หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ทางพ้นทุกข์

การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา

ธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านวางไว้ถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่าเป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย

ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้วให้พากันน้อมเข้าภายใน

ธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตํ ให้จิตเป็นของเดิม จิตฺตํ ความเป็นอยู่ ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ถ้าเราไม่รวมแล้ว มันก็ไม่สำเร็จ ทำการทำงานทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องรวมถึงจะสร็จ ถ้าไม่รวมเมื่อไรก็ไม่สำเร็จ

เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว เวลานี้เราทั้งหลายขยายออกไปแล้วก็กว้างขวางพิสดารมากมาย ถ้าวิตถารนัยก็พรรณนาไปถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว เอกํ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว เอกํ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว นี่เป็นของเดิมให้พากันให้พึงรู้พึงเข้าใจต่อไป

นี่แหละต่อไปพากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้ เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ

นี่แหละให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม เมื่อเอาหนังออกแล้วก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู เอาทั้งหมดออกดู ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับไตออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคนหรือเป็นยังไง ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละพิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้ เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง อ่านเพิ่มเติม

คำสอนหลวงปู่บุดดา ถาวโร

คำสอนหลวงปู่บุดดา ถาวโร

ยอดของธรรมมะ

สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ
สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น

จะให้ใครมาทำตัวอย่างให้เราดูเล่า
ตัวเองก็ทำให้ตัวเองดูเองสิ
รู้เท่าความเป็นจริง จึงไม่เจือด้วยทุกข์
ทุกข๋นั้นเกิดขึ้น
ให้รู้จัดทุกข์สะ

เราถูกคาดโทษไว้แล้ว คือโทษ แก่ เจ็บ ตาย
จงรีบแก้ไขตัวเอง เสียจนได้
ตายที่ไหนก็เป็นทุกข์ที่นั่น
เมื่อไม่เกิดที่ไหน ก็ดับทุกข์ที่นั่น
เมื่อไม่ตายที่ไหนก็ดับทุกข์ที่นั่น
ให้พ้นจากความเกิดความตาย
โดยเข้าสู่ในธรรมะโลกุตรธรรม
ให้เข้าสู่พระนิพพานโดยสวัสดิ์

ขอขอบพระคุณ ;; หนังสือเทศนาภาษาใจ ประมวลพระธรรมเทศนา และวาทะหลวงปู่บุดดา ถาวโร

http://www.baanklon.com/index.php?topic=1806.0

แก้กิเลสมาร หลวงปู่บุดดา ถาวโร

แก้กิเลสมาร หลวงปู่บุดดา ถาวโร

“แก้กิเลสมารก็แก้ที่ปัจจุบัน ขันธมารก็แก้ที่ปัจจุบัน
เกิดได้ก็แก้ได้ ธรรมะไม่ตายยังอยู่นี่
อยู่ที่กายปัจจุบัน จิตปัจจุบัน
พุทธะก็อยู่นี้ ธรรมะก็อยู่นี่ สังฆะก็อยู่นี่
ปริยัติก็อยู่ปัจจุบัน ปฏิบัติก็ปัจจุบัน ปฏิเวธก็ปัจจุบัน
เอโก ธัมโม ธรรมมีอันเดียว
ธรรมไม่เกิดไม่ตาย ก็เข้านิพพานตรงนี้ มันจะต้องไปยากอะไรเล่า
พอถึงแล้วก็ไม่ตาย ก็เป็นนิพพานแล้ว มันจะไปยากอะไร”

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

http://www.buaplinor.com/webboard/index.php?topic=1796.0

อยู่กับธรรมะ ไม่ทุกข์ (หลวงปู่บุดดา ถาวโร)

อยู่กับธรรมะ ไม่ทุกข์ (หลวงปู่บุดดา ถาวโร)

อยู่กับธรรมะ ไม่ทุกข์ (หลวงปู่บุดดา ถาวโร)

ไปตามธรรมะ เดินตามธรรมะ
ยืนอยู่ก็ธรรมะ นั่งอยู่ก็ธรรมะ นอนอยู่ก็ธรรมะ
ไปก็ธรรมะ มาก็ธรรมะ จะไปทุกข์อะไร

อยู่กับธรรมะซิไม่ทุกข์

ธรรมะไม่มีสัตว์ ไม่มีคน
อยู่กับคนก็ทุกข์น่ะซิ
อยู่หลายคนก็ทะเลาะกัน
อยู่คนเดียวก็ทะเลาะกับตัวเอง
ทะเลาะกับมิจฉาทิฏฐิ

