั้นมันพูดว่ากูทั้งนั้นนี่ก็เห็นได้ว่าตัวกูมันมีก็ต่อเมื่ออารมณ์มันร้าย
อารมณ์มันแรงถ้ายังไม่ร้อนก็พูดว่าตัวฉัน ข้าพเจ้า อาตมา แต่มันก็คืออันเดียวกันคือตัวกูทั้งนั้นนี่ถ้ามันไปถึงสุดขีดนี่คือตัวกูความทุกข์จะเกิดก็เพราะเกิดตัวกู ความทุกข์จะดับก็เพราะดับตัวกูรายระเอียดค่อนข้างจะซับซ้อนว่าตัวกูมันในภาษาบาลีมีใช้อยู่หลายระดับถ้าพูดอย่างใจเย็นก็ว่าอัตตา อัดตานียาหรือของตนแต่ถ้ามันกระด้างขึ้นมามันก็เรียกว่าอหังการ
อหังการทำโวหารว่าข้าพเจ้าคือตัวกูนั่นแหละ มะมังการว่าของกูแต่ถ้าโวหานว่ามะมะก็คือของกูนี้เป็นเพียงรู้สึกไม่มีตัวตนเป็นตนอะไรที่ไหนมันเป็นเพียงความรู้สึกในใจว่าตัวกูหรือว่าของกูเลวร้ายเพราะว่ามันเป็นกิเลสที่สมบูรณ์มีมูลมาจากอวิชชาคือความไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไรมันมากระทบสิ่งที่ผิดด้วยการปรุงแต่งด้วยอำนาจของอวิชชานั้นจนเกิดความอยากอย่างโง่เขลามันเกิดความอยากอย่างโง่เขลาไม่ต้องเอาอะไรมาช่วยไอ้ความอยากมันรู้สึกมีตัวตนผู้อยากนั่นแหละคือตัวกูสมบูรณ์เป็นผู้อยากข้อนี้มันคงจะสะดุดไอ้ความรู้สึกสักหน่อยว่าผู้อยากมันเป็นอย่างนี้จริงๆเพราะมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงมันเป็นการปรุงแต่งจิตใจอย่างโง่เขลาในจิตใจนั้น

ถ้าเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อไรถัดไปมันก็เกิดความรู้สึกว่าอยากเสมอถ้าจึงกล่าวตัณหาปัจจัยให้เกิดอุปาทานตัณหาคือความอยากมีแล้วก็เป็นธรรมชาติให้เกิดอุปาทานยึดมั่นตัวกูว่าของกูตัวกูว่าของกูคุณต้องจำให้ดีว่าตัวกูทำให้เกิดความอยากอย่างนั้นอย่างนี้มันก็เกิดความอยากตามธรรมชาติเมื่อสัมผัสความอยากตามความโง่เป็นจริงมีตาหู
จมูก ลิ้น กาย ใจแล้วก็มีคู่ของมันรูป เสียง กลิ่น รส บทพระ ธรรมมารมย์เป็นคู่กับตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นคู่ๆกันไปไม่ต้องบอกว่าอะไรคู่กับอะไร
ว่าอะไรคู่กันมันเป็นพุทธบริษัทไร่ไปไม่มีอะไรเหลือสักนิดเดียวก็พูดว่าตา หูจมูก
ลิ้น กาย ใจมันมีอยู่ในบุคคล เป็นสิ่งที่มีในบุคคล รูป เสียง กลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์นี้มันอยู่ข้างนอกมันก็คือโรคนี่เองโรคทั้งโรคมันเป็นรูปกลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์มันก็มีอยู่ตามธรรมชาติ

สำหรับเป็นคู่กระทบกับ ลิ้น กาย ใจเรามันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเรามีความรู้สึกอยู่มันฝึกได้ทาง ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ มันก็รู้สึกต่อรูปบ้าง ต่อเสียงบ้าง ต่อรสบ้าง ต่อบทตระพระบ้าง ธรรมมารมย์บ้างนี่คือข้อที่เราสัมผัสโรค ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีโรค เท่ากับโรค นี้ทั้งหมดมันไม่มีนั้นโรคมันก็มีเท่ากับตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ สัมผัสทางตา สัมผัสทางหู สัมผัสจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ทางใจมันเรียกว่าโรคมันมีนี่เป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันก็รูป เสียง แกลิ่น รส บทตระพระ
นั้นมันเป็นของคู่กันแล้วมันก็จับคู่กันคือตาคู่กับรูปพอตาเห็นรูปการเห็นทางตาเรียกว่าจักรสุวิญญาณพอตาเห็นรูปมีจักรสุวิญญาณตาเห็นรูป
3 อย่างแล้ว

เมื่อ 3อย่างนี้กำลังทำงานร่วมกันอยู่เมื่อตาเห็นรูปเกิดจักรวิญญาณอยู่เมื่อ 3 อย่างนี้ทำงานร่วมกันอยู่เรียกผัสสะทางตาทางหู ทางจมูกทางลิ้น
ก็อย่างเดียวกันไม่เสียเวลาก็พูดเทียบเคียงว่าเมื่ออายันตะนะข้างในกระทบกับอายันตะนะข้างนอกก็เกิดระบบวิญญาณขึ้น
3 อย่างด้วยกันเมื่อ 3 อย่างนี้ทำงานร่วมกันเรียกว่าผัสสะเพียงตากระทบรูปไม่เรียกว่าผัสสะมันต้องเป็นจักรสุวิญญาณก่อนแล้วจักรสุวิญญาณมันกำลังทำหน้าที่อยู่ 3อย่างนี้ทำงานเรียกว่าผัสสะมันมากๆเพราะว่าตาเรายังไม่บอดสัมผัสรูปโดยที่จักรสุวิญญาณทำหน้าที่ถ้าไม่รู้จักผัสสะแล้วก็คงจะลำบากที่จะศึกษาธรรมะให้รู้จริงมันได้แต่เรียนก็ไม่รู้เพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่าผัสสะมันยังไม่รู้แล้วมันก็เรียนเรื่องผัสสะเรื่องอายันตะนะไอ้มันก็ไม่รู้เพราะมันไม่ก็ไม่รู้ตัวผัสสะไอ้ผัสสะที่ท่องได้พูดได้มันก็เรียนผัสสะมันก็ไม่รู้ธรรมะและก็ไม่มีธรรมะแล้วก็ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้นั้นจึงรู้เสียให้ดีว่าผัสสะทางตา
ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ทางใจ