อยู่กับธรรมะไม่ทะเลาะกับใคร

หลวงปู่บุดดา ถาวโร
วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี

http://www.inwza.com/2013/01/blog-post.html

ตัวโกรธ คือ ส้นตีน หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ตัวโกรธ คือ ส้นตีน หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ผู้รู้ธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงผู้ทรงจำคัมภีร์ได้มากหรือเทศน์เก่งหากได้แก่ผู้ที่รู้จักจิตใจของตนและเท่าทันอารมณ์ที่บังเกิดขึ้น บางครั้งหลวงปู่บุดดา ก็มีวิธีการแปลกๆ เพื่อเตือนให้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้

คราวหนึ่งหลวงปู่ได้รับอาราธนาให้เทศน์คู่กับท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งท่านเจ้าคุณรูปนั้นเห็นหลวงปู่บุดดาเป็นพระบ้านนอก คงไม่มีความรู้ด้านปริยัติธรรมมากเท่าใด จึงถามหลวงปู่ทำนองหยั่งเชิงว่า “จะเทศน์เรื่องอะไร?”

หลวงปู่บุดดาตอบว่า “เรื่องตัวโกรธ กิเลสตัณหา” ท่านเจ้าคุณก็ถามลองภูมิต่อว่า “ตัวโกรธเป็นอย่างไร?”

“ส้นตีไงล่ะ” หลวงปู่ตอบ เท่านั้นแหละ ท่านเจ้าคุณก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงและไม่ยอมเทศน์คู่กับหลวงปู่ หลวงปู่ต้องขึ้นเทศน์รูปเดียวเมื่อเทศน์จบแล้ว ท่านก็ไปขอขมาท่านเจ้าคุณรูปนั้น แล้วอธิบายให้ท่านเจ้าคุณรู้ว่า “ตัวโกรธ” เป็นอย่างนี้เอง

เราสามารถเรียนรู้ธรรมได้จากอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น หากเพียงแต่รู้จักเฝ้ามองให้เป็น แต่ถ้าลืมตัว มันก็สามารถครอบงำจิตใจเราได้และพลอยทำให้เราตกเป็นทาสของสิ่งแวดล้อม สุดแท้แต่ว่ามันจะปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกใดๆ แก่เรา

นอกจากเรียนธรรมจากอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้ว บางครั้งหลวงปู่ก็ใช้สถานการณ์รอบตัวเป็นเครื่องมือสอนธรรม โดยท่านเพียงแต่สะกิดให้ฉุกคิดเท่านั้น

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านโยม เมื่อฉันเสร็จแล้วเจ้าของบ้านเห็นหลวงปู่เดินทางมาเหนื่อย จึงขอให้ท่านเอนกายพักผ่อนก่อนเดินทางกลับ ระหว่างนั้นข้างห้องซึ่งเป็นร้านขายของ มีคนเดินลากเกี๊ยะกระทบพื้นบันไดเสียงดัง ศิษย์คนหนึ่งทนเสียงเกี๊ยะไม่ได้ จึงบ่นว่า“แหม…เดินเสียงดังเชียว”

หลวงปู่ซึ่งนอนหลับตาอยู่ จึงพูดเตือนสติว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดีๆเราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง”

http://www.publichot.com/forums/showthread.php?

เทคนิควิธีกำราบความโกรธส่วนตัว โดย หลวงปู่บุดดา ถาวโร‏

เทคนิควิธีกำราบความโกรธส่วนตัว
โดย หลวงปู่บุดดา ถาวโร‏

ความโกรธ คืออารมณ์เดือดพล่าน ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ในยามที่เราต้องเกี่ยวข้องผู้อื่น อ่านเทคนิควิธีทำให้หายโกรธแบบง่ายๆ
ท่านสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิต ครอบครัวและการทำงาน

วิธีที่ ๑. ยามใดเมื่อเราโกรธ เราต้องรู้ตัวของเราเองว่า เรากำลังได้รับ
พิษร้ายเข้าไปแล้ว ควรสร้างความรู้สึก”สะดุ้งกลัว”ขึ้นมาทันที และพยายาม
ระงับความโกรธนั้นไว้ ไม่ให้พิษโกรธ กำเริบแสดงเป็นกริยาอาการอะไร
ออกมาอย่างเด็ดขาด ด้วยการพิจารณาโทษของความโกรธ
ให้มากที่สุด

ตัวอย่างวิธีคิด
“หากเราโง่เขลา คิดตอบโต้ผู้อื่นด้วยความโกรธเมื่อใด
พิษร้ายของความโกรธ ก็จะเพิ่มขึ้นและหมักหมมอยู่ในใจมากขึ้นทุกที
มันจะคอยออกมาเผาลนจิตใจของเรา ไปชั่วกาลนานเสมือนหนึ่ง
เราได้สร้างนรกให้เกิดขึ้น ในใจของตัวเอง ”

อ่านเพิ่มเติม

ตามรอยธรรมหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชุศรีเจริญสุข อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี

ตามรอยธรรมหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชุศรีเจริญสุข อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี

จูงจิตใจให้เข้าสู่มรรค ผล นิพพาน ให้เข้าสู่ในความไม่เกิดไม่ตาย
อย่าได้มาเวียนเกิดในกามภพ รูปภพ อรูปภพ
เกิดที่ไหนเป็นทุกข์ที่นั่น
เขาจะมีทุกข์ยังไงละทิ้งเหตุมันเสียแล้วกัน ดับแต่เหตุมันซิ
ความทุกข์กายทุกข์ใจ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นอย่าให้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
อย่าทิ้งวิริยะบารมีจนกว่าจะตรัสรู้ธรรมนะ
รู้จักทุกข์แล้วปล่อยทุกข์ซะ อยากพ้นทุกข์ก็อยู่กับธรรมะ
อยากเป็นทุกข์ก็ไปอยู่กับสัตว์โลก

ธรรมะเป็นอย่างไร
ธรรมะก็หนังแผ่นเดียวนะซิ จิตเดียวซิ
กิเลสมันมาเป็นเจ้าของอวิชชาตัณหาอุปาทาน
มันนึกว่าหนังของมัน เนื้อของมัน
ตา หู จมูก ลิ้น กายใจของมันที่ไหน
มันมาอาศัยเขาเกิดยังว่าของมันอีก
พ้นเกิดแก่เจ็บตาย พ้นในปัจจุบันนี้แหละ
ให้พ้นเกิดพ้นตาย จะได้ทำงานให้พระศาสนา
ต้องพูดอย่างธรรม พูดอย่างคนจะขัดคอคนนะซิ
อ่านเพิ่มเติม

โอวาทพระสุปฏิปันโน…หลวงปู่บุดดา ถาวโร

โอวาทพระสุปฏิปันโน…หลวงปู่บุดดา ถาวโร

วัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.บาระจัน จ.สิงห์บุรี

“ขันธ์ ๕ ของกิเลสมันเกิดเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์อยู่แล้ว เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว คนไทยนี่อะไร ๆ ไม่เสียดายหรอก ในโลกนี้ให้หมดนะอามิสน่ะ แต่ แต่มีข้อแม้ว่า “ผัวดิฉันนะ” ใครแตะไม่ได้นะ เอาตายเชียวนะ จะไปนิพพานจะเอาไปด้วย ปัดโธ่ เขาไปนิพพานเขาเอาผัวเมียไปที่ไหนกัน เขาเอาธรรมะไปต่างหากล่ะ

คนมันเขียนท้ายรถยนต์ ทำดีได้ดีมีที่ไหนทำชั่วได้ดีมีถมไป ไอ้นั่นนะมันไม่รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันเอาข้อวัตรของมันมาเอากิเลสอวด โอโธ่ พระพุทธเจ้าไม่ไดพูดอย่างนั้น ”

http://www.baanmaha.com/community/thread27028.html

คำสอนของ หลวงปู่บุดดา ถาวโร

คำสอนของ หลวงปู่บุดดา ถาวโร

มีหนังแผ่นเดียว มีจิตดวงเดียวเท่านั้น ก็หนังแผ่นเดียวมันหุ้มอยู่ทั้งหมดกับทะลุ ๙ ช่อง นะวะทะวารัง ทะลุทางตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ทวารหนัก ทวารเบา………

หนังแผ่นเดียวนี้ก็ไม่ มีเจ้าของ นามรูปไม่มีเจ้าของใช้ได้แล้ว เข้าทางแล้ว รูปฌานเป็นเจ้าของไม่ได้ อรูปฌานก็เป็นเจ้าจองไม่ได้………

จับก็จับไปซิ จับแต่หนัง ไม่ได้จับตัว ตัวมีที่ไหนล่ะ พออริยมรรค ๔ อริยผล ๔ ทำงาน พอหมดแล้วไม่มีเจ้าของแล้ว…

หนัง แผ่นเดียวมันรักษาง่าย อยู่ในท้องก็มีเท่านี้แหละ ออกจากท้องมาแล้วก็มีเท่านี้แหละ หมดไป ๑๐๐ ชั่วโมง ๑๐๐ วัน ก็มีหนังแผ่นเดียวเท่านี้แหละ ตื่นขึ้นมาก็มีหนังแผ่นเดียว จะดับไปก็หนังแผ่นเดียว…

จะมาเกิดอีกก็มีแค่หนังแผ่นเดียวเท่านี้ ยังไม่เชื่อกัน ไม่เชื่อธรรมะก็ตามใจซิ………

อยาก ดูหนังก็ให้ดูหนังเรามีให้ดูตลอดเวลา ดูตามนี้ธรรมะดีขึ้น หนังมันดีลง จะไปติดอะไรกับหนัง จะไปเสียดายอะไรกับหนัง แค่กระดาษห่อขนมปังเท่านั้นเอง คนรู้นะ เขาทิ้งกระดาษห่อขนมปังทั้งนั้น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ท่านรู้อย่างนี้ ท่านไม่หลงไม่ลืม แล้วเราจะอวดดีไปหลงไปลืมทำไม………