นี่มันมีอยู่ทุกวันวันหนึ่งมากมายนับไม่ไหวนั้นคือผัสสะไอ้นี่เป็นตัวการเป็นตัวร้ายเป็นต้นเหตุทั้งหลายจะเกิดความโง่ความฉลาดก็ตรงที่ผัสสะมันโง่หรือฉลาดจะเกิดทิฐิอย่างไรมันก็แล้วแต่ผัสสะไอ้สิ่งนั้นๆด้วยความโง่ความฉลาดอย่างไรผัสสะให้ทำกรรมนั้นๆถ้าใจเกิดเวทนาเกิดสุขเกิดทุกข์ผัสสะนั่นเป็นจุดรวมของความสำคัญถ้าทำผิดทางผัสสะทีนี้ผัสสะมีแล้วมันก็ให้เกิดเวทนามีความรู้สึกยินดียินร้าย พอใจไม่พอใจเรียกว่าเวทนาถ้ามันเป็นผัสสะโง่มันก็เกิดเวทนามันเป็นความโง่ที่จะหลอนจะหลอกถ้าผัสสะฉลาดมีวิชชาก็เกิดเวทนาฉลาดพอจะรู้ตามความจริงว่าเวทนานี่ระวังว่าผัสสะนี่จะเป็นทางแยกหรือทางร่วมที่จะแยกออกเป็นทางสุขหรือทางทุกข์

ถ้าอวิชชาหรือความโง่ทันเข้ามาทำหน้าที่ในขณะผัสสะเพระไม่มีปัญญาเข้ามาทำหน้าที่ผัสสะนั้นก็โง่แต่ถ้าเผอิญคนนั้นศึกษามาดีคนนี้ศึกษามาดีความผ่านโลกไปมากมันมีความรู้มีวิชชามีปัญญามาทันในขณะแห่งผัสสะ ผัสสะนี้มันเป็นผัสสะฉลาดไม่โง่นี่ผัสสะมันจึงแยกทางเป็น 2 ฝ่ายคือผัสสะโง่และผัสสะฉลาดจะไม่เป็นไปในทางทุกข์ผัสสะโง่ประกอบด้วยอวิชชามันก็คลอดเวทนาออกมาซึ่งยังหุ้มห่ออยู่ด้วยความโง่เป็นสุขก็เวทนาเป็นทุกข์ก็เวทนา
เวทนาจะสุขจะทุกข์ก็เวทนามันหุ้มห่ออยู่ด้วยความโง่มันหลอกหลอนจิตให้หลงรักหลงยึดถือไปตามความโง่ถ้าเวทนาน่ารักมันก็หลงไปอย่างน่ารัก

ถ้าเวทนาไม่น่ารักมันก็หลงไปอย่างไม่น่ารักคือไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์มันก็หลงไปตามที่เป็นทุกข์ถ้ามันเป็นทุกข์หรือสุขมันก็สงสัยไปในทางของโมหะนี่เวทนาที่น่ารักทำให้เกิด โรพะ ราคะ เวทนาที่ไม่น่ารักทำไห้เกิดโทสะเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่น่ารักทำให้เกิดโมหะนี่เวทนาฝ่ายโง่มันก็ให้เกิดความอยากอย่างโง่ ไอ้ความอยากอย่างโง่เขาเรียกว่าตัณหานั้นถ้าความอยากอย่างอื่นไม่เรียกว่าตัณหาเขามีอย่างอื่นเรียกความอยากความต้องการทั่วๆไปไม่ถึงกับโง่ก็เรียกกันว่าสังกับปะแปลว่าความปรารถนา สังกับปาปะหนันยะโทยะถาที่พระเขาให้พร สังกับปะของท่านจงสมบูรณ์เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญมณีโชติอย่างนี้เป็นต้น

สังกับปะในความหมายนี้แปลว่าปรารถนาที่ไม่โง่คือมีสติปัญญาเป็นเหตุให้ต้องการเดี๋ยวนี้เวทนามันโง่นั้นเกิดความยากโง่ที่เรียกว่าตัณหา ครูบาอาจารย์มักจะสอนกันว่าถ้ามีปัญหาเขาเรียกว่าตัณหาทั้งนั้นถ้าเป็นความอยากจะเรียกว่าตัณหา ถ้าเป็นทุกอย่างจะเรียกว่าโลภะไปทุกอย่างเราบอกว่าไม่ใช่มันแล้วแต่โง่หรือฉลาด ถ้าโง่ความอยากนั้นโง่ก็จะต้องเรียกว่าโลภะตัณหาได้

แต่ถ้ามันไม่ได้ประกอบด้วยความโง่เรียกว่าสังกัปปะดีกว่าเรียกว่าความปรารถนาก็ยังได้แม้ว่าจะเรียกว่าความประสงค์ในความหมายธรรมดาก็ยังได้ เวทนาย่อมให้เกิดตัณหาโดยสมควรแก่ภาวะว่าเป็นเวทนาโง่หรือเวทนาอย่างฉลาด
เวทนาโง่เป็นเวทนาที่ทำให้เกิดความอยากอย่างโง่เขลา ถ้าเวทนาฉลาดก็ให้เกิดความต้องการที่จะทำตามสมควรแก่เหตุผล
ตามสมควรแก่หน้าที่อย่างนี้ไม่เรียกว่าตัณหา เรื่องที่จะเป็นทุกข์มาจากเวทนานี่ให้เกิดความอยากโง่ที่เรียกว่าตัณหามันมีตัณหายากอย่างแรงไปตามความหลอกหลอนของเวทนานั้นมันมีความยากอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่ากามตัณหาอย่างในทางกามก็จะได้ความหมายในทางกามภาวะตัณหาอย่างในทางความมีเป็นนั่นเป็นนี่

แม้ไม่เกี่ยวกับกาม วิภาวะตัณหาอย่างในทางไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ให้มันก็มี 3 อยู่เหมือนกัน กามคืออยากได้อยากเอามาตามความรักความพอใจอยากเป็นนั่นเป็นนี่ภาวะตัณหาจนได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เป็นๆกันอยู่ อยากเป็นผัว อยากเป็นเมีย อยากเป็นแม่ อยากเป็นลูก อยากเป็นอะไรก็ตามแล้วก็วิภาวะตัณหามันก็มาอยากชนิดที่ไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้คือมันไม่ใช่ชอบเมื่อมันไม่อยากอยู่มันก็อยากตายอย่างนี้เป็นต้น

กามมะตัณหามาจากทิฐิหลงว่างามว่าสวยว่าอร่อยภาวะตัณหามันมาจากสัตนะทิฐิว่ามีตัวมีตนวิภาวะตัณหามาจากตัณหากุเชตะทิฐิความขาดสวนแห่งตัวตนเรียกง่ายๆภาษาชาวบ้านดีกว่าว่าอยากได้อยากเป็นอยากไม่เป็นนี่คือตัณหาเป็นความอยาก
แล้วมันก็ปรุงให้เจออุปาทานใครที่เป็นผู้อยากก็คือตัวกูนี่ไม่ต้องมีใครมาทำไม่ต้องมีพระเจ้าที่ไหนมาช่วยถ้ามันเกิดความอยากขึ้นในจิตใจแล้ว ไอ้ความอยากมันก็ปรุงตามธรรมชาติเกิดความรู้สึกว่ากูเป็นผู้อยากมันก็มีอุปาทานมันก็มีของกูมันก็มีกูแล้วมันก็ต้องมีของกูเป็นธรรมดาแล้วมันไม่รู้สึกว่ามีตัวกูเป็นของกูแล้วมันเกิดความรู้สึกในทางเปรียบเทียบด้วยว่าเลวกว่าหรือดีกว่าหรือเสมอกันอย่างนี้เป็นต้นเพราะมีตัวกูตัวเดียวเท่านั้น

มันจึงเกิดความรู้สึกหลายทางอุปาทนมีอย่างนี้รู้สึกว่าตัวกูเล่าๆอยู่อย่างนี้รู้สึกว่าความมีแห่งภพมันเป็นอย่างไรๆนั้นเกิดขึ้นแล้วกามตัณหา ภาวะตัณหามันเป็นอย่างมาเป็นอุปาทานส่วนใหญ่ก็เป็นกามุปาทานมันก็เลยไปถึงภิกขุปาทาน
อัดตุวานะปาทาน ศีลละปะตุปาทานอัตตะวานุปาทานมันยึดถืออย่างไรมันก็เป็นภพอย่างนั้นเกิดขึ้นมานี่มันเป็นความรู้สึกเป็นภพอย่างนั้นอย่างโน้นเป็นลักษณะกามภพ รูปภพก็แล้วแต่แก่จัดเข้าๆกระทบมันก็มีท้องมีครรภ์
ครรภ์มันก็แก่จัดเข้ามันก็คลอดเป็นชาติเป็นตัวกูที่สมบูรณ์ที่สุดไม่เป็นตัวกูที่อยู่ในท้องในครรภ์หรือในความรู้สึกแต่มันเป็นตัวกูที่แสดงบทบาทมันก็แสดงบทบาทที่เป็นสำนึกเป็นมโนกรรมมันก็เป็นสำนึกของกูเต็มที่อะไรๆที่มันมีอยู่ตามธรรมชาติมันก็มาเป็นของกูหมด

แม้แต่ความเกิดแก่ เจ็บ ตายมันก็เอามาเป็นของกูโดยไม่รู้ตัวว่านั้นคนธรรมดาสามัญมันเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของกูอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัวนั้นไม่ต้องพูดว่าความเกิด แก่เป็นของกู พูดว่าความเกิดอย่างเดียวก็พอ ความเจ็บ ความตายก็พอแล้ว
มันหมายถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของกูดังนั้นท่านจึงไม่พูดมากว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์มันก็พอแล้วไม่ต้องพูดว่าความเกิดของกูสำหรับคนธรรมดาความเกิดมันของ กูอยู่แล้วความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมันถูกยึดถือเป็นของกูอยู่เป็นธรรมดาในความรู้สึกใต้สำนึกมันจึงไม่ยึดถือตัวกูและของกูควบคู่กันไปที่เป็นธรรมชาติแท้ๆมันไปยึดเอาความเกิดแก่เจ็บตายมาเป็นของกูมันก็เลยกลัวมันเลยเป็นทุกข์ทำไมมันถือเงินทองข้าวของสมบัติเป็นอุดตะยามันก็ต้องยึดถือยิ่งกว่ามันก็เลยยึด บุตร ภรรยา วัว ควาย ไร่นา ยศศักดิ์ของกูอะไรของกูเต็มไปหมด

นั่นดูว่ามันเกิดอย่างไรมันมีโลกอย่างไรเพราะมันมีตัวกูถ้าไม่มีตัวกูมันก็ไม่มีโลกมันก็ไม่มีใครยึดถือว่าเป็นอย่างไรด้วยความโง่ว่าตัวกูนั่นนี่ของกูทุกอย่างในโลกเป็นของกูมีค่าอย่างนั้นเท่านี้แม้แต่มนุษย์มันจะมีค่าเท่าไรมันก็มาถึงความทุกข์ยิ่งได้ยึดอะไรเป็นของกูมันก็หนักด้วยความยึดถือนั้นมันก็เป็นเรียกว่าเป็นทุกข์ได้แล้วเพราะมันถือมันก็หนักมันก็เป็นทุกข์แต่มันมีความหมายต่างกัน หนักอย่างโลภะมันก็แบกของหนัก หนักอย่างโทสะมันก็เหมือนแบกไฟมาไว้ หนักอย่างโมหะก็เหมือนแบกเอาก้อนหินมาไว้มันเป็นทุกข์ไปตามที่แบกของหนักทาราทานังทุกขังทุกเกกรรมที่ถือของหนักเป็นทุกข์ในโลกนี่ที่สวดมนต์ทุกวัน
ทาราทานังสุขขังกว้างทิ้งของหนักไปได้ก็สุข

เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักทั้งที่แบกของหนักมันก็หนักอยู่นี่เรียกว่าปัญหาเกิดมาก็มีความทุกข์ไม่รู้ว่ามีความทุกข์เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่องนี้ไม่รู้เรื่องที่ว่ามาแล้วตาจมูกลิ้น กายใจธรรมชาติมันสร้างมาสำหรับให้รู้แต่มันคนมันใช้สำหรับโง่ไม่เรียนไม่รู้ไปใช้อย่างไม่เรียนไปใช้อย่างไม่รู้แล้วยึดถือในสิ่งต่างๆร่างกายนี่ธรรมชาติมันสร้างมาให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ไอ้คนมันก็ใช้เป็นทาสของกามรมย์เสียมันก็ได้ทุกข์สมน้ำหน้ามีความทุกข์มากกว่าแมวเพราะเหตุนี้สรุป๕วามคือมันเกิดเพราะเหตุนี้ต้องรู้สึกว่าตัวกูแล้วเกิดความรู้สึกว่ามีของกูแล้วหนักกันไปหนักกันมาแก้ไขไม่ได้จนเป็นโรคประสาทคนมีเรื่องมากมีเงินทองมากยิ่งเป็นมากคนขอทานเป็นได้ยากเพราะมันไม่มีเรื่องที่จะยึดถืออะไรมากนักคนร่ำรวยเป็นเศรษฐีระวังให้ดีมันมีเรื่องให้ยึดถือมากจึงกลัดกลุ้มมากมันขยายตัวได้มากจึงมีความทุกข์มากนี่พูดเท่านี้เข้าใจหรือยังว่าไอ้ทุกอย่างที่มาจากฝ่ายทุกข์มันก็มาจากตัวกูที่เป็นเรื่องลมๆแร้งๆที่ปรุงแต่งมาจากจิตใจไม่เป็นตัวตนเลยความคิดนึกถึงจิตใจเรียกว่าเป็นลมๆแร้งเสร็จแล้วมันก็เป็นทุกข์ได้ขนาดนี้

หน้าที่ 2 – กิเลส
นี่ถ้าเราเป็นทุกข์เพราะความเกิดเป็นทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ ความตาย โสมนะทุกข์ระยะอะไรก็ตามมากมายล้วนไปยึดมาเป็นตัวกูมันจึงไม่เกิดความทุกข์ทั้งสิ้นทีนี้ในกรณีที่มันแยกทางเดินตรงกันข้ามคือมีสติสัมปชัญญะมาทันในเวลาสำคัญคือผัสสะเมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียงมันมีผัสสะระลึกได้มันขนเอาปัญญามาทันเวลารู้สึกดี

ในขณะแห่งผัสสะนั้นทั้งสติปัญญาผัสสะนั้นมันก็ไม่โง่ทั้งสติปัญญาตาผัสสะฉลาดรู้ตามที่เป็นจริงเสียแล้วในขณะของผัสสะพอคลอดออกไปแล้วเวทนามันก็แสดงตัวเองอย่างเปิดเผยมันก็เป็นเวทนาตามธรรมชาติว่าทุกข์ว่าสุขอะไรก็ตามเป็นเวทนาเท่านั้นมันมีสติปัญญาควบคุมผัสสะควบคุมปัญญาเท่านั้นแยกทางกันทางนี้มันมาให้เกิดสติปัญญาว่าจะต้องทำอย่างไรในกรณีที่เป็นสุขกับเวทนาอยู่นี่ต้องทำอย่างไรในการเป็นทุกข์เวทนาเราต้องทำอย่างไรในกรณีทุกข์สุขเวทนาเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยนี้ต้องทำอย่างไรมันมีสติปัญญาคิดนึกแล้วมันก็ทำไปอย่างที่ควรจะทำอุปาทานไม่เกิดภพเกิดชาติด้วยประการทั้งปวงมันก็เกิดไปทางที่ว่าจะทำประโยชน์แก่ตัวเอง ผู้อื่น แก่โลกทั้งสิ้นนี่เป็นฝ่ายที่ไม่ทุกข์คือฝ่ายที่ไม่เกิดตัวกูก็ไม่ทุกข์อย่างที่มันเกิดตัวกูอย่างที่มันว่ามาแล้วมันแล้วมันก็เกิดทุกข์เราพยายามมีสติสัมปชัญญะไม่ให้เกิดตัวกูในทุกๆกรณีคือฉลาดเสียแต่ในขณะแห่งผัสสะความทุกข์เกิดที่จิตเพราะทำผิดแห่งผัสสะความทุกข์จะไม่โผล่ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะความทุกข์เกิดไม่ได้เมื่อผัสสะนี่สอนให้เด็กพูดอย่างนี้จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจกันก็ไม่ทราบแต่บอกมันอย่างนี้เมื่อผัสสะความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นมาทำอย่างไรจะไม่ผิดก็มีสติปัญญา

ท่านเรียนกันมามากแล้วรู้ไหมว่าสติปัญญาคืออะไรมันเรียนเท่าไรมันก็ไม่รู้ธรรมะมันก็ไม่รู้สติปัญญาคืออะไรปัญญาคือไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงก็ต้องศึกษาๆข้างนอกศึกษาจากคำสอนตำรับตำรามีอะไรก็ศึกษาจากข้างนอก ศึกษาจากข้างในมีอะไรก็ศึกษาจากข้างในศึกษาให้รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร อะไรมันเป็นอย่างไรความทุกข์คืออะไรมาอย่างไรดับไฟอย่างไรเรียกว่าปัญญาคิดนึกศึกษาอยู่เป็นประจำเกิดปัญญารู้ว่าอะไรมันคืออะไรเรียกว่าปัญญา

นี้ปัญญาก็เป็นปัญญามันอยู่ส่วนปัญญาไม่มีอะไรเอามามันก็ไม่มาเหมือนกันมันเป็นเครื่องขนส่งอย่างเร็วสายฟ้าแลบเหมือนกันคือสติ สติแปลว่าความระลึกได้เร็วที่สุดคือระลึกๆได้ถึงปัญญาที่เคยสั่งสมไว้เอาปัญญานั้นมาทันเวลาของผัสสะในลักษณะเร็วกว่าสายฟ้าแลบสติ