อ่านเพิ่มเติม

ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข

ธรรมะที่ถ่ายทอดโดย หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข

หลงมากทุกข์มาก หลงน้อยทุกข์น้อย ไม่หลงเสียเลยไม่ทุกข์
เลิกหลงกันเสียทีเถอะ !
ตำราของโลกไม่ได้สอนอริยสัจ ๔
อเนกชาติมาแล้วสัตว์ยึด เกิด แก่ จ็บ ตาย เป็นของตน
ยึด ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อุปาทานยึดหมด ชอบหาบเป็นเจ้าของ
ขอยืมเขามาใช้ยังอวดดีถือเอาเป็นของตัว เพราะกิเลสความหลงไม่รู้จบ
สัตว์โลกขาดศรัทธาญาณวิชา ไม่เห็นนิโรธสัจ ยังหลงนามรูปอยู่
ทุกข์ทั้งหลายรวมอยู่ในความเกิดความตายไม่เข็ดหรือไง ? หัดเข็ดกันบ้างซี่ !
ไม่มีใครช่วยให้เราพ้นเกิดตายได้นะ ! เกิดก็ทุกข์ แก่ เจ็บ ตาย ก็ทุกข์ ดียังไง ?
จะมัวสร้างความหลงให้กับตัวเองทำไม ? อย่าได้ประมาทนิ่งนอนใจ อย่าได้ทิ้งเด็ดขาด !
อย่ามัวแบกทุกข์ อวิชชาอยู่เลย ! รู้แล้วเห็นแล้ว อย่าให้ใจหลงงมงาย กิเลสมันมาทางหลง
หมดกิเลสก็หมดเกิดตายซี่ ! ให้เคารพศรัทธามั่นในโลกุตตรธรรมนะ !
ขอให้สาธุชนพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง มีความสุขเกษมสันต์ทั่วหน้ากันเทอญ

ไม่มีเจตนาทำบาปเสียแล้ว
จิตไม่เศร้าหมอง
จึงปราศจากทุกข์
เจตนาละเว้นทุกลมหายใจเข้าออก
ผู้ปฏิบัติจงน้อมไปปฏิบัติ ในกาย วาจา ใจ ของตน
ธรรมของจริง ก็จะบังเกิด ทุกเมื่อ
เป็นธรรมอันไม่ตาย

หลวงปู่บุดดา ถาวโร
วัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=2178.0

เทศนาภาษาใจ ๓. หลวงปู่บุดดา ถาวโร

เทศนาภาษาใจ ๓. หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ลำดับนี้ตั้งใจน้อมนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้วน้อมพระธรรมเทศนาคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดงเพิ่มพูนปัญญาบารมี ชาวพุทธทั้งหลายได้มาเจริญคุณพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสงฆ์สั่งสมให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีญาณ มีวิชชาให้รู้ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรมโดยฉับพลัน ขออำนาจแห่งคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ จูงจิตใจของพี่น้องชาวพุทธให้เข้าสู่ธรรมวินัยของพระผุ้มีพระภาคเจ้าให้เห็นความเกิดและความเป็นโทษ ให้เห็นความไม่เกิดไม่ตายเป็นคุณธรรมทั้งหลายให้เห็นว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้เป็นเครื่องอาศัยของให้ศีลรักษาจิตใจไว้อย่าให้หลงอย่าให้ลืมซี

ธรรมะเป็นอย่างไร ธรรมะก็หนังแผ่นเดียวนะซิ จิตเดียวซิ กิเลสมันมาเป็นเจ้าของอวิชชา ตัณหาอุปาทานมันนึกว่าหนังของมัน เนื้อของมันตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของมัน ที่ไหนมันมาอาศัยเขาเกิดยังว่าของมันอีก

พ้นเกิดแก่เจ็บตาย พ้นในปัจจุบันนี้แหละ ไห้พ้นเกิดพ้นตายจะได้ทำงานให้พระศาสนา ต้องพูดอย่างธรรมพูดอย่างคนจะขัดคอคนนะซิ

ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครแก่ ไม่มีใครเจ็บไม่มีใครตายนั่นแหละเป็นแก่นศาสนา เราเกิดทีไร เกิดกับผู้หญิงทุกที เราจะไม่ประมาทพวกผู้หญิง ผู้หญิงมาเกะกะเราก็ไม่เอา เพราะแม่เราเป็นผู้หญิง ไอ้พวกผู้ชายมาชวนให้เป็นพวกปล้นสดมภ์เราก็ไม่เอา เพราะพ่อเราเป็นผู้ชายมีหนังแผ่นเดียว มีจิตดวงเดียวเท่านั้น ก็หนังแผ่นเดียวมันหุ้มอยู่ทั้งหมดกับทะลุ ๙ ช่อง นะวะทะวารัง ทะลุทางตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ทวารหนัก ทวารเบาอิริยาบถของกาย ๒๔ ชั่วโมง ต้องยืน เดิน นั่ง นอนต้องอาบน้ำ ห่มผ้า ดื่มอาหาร ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ ถ่ายออกมางามเมื่อไรนะ ไม่งามหร็อก อ่านเพิ่มเติม