ถ้ามันไม่มีปัญญามันก็ไม่มีความหมายอะไรเขาไว้ใช้ขนส่งปัญญามากันแก่กรณีนั้นสติมันก็ประกอบด้วยปัญญาเสมอมันจึงเป็นสติได้ปัญญามันก็ต้องคู่กับสติไม่นั้นมันไม่มีประโยชน์อะไรเป็นปัญญาไปนอนอยู่ก้นเหวก็จะมีประโยชน์อะไรเป็นปัญญาจะมีประโยชน์นั้นมีสติขนออกมาทันเวลากับผัสสะนั้นสติกับปัญญาเป็นของคู่กันไม่แยกกันมาทันเวลาผัสสะ ผัสสะนั้นก็ฉลาดไม่ปรุงเวทนาโง่ไม่ทำให้เกิดความอยากที่โง่ตัณหาไม่ให้เกิดอุปาทานทุกข์ทั้งปวงนี่เรียกว่ามันจะไม่เป็นทุกข์ก็เพราะว่ามันไม่ปรุงแต่งจนเกิดตัวกูของกูไอ้ความทุกข์มันแสดงบทบาทออกมาเมื่อตัวกูของกู ถ้ามันอย่างผัสสะเวทนาตัณหาอยู่อย่างนี้ยังไม่ใช่เป็นความทุกข์มันไม่ใช่ลักษณะของความทุกข์ต่อเมื่อเป็นอุปาทนาหนักแล้วก็ปรุงกิเลสนาๆชนิดขึ้นมาเป็นไฟขึ้นมาหรือต้องประกอบกรรมอะไรขึ้นมาตามอำนาจอุปาทานนั้นๆขึ้นมามันจึงจะเป็นทุกข์นี่พูดสั้นๆว่าตัวกูมีมาความทุกข์ก็มีมา พอตัวกูไม่มีมาความทุกข์ก็ไม่มีมานี่เราก็มีหน้าที่แต่เพียงระวังรักษาจิตไว้อย่าให้เกิดในการปรุงผิดๆขึ้นมาในจิตมีความหมายว่าตัวกูของกูคือไม่เป็นทุกข์ถ้าตัวกูเกิดไม่ได้เลยมันก็ไม่มีความทุกข์เลยเป็นนิพพาน

ถ้ามันไม่เกิดกิเลสมันก็เป็นนิพพานเลยเป็นภาวะของนิพพานที่จิตได้สัมผัสได้เข้าถึงได้บรรลุถึงสรุปความว่าไอ้ตัวกูครบไม่ได้แต่มันก็ได้เป็นสิ่งที่เกิดมากับเนื้อกับตัวจิตใจที่เกิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออดในขณะผัสสะนั้นมันมีมาแล้วตั้งแต่อ้อนแต่ออดมันเป็นทารกเราไม่อยากจะพูดเพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ว่าจิตมันเด็กในครรภ์มันจะคิดนึกได้ไหมสัมผัสในครรภ์นั้นมันจะปรุงแต่งเวทนาตัณหาถึงขนาดนี้ได้ไหม

ไม่รู้ไม่เห็นก็ยังไม่พูดไม่เป็นไรเอาว่าคลอดเออกมาแล้วดีกว่าพอคลอดออกมาแล้วมันก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่มันมีทำงานได้โดยสมบูรณ์ตามแบบที่ว่านี้เมื่ออยู่ใจครรภ์ยังไม่แน่ใจจะได้บ้างไม่ได้บ้างครึ่งๆกลางๆมันก็ไม่สำเร็จบางพวก บางคณะเขาก็ว่าจิตของเด็กในครรภ์ยังไม่มีการปรุงแต่งอะไรถือว่ายังบริสุทธิ์ตามแบบของธรรมชาติ ไม่ใช่ตามแบบของมรรคย่านางไม่ใช่ตามแบบของธรรมชาติเด็กในครรภ์ก็ตามแบบของธรรมชาติสอนให้เรียกแล้วแต่จะเรียกแต่พอมันออกเข้าแล้วซิมันมีตาหูจมูกลิ้นกายใจทีทำงานทันทีที่รู้สึกทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจนับตั้งแต่ว่าได้กินนมแม่มันอร่อยแล้วมันก็อยากอร่อยแล้วมันก็ยึดถือในความอร่อยแต่ทางตามันก็เห็นสิ่งสวยงามที่เขาเอามาแขวนมาประดับให้เด็กๆดู ทางหูการขับกล่อมเป็นเพลงขับ ทางจมูกบางทีมันก็ให้กลิ่นที่เด็กๆมันจะพอใจ ทางลิ้นนี่ว่าแล้วอาหารการกินน้ำนมอะไรก็ตามทางกายทางผิวหนังคือการปะคบปะหงมอันนิ่มนวลของผู้อื่นปะคับประคองจิตนี้มันก็สิ่งทั้ง 5นั้นเด็กๆมันก็เริ่มรู้สึกผัสสะต่อเวทนานั้นก็โง่หรือฉลาดเด็กมึนไม่ได้เรียนอะไรมาตั้งแต่เล็กๆเด็กมันไม่รู้เรื่องวิมุติ ปัญญาวิมุติมาตั้งแต่ในท้อง

อย่างนี้คำในพระบาลีกล่าวเป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้าว่าเด็กนั้นไม่มีความรู้เรื่องเจตวิมุติ ปัญญาวิมุติมาตั้งแต่ในท้องแล้วมันก็ต้องเป็นโง่ต้อนรับผัสสะความโง่เป็นเวทนาเป็นอุปาทานมันก็เกิดความอยากเพิ่มขึ้นทีละนิดแต่ละครั้งๆที่สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่เท่าไรเด็กก็มีความรู้สึกรักและพอใจอย่างทางโลกพอใจขัดเคืองร้องไห้ทะลึ่งตึงตังขึ้นมาได้สงสัยวิตกกังวลอะไรได้เป็นโทสะ โมหะ ขึ้นมาได้ทีละนิดๆจนกว่ามันจะโตขึ้นมาเป็นทารกที่โตแล้วมันก็โกรธเก่งมันถึงกับกัดแม่มันก็ได้หรือว่ามันจะโลภมากจนถึงอิจฉาริษยาก็ได้นี่เรียกว่ามีตัณหาอุปาทานมากขึ้นๆเป็นตัวกูเป็นของกูมากขึ้นๆมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกคือตั้งแต่เป็นทารกเล็กๆมันก็เป็นเด็กวัยรุ่นมันก็ยิ่งหนายิ่งเข้มข้นขึ้น โตเป็นสาวมันก็ยิ่งหนากว่าอย่างนี้เป็นผู้ใหญ่เป็นพ่อบ้านแม่เรือนเป็นสิ่งมาเราทับถมมันมากขึ้นไปอีกมันก็มีตัวกูเข้มข้นมากที่สุดแล้วคำนวณดูเถอะว่ามันมีปัญหามากเท่าไรมันมีขึ้นมา