กรรมกับจิต โดยหลวงปู่ขาว อนาลโย

กรรมกับจิต โดยหลวงปู่ขาว อนาลโย

อย่าให้มีความประมาท จงพากันสร้างคุณงามความดี มีการให้ทาน มีการรักษาศีลของฆราวาส พวกฆราวาสก็ดี ให้ถือศีลห้า ศีลแปด วันเจ็ดค่ำ แปดค่ำ สิบสี่ค่ำ สิบห้าค่ำ เดือนหนึ่งมีสี่หน อย่าให้ขาด ให้มีความตั้งใจ เรื่องเข้าวัดฟังธรรม รักษาศีล ภาวนา อันนี้เป็นทรัพย์ภายในของเรา การรักษาศีลเป็นสมบัติภายในของเรา ควรใช้ปัญญาพิจารณาค้นคว้าร่างกาย ให้มันเห็นว่า ความจริงของมันตกอยู่ในไตรลักษณ์ ตกอยู่ในทุกขัง ตกอยู่ในอนิจจัง ตกอยู่ในอนัตตา มีความเกิดอยู่ในเบื้องต้น มีความแปรไปในท่ามกลาง มีความแตกสลายไปในที่สุด อย่างนี้แหละ อย่าให้เรานอนใจ ให้สร้างแต่คุณงามความดี อย่าไปสร้างบาปอกุศล อย่าไปก่อกรรมก่อเวรใส่ตน ผู้อื่นไม่ได้สร้างให้เรา

คุณงามความดีเราสร้างของเราเอง ตนสร้างใส่ตนเอง ผู้อื่นบ่ได้ทำดอก เมื่อเราเป็นบาป ก็เราเป็นผู้สร้างบาปใส่เราเอง ความดีก็แม่น เราใส่เราเอง จึงได้เรียกกุศลกรรม อกุศลกรรม สัตว์ทั้งหลายจะ หรือจะร้ายก็ดี จะเป็นคนมั่งคั่งสมบูรณ์ หรือยากจนค่นแค้นก็ดี เป็นเพราะกรรมดอก พระพุทธเจ้าว่านั่นแหละ สัตว์ทั้งหลายเป็นแต่กรรม สัตว์มีกรรมของตน เป็นเพราะกรรมดอก กรรมเป็นผู้จำแนกแจกสัตว์ให้ได้ดีได้ชั่วต่างๆ กัน ครั้นเป็นผู้ทำกรรมดี มันก็ได้ความสุข ไปชาติหน้าชาติใหม่ก็จะได้ความสุข ผู้ทำความชั่ว มันก็มีความทุกข์ มีอบายเป็นที่ไป มีนรกเป็นที่ไป อ่านเพิ่มเติม

คำสอนของหลวงปู่ขาว อนาลโย

คำสอนของหลวงปู่ขาว อนาลโย

ทำไมเกิดมาไม่เหมือนกันล่ะ ไม่เหมือนกันคือความประพฤติ

ผู้นี้เขาประพฤติดี เขามีการรักษาศีล มีการให้ทาน มีการสดับรับฟัง เขาจึงมีปัญญาดี

มีการศึกษาเล่าเรียนดี อยู่ไหนก็มีแต่กรรมดี

สติเป็นแก่นของธรรม แก่นของธรรมแท้อยู่ที่สติให้พากันหัดทําให้ดี

ครั้นมีสติแก่กล้าดีแล้วทําก็ไม่พลาดคิดก็ไม่พลาด กุศลธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้น

“….เมื่อบุคคลอยู่กับสติแล้ว

สติเป็นใหญ่สติมีกําลังดีแล้ว

จิตมันจึงรวมเพราะสติคุ้มครองจิต…”

ขึ้นชื่อว่า…กิเลส…แล้ว มันจะไม่ไว้หน้าใคร มันทำลายทั้งสิ้น

แก่นแท้ของธรรมอยู่ที่…สติ

เราเองเป็นผู้ทำจิตของตนให้เศร้าหมอง

ผู้อื่นช่วยไม่ได้ แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ทำเอง…รู้เอง…ได้เอง

ที่มา :http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1418375

http://www.jetovimut.com/forum/index.php/topic,1220.0.html?PHPSESSID=465e739ea8b3c6650e3a13e6c67dc59f