โดยธรรมชาติตั้งแต่มันรู้สึกอะไรทารกประเภทนี้ว่าตัวกูของกูจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่หยุดมันเพิ่มหมดความหมายแห่งตัวกูของกูยิ่งขึ้นๆความทุกข์มันก็ระเอียดอ่อนยิ่งขึ้นเราจึงต้องเป็นทุกข์เร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบเพราะว่ามันมากเหลือเกินสติปัญญามันไม่พอมันไม่ได้ออกมันไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องอบรมมันไม่เคยได้ยินฟังคำอริยะเจ้ามันไม่เคยศึกษาพุทธศาสนาจนกว่าเมื่อไรมันเป็นโชคดีได้ยินคำสั่งสอนของอริยะเจ้ามันจึงมารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญเป็นสิ่งที่แก้ไขปรับปรุงได้ประพฤติปฏิบัติกำจัดเสียซึ่งความทุกข์จึงค่อยสนใจกันขึ้นมาเหมือนท่านทั้งหลายเดี๋ยวนี้มีโชคดีด้วยเหตุอะไรก็ตามว่าไอ้ความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่จัดการได้จึงหาหนทางที่จะจัดการให้สุดความสามารถของตนมันอุตส่าห์เรียนเพื่อให้รู้ รู้ในธรรมะของตนแล้วก็ใช้ธรรมะให้สำเร็จประโยชน์

แต่แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เป็นไปตามที่ต้องการอย่างอาตมากล่ามาแล้วตอนต้นที่สุดว่าเรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมะ รู้ธรรมะแล้วยังไม่มีธรรมะ มีธรรมะแล้วมันยังใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เอาละทีนี้มันทำเสียใหม่ให้รู้ธรรมะ ให้มีธรรมะให้ใช้ประโยชน์ให้ได้มันก็ต้องไปเข้ารูปตัวกู ทำอย่างไรมันจะเป็นตัวกูทำอย่างไรมันจะบรรเทาฤทธิ์เดชของตัวกูได้ทำอย่างไรจะเพิกถอนในตัวกูของกูให้หมดเล่าหมดรากมันสะสมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกหลาย 10 ปี แล้วมาบัดนี้ลึกซึ้งเข้มข้นสักเท่าไรก็ลองคิดดู แต่แล้วก็อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าซึ่งสามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ถ้าธรรมะของพระพุทธเจ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ก็ป่วยการไม่มีประโยชน์อะไรเป็นหมันเปล่าๆแต่ด้วยเหตุที่ธรรมะของพระพุทธเจ้ามันแก้ไขปัญหานี้ได้เราจึงสนใจเอามาเพื่อจะใช้แก้ปัญหานี้ได้นับตั้งแต่ควบคุมทุกข์อย่าให้มันรุกรามต่อไปบั่นทอนลดกำลังของมันลงแล้วก็ตัดรากเหง้าของมันให้เด็ดขาดไปก็จะเรียกว่าเอาชนะสิ่งเลวร้ายที่สุดนี้ได้ไม่มีตัวกูมันเกิดกิเลสไม่ได้ไม่รู้จะเอาไปทำไม

ไม่มีตัวกูมันทำกรรมไม่ได้พอหมดตัวกูมันก็หมดกรรม กรรมอดีต กรรมอนาคตมันมีไม่ได้ถ้ามันหมดตัวกูหมดตัวกูมันไม่เกิดกิเลสได้มันก็ไม่มีความทุกข์มันก็ไม่มีความอยากที่จะเกิดใหม่นี่ก็เรียกว่าปัญหาใดๆมันก็หมดสิ้นด้วยประการทั้งปวงถ้ามันมีดีถึงขนาดนี้เราจะทำไงต่อไปให้สำเร็จประโยชน์ตามนั้นมันก็คือปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนาตามที่พระองค์ทรงวางไว้ว่าจะทำกันอย่างไรวิธีก็มีมากรายระเอียดมันก็มีมากแต่หลักเกณฑ์ใหญ่ๆมันก็มีเพิกถอนตัวกูอุปาทานว่าตัวกูพร้อมทั้งรากเหง้าของมันเราจะมาแยกเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาก็ได้ทั้ง3 อย่างนี้มันทำงานร่วม ร่วมกันตามหน้าที่ของมันเพื่อทำลายซึ่งตัวกูศีลเพื่อให้ชีวิตเป็นอยู่อย่างถูกต้องมันอยากที่จะเกิดตัวกูมันง่ายที่จะทำลายตัวกูเราต้องมีสมาธิคือกำลังจิตที่จะยืนแข็งแกร่งเป็นที่ตั้งของปัญญาที่จะทำลายตัวกูนั้นเสียนี่เรียกมรรคมีองค์ 8 เคยรู้ว่าสัมมาสมาธิเป็นตัวสุดท้ายเป็นตัวยืนโรงนอกนั้นเป็นลูกสะหมุนทั้งนั้นแหละ

สัมมาทิฐิก็ช่วยให้จิตมันฉลาดแจ่มแจ้งรู้จักศาสนาในทางที่ควรรู้จักศาสนาส่วนปัญญาคือช่วยจิตให้เกิดสมาธิที่ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์อัตตามาทำหน้าที่สัมมาโน สัมมาโตอยู่ในโลกนี้ดำรงในโลกนี้ที่มีชีวิตอยู่ว่าตัวกูว่าจะทำลายจิตตัวกูของกูอัตตามาว่าสัมมาสัมปันโนสติอย่างนี้ก็เป็นการให้มีการกระทำของจิตต่อเรียกว่าความเพียรไม่มีการควบคุมถูกต้องที่เรียกว่ามีสติควบคุมอย่างถูกต้องครบสมบูรณ์ในโรงหรือว่าแม่ทัพหลวงเป็นสมาธินอกนั้นเป็นบรรทัดฐานสมาธิถ้าสมาธิบริหารสมาธิไว้อย่างนี้แล้วแล้วมันก็ทำหน้าที่ทำลายตัวกูคือทำลายกิเลสทั้งหลาย