“บุญ บาป สวรรค์ นรก นิพพาน” … หลวงปู่ขาว อนาลโย

“บุญ บาป สวรรค์ นรก นิพพาน” … หลวงปู่ขาว อนาลโย

…………..มีผู้ถามหลวงปู่ขาว อนาลโย ว่า “คนส่วนมากสงสัยเรื่องบุญ บาป นรก สวรรค์ นิพพาน ว่าจะมีจริงดังธรรมท่านสอนไว้หรือไม่ หนอ พระพุทธเจ้าผู้สอนธรรมเหล่านี้ก็เข้าสู่นิพพานไปนานสองพันกว่าปีแล้ว พระวาจาของพระองค์ จะยังศักสิทธิ์อยู่หรือไม่หนอ ดังนี้มีมากในชาวพุทธเราเองนี้แล สงสัยและพูดกันอยู่ทั่วไป” หลวงปู่ขาวตอบว่า

“ ข้อนี้น่าเห็นใจ เมื่อไม่รู้ไม่เห็นประจักษ์กับตัวเองตามที่ท่านบอกไว้ อดสงสัยไม่ได้ เป็นธรรมดาคนมีกิเลสตัวมืดมิดปิดทวาร แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสนใจในเหตุผลอรรถธรรมอยู่แล้ว ก็มีทางจะรู้จะเห็นและเชื่อได้ไม่สุดวิสัย ข้อสำคัญเราเป็นลูกชาวพุทธที่ทรงประกาศสอนธรรมไว้ด้วยความถูกต้อง แม่นยำตามหลักแห่งสวากขาตธรรม ที่ตรัสไว้ชอบแล้วทุกแง่ทุกมุมไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแม้แต่น้อย จึงควรยกศาสดาเป็นหลักใจไว้จะดีกว่ายกความสงสัยไว้ทำลายใจ

ส่วนความเข้าใจว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ นิพพานไม่มี นั้น เป็นเรื่องของกิเลสปิดใจไว้ ไม่ยอมให้สัตว์โลกรู้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่นั้นตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีที่เป็น ไม่ใช่ดินฟ้าอากาศมาปิดเรื่องบาป บุญ นรก สวรรค์ นิพพาน เหล่านั้น แม้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตลอดพระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ไม่มีพระองค์ใดเคยรู้เคยเห็นมาก่อนที่ธรรมยังไม่เข้าสู่พระทัยและสู่ใจ ต้องปฏิบัติลูบๆคลำๆ กรรมดำกรรมขาวไปก่อน อ่านเพิ่มเติม

พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)

พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)

* คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น
เป็นเพียงอุบายให้คนทั้งหลายหันมาดูจิตนั่นเอง
คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมายก็เพราะกิเลสมีมากมาย
แต่ทางที่ดับทุกข์ได้มีทางเดียว พระนิพพาน
การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกทางเช่นนี้มีน้อยนัก
หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไป
เราจะหมดโอกาสพ้นทุกข์ได้ทันในชาตินี้
แล้วจะต้องหลงอยู่ในความเห็นผิดอีกนานแสนนาน
เพื่อจะพบธรรมอันเดียวกันนี้
ดังนั้นเมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว
รีบปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย มิฉะนั้นจะเสียโอกาสอันดีนี้ไป
เพราะว่าเมื่อสัจจธรรมถูกลืม
ความมืดมนย่อมครอบงำปวงสัตว์ให้อยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน
อ่านเพิ่มเติม

คติธรรม – หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

คติธรรม – หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ส่วนธรรมะ ให้ดูที่จิตของตัวเอง ปฏิบัติที่จิต เมื่อเข้าใจจิตแล้ว
อย่างอื่นก็เข้าใจเอง หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือ จิต ให้กำหนดดูจิต
ให้เข้าใจจิตตัวเองสึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม

ถึงจิตไม่สงบก็ไม่ควรให้มันออกไปไกลใช้สติระลึกไป แต่ภายในกายนี้
ดูให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระ แก่นสารไม่ได้
เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา
ความหน่ายคลายกำหนัด ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน

การศึกษาธรรมด้วยการอ่านการฟัง
สิ่งที่ได้ก็คือ สัญญา (ความจำได้)
การศึกษาธรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ
สิ่งที่เป็นผลของการปฏิบัติคือ ภูมิธรรม

การปฏิบัติ ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อความคลายกำหนัด
ยินดี เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์วิมาน หรือแม้พระนิพพาน
ก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั ้งนั้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยาก
เห็นอะไร เพราะนิพพานมันเป็นของว่าง ไม่มีตัวตน หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบ
ไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง

ผู้ที่ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติหลัง หรือนรก
สวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่
ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง ๑๖ ชั้นตามมตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วย่อมได้เลื่อน
ฐานะของตนโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้ว
ในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ

คติธรรม – หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

http://www.namjaidham.net/forum/index.php?topic=969.0

วิธีปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดูลย์

วิธีปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดูลย์

แนวทางปฏิบัติธรรมของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)