การทำอยู่อย่างนี้เรียกว่าการเจริญภาวนา ภาวนาแปลว่าทำให้เจริญไปในทางที่จะทำให้ดับทุกข์เรียกว่าสั้นๆว่า สัมมาทะภาวนาวิปัสสนาสัมมนาเป็นเรื่องอบรมจิตให้ดีที่สุดอบรมปัญญาให้ดีที่สุดส่วนศีลนั้นแฝงนอยู่ในนั้นเสร็จเมื่อตั้งใจทำให้ดีที่สุดศีลแฝงนอยู่ด้วยเมื่อตั้งใจทำปัญญาดีที่สุดศีลก็แฝงอยู่ในการจัดหรือความพยายามนั้นด้วยอย่าเข้าใจไปว่าท่านพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสัมมาทะภาวนาสมาทานภาวนาเอาศีลไปทิ้งที่ไหนก็ไม่รู้มันไม่ได้เอาไปทิ้งที่ไหนมันอยู่ในสมาทะภาวนาและวิปัสสนาที่นี้มันก็มีข้อที่เราไม่รู้มองข้ามกันเสียว่าเป็นสมาธิที่จะต้องมีวิปัสสนาเป็นไปไม่ได้ถ้ามันไม่มีสมาธิเป็นรากฐานถ้าเจริญวิปัสสนาสำเร็จก็รู้ว่าเป็นสมาธิอย่างเดียวพอสรุปอยู่ด้วยในวิปัสสนานั้นเป็นสมาธิที่ใช้การอย่างเต็มที่ไม่เหลือเฟือไม่เหลือให้เห็นออกมาเดินเล่นเฟ้นพาลก็มันแฝงตัวอยู่ในที่วิปัสสนานั้นสมาธิอย่างท่านเรียกว่าเป็นสมาธิอย่างนั้นที่เรียกว่าสะมาธิมานังสะมาหุในบทสวดก็ได้จับสมาธิแฝงตัวอยู่กับวิปัสสนาก็น่าเห็นแจ้งในขณะตัดกิเลสตัณหาบรรลุมรรคผลก็มีสมาธิอย่างนี้แฝงตัวอยู่ในวิปัสสนานั้นเราก็ไม่ต้องพูดถึงสมาธิกันนักก็ได้พูดถึงวิปัสสนาพอมีวิปัสสนาสมาธิก็เองศีลก็แฝงอยู่ในสมาธิและปัญญานั่นแหละอย่างพอดีๆไม่เหลือเฟือเรียกว่ามีองค์เสมอกันเป็นสามัคคีรวมกลมกลืนเป็นเดียวกันแล้วก็ทำหน้าที่ตัดกิเลสได้

ในที่นี้คือบรรเทาควบคุมบรรเทาตัวกูของกูตัดรากเหง้าตัวกูได้จะตัดข้อความแต่ละข้อความมาพูดกันดีกว่าว่าเราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเกิดวิปัสสนาชนิดที่มีศีลสมาธิอยู่ในตัวแล้วก็เข่นฆ่าตัวกูของกูอยู่ในตัวอาตมายากจะระบุไปที่วิปัสสนาที่รู้จักกันมากที่สุดในประเทศไทยคือวิปัสสนาแบบหนอๆๆๆรู้จักกันมากเราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะสำเร็จประโยชน์เรื่องนี้สำคัญมากคำว่าหนอๆมันมีความหมายพิเศษที่สุด

แต่มันกำกวมเป็นความหมายว่าโง่ๆที่สุดเป็นความหมายฉลาดก็ฉลาดที่สุดเป็นความหมายอย่างรุนแรงก็รุนแรงถ้าทำผิดวิธีก็มีผลตรงกันข้าม ถ้าทำถูกวิธีก็มีผลเก้าหน้าไปในทางดับทุกข์นอกจากยกตัวอย่างว่านั่งหนอ เดินหนอ เหยียบหนอถ้ามันหนอโง่ถ้ามันนั่งหนอกูนั่งหนอๆเพิ่มตัวกูหนอโง่ นี่ถ้าว่าหนอกำหนดอยู่ที่นั่นๆนี่เป็นเพียงสมาธิไม่เป็นวิปัสสนาแต่ถ้ามันรู้แจ่มแจ้งว่าไอ้สังขารกลุ่มนี้เป็นธาตุธรรมชาติอยู่ในอิริยาบถที่เรียกว่านั่งหนอ หนออย่างนี้เป็นวิปัสสนาทำลายความรู้สึกว่าตัวตนไปได้

ถ้านั่งหนอกูนั่งหนอๆนี้หนอโง่แต่ถ้ากำหนดอิริยาบถไม่กำหนดอะไรเป็นสมาธิแต่ถ้ากำหนดว่าธาตุทั้ง 6 ตามธรรมชาติอยู่ในอิริยาบถที่เขาเรียกกันว่านั่ง นั่งหนอๆเป็นปัญญาเลิศ เป็นวิปัสสนาเลิศที่จะปิดกั้นการเกิดแห่งทุกข์ตัวกูของกูนั่นขอให้สังเกตดูให้ดี กิน นอน นั่ง อาบ ถ่าย หรือแม้แต่โปรดแยกออกเป็นรูปหรือ นามรูปหนอๆนี่ก็รูปของกูถ้ากำหนดแต่สักเป็นอารมณ์นี่ก็ได้สมาธิบ้างถ้ากำหนดว่าธาตุทั้งหลายเหล่านี้รวมตัวกันประชุมไม่ใช่ธาตุอะไรเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติประชุมรวมกันอยู่และสมมุติเรียกว่ารูปแล้วก็รูปหนอๆหนออย่างนี้ฉลาดที่สุด ซึ่งเป็นหนอที่จะทำลายล้างความหมายว่าตัวกูของกูนี้กลับมาถามพวกยกไม้ยกมือเหมือนพวกรำละครนั้นความหมายตัวกูมันก็โง่นั้นถ้าเป็นกำหนดความหมายบ้างมันก็เป็นสมาธิเท่านั้นเป็นไว้ที่จะมองลึกลงไปว่าไอ้ที่มันกำลังร่ายรำอย่างนี้เป็นธาตุของธรรมชาติการปรุงแต่งมีอาการอย่างนี้เป็นตัวกูของกูหนอนี่ก็ใช้ได้เป็นหนอที่ใช้ได้แล้วแต่จะใช้วิปัสสนารูปแบบไหนถ้ามันทำให้ลึกซึ้งถึงความจริงของธรรมชาติว่ามันสักแต่ธรรมชาติมีปรากฏการณ์อยู่ในลักษณะที่เรียกกันอย่างนั้นอย่างนี้หนอก็ใช้ได้นั้นขอให้รู้จักใช้หนอในทุกอย่างในอิริยาบถ เดิน กิน นั่ง นอน อาบ ถ่าย ให้ระเอียดออกไปเป็นนุ่งผ้าแก้ผ้าอย่างนี้

แม้แต่อาบน้ำก็ทุกอิริยาบถมันสักว่าเท่านั้นหนอมันก็ไม่เกิดตัวกูของกูมันไม่เกิดด้วยเหตุ 2 สถานคือว่าเราปล่อยไปตามเรื่องของธรรมชาติจิตมันก็เกิดตัวกูของกูที่กล่าวแล้วข้างต้นแต่เดี๋ยวนี้เราเอาจิตมากำหนอที่นี่ไม่ให้มีเวลาว่างมันก็ไม่เกิดตัวกูของกูตามแบบของธรรมชาตินั้นแต่ถ้าเรามันปล่อยเอาจิตมาผูกพันไม่มีการเกิดเรียกว่าปิดได้อีกทางทีนี้เอามาพิจารณาระเอียดระออว่าอารมณ์นี้ธาตุตามธรรมชาติเรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้เรียกว่าตัวกูของกูกูหนอนี่มันยิ่งตัดรากเหง้าตัวกูลึกลงไปมันก็ยิ่งได้ผลเพียงแต่ไม่ให้โอกาสมันเกิดมันก็ได้ผลแล้วนี่เอามาพิจารณาให้เห็นระเอียดจนทำลายมันเสียได้มันก็ยิ่งได้ผลอีกดังนั้นไอ้ตัวกูของมันจึงถูกควบคุมไม่ให้เกิดจึงเอาจิตไปทำวิปัสสนาแล้วมันก็ลดความเคยชินที่มันจะเกิด อหังการะ มานานุสัย

ไอ้ตัวร้ายกาจมันก็ลด คือลดความเคยชินแต่ก่อนมันเกิดมากๆมันก็มีความเคยชินแต่เดี๋ยวนี้มันไม่เกิดมันก็ลดความเคยชินนี่เราทำไม่ให้เกิดได้เท่าไรมันก็ลดตัวเองได้เท่านั้นถ้าเราพิจารณาเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าไม่ใช่ตัวตนบุคคลสักเท่าไรมันก็เหมือนกับตัดรากเหง้าหมดไปไม่เกิดตัวกูอีกเลยไม่เกิดทานานุปาทาน ไม่เกิดอัสสะนะได้อีกเพียงแต่ควบคุมไว้ได้ก็เป็นโสดาบัน หรือมีควบคุมสะกิทาทามิทีนี้ก็ตัดอัสสะวานุปาทานคือสกาทิฐิเข้มข้นเป็นตัวกูเข้มข้นเสียได้มันก็เป็นพระอรหันต์นี่ขอให้รู้เรื่องตัวกูของกูมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เกิดความทุกข์เพราะว่ากิเลส ตัณหา อุปาทานมันรวมอยู่ในตัวกูของกูเมื่อไม่มีตัวกูของกูมันก็ไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทานอะไรในสันดาร สันดารสะอาดเป็นวิสุทธิสันดารเป็นสันดารของพระอรหันต์นี้ขอให้ศึกษาให้รู้อย่าให้ศึกษาเท่าไรก็ไม่รู้ขอให้มีธรรมะนี้

แล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์โดยการทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติว่าถ้าทำอย่างนี้ๆมันจะลดความหมายของตัวกูของกูอยู่ทุกเวลานี่กรรมฐานอื่นก็มีความหมายอย่างเดียวกันแม้จะไม่ใช้คำว่าหนอมันก็ต้องพิจารณาลึกลงไปว่าสิ่งนั้นมิใช่ตัวมิใช่ตนเป็นแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติประกอบกันเข้าว่าเป็นตัวตนก็เกิดกิเลสและความทุกข์ก็ศึกษาให้รวดเร็วมีปัญญาเหมือนสาบฟ้าแลบขนเอาปัญญามาทันท่วงทีเรียกว่าผัสสะทันโอกาสแห่งผัสสะอย่าให้ขนาดนี้ร่วงเลยไปเสียที่ฟังดูแล้วตื้นๆกะโนมาโวตะปะทา

ท่านทั้งหลายเขียนเลยมันหมายถึงส่วนนี้เมื่อไม่มีผัสสะแล้วโอกาสนั้นสำคัญที่สุด อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นล่วงเลยเป็นอวิชชาเรื่องมันจะเป็นฝ่ายความทุกข์ถ้าเรื่องนั้นมีปัญญามันก็ไม่เกิดอวิชชามันก็เป็นฝ่ายดับทุกข์นาทีซะยิ่งกว่านาทีทองสำคัญยิ่งกว่าเรียกว่าผัสสะนั่นเอง จงไปศึกษาเรื่องผัสสะมีความรู้เรื่องผัสสะและมีวิธีการควบคุมผัสสะนี่จึงจะเรียกว่าเรียนแล้วรู้ รู้แล้วมี มีธรรมะแล้วใช้ธรรมะไห้เป็นประโยชน์ได้ตามที่ต้องการตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้วางเป็นหลักการไว้อย่างไรหวังว่าท่านทั้งหลายจะได้สนใจพิจารณาข้อความที่อาตมาได้กล่าวไปแล้วในข้อที่ว่าพวกเรายังมีปัญหาหนักหน้าหนักตาเหลือเกินคือเรียนแล้วมันไม่รู้ธรรมะๆๆรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรมะมันมีแต่รู้ลมๆแร้ง ๆ ถ้ามีธรรมะก็มีชนิดที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ขอไห้ไปปรับปรุงเสียใหม่ขอให้รู้ธรรมะ มีธรรมะและใช้ในการขจัดเสียตัวกูและของกูมันเป็นที่รวมแห่งปัญหาทั้งหลาย กำจัดอัสสะวิมานะ ลักคะนานุปาทานก็ได้แล้วแต่จะเรียกมันก็ไม่มีตัวตนคือไม่มีความโง่อันใหญ่หลวงคือตัวตน ไม่มีตัวตนก็ไม่มีที่ตั้งไม่มีรากฐานที่ให้เกิดกิเลสเพราะมันไม่มีอะไรจะโลภ อะไรจะเกิด อะไรจะหลงมันไม่มีตัวกูที่จะเห็นแก่ตัวกูมันก็ไม่ทำกรรมไม่มีการปรุงแต่งแห่งกิเลสมันก็ว่างซึ่งเป็นพระนิพพานแล้วก็มีพระนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้โดยการขจัดตัวกูไห้หมดไปก็สามารถหวังว่าท่านทั้งหลายพอจะเข้าใจนำไปพินิจพิจารณาให้สำเร็จประโยชน์ในการที่จะทำกรรมฐานวิปัสสนาชนิดที่กำจัดกิเลสตัณหาได้จริงแล้วจงเป็นผู้มีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้

http://www.vcharkarn.com/varticle/34478

. . . . . . . . .