1. คำปรารภ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นศิษย์รุ่นแรกสุดของท่านอาจารย์มั่นภูริทัตตเถร ภายหลังจากท่านออกเดินธุดงค์จนสิ้นธุระในส่วนขององค์ท่านแล้ว ท่านได้ไปประจำอยู่ที่วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ตลอดมาจนถึงวันมรณภาพ หลวงปู่เป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและได้แผ่บารมีธรรมอบรมสั่งสอนศิษย์ทั้งที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ ประสพผลสำเร็จในการปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหลักปฏิบัติที่ท่านนำมาสั่งสอนนั้น ไม่ใช่หลักธรรมของท่าน หรือของท่านอาจารย์ของท่านแต่เป็นพระธรรมคำสอนอันพระผู้มีพระภาคเจ้าประทานไว้นั่นเอง ท่านเพียงแต่เลือกเฟ้นกลั่นกรองนำมาสอนให้ถูกกับจริตนิสัยของศิษย์แต่ละคนเท่านั้น
หลวงปู่มีปรกติสอนเรื่องจิต จนบางคนเข้าใจว่า ท่านสอนเฉพาะการดูจิตหรือการพิจารณาจิต (จิตตานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนา) แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านสอนไว้สารพัดรูปแบบ คือใครดูจิตได้ท่านก็สอนให้ดูจิต แต่หากใครไม่สามารถดูจิตโดยตรงได้ ท่านก็สอนให้พิจารณากาย (กายานุปัสสนา และเวทนานุปัสสนา) เช่นเดียวกับที่ท่านอาจารย์มั่นสอน และในความเป็นจริง ศิษย์ฝ่ายบรรพชิตที่พิจารณากายนั้นดูจะมีมากกว่าผู้พิจารณาจิตโดยตรงเสียอีก อ่านเพิ่มเติม

ประวัติ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ธรรมะหลวงปู่ดุลย์ พระเครื่อง

ประวัติ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ธรรมะหลวงปู่ดุลย์ พระเครื่อง

ธรรมะหลวงปู่ดุลย์ ประวัติ หลวงปู่ดูลย์

ประวัติ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่ดูลย์ ถือกำเนิด ณ บ้านปราสาท อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2430 ตรงกับวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนี้พระยาสุรินทร์ฯ (ม่วง) ยังเป็นเจ้าเมืองอยู่ แต่ไปช่วยราชการอยู่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเจ้าเมื่ออุบลฯ และกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ต้องไปราชการทัพเพื่อปราบฮ่อ

บิดาของท่านชื่อ นายแดง มารดาชื่อ นางเงิน นามสกุล “ดีมาก” แต่เหตุที่ท่านนามสกุลว่า “เกษมสินธุ์” นั้น ท่านเล่าว่า เมื่อท่านไปพำนักประจำอยู่ที่วัดสุดทัศนารามจังหวัด อุบลราชธานีเป็นเวลานาน มีหลานชายคนหนึ่ง ซื่อพร้อม ไปอยู่ด้วยท่านจึงตั้งนามสกุลให้ว่า “เกษมสินธุ์” ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เลยใช้นามสกุลว่า “เกษมสินธุ์” ไปด้วย

ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คนด้วยกัน คือ

คนแรก เป็นหญิง ชื่อ กลิ้ง
คนที่ 2 เป็นชาย ชื่อ ดุลย์ (คือ ตัวท่าน)
คนที่ 3 เป็นชาย ชื่อ แดน
คนที่ 4 เป็นหญิง ชื่อ รัตน์
คนที่ 5 เป็นหญิง ชื่อ ทอง อ่านเพิ่มเติม

ธรรมข้อคิด บางประการของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ธรรมข้อคิด บางประการของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
จากหนังสือ “อตุโล ไม่มีใดเทียม”

บันทึกโดย พระโพธินันทะมุนี (สมศักดิ์ ปฺณฑิโต)
รวบรวมและเรียบเรียงเป็นเล่มโดย รศ. ดร.ปฐม นิคมานนท์
ผู้เขียน(webmaster) ขอกราบอารธนาธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ด้วยเล็งเห็นว่าธรรมข้อคิดต่างๆของท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระอริยสงฆ์ แฝงไว้ด้วยแก่นธรรมที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะปฏิจจสมุปบาท, อริยสัจ และขันธ์๕ แต่เป็นไปในลักษณะปริศนาธรรม สั้น กระชับ มีคุณประโยชน์มากแก่ผู้ที่มีพื้นฐานทางธรรมอย่างแท้จริง แต่ยากเกินเข้าใจสําหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานในธรรม จึงได้พยายามอธิบายความหมายตามความเห็นตามความเข้าใจของผู้เขียน เพื่อยังประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย อันอาจมีข้อผิดพลาดสื่อผิดจุดมุ่งหมายบางประการ ก็ต้องกราบขออภัยต่อท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโล, ท่านผู้บันทึก และท่านผู้รวบรวมและเรียบเรียงหนังสือนี้ด้วย, เพราะผู้เขียนกระทําด้วยกุศลจิต และท่านนักปฏิบัติทั้งหลายต้องโยนิโสมนสิการด้วยตัวเองอีก จึงจักเกิดประโยชน์บริบูรณ์ ในคําสอนของท่านที่ได้บันทึกไว้เพื่อประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง

วิธีเจริญจิตภาวนา
หลวงปู่ฝากไว้
อเหตุกจิต
ประวัติ และปฏิปทา
อ่านเพิ่มเติม

คาถาบารมี ๙ ชั้น บารมี ๓๐ ทัศ (ครูบาศรีวิชัย)

คาถาบารมี ๙ ชั้น บารมี ๓๐ ทัศ (ครูบาศรีวิชัย)

จากการบอกเล่ามีเนื้อความว่า …ครั้งหนึ่ง สมัยครูบาศรีวิชัยเจ้าออกเดินธุดงส์ไปตามตางแถบภาคเหนือ ในตอนท่านเดินตางผ่านโต้งนาแห่งหนึ่ง ท่านก็ได้ปะเถียงนาหรือห้างนาหลัง เถียงนาหลังนั้นถูกไฟไหม้แต่ไฟไหม้บ่หมด ยังเหลืออยูู่ตรงใจคา ท่านก็เข้าไปผ่หันใส่ปั๊บสาใบลานเหน็บอยู่ตั๊ดชายคา เขียนด้วยตั๋วเมือง ซึ่งเป็นคาถาบารมี ๓๐ ทัศ มาจนถึงปัจจุบันนี้…

สาธุ สาธุ สาธุ พระปัญญาปารมีสามสิบตั๊ด สาธุพระปัญญาปาระมีวังแวดล้อม วิริยะปาระมีล้อมระวังดี ศีลปาระมีบังหอกดาบ เมตตาปารมีผาบแป๊ทังปืน ทานนะปาระมีหื้อเป๋นผืนตั้งต่อ อุเบกขาปาระมีหื้อก่อเป๋นเวียง สัจจะปาระมีแวดระวังดีเป๋นใต้ ขันติปารมีก๋ายเป๋นหอกดาบบังหน้าไม้และปืนไฟ อธิฐานะปารมีผันผาบไปทุกแห่ง แข็งๆ แรงๆ ผายปราบฝูงหมู่มาร ผีสางพรายเผด ทุกทวีปภพถีบผั้งผายหนี นางธรณีอัศจรรย์ โสสะหมื่นผันอยู่ข้าง น้ำนทีนองกว้างต่อกว้างแตกตีฟองนานองนานอก เป๋นเข้าตอกดอกไม้ถวายบูชาพระแก้วแก่นไม้สะทัน พระพุทธังจุ่งมาผายโผดอนุญาโตดโผดผู้ข้าแต๊ดีหลี แม่ธรณีออกมารีดผมอยู่ที่ข้างธาตุจ้างร้ายข่ายคะจังงาสับดินพ่นน้ำนทีนองผัดผาย คอพรายหักทบท้าวพญามารอ่าวๆปูนกั๋วกราบยอมือขึ้นทูนหัวใส่เกล้า ผู้ข้านี้ได้จื่อว่าลูกศิษย์พระพุทธเจ้าต๋นมีบุญสมภารอันมากนัก พระพุทธเจ้าจึงจัดตั้งปารมีไว้เก้าจั้น ตั้งไว้ตั้งหน้าก่ได้เก้าจั้น ตั้งไว้ตังหลังก่าได้เก้าจั้น ตั้งแต่หัวแผวตีน ก่ได้เก้าจั้น ตั้งแต่ตีนแผวหัวก่าได้เก้าจั้นแสนวา ลูกปืนจักมาเสมอเหมือนฝนแสนห่า ก่จักบ่มาไก้ ข้าเจ้าก่เลยได้ว่า พุทธะคุนัง ธรรมมะคุนัง สังฆะคุนัง พุทธะอินทา ธรรมะอินทา สังฆะอินทา อัสอับอั้นแม่ธรณีผู้อยู่เหนือน้ำ ผู้อยู่ก้ำแผ่นดิน กอนข้าได้ระลึกกึ๊ดถึงคุณพระบิดา คุณพระมารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณพระแก้วตังสามผะกาน คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณแดด คุณฝน คุณลม คุณกุศลราชเจ้าก่ดี คุณพรุะต๋นภาวนาก่ดี คุณนางอุตราก่ดี คุณธรณีเจ้าก่ดี ขอหื้อจุ่งมาจ่วยฮักษาตังก้ำหน้าและก้ำหลังตนตั๋วแห่งข้าพระเจ้าในคืนวันนี้ยามนี้จุ่งแต๊ดีหลีแด่เต๊อะ อ่านเพิ่มเติม

. . . . . . .